ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 2 : ลูก​เมีย​น้อย​

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 99
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 11 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

จ้อยตื่นขึ้นมาตอนที่นกกาออกหากินแล้ว เรือนทางฝั่งซ้ายของคุณนายชั้นมีด้วยกัน 5 ห้อง ตัวจ้อยเองนอนอยู่หน้าห้องที่ใหญ่ที่สุดในมุ้งขนาดพอดีตัว เจ้าตัวงัวเงียเล็กน้อยก่อนเรียกหายาย แล้วนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ตนนั้นไม่ได้นอนที่เรือนทาส

 

 

“ตายละวา! คุณหลวง!”

 

 

พอนึกขึ้นได้ก็พรวดพราดเข้าไปในห้องผู้เป็นนายด้วยลืมระวังตัว หากเป็นเรือนอื่นจ้อยอาจจะโดนลงโทษที่มีกิริยาทราม ลืมระวังเรื่องมารยาท แต่โชคยังเข้าข้างที่คุณหลวงไม่อยู่ในห้องเสียแล้ว

 

 

 

“ถ้ามีใครไปฟ้องว่าจ้อยตื่นทีหลังคุณหลวง เห็นท่าจะไม่ดีแน่”

 

 

 

คิดได้ดังนั้นเจ้าตัวจ้อยก็รีบทำงาน มือเล็กลนลานปลดหูมุ้งเป็นการใหญ่ แต่เตียงของหลวงวิวัฒน์อากรนั้นค่อนข้างสูงแล้วไหนจะที่นอนยัดนุ่นที่พวกทาสผู้หญิงช่วยกันยัดจนสูงอีก ตอนผูกเมื่อวาน ทาสหนุ่มๆที่โตกว่าจ้อยมาช่วยจัดห้องช่วยกันผูก จ้อยเลยลืมสังเกตว่ามันสูงจนตนเอื้อมไม่ถึง เท้าเล็กๆเขย่งพร้อมยื่นมือไปสุดแขน

 

 

 

“ฮึบ! ฮึบ!”

 

 

 

“มาฉันช่วย”

 

 

คนเป็นนายที่เพ่ออาบน้ำมาหมาดๆ เป็นผู้ช่วยปลดมุ้งให้

 

 

 

“…”

 

 

 

เหตุการณ์นี้ไม่น่ามีกระไร น่าจะเป็นเพียงเพื่อนมนุษย์ที่มีน้ำใจช่วยเหลือต่อกันก็เพียงเท่านั้น หากแต่ผู้มีน้ำใจกับจ้อยนั้นคือคุณหลวงผู้เป็นนาย และ ประการสำคัญคุณหลวงยืนซ้อนหลังในระยะใกล้จนทาสหนุ่มได้กลิ่นหอมอ่อนๆจากน้ำอบฝาหรั่งที่คุณหลวงใช้

 

 

 

“ขอบพระคุณขอรับ”

 

 

 

เจ้าจ้อยยกมือไหว้ คุณหลวงพยักหน้าให้แล้วไม่เอ่ยกระไร จ้อยรีบเข้าไปช่วยคุณหลวงแต่งตัวอย่างรู้หน้าที่

 

 

“วันนี้ไม่ได้นุ่งผ้าม่วงดอก ใส่แค่เสื้อกระบอกแพรต่วนธรรมดา ไม่ได้ไปราชการที่ไหน”

 

 

 

คุณหลวงว่าลอยๆพร้อมสอนมันไปด้วย นี่หรือรู้งานดีของคุณย่า ก็แค่เด็กไม่ประสาเท่านั้นเอง ชายหนุ่มหันหลังกลับไปมองจ้อยผู้ซึ่งบัดนี้นั่งเรียบร้อย กำลังพับผ้าห่มของเขา ดวงตาคมมองเสี้ยวหน้าหวานกว่าบุรุษทั่วไปที่กำลังก้มลง เห็นแพขนตาเรียงกันเป็นเส้นจนนึกคันไม้คันมืออยากจะลองหยิบไม้ขีดไฟไปวางดูสักก้านว่าจะวางได้ดั่งที่เคยได้ยินเขาพูดกันไหม

 

 

 

“…”

 

 

 

