ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 3 : เด็ก​ขี้ปะติ๋ว​

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 101
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    1 ก.ค. 63

หลวงวิวัฒน์อากรตรวจดูงานที่พี่ชายต่างมารดานำมาให้โดยที่รู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งคอยจ้องมองอยู่ตลอด พอเขาเงยหน้าจากหนังสือราชการนั้นก็จะพบกับดวงตากลมโต ใสแจ๋ว สีน้ำตาลเข้มหาได้ดำสนิทอย่างชาวสยามทั่วไปไม่ กำลังมองจ้องกันอยู่ พอสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น เจ้าของก็หาได้หลบเลี่ยงอย่างที่ควรจะเป็นแต่กลับส่งยิ้มหวานๆมาให้คุณหลวงเสียอย่างนั้น เมื่อแรกเจ้าตัวจ้อยกระตือรือร้นที่จะรับใช้เขา

 

 

 

“คุณหลวงมีกระไรจะใช้บ่าวรึไม่ขอรับ”

 

 

 

“ไม่มีดอกเจ้าจ้อย ฉันยังไม่นึกอยากจะกินกระไรหรือเอากระไรทั้งนั้น”

 

 

 

พอได้ยินคำปฏิเสธเจ้าตัวก็หน้าม่อยนั่งลงไปใหม่ บางคราก็นั่งเขี่ยไม้กระดานที่บ่าวในบ้านขัดจนมันวับเล่นแทนจนคุณหลวงนึกสงสัยว่าทาสในเรือนตนนั้นคุยกับไม้กระดานได้หรืออย่างไร จะออกปากไล่ว่าถ้าไม่มีกระไรทำก็ให้ไปช่วยงานคนอื่นก็นึกหวง ไม่รู้มันจะไปไถลตรงไหนเสีย จะเรียกหาก็ท่าจะลำบาก ชายหนุ่มให้คำตอบกับตัวเอง จึงทำได้แค่เงยหน้าขึ้นมาสบตาหวานหยดของมันเป็นพักๆแต่พอมองสบเข้านานๆจิตตะที่มีต่องานตรงหน้าก็ดูจะชักเลือนๆเพราะสมาธิของคุณหลวงก็หายไปหลายส่วน

 

 

 

“เรื่องถ่ายโอนภาษีหางข้าวมาไว้ที่กรมพระคลังมหาสมบัตินี้ ทีแรกเจ้าคุณพ่อก็เปรยกับพี่ว่าเกรงจะยุ่งยาก แต่พอคุณช่วงกลับมารับหน้าที่เก็บอากรที่นาก็โอนงานกันง่ายขึ้น”

 

 

 

เสียงพี่ชายเรียกสติ พ่อโชตินั้นรับราชการอยู่กรมนาตามบิดา ไต่เต้ามาตั้งแต่เริ่มเป็นขุนเกษตรกาญจน์จนได้ยศคุณหลวงเกษตรไชยศรีเมื่อฉัตรมงคลที่ผ่านมา แม้จะไม่ได้มีหน้าที่สำคัญอย่างน้องชายแต่หน้าที่การงานของชายหนุ่มก็ก้าวหน้าไม่ผิดลูกพระยาคนอื่นๆ

 

 

 

“เฮ้อ… พี่โชติอยู่หัวเมืองเสียนาน มีปัญหายุ่งยากกระไรไหมครับ”

 

 

 

คนเป็นพี่ยกยิ้มในหน้า คุณช่วงเหม่อมาได้สักพักเขาก็สังเกตเห็น ลองแบบนี้น้องชายถามแก้เก้อไปอย่างนั้นเอง หาได้ฟังเนื้อความที่เขาพูดไม่

 

 

 

“ไม่ยุ่งดอก ชินเสียแล้ว นานๆจะกลับไปพระนครสักที เป็นห่วงแม่แช่มจนป่านนี้แล้วยังไม่มีทีท่าว่าจะออกเรือน”

 

 

