ทาส [ฟิคSJ] [WonHyuk] [SJ]

ตอนที่ 1 : Love at frist sight

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 133
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    17 มิ.ย. 63

พุทธศักราช 2428

 

 

 

เรือสำปั้นจ้างล่องไปตามลำน้ำท่าจีนที่ไหลผ่านนครไชยศรี ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ใบหน้าคมคาย แลดูสง่าในชุดราชประแตนนั่งอยู่ในลำเรือเอ่ยถามอย่างชวนคุยว่า

 

 

 

“พ้นโค้งนี้ไปก็ถึงบ้านคุณย่าแล้วใช่ไหมนายเทิด ฉันไม่ได้มาเสียนาน เรือกสวนไร่นาแถบนี้เปลี่ยนไปมากทีเดียว”

 

 

 

“ขอรับคุณช่วง เอ๊ย! คุณหลวง ที่นาตรงนี้ของแม่นายทั้งนั้น ใครๆเขาก็ว่าเอาไม้ปักลงตรงไหนในนครไชยศรีก็เจอแต่ที่ของคุณนายชั้นขอรับ…”

 

 

 

ชายหนุ่มยกยิ้มไม่ว่ากระไร เพียงแต่ฟังนายเทิด ทนายหน้าหอของเจ้าคุณพ่อพูดไปเรื่อยๆ หลวงวิวัฒน์อากร หรือ พ่อช่วง ตามคำเรียกขานของคุณหญิงผู้เป็นมารดากับคุณนายชั้นผู้เป็นย่าเป็นบุตรชายคนโตของพระยากสิกิจ ข้าราชการผู้มีหน้าที่เก็บภาษีหางข้าวแห่งกรมนากับคุณหญิงผู้เป็นภริยาเอก ชายหนุ่มเพ่อสำเร็จการศึกษามาจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษด้วยทุนเล่าเรียนหลวงนำมาซึ่งความภาคภูมิใจของท่านผู้เป็นบิดายิ่งนัก เมื่อกลับมาก็เข้ารับตำแหน่งคุณหลวงทันทีโดนไม่ผ่านขั้นขุน ตามแบบฉบับผู้ที่ร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ มีหน้าที่เก็บอากรที่ดินทำนาของกรมพระคลังมหาสมบัติ จึงเป็นเหตุให้ต้องมาประจำการที่นครไชยศรีแห่งนี้ หากโชคดียังมีแก่คุณช่วง ผู้มีกำเนิดดี คือมีย่าซึ่งก็คือคุณนายชั้น ภรรยาม่ายของขุนเกษตรกสิกรรม ผู้เป็นเศรษฐีนีอยู่เมืองนี้ ชายหนุ่มจึงถือโอกาสมาพักอาศัยอยู่กับหญิงชราผู้เป็นย่าระหว่างที่มารับราชการที่นี่

 

 

 

“จ้อยเอ๊ย! จ้อย!! แม่นายเรียก คุณหลวงท่านจะมาถึงแล้ว”

 

 

 

เสียงทาสในเรือนเบี้ยของคุณนายชั้นตะโกนโหวกเหวกลั่น ร่างเล็กบางของเด็กหนุ่มกระโดดผลุงลงจากต้นมะยมที่อยู่บนหัว

 

 

 

“ตาเถร! เอ็งขึ้นไปทำกระไรบนนั้น อ้ายจ้อย!”

 

 

 

“ขึ้นต้นมะยมก็ไปเก็บมะยมกินน่ะซีป้าย้อย เอาไหม ฉันแบ่งให้ มะยมต้นนี้นะ หวานชื่นใจเสียจริงๆ”

 

 

 

ใบหน้าเล็ก ปากสีสด อิ่มเต็ม แย้มยิ้มสดใส จ้อยพูดไปหัวเราะไปอย่างผู้ที่มีอารมณ์สุนทรีอยู่เป็นนิจ แถมยังยื่นผลมะยมลูกเล็กๆให้ทาสหญิงวัยเกิน 50 อย่างมีน้ำใจ

 

 

 

“ทะลึ่งนักนะเอ็ง มะยมที่ไหนมันจะหวานวะ หนอย! ริจะมาหลอกข้า ไปๆ แม่นายเรียกหาตั้งนานแล้ว”

