บันทึกชีวิตเรียนหมอที่จีน จากวันแรกถึงวันลา(ออก)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 27,286 Views

  • 49 Comments

  • 145 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    4,456

    Overall
    27,286

แนะนำเรื่องแบบย่อๆ

ประสบการณ์ตรงจากคนที่ไปเรียนหมอที่ประเทศจีน ใครที่สนใจไปเรียนหมอที่จีนต้องอ่าน ผู้ปกครองที่อยากให้ลูกเรียนหมอที่จีนต้องอ่าน ใครที่สงสัยว่าเรียนหมอที่จีนตั้ง6ปี เขาทำอะไรกันบ้างต้องอ่าน!


ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้
ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปเรียนหมอที่ประเทศจีนเป็นเวลาสั้นๆระหว่างปี 2012-2014 แม้ว่าภายหลังผู้เขียนจะลาออก แต่อย่างไรก็ตามผู้เขียนได้เห็นพัฒนาการการเรียนหมอที่จีนตั้งแต่ชั้นปีที่1 จนจบชั้นปีที่6 รวมถึงหลังจากจบแพทย์ที่จีนไปแล้ว ผ่านประสบการณ์โดยตรงของตัวเองและจากเรื่องราวของเพื่อนและรุ่นพี่ของผู้เขียนซึ่งมีทั้งกำลังจะจบและเรียนจบแพทย์แล้ว

หวังว่าเรื่องนี้จะมีประโยชน์กับน้องๆที่กำลังคิดจะไปเรียนหมอที่ประเทศจีน

พ่อแม่ที่คิดจะส่งลูกไปเรียนหมอที่ประเทศจีน

และท่านผู้อ่านที่สงสัยว่าเรียนแพทย์ที่จีนมันเป็นอย่างไร

ปัจจุบันผู้เขียนย้ายมาศึกษาที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีภาคภาษาอังกฤษ(BBA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อยากให้เด็กๆและผู้ปกครองอ่านช่องคอมเมนต์ด้วยครับ มีนักเรียนแพทย์ที่จีน(mbbs)กรุณานำเสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจครับ


Facebook: Jessadakorn Chaolumbua

สารบัญ อัพเดท 3 เม.ย. 62 / 23:31

บันทึกเป็น Favorite

ตอน
ชื่อตอน

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ Peerajays จากทั้งหมด 1 บทความ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

49 ความคิดเห็น

  1. #49 อิอิอิ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 22:55

    เรื่องแต่งริเรื่องจริงครับ

    #49
    0
  2. #48 ดิเรก (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 18 เมษายน 2562 / 06:23

    เรียนไป...

    สิ่งที่ทำให้คนเราต่างกันมากกว่าคือชีวิตในวัยทำงาน ซึ่งยาวนานกว่ามาก

    #48
    0
  3. วันที่ 9 เมษายน 2562 / 16:14

    เรียนจบจุฬาแล้วยังอยากเป็นหมออยู่ไหมครับ

    #47
    0
  4. วันที่ 7 เมษายน 2562 / 01:41
    ชีวิตเราคล้ายกันเลยค่ะ แต่ต่างกันตรงที่เราเรียนคือแพทย์แผนจีน中医 เราเรียนที่ไทยที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งจนถึงปีสาม หลังจากทะเลาะกับตัวเองตั้งแต่ปีสอง เราเริ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า จากนั้นเราตัดสินโดดสอบ ลาออกแล้วกลับบ้าน เพราะรู้ว่าทนไม่ไหวอีกแล้ว เราหลอกตัวเองว่ามันโอเคไม่ได้ เพราะเราไม่อยากจบไปเป็นแพทย์ที่ไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเรียน เป็นแพทย์ที่ไม่เก่งเพราะท่องเอาจากตำราไปสอบแต่ในหัวมันว่างเปล่า ตอนนี้เรากำลังซิ่วอยู่ พึ่งสอบใหม่ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปติดที่ไหน แต่เรารู้ตัวแล้วว่าเราอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร ขอบคุณที่แชร์ประสบการณ์นะคะ ขอบคุณที่ทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ไม่ได้เจอเรื่องแบบนี้คนเดียว คุณเข้มแข็งมาก อ่านเรื่องของคุณแล้ว เรามีกำลังใจขึ้นมากเลย ขอบคุณนะคะ
    #46
    0
  5. #45 Gamm (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 03:27