คุณหลวงเกษตรไชยศรีเอ่ยถึงน้องสาวของทั้งคู่ที่ร่วมท้องเดียวกับตน หลวงวิวัฒน์อากรจึงนึกขึ้นได้

 

 

 

“นี่ถ้าให้ไปอยู่ในวังแบบแม่ชิด ฝากตัวกับเสด็จก็คงไม่ต้องมาห่วงอยู่เยี่ยงนี้”

 

 

“อย่าไปพูดถึงเรื่องเก่าเลยคุณช่วง”

 

 

 

เงียบไปเสียทั้งคู่เมื่อเอ่ยถึงน้องสาวทั้งสอง คุณชิดนั้นเป็นน้องสาวท้องเดียวกับคุณช่วง อ่อนวัยกว่าพี่สาวต่างมารดาเพียงสองเดือน เมื่อคราทั้งคู่ครบ 7 ขวบ ท่านเจ้าคุณมีความประสงค์จะฝากลูกสาวเข้าไปอยู่ในวัง เหมือนดังที่เคยฝากคุณช่วง แต่คุณหญิงเกษตรกสิกิจนั้นหาข้ออ้างต่างๆนานา จนบุตรีของภรรยาน้อยท่านเจ้าคุณอย่างแม่แช่มจำต้องอยู่บ้านเสีย

 

 

 

“ไปไว้ในวังเสียทั้งคู่ ใครจะปรนนิบัติดูแลคุณพี่เล่าเจ้าคะ ดูรึเจียนหมาก เจียนพลู มวนยารึก็เก่ง ทั้งเรือนไม่มีใครเกินแม่แช่ม อยู่บ้านแหละดีแล้ว”

 

 

 

ท่านพระยาเข้าใจเจตนาของภรรยาเอกดี พอจะนึกค้าน เสียงของบุตรชายคนโตที่เกิดจากภรรยารองก็ก้องในหัว

 

 

 

“อย่าทำให้คุณหญิงขุ่นใจเลยขอรับเจ้าคุณพ่อ เรือนจะร้อนเป็นไฟเสียเปล่าๆ กระผมกับแม่แช่มอยู่แบบนี้ก็สบายดี”

 

 

 

มองบุตรชายคนนี้แล้วก็สะท้อนใจ เดิมทีท่านตั้งใจว่าจะฝากให้ร่ำเรียนในวังแบบพ่อช่วง แต่หัวเด็ดตีนขาด เมียเอกก็ไม่ยอมแม้เด็กชายจะเป็นบุตรคนหัวปีของท่านหากเกิดจากภรรยารองที่บุญน้อยที่ด่วนจากไปก่อน จนขรัวตาที่นับถือยื่นมือมาช่วยแก้ปัญหา พ่อโชติจึงได้บวชเรียนวิชาที่วัดราชประดิษฐ์จนสำเร็จมารับราชการตามที่ท่านต้องการ

 

 

 

“เอ้า! เจ้าจ้อยนั่งฟังตาแป๋ว รู้เรื่องกับเขารึเราน่ะ”

 

 

 

จ้อยนั้นได้แต่ยิ้มแหย่ ฟังรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้างตามประสา แต่ที่แน่ๆเด็กหนุ่มนั้นไม่ใคร่จะเข้าใจเรื่องของพ่อโชติและคุณช่วงเท่าใดนัก ด้วยจ้อยเกิดในครอบครัวที่ฝ่ายชายยึดมั่นในรัก ทั้งปู่ ตา และ พ่อ มีเพียงเมียเดียวไม่หวั่นไหว ส่วนท่านขุนผู้เป็นเจ้าของเรือนจ้อยก็เกิดไม่ทัน ไม่ทราบว่าท่านมีภรรยากี่มากน้อย รู้แต่ว่ามีเพียงคุณนายชั้นเป็นภรรยาแต่เพียงผู้เดียว มีบ้างที่เห็นทาสชายบางคนมีหลายเมีย แต่ลูกจากทุกเมียก็เทียมกันหมด ไม่เห็นจะได้แบ่งว่าลูกใครต่อลูกใครอย่างบ้านคุณหลวง คำเรียกคำจาก็ไม่เห็นต่าง แบ่งบ่าวแบ่งนายเยี่ยงนี้