 

 

 

ร่างโปร่งบางติดจะเล็กกว่าเด็กหนุ่มวัย 17 ทั่วไป วิ่งโลดไปทางเรือนใหญ่ในทันที

 

 

 

“แม่นายเรียกกระผมรึขอรับ”

 

 

 

“เออ ไปไหนมาล่ะเจ้าจ้อย หัวหูมอมดูไม่ได้เยี่ยงนั้น เมื่อกี้เห็นช่วยถูเรือนรับหลานข้าอยู่ดีๆ เผลอแพล็บเดียวหายไปเสียแล้ว”

 

 

 

“จ้อยไม่ได้อู้งานนะขอรับ จ้อยช่วยพี่หยดยกถังน้ำมาถูเรือนเสร็จแล้ว ก็เลยไปเก็บมะยมว่าจะเอาให้ยายเชื่อมให้แม่นายรับทานขอรับ”

 

 

 

เจ้าตัวว่าตากลมแป๋วเป็นประกาย คุณนายชั้นยิ้มอย่างเอ็นดู รู้ว่าเจ้าตัวดีนั้นค่อนไปทางมีมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก ท่านจึงว่า

 

 

 

“แหม! กระบวนการประจบข้าล่ะไม่มีใครเกินเอ็ง ไม่ต้องมาปากหวาน งานเสร็จแล้วข้าไม่ว่ากระไรดอก มานี่มานั่งใกล้ๆช่วยกระไรข้าสักหน่อย”

 

 

 

เจ้าตัวเล็กจ้อย นั่งพับเพียบเรียบร้อย เอี่ยมเฟี้ยมอยู่เบื้องล่างคุณนายผู้เป็นเจ้าของบ้าน

 

 

 

“ให้จ้อยรับใช้กระไรรึขอรับ”

 

 

 

“ช่วยแยกจดหมายที ข้าตาไม่ดีเสียแล้ว จดหมายราชการของพ่อช่วงทั้งนั้นส่งมาถึงก่อนเจ้าตัวเสียอีก อ้ายจ้อย เอ็งรีบจัดการแยกเสียให้เรียบร้อย พอหลานข้ามาถึงนึกอยากจะทำงานก็จะได้ทำได้คล่องๆ หามีกระไรติดขัด”

 

 

 

“ขอรับ”

 

 

 

จ้อยเหมือนทาสที่ทำงานใกล้ชิดนายในบ้านผู้ดีทั่วไป เจ้าตัวมีกิริยามารยาทเรียบร้อย รู้กาลเทศะเป็นที่ยิ่ง แม้ในยามที่ว่างงานจะทะโมนไปบ้างตามประสาเด็กหนุ่ม หากเมื่อยามที่แม่นายต้องการเรียกใช้ เจ้าจ้อยก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง

 

 

 

“สงสัยหลานข้าจะมาถึงแล้วกระมัง”

 

 

 

เสียงบ่าวไพร่เอะอะตึงตัง ส่งเสียงอึกทึกกันทางท่าน้ำ เพียงครู่เดียวชายหนุ่มร่างสูงที่ดูแปลกในสายตาของคุณนายก็เดินขึ้นเรือนมา ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มสะดุดใจจ้อยเมื่อแรกพบเห็นจนต้องค้อมตัวลงต่ำเพื่อหลบสายตา ยามร่างสูงใหญ่นั้นคุกเข่าลงใกล้เขาจนได้กลิ่นน้ำอบฝาหรั่งอ่อนๆโชยมาช่างพาให้ใจสั่น ผู้มาใหม่ก้มลงกราบตักผู้เป็นย่า

 

 

 

“พ่อช่วงของย่า ไหว้พระเถิดจ๊ะ บุญรักษานะลูก”

 

 

 

คุณนายน้ำตาซึมเมื่อเห็นหน้าหลานชายที่จากไปไกลอีกครั้ง ทาสคนเดิมที่รู้ใจส่งผ้าซับน้ำตาให้อย่างรู้งาน

 

 

 

“กระผมคิดถึงคุณย่าอย่างที่สุดขอรับ”

 

 

 