    สุดยอดมากๆเรยค่ะ ชื่นชมในความพยายามค่ะ

    #45
    1
    • #45-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 17)
      30 มีนาคม 2562 / 17:28
      ขอบคุณครับ
      #45-1
  6. #44 Yelly (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 30 มีนาคม 2562 / 01:00

    ขอบคุณเขียนดี อ่านเพลินและได้สะท้อนมุมมองความคิดดีเลย

    #44
    1
    • #44-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 17)
      30 มีนาคม 2562 / 17:28
      ขอบคุณครับ
      #44-1
  7. #43 นร. (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 12:11

    ... I​ appreciate every decisions in​ my​ life...

    เยี่ยมครับ​ ขอให้เติบโต​ พัฒนาตนเองต่อไป​ จนได้พบกับตัวตนที่แท้จริง​ และปลดปล่อยศักยภาพสูงสุดออกมาให้โลกประจักษ์นะครับ

    #43
    1
    • #43-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 17)
      30 มีนาคม 2562 / 17:27
      ขอบคุณครับ
      #43-1
  8. #42 sheldon_cooper (@sheldon_cooper) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 29 มีนาคม 2562 / 10:23

    ตอนนี้ จขกท เรียน จุฬา ชั้นปีที่เท่าไหร่แล้วครับ จากตอนสอบอายุ 23

    #42
    1
    • #42-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 17)
      29 มีนาคม 2562 / 10:56
      ปีสองครับ
      #42-1
  9. วันที่ 28 มีนาคม 2562 / 00:13

    ชีวิตของคุณเหมือนชีวิตของเราเลยเรื่องเหตุผลการลาออก ฃึมเศร้า แต่เราเลือกลาออก ที่ต่างคงจะเราเริ่มธุรกิจ แต่เธอเรียนต่อ ซึ่งสุดยอดมากๆค่ะ ยังไงก็เป็นกำลังใจให้นะคะ

    #41
    1
    • 28 มีนาคม 2562 / 14:34
      ขอบคุณครับ เป็นกำลังใจให้เช่นกันครับ
      #41-1
  10. #40 arachne_athena (@nudee1) (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 26 มีนาคม 2562 / 19:21
    มหาลัยก็ส่วนหนึ่ง แต่คุณอาจะปรับตัวกับภาษาอังกฤษสำเนียงจีนไม่ได้ อย่าบอกว่ามหาลัยแพทย์ที่จีนไม่ได้มาตรฐาน หลายๆมหาวิทยาลัย ที่rank สูงๆ เขาปรับตกเป็นตก ไล่เด็กไทยออกเพราะเรียนไม่ผ่านเกณฑ์ก็เยอะ รุ่นพี่ที่สอบใบ วอ ได้ก็หลายคน มีต่อเฉพาะทางบ้างเเล้วด้วย แม้ แต่สอบusmile step1 ระหว่างเรียน ก็มีเยอะ ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติการที่คุณเลือกเข้ามหาลัยที่rankตำ่ คุณก็ต้องเตรียมใจในระดับนึงว่า คงไม่มีอาจารย์ที่เก่งๆเยอะ เราพบเจออาจารย์หลายท่านที่ภาษาไม่เก่ง แต่พยายามสอนเรา อธิบายเรา ทำpptเยอะมาก หลายสไล เพราะกลัวเด็กไม่เข้าใจที่สอน มาร์คส่วนสำคัญให้ด้วย สำหรับ เรา การเลือกมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องสำคัญมากกับการมาเรียนที่ต่างประเทศ
    #40
    1
    • #40-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 15)
      26 มีนาคม 2562 / 21:38
      ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ

      1. เรื่องสำเนียงอาจารย์
      อาจารย์ส่วนใหญ่มี strong Chinese accent จริงครับ ปัญหาไม่ใช่ฟังไม่ออก แต่ปัญหาคืออาจารย์ส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษไม่ดีพอสำหรับสอนในคลาสระดับอุดมศึกษา กล่าวคือ บ่อยครั้งอาจารย์ใช้ภาษาอังกฤษถ่ายทอดความคิดของตัวเองไม่ได้ครับ ทำให้บางครั้ง เป็นคลาสฟังอาจารย์อ่านสไลด์ไป

      2. เรื่อง ranking
      มหาวิทยาลัยที่ผมไปเรียน ไม่ใช่มหาวิทยาลัยท็อปของประเทศ แต่เป็นมหาวิทยาลัยเอกของมณฑลที่มีชื่อเสียงในระดับหนึ่ง เพื่อนคนจีนที่รู้จักกันในไทยถึงกับตกใจที่ผมบอกว่าหลักสูตรที่ไปเรียนไม่มีคุณภาพ

      หลักสูตร mbbs ที่เปิดๆกันเป็นหลักสูตรค่อนข้างใหม่ และรับเฉพาะนักศึกษาต่างชาติเท่านั้น(ไม่มีคนจีนในคลาสเรียน) ดังนั้น คุณภาพจะแตกต่างจากหลักสูตรแพทย์ที่คนจีนเรียนกันจริงๆ ที่มีความเข้มข้นกว่ามาก

      ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นข้อมูลกับรุ่นน้องที่คิดจะไปเรียน สิ่งที่อยู่ในบทความคือสิ่งที่ผมประสบพบเจอมาทั้งสิ้น และรุ่นน้องก็มีโอกาสที่นะได้เจอสิ่งเดียวกัน เพราะฉะนั้น การเรียนหมอที่จีนไม่ง่าย มีอุปสรรค แต่ก็จบเป็นหมอได้เช่นกัน

      เรื่องที่มีแพทย์ที่จบจากจีนได้เรียนต่อเฉพาะทางน่าสนใจมาก หากมีโอกาสอยากให้มาแชร์ให้น้องๆฟังครับ จะได้เห็นภาพว่าถ้าจบแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อ
      #40-1
  11. #39 Forgetmenot (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 23:22

    เป็นกำลังใจให้นะคะ ชีวิตเราก็คล้ายคุณมากเลย เราเรียน หมอที่หนึ่งแต่เราก็ลาออกเพราะ ต่างกันนิดหน่อยตรงที่เราเป็นโรคซึมเศร้า แล้วเป็นหนักมากแบบไม่ยอมออกจากห้องที่หอเลย หมอที่รักษาบอกว่า ก่อนจะเป็นหมอรักษาคนไข้ เราต้องรักษาตัวเองให้ได้ก่อน เราเลยยอมลาออก ก็กลับมาเรียนใหม่นะคะชีวิตดีขึ้นมากเลยคะ สู้ๆเช่นกันนะคะ

    #39
    1
    • #39-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 17)
      25 มีนาคม 2562 / 23:39
      ขอบคุณมากครับ เป็นกำลังใจให้เช่นกันนะครับ :)
      #39-1
  12. #38 Chinen~Akii (@-Cynthia-) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 14:38
    ชีวิตมหาลัยที่จีนต้องเจออย่างนี้จริงๆ 555
    #38
    1
    • #38-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 10)
      25 มีนาคม 2562 / 23:37
      เจอเยอะมาก กลางคืนมุมมืดๆ ตามสนามกีฬาเพียบ
      #38-1
  13. #37 saroya_nyny (@saroya_nyny) (จากตอนที่ 17)
    วันที่ 25 มีนาคม 2562 / 08:08
    พี่ค่ะหนูอยากทราบอาการของโรคซึมเศร้าานะค่ะ
    #37
    1
    • #37-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 17)
      25 มีนาคม 2562 / 08:21
      http://www.prdmh.com/แบบประเมินโรคซึมเศร้า-9-คำถาม-9q.html

      #37-1
  14. #36 Fremont (@helpPreaw33) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 22:41

    แแปลกจริงๆเลยพี่!!