 

 

 

“ดูรึ ถามก็ไม่ตอบ เอาแต่ยิ้ม เออ เอ็งนี่ยิ้มหวานเสียจริง ไหนขอฉันพิศหน้าสักหน่อย”

 

 

 

 

หลวงเกษตรฯเอื้อมมือเรียวไปเชยคางทาสหนุ่มพลางหันมาเอ่ยกับน้องชายว่า

 

 

 

“ว่าไหมคุณช่วง ดูๆไปหน้าเจ้าจ้อยนี่งามจริง ทั้งงามผาดงามพิศ มองผาดว่างามแล้ว พอยิ่งพิศกลับยิ่งงาม ผิวก็ขาวผุดผ่อง ดูซี พี่ว่าพี่ขาวแล้ว ยังขาวสู้มันไม่ได้ ขาวเนียนไปทั้งตัว”

 

 

 

ชายหนุ่มยื่นแขนไปเทียบสีผิว โดยไม่ได้สนใจว่าน้องชายชักจะหน้าตึง เอ่ยสัพยอกต่อว่า

 

 

 

“เห็นทีสาวจะติดกันทั้งบางเสียแล้วกระมังอ้ายจ้อย”

 

 

 

อ้ายจ้อยย่นจมูกน้อยๆเมื่อได้ยินคำนี้ ด้วยความเป็นคนช่างพูด ประกอบกับคิดว่าคนอย่างพ่อโชติเป็นถึงคุณหลวงย่อมเชื่อถือได้มากกว่าบ่าวในเรือนเป็นแน่ จึงถามออกไปอย่างใจคิด

 

 

“บ่าวงามจริงรึขอรับพ่อโชติ แต่ทำไมพี่หยดชอบบอกว่าหน้าตา ท่าทางอย่างบ่าว ใครมันจะอยากได้เป็นผัว…  

 

 

 

… ดูๆไปอย่างเอ็ง ชาตินี้เห็นทีจะไม่มีเมียเสียแล้วอ้ายจ้อย”

 

 

 

“ฮึ! ทำไมจะไม่มี ฮื้อ!! พี่หยาดก็เลิกเอาไม้กวาดมาตีจ้อยเสียที ประเดี๋ยวชาตินี้จ้อยหาเมียไม่ได้”

 

 

จ้อยหันไปพาลพาโลกับแฝดนังหยด

 

 

 

“ก็เอ็งยืนเกะกะ ข้าจะกวาดเรือน”

 

 

 

“ไม่ต้องไปโทษนังหยาดมันดอกอ้ายจ้อย ค้อนลมค้อนแล้งเก่งเยี่ยงนี้ ใครเขาจะอยากมาเป็นเมียเอ็ง…  

 

 

 

ยายกับแม่นายบอกว่าจ้อยยังเล็กนัก ยังไม่ต้องรีบหาเมีย แต่อ้ายแม้นมันก็เกิดปีเดียวกับจ้อย ตอนนี้เมียมันก็ท้องแก่ ทำไมอ้ายแม้นมีเมียได้ แต่จ้อยทำไมไม่มี ตกลงจ้อยงามหรือไม่งามขอรับพ่อโชติ”

 

 

พ่อโชตินั้นฮาครืนจนคุณช่วงอดขันตามไม่ได้

 

 

 

“เออซิวะ! อ้ายนี่ บอกว่างามก็งามอยู่ คิดว่าหลวงเกษตรฯจะพูดปดรึ”

 

 

 