วูบหนึ่งที่เห็นมือบางพับผ้าแลเก็บที่หลับที่นอน ความรู้สึกบางอย่างกวนขึ้นมาในอกจนอดรู้สึกร้อนไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมีบ่าวคนไหนเก็บที่นอนให้เขามาก่อน แต่พอเป็นเจ้าตัวจ้อยไฉนจึงเกิดอาการขัดเขินนึกอยากให้มันเป็นคนจัดเก็บเยี่ยงนี้ตลอดไปก็ไม่ทราบ คุณหลวงหนุ่มสกัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากอกแล้วเอ่ยทักทาสรับใช้

 

 

 

“ตื่นสายนะเรา”

 

 

 

เจ้าตัวจ้อยลนลานทันที ค้อมร่างลงให้ดูตัวเล็กกันไปใหญ่

 

 

 

“จ้อย เอ๊ย บ่าวขออภัยขอรับคุณหลวง ต่อไปบ่าวไม่กล้าทำอีกแล้ว คุณหลวงจะ… เอ่อ จะลงโทษบ่าว…”

 

 

 

“พอเถิดๆ ลงโทษกระไรกัน ฉันแค่ถามเท่านั้น เมื่อคืนจ้อยเฝ้าฉันจนดึกก็เลยตื่นสายน่ะซี ปกตินอนกี่ทุ่มกี่ยาม”

 

 

 

“จ้อย เอ๊ย บ่าวนอนกับยาย ไม่เคยเกินสองทุ่มสักทีขอรับ”

 

 

 

เออหนอ ยังเด็กนัก คุณย่านึกอย่างไรให้มารับใช้เขา

 

 

 

“เอาเถิด ไปดูสำรับให้ฉันไป จะได้รับข้าวเช้าเสียที”

 

 

 

“ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

 

เจ้าจ้อยเผ่นผลุงลงจากเรือนไปทันที แว่วเสียงทาสสาวๆที่ทำงานอยู่ไม่ไกล

 

 

 

“ตาเถร! อ้ายจ้อย!  เอ็งเดินประสากระไร สะดุดถังน้ำถูเรือน เซ่อซ่ากระไรแบบนี้ จะไปไหนก็ไปเลยนะ ก่อนที่ข้าจะหวดเอ็ง”

 

 

 

คุณหลวงรับข้าวเช้าแล้วก็เรียกนายเทิดทนายหน้าหอของเจ้าคุณพ่อมาช่วยเขียนงานที่ห้องอีกห้องหนึ่งซึ่งคุณนายชั้นจัดไว้ให้หลานชายได้ทำงานอย่างเต็มที่ เจ้าจ้อยที่เพ่ออิ่มข้าวจากเรือนทาสก็มาด้อมๆมองๆเผื่อผู้เป็นนายจะเรียกหา สักพักนายเทิดที่กำลังคัดลอกหนังสือก็กวักมือเรียก

 

 

 

“ช่วยอ่านทีซิวะ ข้ามองไม่ใคร่ถนัด”

 

 

 

“ได้จ๊ะ พี่เทิด”

 

 

 

เสียงอ่านหวานแว่วเรียกสายตาคุณหลวงจากหนังสือราชการได้พักใหญ่ มองปากอิ่มเจื้อยแจ้วอยู่ครู่หนึ่งก็อดนึกหวงขึ้นมาเสียอย่างนั้นไม่ได้ แต่จะขวางนายเทิดก็ดูกระไรๆอยู่ จึงคิดอุบายให้ทาสหนุ่มหยุดความใกล้ชิดทนายหน้าหอของเจ้าคุณพ่อ

 

 

“จ้อย ลงไปดูในครัวที มีกระไรกินรึไม่ รีบยกมาให้ฉัน”

 

 

 

“เอ…แต่คุณหลวงเพ่อรับข้าวนะขอรับ”

 

 

 

“เออน่ะ! เอ็งนี่ ขัดเก่งเสียจริง คุณหลวงใช้ก็ไปซีวะ”

 

 

ก่อนผู้เป็นนายจะทันหาเหตุผลมาอ้างได้ ผู้เป็นทนายหน้าหอก็เร่งจ้อยเสียก่อน เจ้าตัวน้อยหายลงไปพักหนึ่ง จนคนใช้ให้ไปหาของกินชักจะเลือนๆ ก็มีเสียงดังเอะอะมาจากหลังเรือน

 

 

 

“โอ๊ย!! ยายจ๋าจ้อยเจ็บนะ”

 

 

 

“มานี่เลย อ้ายตัวดี เอาด้วงมาคืนแม่ครัวประเดี๋ยวนี้!”