    #36
    1
    • #36-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 8)
      25 มีนาคม 2562 / 23:38
      ตื่นเต้นดีครับ555
      #36-1
  15. วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 15:17
    เราเคยคิดอยากเรียนแพทย์นะ เราเกรดไม่สวย แต่ก็เกือบ3 แต่ตอนนั้น เรามองว่า รร.เราก็ไม่เลว ดังนั้นเกรดน้อยของรร.ก็คงไม่เลวร้ายมาก
    แต่...เพื่อนเราเอาข้อสอบมาให้ลองทำ ตั้งแต่ข้อสอบสอบเข้าปีเก่า ข้อสอบที่ของวิชาที่เรียนจริงๆ แล้วที่รร.ก็มีโปรแกรมฝึกงานแพทย์ คือให้เข้าไปลองดูงานจริงๆในรพ. แล้วก็มีค่ายอยากเป็นหมอของทางม.ด้วย ซึ่งเราสมัครไปทั้งสองอย่าง
    เราเลยรู้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะทนกับมันได้ในชีวิตจริง ก็เลยเลิกคิดเรื่องเรียนหมอไป (แต่ตอนสอบโควต้าก็เลือกหมออยู่นะ แบบว่า อยากลองครั้งสุดท้าย 555)
    เราว่า คนเขียนอาจจะไม่ประเมินความสามารถตัวเองให้ดีก่อนที่จะเลือกเรียนหมอ แล้วก็ไม่รู้ข้อมูลของการเรียนที่จีนด้วย ก็เลยออกมาเป็นแบบนี้
    เราเคยได้รับประโยคนี้ ที่ทำให้เราจำได้ดี "มีเป้าหมายสูงมันก็ดี แต่ต้องประเมินความสามารถตัวเองด้วย หวังสูงเกินก็ตกลงมาเจ็บ บางคนลุกขึ้นต่อได้ก็ดีไป บางคนไม่มีภูมิมาก่อน ตกครั้งเดียว เข็ดจนตาย ลุกต่อไม่ได้ก็มี ภูมิคุ้มกันในใจแต่ละคนมันไม่เท่ากันหรอกนะ แล้วความพยายามมันทำให้ทุกอย่างสำเร็จได้หมด โลกนี้คงไม่มีคำว่าล้มเหลวหรอก"
    #35
    2
    • 24 มีนาคม 2562 / 15:22
      ประโยคนั้นเล่นเอาเรากลัวไปนานเลยล่ะ 555
      เราอ่านเรื่องของคนเขียนจบ ได้รู้อะไรเยอะเลย มีเอเจนซี่มาที่รร.เราเหมือนกัน มีรุ่นน้องเราบางคนที่สนใจ เราเลยแนะนำบทความนี้ให้เขาอ่าน ช่วยได้มากจริงๆ ขอบคุณมากๆนะคะที่แบ่งปันประสบการณ์
      #35-1
    • 24 มีนาคม 2562 / 15:28
      ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นครับ

      สมัยนั้นข้อมูลเรื่องการเรียนหมอที่จีนมีน้อย ไม่เห็นคนที่เรียนจนจบแล้วสอบผ่านให้เห็นเป็นตัวอย่าง

      ตอนนี้มีข้อมูลเยอะขึ้นมาก ทั้งเรื่องคนที่เรียนกลับมาเล่าเอง และประสบการณ์จากคนที่ร่วมงานกับแพทย์ที่กลับมาฝึกหรือจบจากประเทศจีน(MBBS)ครับ