“บ่าวมิกล้าดอกขอรับ ว่าแต่ที่ว่างาม งามแค่ไหนขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงกระแอมแสร้งทำหน้าจริงจัง ไม่ได้ชี้แจงแถลงว่าความงามของจ้อยนั้น งามต้องตาผู้ใด ผู้ชายหรือผู้หญิง ยืนยันหนักแน่นว่า

 

 

 

“งามพอไปวัดไปวาได้”

 

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนคุณหลวงอีกคนที่นั่งใกล้ใจกระตุก มองโฉมเจ้าตัวเล็กเสียเพลินก็ว่าได้ จนพี่ชายถามเจ้าตัวดี

 

 

 

“อยากไปไหมเล่า วัดวาที่ว่าน่ะ”

 

 

 

เจ้าจ้อยเบิกตากลมๆพยักหน้า ดูก็รู้ว่าตื่นเต้นเป็นกำลัง ละล่ำละลักถาม

 

 

 

“ไปได้รึขอรับ”

 

 

 

ครานี้พี่ชายหันมาทางเขา

 

 

 

“คุณช่วงกลับพระนครหนนี้พี่ขอพามันไปด้วยได้ไหม น่าเอ็นดูขนาดนี้อยากให้ขรัวตาท่านเห็นเสียจริงๆ คงจะชอบใจ เห็นว่าอ่านออกเขียนได้”

 

 

 

“อ่านออกครับ แต่ยังเขียนไม่ได้ดอก”

 

 

 

น้องชายเป็นผู้แก้ให้ ในใจนึกขุ่นๆคุณหลวงผู้พี่ที่มาสนใจเซ้าซี้เรื่องคนของเขา แต่ด้วยความที่ยังรักยังเกรงพี่ชายจะบอกปัดไปก็กระไรอยู่

 

 

 

“เอาไว้ผมกลับเรือนเจ้าคุณพ่อแล้วพาจ้อยไปเองดีกว่าครับ ยังซนเป็นลิงลมไม่ประสาเท่าใด ประเดี๋ยวไปขวางตาคุณแม่ จะโดนลงแส้เสียเปล่าๆ”

 

 

 

แม้พี่ชายจะฟังออกว่าคุณช่วงออกจะพูด ‘เกินไป’ สักนิด เนื่องจากคุณหญิงนั้นไม่เคยลงแส้กับผู้ใดสักครั้ง แต่ความเป็นผู้ดีแปดสาแหรกของท่านก็อาจจะเป็นภัยกับจ้อยได้เช่นกันถ้าไปกับเขา หากเจ้าตัวน้อยไปกับลูกชายคุณหญิงคงอาศัยบารมีคุณช่วงเป็นเกราะคุ้มภัยได้ดีกว่า

 

 

 

“ไว้วันไหนตามคุณช่วงไปพระนคร เราไปเที่ยววัดราชประดิษฐ์กันนะเจ้าจ้อย”

 

 

 

เจ้าตัวยิ้มหวานเต็มที่

 

 

 

“ขอรับพ่อโชติ”

 

 

“จ้อย… ”

 

 

 

น้ำเสียงที่ยามปกติทอดอ่อนชักห้วน

 

 

 

“ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

“ไปเตรียมที่นอนได้แล้ว ฉันชักจะง่วงเต็มที”

 

 

 

แม้จะไม่มีนาฬิกาดู แต่จ้อยก็รู้ว่ายังหัวค่ำ ปกติคุณหลวงไม่ได้เข้านอนเวลานี้เสียหน่อย แต่กระนั้นจะขัดก็ไม่กล้าจึงได้แต่ทำตาม

 

 

 

“นี่ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

เจ้าจ้อยหยิบเสื้อแพรต่วนเนื้อนุ่มสำหรับใส่นอนให้หลวงวิวัฒน์อากร คุณช่วงรับมาแล้วเพ่งมองใบหน้าขาวๆที่แสนจะนวลผ่อง ผิวพรรณของเจ้าจ้อยดีจริง แม้จะไม่ได้ปะแป้งร่ำแบบหญิงสาวแต่แก้มนั้นก็นวลปลั่งตามวัยเสียยิ่งกว่า ชายหนุ่มเดาว่าระหว่างรอเขามันคงไปอาบน้ำลูบตัวตามประสาคนรักสะอาดมาเรียบร้อยแล้วเป็นแน่ ขายาวขยับใกล้หีบไม้ที่นำติดตัวมา หยิบค้นเพียงครู่ก็ได้เสื้อกระบอกผ้าป่านสีนวลมาหนึ่งตัว