“ปากหวานไม่เคยเปลี่ยน ที่อีหรอบเป็นอย่างไรบ้าง กับข้าว กับปลาของเขากินได้ไหม เอ…แต่ดูท่าน่าจะรับได้ พ่อช่วงของย่าถึงได้ดูสูงใหญ่ถึงเพียงนี้”

 

 

 

คุณนายว่าพลางลูบเนื้อลูบตัวคุณช่วงก่อนจะดึงขึ้นมานั่งข้างกัน จากนั่งปากก็เอ็ดลั่นๆตามประสาผู้มีใจร้อน

 

 

 

“หาน้ำหาท่ามาให้หลานข้ารึยัง แหม! อีพวกนี้ ช่างไม่รู้งานเสียจริง ต้องให้ข้าสั่งอยู่เรื่อย”

 

 

 

บ่าวผู้หญิงคนหนึ่งส่งแก้วน้ำมีฝาปิดที่ท่านเจ้าคุณซื้อมายกไว้ให้บุตรชายผู้คุ้นกับแก้วน้ำอย่างชาติตะวันตกมากกว่าขันน้ำอย่างไทยๆให้เจ้าจ้อยส่งต่อให้คุณหลวงด้วยความที่นั่งใกล้กว่า

 

 

 

“น้ำขอรับคุณหลวง”

 

 

 

คุณหลวงหนุ่มที่กำลังยื่นมือมารับแก้วน้ำต้องชะงัก เมื่อเห็นเนื้อตัวท่อนบนเปล่าเปลือยของเด็กชายผู้ที่ขาวผุดผาดยิ่งกว่าผู้หญิง การแต่งกายดูอย่างไรก็เป็นทาสชาย แต่ผิวพรรณนี่ซี ใครที่ไหนช่างใจร้าย นำลูกหลานที่หน้าตาดีเยี่ยงนี้มาขาย เขาอยากจะรู้นัก

 

 

 

“ขอบใจ”

 

 

 

“รู้จักกันไว้ก็ดี นี่เจ้าจ้อย ย่าจะให้มันคอยรับใช้พ่อช่วง มีกระไรก็สั่งมันได้ อ้ายจ้อยมันเป็นทาสในเรือนเบี้ย กระไรๆในเรือนมันรู้ทั้งหมด ใช้คล่องยิ่งนัก”

 

 

 

ชายหนุ่มฟังแล้วขมวดคิ้ว ทาสในเรือนเบี้ย เกิดและโตในเรือนนี้กระนั้นหรือ ทำไมก่อนหน้านี้เขาไม่เคยสังเกตเห็น แต่พอมานึกๆดูก็ไม่แปลก ตัวเขาเองนั้นเกิดและเติบโตในเรือนของเจ้าคุณพ่อที่พระนคร นานๆครั้งจะได้มาบ้านคุณย่าที่นครไชยศรี ด้วยเหตุที่ว่าเจ้าคุณพ่อส่งไปรับใช้และร่ำเรียนในวังของเสด็จในกรมตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อย่างรุ่นหนุ่มก็เป็นบุคคลกลุ่มแรกๆที่เดินทางไปศึกษาต่อยังประเทศแถบยุโรป ดังนั้นความทรงจำเกี่ยวกับบ้านสวนของคุณย่าจึงห่างเต็มที เมื่อมาเจอทาสที่มีรูปร่าง หน้าตา ต้องตา ต้องใจเช่นนี้จึงอดสนใจไม่ได้

 

 

 

“ขอรับคุณย่า”

 

 

 

ชายหนุ่มยิ้มรับ หากประโยคต่อมาราวกับคุณย่าไม่ได้สนทนากับเขา แต่ท่านพูดดังๆให้ได้ยินทั่วทั้งเรือน

 

 

 

“แม่พวกสาวๆบนเรือนมีมากก็จริง แต่พ่อช่วงเป็นชาย ย่าเกรงว่าจะไม่สะดวก เลยให้ผู้ชายรับใช้ดีกว่า อีกอย่างอ้ายจ้อย ตัวมันน้อยแค่นี้ กล้องแกล้งกว่าใคร จะทำงานแบกหาม ลงงานสวน ดำนาอย่างคนอื่นเขาก็ไม่ไหว ให้มันช่วยพ่อช่วงบนเรือนใหญ่นี่แล”