      #35-2
  16. #34 ขอมองบน (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 02:19

    ประโยคที่คุณหมอบอกว่า คนไข้เค้าเคารพเราที่ความรู้ในสมองนี้คุ้นๆนะคะ เหมือนเพิ่งได้ยินจากละคร-า เล่าเรื่องไม่ค่อยละครเลยค่ะ อย่าลืมให้ reference ด้วยนะคะ

    #34
    1
    • #34-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 16)
      24 มีนาคม 2562 / 08:05
      Reference ตามที่เขียนในบทความครับ
      #34-1
  17. #33 โบวี่ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 01:55

    ดิฉันว่าคุณควรที่จะแก้ไขข้อความนะคะ เพราะการที่คุณเข้ามหาลัยที่ไม่ได้ดีมากในจีนได้เป็นผลมาจากที่ผลจากเรียนในช่วงมัธยมของคุณนั้นแย่มาก มหาลัยจีนที่ ranking สูงๆ ใช้ข้อสอบของหลักสูตรอินเตอร์และหลักสูตรจีนเป็นชุดเดียวกันค่ะ นักศึกษาจีนสามารถขออาจารย์สอบเป็นข้อสอบภาษาอังกฤษของนักเรียนอินเตอร์ได้เลย และนักศึกษาจีนจำนวนมากทำเรื่องขออาจารย์สอบเป็นภาษาอังกฤษเพื่อที่จะได้อ่านสอบของโรงเรียนและ usmle ไปพร้อมๆกันเลย การเรียนของนักเรียนจีนและนักเรียนต่างชาติคือเนื้อหาเดียวกันเป๊ะ ในบางวิชานักเรียนจีนยังมานั่งฟังของหลักสูตรอินเตอร์เลย


    ขอพูดส่งท้ายอีกเรื่องคือเรื่องภาษาของอาจารย์ที่สอน ทั้งอาจารย์คนจีนหรืออาจารย์ในไทยเองล้วนไม่ได้มีภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ นอกเหนือไปจากนั้นแต่ละเชื้อชาติต่างมีสำเนียงเป็นของตัวเองทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการที่คุณผู้เขียนไม่สามารถเข้าใจได้น่าจะเกิดมาจากความไม่คุ้นชินทางด้านภาษา ดิฉันเห็นว่าเรื่องคุณผู้เขียนอาจจะต้องไปฝึกภาษาอังกฤษให้ดีขึ้นค่ะ

    #33
    1
    • #33-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 15)
      24 มีนาคม 2562 / 08:07
      ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ
      #33-1
  18. #32 โบวี่ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 01:40

    มหาลัยที่คุณไปเรียนน่าจะ ranking ไม่สูงค่ะ มหาลัยดีๆในจีน ranking ดีกว่าที่ไทยก็มีเยอะแยะถมไป อาจารย์ที่มหาลัยจีนในเมืองใหญ่ๆจบจากมหาวิทยาลัยติดอันดับโลกทั้งนั้น นักศึกษาได้ลงมือผ่าอาจารย์ใหญ่เองทุกขั้นตอนเหมือนที่ไทย คุณอาจจะไม่ได้เจอกับประสบการณ์เหล่านี้เพราะคุณคงไม่สามารถสอบเข้ามหาลัยที่ดีได้ ดิฉันว่าคุณไม่เหมาะที่จะเรียนแพทย์ตั้งแต่แรกแล้วล่ะค่ะ อย่าโทษที่ระบบเลย โทษที่ตัวคุณเองดีกว่าที่ประเมินตนสูงไป