 

 

 

คุณหลวงนั้นแม้จะเพ่อมาอยู่แต่ก็จำเสียงจ้อยได้ขึ้นใจจึงเอ่ยถามทนาย

 

 

 

“กระไรกันรึ”

 

 

 

“อ้ายจ้อยมันคงสร้างเรื่องอีกน่ะขอรับ”

 

 

 

ฟังจากทนายหน้าหอของเจ้าคุณพ่อแล้ว แปลว่าอ้ายจ้อยคงสร้างเรื่องเป็นปกติ คุณหลวงหนุ่มลุกออกจากห้องไปทางหลังเรือน

 

 

 

“มีเรื่องเอะอะกระไรรึ”

 

 

 

ผู้เป็นยายหยิกแขนหลานชายหมับแล้วหันมาตอบคุณหลวง โดยมีทาสสาวอีกสองรายช่วยกันยื้อแย่งกระด้งจากมือจ้อย

 

 

 

“อ้ายจ้อยมันเอาด้วงออกมาจากโรงครัวเจ้าค่ะคุณหลวง”

 

 

 

“ด้วงกระไร”

 

 

 

ผู้เป็นนายถาม ถ้าดูไม่ผิดในกระด้งนั่นมีแต่ชานอ้อย เจ้าตัวดีได้ทีรีบฟ้อง

 

 

 

“พวกในครัวจะทอดด้วงมะพร้าวกันขอรับ คนกระไรใจยักษ์กินแม้กระทั่งด้วงตัวเล็กๆ”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มผู้ที่เพ่อเดินทางกลับมาจากต่างประเทศ แถมใช้ชีวิตห่างไกลครัวยิ่งงงหนัก จึงเรียกทุกคนมาถามความ พ่อเทิดทนายหน้าหอใช้มีดเล็กๆผ่าชานอ้อยออกมาก็จะเห็นด้วงมะพร้าวตัวขาวอวบที่อาศัยเกาะกินชานอ้อยอยู่

 

 

 

“พวกในครัวเลี้ยงไว้น่ะขอรับ พอถึงเวลาก็มาทอดกินกับน้ำจิ้ม รสมันๆอร่อยนัก”

 

 

 

“ไม่ใช่พวกในครัวเลี้ยง จ้อยเลี้ยง จ้อยเป็นคนเอาอ้อยให้พวกมันกิน”

 

 

 

คนที่โดนยายหยิกจนเนื้อขาวๆเปลี่ยนเป็นเขียวเถียงจนปากคว่ำพลางขยับตัวหลบมือผู้เป็นยายแต่ไม่พ้น

 

 

 

“ถ้าพวกในครัวไม่หามา เอ็งจะเอาด้วงที่ใดมาเลี้ยงห้ะอ้ายตัวดี”

 

 

 

ผู้เป็นยายว่า อ้ายตัวดียิ่งเบะปากคว่ำ

 

 

 

“ฮื้อ! เจ็บ!”

 

 

 

คนร้องว่าเจ็บน้ำตาร่วงเผาะๆจนคุณหลวงคนใหม่นึกสงสาร ไม่อยากเห็นหน้าหวานๆเปื้อนน้ำตาจึงหาทางไกล่เกลี่ย

 

 

 

“รับประทานอย่างอื่นกันได้ไหม ด้วงมะพร้าวนี่ถือว่าฉันขอ เอาเยี่ยงนี้ เอาเงินนี่ไป ไปหากุ้งมาเชื่อมแบ่งกัน แล้วปันมาให้ฉันด้วย ฉันอยากกินนัก อยู่ทางโน้นไม่ได้รับเสียนาน”

 

 

 

ผู้เป็นยายของจ้อยและทาสอีกสองสาวรับแต่โดยดี มีเพียงคนที่คุณหลวงยกกรรมสิทธิ์ให้เลี้ยงดูด้วงที่ท้วงเท่านั้น

 

 

 

“กุ้งเชื่อมหวานแสบไส้จะดีรึขอรับ โอ๊ย!”