 

 

 

“รับไปซีจ้อย ฉันให้”

 

 

 

เจ้าจ้อยมองเสื้ออย่างดีใจ แต่ก็ยังไม่กล้ารับ คุณหลวงต้องคะยั้นคะยออีกพักใหญ่

 

 

 

“รับไปซีเอาไว้ใส่”

 

 

 

เจ้าจ้อยยกมือไหว้ นึกดีใจที่คุณหลวงเมตตามันอย่างบอกไม่ถูก ความใจดีของคุณหลวงค่อยๆสลักอยู่ในใจทีละน้อยโดยที่จ้อยไม่รู้ตัว

 

 

 

“ขอบพระคุณขอรับ จ้อย เอ๊ย บ่าวจะเก็บไว้อย่างดี”

 

 

 

“เก็บไว้ทำไม ฉันให้ก็ฉันซี ใส่เสียตั้งแต่พรุ่งนี้”

 

 

 

เจ้าจ้อยมองคุณหลวงอย่างงงๆ มือยังคงลูบคลำเสื้อที่อบร่ำมาจากในหีบไม่หยุด ใจก็คิดว่าทาสชายในเรือนนี้หากไม่ได้ออกไปธุระข้างนอกมีผู้ใดใส่เสื้อกัน

 

 

 

“พรุ่งนี้คุณหลวงจะให้บ่าวไปไหนรึขอรับ”

 

 

 

“ไม่ได้ไปไหน”

 

 

 

“อ้าว เยี่ยงนั้นให้บ่าวใส่เสื้อทำไมเล่าขอรับ”

 

 

 

“ทำไมจะใส่ไม่ได้”

 

 

 

คุณหลวงกล่าวต่อพยายามทำเสียงให้เรียบที่สุด

 

 

 

“จ้อยอยู่รับใช้ฉันทุกวัน ฉันชอบคนสุภาพใส่เสื้อแสงให้เรียบร้อยก็เท่านั้นเอง”

 

 

 

จะบอกได้อย่างไรว่าหวง ไม่อยากให้ใครมองเนื้อตัวขาวๆของมัน เจ้าจ้อยรับคำอย่างเข้าใจ ลูบๆคลำๆเสื้ออีกพักใหญ่จนแทบลืมปัดยุงให้คุณช่วง ชายหนุ่มมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยใจกรุณาที่เต็มเปี่ยม

 

 

 

“จ้อย เรียนหนังสือไหม ฉันสอนให้”

 

 

 

น้ำเสียงทอดอ่อนเมตตาปรานีทำให้เจ้าจ้อยกล้าตอบ

 

 

 

“เรียนขอรับ”

 

 

 

“มานี่ซี มานั่งใกล้ๆฉันจะสอนให้จ้อยเขียนหนังสือ”

 

 

 

คุณหลวงลงมานั่งกับพื้นตบที่ว่างใกล้ๆให้จ้อยเขยิบไปหา จากนั้นก็หยิบกระดานชนวนขึ้นมาฝึกให้จ้อยหัดเขียน

 

 

 

“เริ่มที่ตัว ก.ไก่…”

 

 

 

ความใกล้ชิดระหว่างศิษย์และผู้เป็นครูทำให้จ้อยได้กลิ่นน้ำอบฝาหรั่งจากกายคุณหลวง เจ้าตัวใจเต้นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกยามเมื่อมือแกร่งเอื้อมมาจับมือเล็กให้เขียนหนังสือ

 

 

 