    #32
    1
    • #32-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 11)
      24 มีนาคม 2562 / 08:11
      ขอบคุณที่กรุณามาแบ่งปันความรู้ครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่น้องๆที่กำลังตัดสินใจไปเรียนครับ
      #32-1
  19. #31 Dekdee
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 23:51
    เข้าใจถึงเจตนาดีของเจ้าของกระทู้นะคะ เเต่อยากจะเสริมว่าการเรียนเเพทย์ที่จีนก็มีหลายสถาบัน ทั้งดีเเละไม่ดี ไม่ต่างกับประเทศอื่นๆเลย การเขียนเเบบนี้บางครั้งอาจทำให้พี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่กำลังเรียนอยู่ที่จีนเสียหาย เหมารวมว่าการเรียนเเพทย์ที่จีนทุกที่เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นขอย้ำว่า ถ้าใครคิดที่จะไปเรียนต่อเเพทย์ที่ต่างประเทศ (ไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตาม) ควรค้นหาข้อมูลดีๆก่อนไป โดยเฉพาะข้อมูลเเละ ranking ของมหาลัย เพราะทุกประเทศมีดีเเละไม่ดีเหมือนกันหมด สุดท้ายเเล้ว น้องๆคนไหนที่มีความฝันอยากจะเป็นเเพทย์ก็สู้ๆนะคะ การเรียนเเพทย์เป็นเส้นทางที่ยากลำบากไม่ว่าเราจะเลือกเดินทางไหนก็ตาม เป็นกำลังใจให้ค่ะ
    #31
    1
    • 23 มีนาคม 2562 / 23:58
      ขอบคุณครับ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเลยครับว่าเด็กๆที่จะไปเรียนหมอที่จีนควรหาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจ
      #31-1
  20. #30 ??????????
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 19:52