 

 

 

ไม่ทันขาดคำก็โดนหยิกอีกหมับจนคุณหลวงอ่อนใจ

 

 

 

“เอาเถิดๆจบเรื่องแล้ว ไป จ้อยจะเอาด้วงไปเลี้ยงตรงไหนก็ไปจัดการเสีย ส่วนคนอื่นๆก็แยกย้ายกันไปทำงาน”

 

 

 

ชั่วเวลาไม่นานเกินรอ คนเลี้ยงด้วงของคุณหลวงก็ขึ้นมาหน้าตายิ้มแย้มแถมยกปลาแนมมาด้วย

 

 

 

“ปลาแนมขอรับคุณหลวง”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรนิ่งไปครู่หนึ่งจึ่งนึกได้ว่า ตนนั้นออกอุบายให้จ้อยไปหากระไรในครัวมาให้รับทาน

 

 

 

“อ้อ! ขอบใจนะ”

 

 

 

ว่าแล้วคุณหลวงหนุ่มก็ละจากงานมารับปลาแนมทั้งๆที่ไม่ได้นึกอยาก รับประทานได้สองสามคำก็ถามขึ้น

 

 

 

“กินปลาแนมด้วยกันไหมจ้อย”

 

 

 

เจ้าตัวดีส่ายหน้าหวือ จ้อยนั้นเคยรับทานของเหลือที่คุณนายชั้นรับไม่หมดมาบ้าง เนื่องด้วยอายุอานามของคุณนายมักจะรับกระไรได้ไม่มาก แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่นายชวนทาสกินด้วยกันเช่นนี้

 

 

 

“รับไปซี ฉันห่อให้”

 

 

 

คะยั้นคะยอกันสองสามคำ นายเทิดก็เห็นอ้ายจ้อยเคี้ยวปลาแนมหนุบหนับโดยมีคุณหลวงผู้เป็นนายห่อให้เสียอย่างนั้น เอ…มันชักจะกระไรๆอยู่ เหมือนหลวงวิวัฒน์อากรจะนึกได้จึงหันมาถามทนายหน้าหอของเจ้าคุณพ่อที่ขอมาช่วยงานตน

 

 

 

“กินด้วยกันไหมนายเทิด”

 

 

 

“กระผมยังไม่หิวขอรับ”

 

 

 

พอปฏิเสธไปคุณหลวงก็ไม่คะยั้นคะยอ หันไปห่อปลาแนมส่งให้จ้อยต่อ ทนายหน้าหอที่ทำงานมาพอสมควรรู้ดีว่ากระไรควรเห็น กระไรควรพูดก็สลัดบางอย่างออกจากใจแล้วก้มหน้าก้มตาคัดลอกหนังสือต่อ

 

 

 

“เป็นอย่างไรบ้างพ่อช่วง เห็นว่าเพ่อตัดสินคดีด้วงมะพร้าวไปไม่ใช่รึ”

 

 

 

หลังจากอิ่มสำรับคาวมื้อเที่ยง คุณนายชั้นก็มานั่งเอนหลังโดยมีหลานชายมาคุยด้วย

 

 

 

 

“อย่าไปถือสาอ้ายจ้อยมันเลยนะ มันยังเด็กนัก ไม่ค่อยประสา ซนไปเรื่อย”

 

 

 

คุณหลวงนึกขันคุณย่าจนส่งยิ้มบางออกมา

 

 

 

“ไหนว่าไม่ประสา แล้วทำไมยังให้มารับใช้กระผมเล่าครับ”

 

 

 

“ก็มันพูดจารู้เรื่อง ถึงจะพูดน้ำไหลไฟดับ แต่มันก็ใช้งานง่าย หนังสือหนังหาก็อ่านเข้าใจ หยิบจับกระไรก็คล่อง”

 

 

 

“กระผมว่าจะเรียนถามคุณย่าเรื่องนี้อยู่พอดี ทำไมคุณย่าถึงใจดีสอนจ้อยอ่านหนังสือเล่าครับ”

 

 

 

แม้ไม่ได้พูดตรงๆแต่คุณนายก็รู้ดีว่าหลานชายหมายถึงกระไร ทาสในเรือนของท่านเหตุไฉนถึงอ่านหนังสือได้เช่นนี้ ออกจะผิดธรรเนียมอยู่สักหน่อย

 

 

 