“ลากจากล่างขึ้นบนแบบนี้…”

 

 

 

แก้มขาวซับสีเรื่อจนแดงปลั่ง เจ้าจ้อยไม่รู้ตัวเลยว่าไม่ได้มีแต่มันที่ใจเต้น หากคุณหลวงหนุ่มนั้นได้กลิ่นเนื้อนวลจากผิวแก้มที่ใสราวผิวเด็กก็พานให้อยากกดปลายจมูกเข้าสูดดมจนต้องห้ามใจไว้อยู่หลายครั้ง จวบจนกระทั่งจันทร์ลอยสูงขึ้นกลางนภา

 

 

 

“ดึกแล้ว… ไปนอนเถิดจ้อย”

 

 

คุณหลวงที่เห็นเจ้าตัวเล็กนั่งตาปรอยก็เอ่ยขึ้น

 

 

 

“ประเดี๋ยวบ่าวรอปิดประตูมุ้งให้คุณหลวงก่อนขอรับ”

 

 

คุณหลวงหนุ่มส่งยิ้ม ตั้งแต่นอนบ้านคุณย่ามา 5 วัน เขาอุ้มเจ้าจ้อยไปส่งที่นอนของมันเสีย 3 คืน

 

 

 

“เอาแบบนี้ จ้อยไปเอาที่นอนมานอนในห้องนี้ ฉันขี้เกียจอุ้มไปส่ง”

 

 

 

เจ้าจ้อยหน้าเสีย

 

 

 

“ฮื้อ! ขอโทษขอรับคุณหลวง วันนี้บ่าวจะไม่หลับก่อนแล้วขอรับ”

 

 

 

“ไม่เป็นไร ฉันไม่ได้ว่า ไปเถิดไปเอามา นอนเสียด้วยกันในห้อง มีกระไรฉันจะได้เรียกใข้คล่องๆอย่างไรเล่า”

 

 

 

จ้อยขัดไม่ได้จึงออกไปหอบเสื่อ หมอน มุ้งเข้ามา เป็นคุณหลวงที่ช่วยมันผูกหูมุ้ง

 

 

 

“บ่าวผูกเองขอรับคุณหลวง”

 

 

 

“ฉันเองดีกว่า ผูกสูงๆจะได้นอนสบาย”

 

 

 

ชายหนุ่มผูกเสร็จแล้วก็หันมาออกคำสั่งกับจ้อย

 

 

“เอาล่ะ ทีนี้ก็นอนเสีย ฉันจะอ่านหยังสือต่ออีกสักประเดี๋ยว”

 

 

 

“แต่…”

 

 

“ห้ามเถียง ไม่อย่างนั้นจะลงหวาย”

 

 

 

เจ้าจ้อยตาโตปิดปากนิ่ง ยอมเข้ามุ้งแต่โดยดี เพียงไม่นานก็หลับสนิท คุณหลวงนั่งอ่านหนังสืออย่างไม่มีสมาธิอยู่ครู่หนึ่งก็หันมามองคนที่นอนหลับตาพริ้มหายใจสม่ำเสมออยู่บนเสื่อพอดีตัว สังเกตว่าอากาศยามนั้นค่อนข้างเย็นแต่ร่างเล็กที่นอนขดตัวอยู่ไม่ได้ห่มผ้า มือใหญ่จึงหยิบแพรเพลาะบนเตียงตนมาห่มให้

 

 

 

“เจ้าเด็กขี้ปะติ๋ว ตัวแค่นี้ริจะมีเมีย”

 

 

 

ว่าแล้วก็คว้าแส้มาปัดยุงก่อนปิดชายมุ้งให้แล้วดับตะเกียงไฟเข้านอนที่ตัวเองบ้าง

 

 

 

“อ้ายจ้อย นั่นเอาเสื้อใครมาใส่รึ”

 

 

 

คุณนายชั้นที่เช้านี้รับข้าวพร้อมหลานชายทั้งสองคนเอ่ยทัก

 

 

 