 

 

 

ถึงคุณย่าไม่เอ่ยตรงๆ ชายหนุ่มก็เข้าใจเจตนา เพราะมารดาย้ำนักย้ำหนาด้วยหวงบุตรชาย

 

 

 

“คุณหลวงของแม่ยังหนุ่ม อย่างเพ่อรีบมีใคร ดูๆไปให้เสียก่อน เอ่อ อย่าเอาอย่างเจ้าคุณพ่อ มากเมีย มากคนก็มากความรู้ไหม ถือเสียว่าแม่ขอ ให้คิดเสียว่าเหมือนเมื่อครั้งที่ไม่มีเมียแหม่มมาฝากแม่ก็แล้วกัน”

 

 

 

ถึงจะรู้ใจบุพการีทั้งสองแต่ก็อดหยอกไม่ได้ หลวงวิวัฒน์อากรจึงแสร้งปรารภว่า

 

 

 

“จ้อยแลเพ่อจะสิบสี่สิบห้า จะรู้ความ รู้ประสาให้กระผมเรียกใช้รึขอรับคุณย่า หรือว่าอย่างไรเจ้าจ้อย รู้ประสาหรือยังนะเรา”

 

 

 

ท้ายประโยคคุณหลวงหันไปหยอกผู้ที่จะมาทำหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดตน

 

 

 

“ปีนี้บ่าว 17 ปีเต็มแล้วขอรับ”

 

 

 

“อ้อ เกิดปีมะโรงฤทธิศก 2411 เยี่ยงนั้นรึ”

 

 

 

“ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

ผู้อื่นฟังแล้วเข้าใจ ไม่เข้าใจบ้าง บ้างก็ไม่สนใจ ด้วยคิดว่าเองการเลิกทาสเป็นเพียงข่าวลือ แต่เจ้าจ้อยนั้นนัยน์ตาแวววาวด้วยมีความหวัง ร่างบางยิ้มหวานจับใจให้คุณหลวงหนุ่ม ยังไม่ทันเอ่ย คุณนายชั้นก็รีบพูดด้วยกลัว แม่พวกสาวๆจะเสนอตัวรับใช้หลานชายของหล่อน

 

 

 

“มันยิ่งกว่ารู้ประสา 17 ปีเต็มแล้ว แต่เจ้านี่มันตัวเล็ก ย่าเลยเรียกมันจ้อยอย่างไรเล่า เกิดมาก็เล็กกว่าใครเขา นึกว่าไม่รอดเสียแล้ว เมตตามันเถิดหนา นึกเสียว่าสงสารลูกนกลูกกานะพ่อช่วง”

 

 

 

“ขอรับ คุณย่า”

 

 

 

คุณหลวงยิ้มรับผู้เป็นมารดาของบิดา อนิจจา เศรษฐีนีม่ายแห่งนครไชยศรีหารู้ไม่ว่าหลานชายของนางนั้น ได้คิดเลยความเมตตากับทาสหนุ่มมาไกลกว่าผู้ใดจะคิดเสียแล้ว

 

 

 

“งามเหลือเกินคุณหลวง สูงสง่า หล่อกว่าเจ้าคุณตอนหนุ่มๆนัก”

 

 

 

เสียงทาสสาวนางหนึ่งทำท่าเคลิ้มฝัน อีกนางก็รับกันเป็นลูกคู่

 

 

 

“เออ ข้าล่ะอิจฉาไอ้จ้อยนัก ดูซี แม่นายสั่งไม่ให้พวกเราไปป้วนเปี้ยนที่เรือนฝั่งซ้ายของคุณหลวง มีกระไรก็ให้ฝากไอ้จ้อย อย่าไปเสนอหน้ากับคุณหลวง พวกที่ได้ไปถูเรือนก็มีแต่รุ่นป้า ข้าล่ะเจ็บใจนัก”

 

 

 

“เจ็บใจแล้วอย่างไร เอ็งขัดแม่นายได้รึ รึเอ็งอยากให้นายเงินเอาไปขายที่บ้านคุณชื่น”

 

 

 

เสียงแม่ครัวใหญ่ตะโกนถาม สองสาวส่ายหน้าทันที ทำท่าขนพองสยองเกล้า

 