“ย่าไม่ได้สอนดอก แม่กับยายของมันสอน พ่อช่วงเองก็คงเห็นว่าหน้าตาผิวพรรณมันดีผิดทาส เหมือนลูกผู้ดีมีสกุลมากกว่า…”

 

 

 

ว่าแล้วคุณนายก็เล่าย้อนไปถึงอดีตของครอบครัวจ้อย ตายายของจ้อยนั้นจัดว่าอยู่ในระดับเข้าขั้นเป็นเศรษฐีอยู่ที่เมืองปากน้ำ ทั้งคู่มีลูกสาวสวยด้วยกันหนึ่งคน เมื่อลูกสาวเพ่อพ้นวัยโกนจุกผู้เป็นพ่อที่ล่องเรือไปค้าขายก็สำเภาล่มทิ้งให้ลูกเมียเป็นหนี้เป็นสินกับการลงทุนครานั้น

 

 

 

“อาของแม่เจือรู้จักกับย่าตอนที่เขามาล่องขายของแถวนครไชยศรี เขาพาสองแม่ลูกมาขาย ย่าสงสารเลยรับไว้ แม่เจือแม่อ้ายจ้อยเขาสวยจริงๆ ถ้าบ้านอื่นรับไว้คงไม่แคล้วถูกขืนใจเป็นเมียทาส”

 

 

 

ท่านล่ะไว้เสีย เรื่องที่ว่าคุณหญิงมารดาของคุณหลวงเคยหึงหวงจนมิให้ลูกผัวกลับเรือนมานี้เยี่ยมตัวท่าน ส่วนตัวคุณหลวงนั้นก็เห็นจริงดังคำคุณย่า เรื่องความงามของมารดาจ้อย เพราะเจ้าตัวดูจะได้รับการถ่ายทอดมาเก้าถึงสิบส่วน

 

 

 

“ทางนั้นเขาเอาเงินไปทำทุนค้าขายจะได้มีอัฐใช้หนี้ เขาว่าครบปีแล้วจะมาไถ่คืน”

 

 

 

คุณหลวงพอจะเดาเรื่องได้เมื่อยามฟังคุณย่าว่าต่อไป

 

 

 

“สำเภาล่มเสียทั้งพี่ทั้งน้อง แม่ใจกับแม่เจือสองแม่ลูกเลยติดกับย่าจนป่านนี้”

 

 

 

“แล้วพ่อของจ้อยเล่าครับ”

 

 

 

“เป็นทาสในเรือนเบี้ยของย่านี่แหละ เจ้าเนื่องมันเป็นคนดี คอยช่วยเหลือแม่เจืออยู่เรื่อย แรกๆมาอยู่ทำกระไรไม่เป็นดอก ลูกคุณหนูนี่นะก็ได้เจ้าเนื่องนี่แหละคอยช่วย แม่เจือเขาเห็นใจมันก็เลยได้กันจนมีอ้ายจ้อย แต่เสียดายบุญน้อยเสียทั้งคู่”

 

 

 

คุณนายทอดสายตาขณะเล่า ใจคิดถึงเด็กสาวและสามีหนุ่มของหล่อน

 

 

 

“แม่เจือเขาไม่เคยทำงานหนัก ก็เจ็บออดๆแอดๆมาเรื่อยจนมีอ้ายจ้อยยิ่งเจ็บหนัก แต่ก็ยังอยู่จนสอนมันอ่านหนังสือออก พอแม่มันตาย พ่อมันก็ใจน้อยตายตามเมียไปเสียอีกคนทิ้งให้แม่ใจกับย่าเลี้ยงมันมานี่แหละ”

 

 

 

“จ้อยเลยอ่านออกแต่เขียนไม่ได้…”

 

 

 

“อย่ามามองย่าแบบหาความนะพ่อช่วง ย่าน่ะทั้งเคี่ยวทั้งเข็ญให้มันเขียนหนังสือ หมดก้านธูปไปไม่รู้กี่ดอก มันร้องห่มร้องไห้ราวกับนางละคร หนังสือหนังหาย่าเปรอะไปหมดเลยต้องปล่อยไป ที่ย่าให้มันรับใช้พ่อช่วงเพราะมันช่วยแยกหนังสือได้นี่แล”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรพอทราบประวัติคร่าวๆของเจ้าตัวจ้อยแล้วก็พอใจยิ่งนัก นึกในใจว่าจะลองถามเจ้าตัวดู หากเขาเป็นผู้สอนให้ อ้ายจ้อยจะยอมหัดเขียนหนังสืออยู่ไหม