“คุณหลวงให้จ้อยขอรับแม่นาย”

 

 

 

 

เจ้าตัวยืดอกเล็กๆที่อยู่ในเสื้อตัวโคร่ง คุณนายชั้นสำรวจดูจนถ้วนถี่แล้วหันไปหาหลานชาย

 

 

“มันจะไม่ใหญ่ไปสักนิดรึ รูปร่างพ่อช่วงห่างจากอ้ายจ้อยมันนัก”

 

 

 

 

หลานชายคนหัวปียิ้มขัน สนับสนุนผู้เป็นย่าทันที

 

 

 

“ไม่นิดดอกขอรับคุณย่า ดูเอาเถิด นั่งไหล่ตกราวกับห่มสไบ”

 

 

 

คุณช่วงเห็นจริงตามพี่ชาย รูปร่างเขานั้นสูงใหญ่ผิดกับร่างเล็กบางของมันนัก พอเอาเสื้อเขาไปใส่ เจ้าตัวดีก้มๆเงยๆหยิบของ จากที่บางคนไม่ได้มองอกขาวๆก็เกิดสนใจ อยากจะเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ในใต้ร่มผ้ารำไรให้เพลินตาไปอีก หลวงวิวัฒน์อากรตั้งใจมั่นว่าจะหาเสื้อพอดีตัวให้จ้อยผู้นี้ให้จงได้

 

 

 

“ประเดี๋ยวย่าให้แม่พวกสาวๆมันแก้ให้ จะได้พอดีตัว”

 

 

 

 

คุณนายชั้นตัดบท

 

 

 

“ทำได้รึขอรับคุณย่า”

 

 

 

นางมองผู้ถามด้วยสายตาประหลาด

 

 

 

“ถามแปลกจริงพ่อช่วง ทำได้ซี ย่ายังเคยตัดเสื้อให้อ้ายจ้อยมันใส่ตั้งสองตัว ตอนมันโกนจุก ป่านนี้คับหมดแล้วกระมัง ว่าอย่างไรอ้ายจ้อย”

 

 

 

 

“ใส่ไม่ได้แล้วขอรับแม่นาย จ้อยตัวโตขึ้นขอรับ”

 

 

 

 

เจ้าตัวดูภาคภูมิใจที่สูงใหญ่กว่าเมื่อคราอายุ 13 มามากโข

 

 

 

“ถ้าตัดเสื้อได้ กระผมว่าจะซื้อผ้ามาสักพับ เอ่อ ตัดเสื้อใส่ เหลือปลายพับก็ตัดเผื่อจ้อยสักตัวสองตัว”

 

 

 

ชายหนุ่มพยายามปั้นหน้าให้นิ่ง ไม่ให้ญาติผู้ใหญ่จับพิรุธได้ว่าตั้งใจซื้อผ้าพับมาตัดเสื้อให้ทาสหนุ่มข้างตัวมากกว่าเสื้อตน พี่ชายยิ้มในหน้าเก็บแววตารู้เท่าทันนั้นไว้แล้วช่วยพูด

 

 

 

“ดีเหมือนกันนะขอรับคุณย่า เวลาอ้ายจ้อยตามคุณช่วงเข้าพระนครจะได้มีเสื้อใส่ดีๆ ไม่มีใครว่าบ่าวคุณหลวงวิวัฒน์ฯทำเปิ่น”

 

 

 

 

คุณนายชั้นที่ล้างมือในขันหลังจากอิ่มข้าวรับเชี่ยนหมากจากมือจ้อยแล้วพลางว่า

 

 

 

 

“ไม่ต้องรอเข้าพระนครดอก ตัดไว้ใส่งานลอยกระทงปีนี้นี่แล เจ้านี่มันชอบนัก ขอไปทุกปี อยู่เที่ยวจนดึกจนดื่นเอ้า! อ้ายจ้อยจีบพลูให้ข้าที”

 

 

 

“ขอรับแม่นาย”

 

 