 

 

“ไม่เอาดอกจ๊ะ คุณชื่นเธอใจดี แต่ลูกผัวเธอนี่ซี ไม่ไหว ลงหวายพวกทาสทุกบ่อยไป จะดีร้ายอย่างไร แม่นายของพวกเราก็ไม่เคยโบยด้วยหวายเลยสักครั้ง”

 

 

 

“นั่นอย่างไรเล่า ข้าอยู่มาจนป่านนี้ ไม่เคยเห็นแม่นายลงหวายใครสักที เต็มที่ถ้าทำผิดก็ลงโทษอย่างอื่น ตักเบี้ยกระไรก็ว่าไป โชคดีของทาสอย่างเราๆแล้วล่ะวะ อ้าว! นั่น! ไอ้จ้อยมาพอดี มายกสำรับให้คุณหลวงใช่หรือไม่”

 

 

 

“ใช่จ๊ะป้า แม่นายว่าคุณหลวงเธอรับแยกกับแม่นายมื้อเย็น เห็นว่ากินดึก แม่นายหิ้วท้องรอไม่ไหว”

 

 

 

เจ้าจ้อยเล่าตามประสาคนพูดเก่ง จากนั้นก็ช่วยกันยกสำรับไปพร้อมกับทาสสาวอีกสองคน ไปถึงเจ้าตัวก็จัด พอคุณหลวงหนุ่มที่เปลี่ยนจากชุดราชประแตนเป็นเสื้อกุยเฮงกับกางเกงแพรเพลาะเดินลงมาก็รีบยกขันให้ท่านล้างมือแล้วส่งผ้าสะอาดให้เช็ด

 

 

 

“คุณย่ารับข้าวแล้วรึเจ้าจ้อย”

 

 

 

“รับแล้วขอรับ แม่นายรับข้าวตั้งแต่บ่ายแก่ ท่านว่ารับค่ำอาหารพานจะไม่ย่อยขอรับ”

 

 

 

คุณหลวงเงยหน้ามองผู้รายงานเจื้อยแจ้ว จะว่าไปแม้มื้อนี้จะรับข้าวคนเดียวแต่ก็ดูเจริญตานัก ชายหนุ่มมองทาสหนุ่มที่กระเถิบตัวลงไปอย่างรู้หน้าที่แล้วเอ่ยปากชวนคุย

 

 

 

“ไหน มื้อนี้มีกระไรบ้าง”

 

 

 

เจ้าจ้อยรับลูกทันทีตามประสาซื่อ มันนั้นสมกับที่คุณนายชั้นว่า หากไม่ชื่อเจ้าจ้อย ก็ควรจะชื่อเจ้าแจ้ว เพราะพูดจาเจื้อยแจ้ว เป็นนกแก้ว นกขุนทอง

 

 

 

“มีน้ำพริกปลาทูรสไม่จัดขอรับ แม่นายว่าคุณหลวงเพ่อมาจากเมืองอีหรอบกลัวจะรับรสจัดไม่ได้ แล้วก็มีหมูต้มหวานกับแกงเผ็ด แต่แม่ครัวก็ยังห่วงเลยทำต้มจืดตำลึงให้คุณหลวงอีกอย่างขอรับ”

 

 

 

ผู้เป็นนายพยักหน้ารับอย่างพึงใจ สมแล้วที่คุณย่าให้คอยรับใช้เขา ท่าทางทาสผู้นี้มองดูแล้วผ่องแผ้ว เพิ่มความสดชื่นให้ผู้อยู่ใกล้เป็นยิ่งนัก คุณหลวงหนุ่มรับข้าวไปได้หลายคำก็สังเกตว่าเจ้าจ้อยนั่งจ้องตาไม่กะพริบ

 

 

 

“มีกระไรรึ”

 

 

 

“…”

 

 

 

“ไม่ต้องกลัวฉัน มีกระไรก็ว่ามา”

 

 

 

“ถูกปากรึไม่ขอรับคุณหลวง”

 

 

 

“…”

 

 

 

พอเห็นผู้เป็นนายนิ่งไปจ้อยก็รีบแถลงไข

 

 

 

“บ่าวจะได้นำความไปบอกแม่ครัว ป้าแกจะได้ดีใจน่ะขอรับ”