 

 

 

“ใครจะมานะพี่หยด”

 

 

 

“พ่อโชติ หลานแม่นายอีกคน เห็นว่าเป็นคุณหลวงเหมือนกันนะ หลวงเกษตรไชยศรีแต่เอางานมาให้คุณหลวงวิวัฒน์ฯ”

 

 

 

เจ้าจ้อยที่วันนี้ว่างช่วงกลางวันเนื่องจากหลวงวิวัฒน์อากรไปราชการ มันจึงมีเวลามาช่วยคนอื่นจัดของในสวนที่จะมีผู้มารับซื้อที่ท่าน้ำ

 

 

 

“เขาจะค้างด้วยรึจ๊ะ จ้อยเห็นพี่หยาดขึ้นไปถูเรือนฝา”

 

 

 

เรือนฝาที่ว่าคือเรือนฝากระดานขนาด 7 ห้องข้างเรือนใหญ่ของคุณนายชั้น นานๆจะมีแขกมาพักเสียทีจึงต้องช่วยกันทำความสะอาด

 

 

 

“เออ เขาค้างที่เรือนนั้นแล”

 

 

 

หญิงสาวหน้าตาคำขำ รูปร่างสูงโปร่งพอๆกับจ้อยหันมาตอบ

 

 

 

“เขาก็เป็นหลานแม่นาย แล้วทำไมไม่ค้างด้วยกันที่เรือนใหญ่”

 

 

 

“ก็คุณหญิงไม่ยอมน่ะซี ถามมากจริง โน่น! เรือพ่อค้ามาโน่น เอ็งไปยกผักมาอ้ายจ้อย”

 

 

 

 

จ้อยยังไม่ทันได้คำตอบเรื่องคุณหญิงทำไมจึงไม่ยอมก็ต้องเดินไปยกเข่งผัก ยกได้ไม่เท่าไหร่ ทาสชายอีกคนก็กุลีกุจอมาช่วย

 

 

 

“ขอบใจจ๊ะพี่”

 

 

 

เจ้าตัวดียิ้มหวาน ก่อนเดินลงไปที่ท่าน้ำช่วยหยดและทาสคนอื่นขายของ กำลังขายเพลินๆก็เห็นพ่อเทิดยื่นหน้าออกมาจากเก๋งเรืออีกลำที่มาเทียบ

 

 

 

“มาๆขึ้นมาก่อนพ่อโชติ”

 

 

 

เสียงพ่อเทิดกระตือรือร้นพร้อมยื่นมือไปให้คนในเก๋งเรือจับ จ้อยเห็นมือขาว เรียวยาวดุจลำเทียนยื่นออกมา คุณหลวงคนนี้ก็นุ่งผ้าม่วงเสื้อราชประแตนเหมือนกันแต่แลดูรูปร่างบอบบาง อ้อนแอ้นกว่าหลวงวิวัฒน์ฯนัก จ้อยเพ่งมองหน้าที่จัดว่าสววเกกินชายด้วยความตื่นใจ จนเจ้าของใบหน้านั้นรู้สึกตัว

 

 

“มองกระไรรึ เจ้าตัวเล็ก”

 

 

 

น้ำเสียงกึ่งสัพยอกมากกว่าจะดุจริงจัง เจ้าตัวน้อยยกมือขึ้นไหว้ คุณหลวงจึงทัก

 

 

 

“น่ารัก น่าเอ็นดู ชื่อกระไรน่ะเรา”

 

 

 

“บ่าวชื่อจ้อยขอรับคุณหลวง”

 

 

“ไม่ต้องเรียกคุณหลวงดอก ฉันมีชื่อว่าโชติ”

 

 

คุณหลวงยังว่าอย่างอารมณ์ดี

 

 

 

“ขอรับคุณโชติ”

 

 

“อย่ามาบังอาจเรียกฉันว่าคุณโชติ”

 

 

 

จู่ๆคุณหลวงคนนี้ก็ทำหน้าดุ จ้อยตกใจจนหน้าเสีย ชายหนุ่มผู้นั้นจึงหัวเราะเบาๆแล้วพูดต่อ

 

 

 