 

คุณนายหันมากล่าวกับหลานชายอีกครั้ง ราวกับบรรยายสรรพคุณในตัวจ้อย

 

 

 

 

“อ้ายจ้อยมันป้ายปูนแดงเก่งนัก หนักเบากำลังดี ไม่มีเผ็ด แล้วก็ไม่จืดเกินไปจนไม่ถูกปากย่า”

 

 

 

นางว่าพลางรับหมากพลูที่จ้อยจีบให้มาเคี้ยว หลวงเกษตรไชยศรีได้ทีจึงหันไปทางทาสหนุ่ม

 

 

 

“แหม พูดเยี่ยงนี้ เห็นทีกระผมจะต้องลองสักคำ ไหนจีบมาให้ฉันสักคำซีเจ้าจ้อย”

 

 

 

 

นิ้วเรียวขาวจับหมากจีบพลูอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่งดงามเท่าที่น้องสาวของเขาทำแต่ก็จัดว่าเรียบร้อยดี ไม่มีที่ติ ชายหนุ่มรับมาเคี้ยวแล้วหันไปบอกกับคุณย่าและน้องชาย

 

 

 

“เห็นทีกระผมจะติดหมากก็ครานี้เสียกระมังขอรับคุณย่า ติดใจรสมือเจ้าจ้อยเสียแล้ว”

 

 

 

ผู้ที่ไม่รับหมากอย่างคนอื่นได้แต่มอง ต่อไปเห็นทีเขาจะต้องหางานให้ จะได้ไม่ต้องมานั่งป้ายปูนแดงให้ใครต่อใครเคี้ยวหมากอีก

 

 

 

“จ้อย ตามฉันมานี่”

 

 

 

 

คุณย่าและผู้เป็นพี่มองตามหลังชายหนุ่มทั้งคู่ไป

 

 

 

“พ่อช่วงนี่อย่างไร นึกจะไปก็ไปเสียอย่างนั้น”

 

 

 

พ่อโชติหลานชายคนใหญ่รีบเอาใจหญิงชรา

 

 

 

“คงรีบไปทำงานกระมังครับคุณย่า”

 

 

 

แต่นั้นมาปรากฏว่าหลวงวิวัฒน์อากรมักจะเก็บตัวจ้อยไว้ใกล้ๆ มีเรื่องให้ใช้ หรือไม่มีให้ใช้ก็เก็บเจ้าตัวเล็กไว้ไม่ห่างตัว จ้อยเลยไม่เคยคลาดจากสายตาของคุณหลวงอีกสักครั้ง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #32 sayewj (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 11 กันยายน 2563 / 21:23
    โถคุณหลวง นี่ขนาดพยายามเก็บอาการแล้วนะ ยังทั้งหวงทั้งห่วงเจ้าจ้อยจนออกนอกหน้าจนทั้งนายเทิด ทั้งคุณหลวงโชติดูออกกันหม๊ด55555
    #32
    0
  2. #17 pimhyuk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2563 / 18:12
    คุณหลวงช่างหวงเจ้าจ้อยออกนอกหน้ายิ่งนัก เค้าจะดูออกกันหมดแล้วค่าา555
    #17
    0
  3. #15 love hyuk (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 / 22:51

    ใครดูแลใครกันแน่เนี่ย ทำไมคุณหลวงไปปัดยุงปิดมุ้งให้ตัวจ้อยได้ ^^

    ตัวจ้อยน่ารักมาก คุณหลวงก็ตามหวงไม่หยุด

    เก็บอาการไม่อยู่เลย ดีนะมีพ่อโชติค่อยช่วยบ้าง

    #15
    0
  4. #14 Jjkmy (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 22:40
    คุณหลวงคือหวงจ้อยมากอะะะ
    #14
    0
  5. #12 2510neung (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 13:10

    คุณหลวงติดเจ้าจ้อยมากอ่ะ เจ้าเด็กน่ารักของคุณหลวง
    #12
    0