 

 

 

พอเห็นท่าทีกล้าๆกลัวๆของเด็กหนุ่ม คุณหลวงก็ยกยิ้ม

 

 

 

“อร่อยนัก ถูกปากฉันเลยทีเดียว ฝากบอกป้าแกด้วยว่าขอบใจมาก อ้อ ขอบใจจ้อยด้วยที่ยกสำรับมาให้ฉัน”

 

 

 

“มันเป็นหน้าที่ของบ่าวอยู่แล้วขอรับ”

 

 

 

ปากอิ่มยิ้มรับสดใส

 

 

 

อากาศยามสามทุ่มที่นครไชยศรีเย็นจนเจ้าจ้อยต้องห่อไหล่ มือเล็กจัดที่หลับที่นอนให้คุณหลวงอย่างดี แล้วหยิบแส้ปัดยุงมานั่งคอยท่า ไม่นานคุณหลวงหนุ่มก็ก้าวเข้ามา ชายหนุ่มขมวดคิ้วมุ่น เขานั้นเกิดในเรือนพระยา แถมยังเป็นลูกคุณหญิง ชินกับการที่มีผู้คนรายล้อมเอาใจก็จริงแต่ทว่า การจากบ้านไปศึกษาเป็นเวลาหลายปีทำให้ชินกับการใช้ชีวิตในห้องนอนคนเดียวมากกว่าที่จะมีทาสหรือใครมาคอยรับใช้ในยามส่วนตัว หากแต่พอมองใบหน้าขาวใส เนื้อตัวผุดผ่องเป็นยองใย ดูก็รู้ว่าเจ้าตัวก็เพ่ออาบน้ำมาก่อนหน้าเขา นั่งปั้นจิ้มปั้นเจ่ออยู่ก็ออกปากไล่ไม่ลง

 

 

 

“มารอกระไรรึจ้อย”

 

 

 

“มารอปัดยุงให้คุณหลวงขอรับ”

 

 

 

“ไปนอนเถิด ฉันยังไม่นอน ว่าจะอ่านหนังสือเสียก่อน”

 

 

 

“แม่นายสั่งไว้แล้วขอรับ ว่าคุณหลวงนอนดึกชอบอ่านหนังสือเลยให้จ้อย เอ๊ย บ่าวมาคอยรับใช้”

 

 

 

เจ้าตัวว่าพร้อมยิ้มแป้น พอชายหนุ่มนั่งลง ทาสหนุ่มก็หยิบถาดเงินใส่จดหมายส่งให้ด้วยกิริยานอบน้อม คุณหลวงมองมือขาวไม่วางตา

 

 

 

“จดหมายของคุณหลวงขอรับ บ่าวแยกจดหมายส่วนตัวกับของทางราชการไว้ให้แล้ว”

 

 

 

คำพูดนั้นสะดุดหูคุณหลวงหนุ่มทันที เขาหลุดปากถามไป

 

 

 

“แยกจดหมาย อ่านหนังสือออกรึจ้อย”

 

 

 

เจ้าจ้อยยิ้มแหยแลน่าเอ็นดู

 

 

 

“ออกขอรับ แต่เขียนไม่ได้ จ้อยชอบอ่านพระอภัยมณี ชอบนางผีเสื้อสมุทร ชอบสินสมุทร แต่ไม่ชอบสุดสาครขอรับ”

 

 

 

ถ้าเป็นผู้อื่น ชายหนุ่มคงเอ็ดว่าตอบเกินความจำเป็น แต่พอนี่เป็นเจ้าจ้อย เสียงเล็กๆราวกับยังไม่แตกเนื้อหนุ่มของมันกลับทำให้เขาฟังได้

 

 

 

“…อืม…ก็ดี”

 

 

 

นี่คงเป็นเหตุผลหนึ่งที่คุณนายชั้นผู้เป็นย่าให้จ้อยมารับใช้เขา ชายหนุ่มนั่งอ่านหนังสือได้ไม่นานก็สังเกตว่าคนถือแส้ปัดยุงเริ่มสัปหงกจึงตัดใจลุกไปเข้านอน

 

 

 

“คุณหลวงจะนอนแล้วรึขอรับ”