“เรียกฉันว่าพ่อโชติก็พอ แล้วนี่กำลังทำกระไรรึจ้อย ท่าทางน่าสนุก”

 

 

 

“บ่าวกำลังช่วยพี่หยดขายของในสวนขอรับ”

 

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มตอบ พ่อเทิดจึงแถลงแก่หลวงเกษตรไชยศรีว่า

 

 

 

“ช่วยยุ่งเสียมากกว่า เจ้านี่เป็นจอมยุ่งของที่นี่เทียวละพ่อโชติ”

 

 

 

หลวงเกษตรฯหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นเจ้าจ้อยย่นจมูกใส่ทนายของเจ้าคุณพ่อ ชายหนุ่มยืนดูทาสในเรือนคุณย่าช่วยกันทำมาค้าขายอยู่ครู่หนึ่ง คนที่ตนประสงค์จะมาหาก็มาถึง

 

 

 

“พี่โชติ ไม่พบกันเสียนาน สบายดีรึครับ”

 

 

 

“สบายดีครับคุณช่วง พอดีตอนที่คุณช่วงกลับจากอีหรอบ พี่เพ่อจะย้ายมาสุพรรณฯเลยไม่ได้ไปรับถึงพระนคร”

 

 

 

พี่น้องทักทายกันพอหอมปากหอมคอ คุณช่วงก็สังเกตเห็นคนของตน เจ้าจ้อยยืนยิ้มแป้นมือนึงก็หยิบส้มโอส่งให้พ่อค้าที่มารับซื้อ หลวงวิวัฒน์แลเห็นพวกทาสหนุ่มๆที่ติดตามเจ้านายมามองตัวขาวๆบางๆของมันไม่วางตาก็ว่าได้แถมยังพูดจาแทะโลมเสียอีก

 

 

 

“หวานแน่รึ”

 

 

 

คนพูดไม่ใช่พ่อค้า แต่คงเป็นทาสที่ติดตามมา ส่งสายตากะลิ้มกะเหลี่ยมายังจ้อย เจ้าตัวน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราว ตั้งท่าแต่จะบรรยายสรรพคุณของในสวน

 

 

 

“หวานซี ส้มโอน่ะ ลูกโตๆก็ยิ่งหวาน ยิ่งถ้าเปลือกเหลืองๆเยี่ยงนี้จะหวานกว่าลูกเขียวอีกนะจ๊ะ”

 

 

 

ทาสหนุ่มอีกคนขยับเข้ามาชิดเพื่อนก่อนว่า

 

 

“แต่ข้าว่าลูกเล็กๆก็ท่าทางจะหวานว่ะ ยิ่งขาวๆแบบนี้ด้วยนะ”

 

 

 

ว่าแล้วก็หัวเราะครื้นเครงกันใหญ่ นางหยดยืนอยู่ใกล้ๆจึงสะกิดจ้อยให้ถอยไปด้านหลัง

 

 

 

“อ้าว! จะรีบไปไหนเล่าพ่อ ช่วยหยิบส้มโอเนื้อขาวๆมาให้อีกสักลูกซี”

 

 

 

จ้อยที่กำลังงงว่าทาสชายพวกนี้ทำไมทำทีราวกับเกี้ยวตนอยู่ก็ก้มลงหยิบส้มโอให้

 

 

 

“จ้อย!!”

 

 

 

เสียงทรงอำนาจตวาดเสียงดัง เสียงนั้นทำให้ทาสหนุ่มๆหยุดสรวลเสเฮฮาได้ชะงักนัก ผู้พูดเองมองกวาดไปทั่วด้วยดวงตาคมกริบวาววับราวกับโกรธใครมาสักสิบชาติ

 

 

 

“ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

“ตามฉันไปบนเรือนประเดี๋ยวนี้”

 

 

 

จ้อยวางส้มโอในมือทันที แล้วรี่ตามไป หากแต่เมื่อไปถึงคุณหลวงไม่เห็นจะมีกระไรเรียกใช้ นอกจากพาพ่อโชติไปกราบคุณนาย จ้อยจึงมานั่งข้างๆแม่หยาด น้องสาวฝาแฝดของนางหยด

 

 

 

“เอ้า!ใครอยู่ตรงนั้น ช่วยพาพ่อโชติไปที่เรือนที”

 

 

 

เสียงแม่นายเรียกหา นางหยาดรับคำแล้วเดินนำไป ประจวบกับหยดเดินมาพอดีจ้อยจึงถือโอกาสตามไปที่เรือนฝาด้วย แล้วถามถึงข้อสงสัยของตัวที่ยังไม่กระจ่าง

 

 

 

“ที่ว่าคุณหญิงไม่ยอมให้พ่อโชตินอนที่เรือนใหญ่นี่ทำไมรึจ๊ะพี่หยด แล้วยังมีอีกนะ ทำไมเรียกคุณหลวงวิวัฒน์ว่าคุณช่วง แต่เรียกคุณหลวงเกษตรฯว่าพ่อโชติล่ะจ๊ะ ไหนว่าเป็นคุณหลวงเสมอกัน”

 

 

 

 

เจ้าตัวนั้นพร่ำถามแต่สิ่งที่สงสัยใคร่รู้ เลยไม่ได้สังเกตสังกาว่าต้นเรื่องที่เดินนำหน้านั้นบังเอิญได้ยินด้วย พ่อโชติยิ้มให้จ้อยแต่ไปไม่ถึงดวงตา

 

 

 

“เพราะเป็นลูกเมียน้อย หาใช่ลูกคุณหญิงท่านอย่างไรล่ะ เขาไม่ให้เรียกอ้ายโชติก็ดีถมไปแล้ว”

 

 

............... 

 

ค่อยๆปูเรื่องเนิบๆกันไปนะคะ​ แต่​คงพอจะเดาได้ว่าใคร​เป็น​ทาสใคร

อีหรอบ​ คือ​ Europe นะ​คะ​ คนยุค​นั้น​เรียกแบบนี้คงพอจะเคยผ่านตากันมาบ้าง

ส่วน​คนที่​อ่าน​ออก​แต่​เขียน​ไม่ได้​มีอยู่จริงนะคะ​ ทวดของไรต์​เองค่ะ​ อ่านวรรณคดี​เล่มหนาๆจบได้เป็นเล่มๆแต่เขียน​ไม่ได้​แม้​แต่​ ก.​ไม่แน่ใจ​ว่า​สมัย​ก่อน​เค้าสอนกันยังไง​ ขอบคุณ​ที่​เข้ามา​อ่าน​นะคะ​

พ่อ​โชติ​ = ฮีนิม

นายเทิด​ = พี่ทึกเองค่า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 11 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

78 ความคิดเห็น

  1. #50 Vanila (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 / 00:24

    เอ้าๆๆๆคุณหลวง หวงหรือหึงกันเเน่นะ เเต่อย่ามาทำเจ้าจ้อยเจ็บตัวเเละเสียใจนะ

    #50
    0
  2. #31 sayewj (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กันยายน 2563 / 21:24
    แน๊คุณหลวงช่วง มีหวงมีห่วงอ่ะ เจ้าจ้อยก็ซื่อเสียจริงเต่น่ารักมากๆๆๆ ใครเจอก็เอ็นดูเนี่ย พ่อโชติก็เหมือนกัน^^
    #31
    0
  3. #11 love hyuk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2563 / 14:26

    ตัวจ้อยน่ารักนะ มีแต่คนชอบ 

    คุณหลวงก็หวงเก่ง อาการออกเยอะเลย

    อยากให้คุณหลวงสอนน้องเขียนหนังสือ 

    เผื่อจะมีประโยชน์กับตัวน้องเองในวันข้างหน้าด้วย

    #11
    0
  4. #10 ihypha (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 17:53
    เจ้าจ้อยตัวน้อยๆเตะตาหลายคนแล้วน้าาา คุณช่วงจะทนไหวแค่ไหนนะ 555
    ส่วนพ่อโชติไม่ต้องน้อยใจไปเป็นลูกใครเราก็รัก 😁
    #10
    0
  5. #8 pimhyuk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 17:14
    จ้อยนี่มีแต่คนเอ็นดูจริงๆ แหระ มันน่ารักพาซื่อดีอ่ะ ^^
    #8
    0
  6. #7 2510neung (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 20:24

    เจ้าจ้อยน่ารักมากกกกก
    #7
    0
  7. #6 Jjkmy (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2563 / 18:49
    พ่อโชติก็เอ็นดูจ้อยด้วย งื้อออ
    #6
    0