 

 

 

เจ้าจ้อยรีบดับตะเกียงที่โต๊ะอ่านหนังสือ เหลือไว้เพียงตะเกียงดวงเดียวในห้อง พอร่างสูงล้มตัวลงนอนก็ใช้แส้ปัดๆยุงอีกสองสามทีแล้วก็ทำท่าจะปิดประตูมุ้ง

 

 

 

“อย่าเพ่อเอามุ้งลง ฉันอึดอัด”

 

 

 

“…”

 

 

 

คนรับใช้ทำหน้าฉงนแต่ก็ไม่กล้าถาม หลวงวิวัฒน์อากรจึงช่วยขยายความให้

 

 

 

“ฉันชินกับการไม่มีมุ้งนอนเสียแล้ว”

 

 

 

เจ้าจ้อยเป็นคนฉลาดจึงนึกรู้

 

 

 

“ที่เมืองอีหรอบ เขาไม่นอนมุ้งกันรึขอรับ”

 

 

 

ชายหนุ่มพยักหน้ารับ

 

 

 

“ใช่”

 

 

 

จ้อยอดไว้ไม่ได้จริงๆจึงถามต่อ

 

 

 

“แล้วทำอย่างไรให้ยุงไม่หามเล่าขอรับ”

 

 

 

กิริยาเอียงคอสงสัยพร้อมปัดยุงขวับๆไปด้วย ทำเอาคุณหลวงนึกขัน แต่ก็ตอบตามใจ

 

 

 

“ที่นั่นหนาวมาก ไม่มียุงดอก”

 

 

 

“หนาวมากรึขอรับ”

 

 

 

คนอยากรู้อยากเห็นยังซักต่อ แทบลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นนาย ส่วนตนเป็นแค่บ่าว

 

 

 

“หนาวจนน้ำในสระเป็นน้ำแข็ง”

 

 

 

ดวงตากลมโตของเจ้าตัวดีเบิกกว้าง เพียงครู่เดียวก็ส่องประกายวาววับราวกับตากวาง

 

 

 

“คนหลวงมีบุญเหลือเกินขอรับที่ได้เห็น”

 

 

 

“ไม่ใช่มีบุญดอก ฉันแค่ขยันเรียน”

 

 

 

เจ้าจ้อยอยากจะแย้ง ทาสอย่างมันต่อให้ขยันอย่างไรก็คงไม่มีวาสนาจะได้เห็น แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่ยายและนายแม่พร่ำสอนให้มันมีมุทิตาจิตก็ไม่สูญเปล่า เจ้าตัวน้อยยินดีกับคุณหลวงโดยปราศจากจิตที่คิดริษยาอย่างแท้จริง มันยิ้มหวานจับจิตคุณหลวงหนุ่ม ก่อนเอ่ยอย่างจริงใจ

 

 

 

“คุณหลวงเก่งกว่าใครเหมือนที่นายแม่บอกไว้จริงๆขอรับ”

 

 

 

หลวงวิวัฒน์อากรมองกลับด้วยหัวใจที่กระตุก ชายหนุ่มพยายามข่มตาลงก่อนจะคิดฟุ้งซ่าน

 

 

 

“พอฉันหลับแล้ว ช่วยปิดมุ้งให้ด้วย”

 

 

 

เสียงหวานรับคำไม่อิดออด

 

 

 

“ขอรับ”

 

 

 

เสียงแส้แหวกอากาศห่างไป อากาศเย็นก็จริงแต่สำหรับผู้ชินกับเมืองหนาวหลายปีย่อมไม่เป็นผล พอเปลือกตาคมเผยอขึ้น เขาก็เห็นผู้รับหน้าที่ปรนนิบัติ ‘พัดวี’ ซบหน้าหลับลงกับฟูกที่รองรับตัวเขา ชายหนุ่มยิ้มบาง

 

 

 

“เด็กหนอเด็ก ไหนว่ารู้ประสาแล้ว ดูเอาเถิดมานั่งหลับเยี่ยงนี้”

 

 

 

คุณหลวงผู้ที่เพ่อเข้ารับราชการหมาดๆก้าวลงจากเตียง จากนั้นก็มองซ้ายขวาเพื่อมองหาที่เก็บที่นอน หมอน มุ้งอีกชุดในห้อง ยามนี้ดึกเกินกว่าจะเรียกใคร แถมคนที่คุณย่าท่านว่าเรียกได้ก็นั่งหลับ ดูอย่างไรก็น่าเอ็นดูนัก ชายหนุ่มก้าวเท้าออกนอกห้อง คิดเองว่าตู้ด้านหน้าอาจจะพอมีเครื่องนอน สายตาก็ปะทะกับมุ้งที่กางอยู่หน้าห้องท่ามกลางความมืด เดาว่าผู้เป็นเจ้าของ คงเป็นผู้เดียวกับผู้ที่นั่งหลับในห้องของเขา มือใหญ่เปิดประตูมุ้งค้างไว้ ก่อนกลับเข้าไปในห้อง ค่อยๆประคองร่างเล็กจ้อยสมชื่อขึ้นมาอุ้มแล้วนำมาวางบนเสื่อที่นอนของเจ้าตัว นึกได้ก็ฉวยแส้มาปัดยุงก่อนปิดมุ้งให้

 

 

 

“Sweet dreamเจ้าตัวจ้อย”

 

 

 

ผู้ที่มาจากอังกฤษยกยิ้ม ตกลงนี่ใครเป็นทาสใครกันแน่หนอ…

 

 

 

...............

 

เรื่องนี้คุณหลวงเป็นทาสน้องนะคะ คุณช่วง ไรต์เอามาจากคำว่าชเว ค่ะ ขอบคุณทุกคนที่หลงมาอ่านนะคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

82 ความคิดเห็น

  1. #30 sayewj (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 9 กันยายน 2563 / 21:25
    เอ้าคุณหลวง ไหงเป็นฝ่ายไปปรนนิบัติทาสอย่างเจ้าจ้อยเยี่ยงนั้นซะล่ะคะ555 เอ็นดูเจ้าจ้อยมากท่าทางจะแสบซนแล้วก็ฉลาดน่าดู
    #30
    0
  2. #13 Grazia (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 / 22:05

    อ่านเพลินมากๆ เลยค่ะ รู้สึกเอ็นดูเจ้าจ้อยตามไปด้วย คุณหลวงนี่มีบุญจริงๆ ได้ทาสน่ารักขนาดนี้มารับใช้

    ชอบภาษาและเกร็ดความรู้ที่แฝงมากเลยค่ะ

    #13
    0
  3. #9 ihypha (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 27 มิถุนายน 2563 / 17:50
    ชื่อเจ้าจ้อยนี่มาจากเจรจาเก่งหรือเปล่าคะ พูดเก่งมาก 555 น่ารักจนคุณช่วงที่เพิ่งเคยเจอจ้อยยังเอ็นดูขนาดนี้ ต่อไปจะขนาดไหนน้าาา
    เราตามอ่านทั้งในนี้แล้วก็ RAW เลยค่าา สนุกมาก อยากให้กำลังใจไรต์ เม้นให้ 2 ที่เลย 5555
    #9
    0
  4. #5 pimhyuk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2563 / 05:49
    เจ้าจ้อยคือพูดไม่หยุดถามนิดเดียวตอบเผื่อไปอีกสามคำถาม555 คุณหลวงจะต้องตกเป็นทาสเจ้าจ้อยแน่ๆ รอติดตามนะคะ ^^
    #5
    0
  5. #4 Iove hyuk (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 20:53

    ตกลงคุณหลวงต้องมาดูแลเจ้าจ้อยใช่ไหมเนี่ย

    เจ้าจ้อยก็ช่างเจราจา หน้าตาก็น่ารัก คุณหลวงเห็นทุกวันต้องยิ่งรักยิ่งหลงแน่ๆ ^^

    จะรอติดตามนะคะไรท์ ^_^

    #4
    0
  6. #3 2510neung (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2563 / 10:24

    เจ้าจ้อยน่ารักแบบนี้

    คุณหลวงน่าจะไม่รอดหลงน้องแน่ๆอ่ะ
    #3
    0
  7. #2 Jjkmy (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2563 / 23:57
    ต่อไปคุณหลวงได้เป็นทาสจ้อยแน่ๆ🤭
    #2
    0