    ตอนที่เรียนก็มีโมเม้นคิดแบบคุณนะ แต่ก็เรียนมาด้วยความสุขและรู้สึกว่าไม่ได้คิดผิดที่ไปเรียนจีนหกปี ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ที่ได้ติดตัวมาตอนนี้ถือว่ากำไรมาก จะไปเรียนต่อตปทพูดจีนได้เค้าสนใจมากเลยนะ สอบภาษาอังกฤษเตรียมตัวอาทิตย์เดียวคะแนนก้ดีเพราะที่ผ่านมาใช้ภาษาอังกฤษมาตลอด ส่วนภาษาจีน กลับมาฝึกงานที่กทมหนี่งปี ต่างชาติเยอะมาก หมอที่ไทยส่วนมากไม่ค่อยได้ภาษาจีน จะได้ก็ภาษาอังกฤษแต่ส่วนมากไม่พูด ก็จะให้เราไปช่วยพูดให้ ส่วนความรู้ด้านการแพทย์ จะบอกว่าที่จีนมันก้ไม่ได้น้อยหน้านะคะ เพราะเราก็สอบผ่านทั้งหมด5สอบ จนได้ใบประกอบที่ไทยแล้วค่ะ มีเลขว. แล้วด้วย ทั้งหมดนี้ที่สำเร็จมาไม่ใช่แค่มหาลัย มันขึ้นกับตัวเองด้วยค่ะ อย่ารอให้คนอื่นมาป้อนความรู้ให้ ที่ไทยเค้าก็ไม่ได้ป้อนค่ะ แนะให้แต่สุดท้ายคุณก็ต้องขวนขวายอ่านเพิ่มเติมเอง ที่จีนเค้าไม่สนว่าคุณจะสอบใบประกอบของไทยได้หรือไม่ เค้าสนใจแค่เค้าสอนคุณตามหลักสูตรเค้าพอ ซึ่งก่อนคุณไปเรียนคุณต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนและยอมรับว่าไปเรียนแล้วจะเป็นแบบนี้ ปัญหา language barrier, culture, courses การเข้าถึงคนไข้ได้มากน้อยแค่ไหน คุณก็ต้องเข้าใจกฏหมายของแต่ละที่ว่าเค้าให้นักเรียนแพทย์แตะคนไข้ได้มากแค่ไหน เคารพสิทธิ์คนไข้ค่ะคุณ ประเทศอื่นเค้าไม่อนุญาตให้หมอที่ไม่มีใบประกอบโรคทำนะคะ แต่ที่ไทยหมอขาดแคลน คนไข้เยอะมาก ปี6ก้ต้องทำได้ทุกอย่างแล้วแค่ให้อจเซ็นชื่อทับ ก่อนไปคุณก็ต้องเข้าใจด้วยค่ะว่าตัวเองจะเรียนยากกว่าที่ไทยหลายเท่า ทั้งภาษา ทั้งเนื้อหาที่คุณต้องอ่านคู่กันของที่จีนและไทย อ่านที่จะไปสอบและที่จะไปใช้ ส่วนโพย จะบอกว่ามันมีทุกที่ละค่ะ ที่ไทยเค้าก็มี ส่งต่อๆกัน ข้อสอบเก่าบ้าง ช้อตโน้ตบ้าง และจะบอกนะคะ เป็นอินเทิร์นที่ไทยเค้าก้ไม่ได้จะจับมือสอนนะคะ แล้วแต่ดวงคุณเจอสตาฟอยากสอนหรือป่าว บางทีเด็ก preterm คลอด อจยังไม่มาเลยค่ะ เกือบต้องใส่ tube เด็กเองแล้ว ไม่เคยทำด้วยซ้ำ คุณจะมาเปรียบเทียบสองที่แล้วว่าที่ใดที่หนึ่งไม่ได้หรอกค่ะ ตัวคุณเองต้องเข้าใจสภาพของแต่ละทีและรู้ตัวว่าอนาคตอยากทำงานที่ไหน แล้วก็เลือกที่คิดว่าเหมาะ แบบนี้คือไม่ได้วางแผนก่อน ไปแล้วไม่ถูกใจก็มาโทษมหาลัยมาโทษระบบ ถ้าตัวคุณคิดแต่แรกว่าจะอุทิศตัวทำงานเพื่อคนอื่นการเรียนหมอไม่ได้ต้องการแค่คนเก่งนะคะ ความรู้จบจากที่ไหนก็อ่านทันกันหมดถ้าคุณคิดจะอ่านแต่ที่สำคัญกว่าคือต้องขยัน อดทน อ่อนน้อมถ่อมตนเพราะกลับมาไทยต้องน้ำครึ่งแก้วเราต้องให้คนที่ไทยสอนเพิ่มถ้าเราอยากทำงานที่ไทยต่อไป จะคิดว่าที่จีนต้องสอนหมดมาถึงไทยคุณทำได้ทุกอย่างเท่าที่ไทยมันเป็นไปไม่ได้ ต่อให้จบเมกามาก็ต้องเรียนรู้เพิ่มเติมค่ะ ระบบไม่เหมือนกัน

    #30
    1
    • 23 มีนาคม 2562 / 20:04
      ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นดีๆครับ เผื่อเด็กๆที่กำลังตัดสินใจไปเรียนที่จีนผ่านมาอ่าน จะได้ใช้ประกอบการตัดสินใจ
      #30-1
  21. #29 Eat (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 19:27

    เขียนดี เห็นภาพ เป็นวิทยาทานให้รุ่นน้องและผู้ปกครอง ขอบคุณมากค่ะ

    #29
    1
    • #29-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 16)
      23 มีนาคม 2562 / 20:05
      ขอบคุณครับ
      #29-1
  22. #28 Jum
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 16:58

    นึกถึงสมัยเรียนเลย ตอนนี้ก็ 20+ ปีละ 555

    #28
    1
    • 23 มีนาคม 2562 / 20:21
      ก็ไม่นานมากนะครับ555
      #28-1
  23. #27 runrun
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 15:44

    นี่ก็เรียนที่จีนเหมือนกันค่ะ คือ เป็นอย่างที่จขกท เขียนเลย ตอนนี้อยู่ปี4 แล้วค่ะ อ่านกระทู้นี้แล้วคิดถึงตัวเองตอนอยู่ปี2มากๆเลย

    ตอนปี2คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตเลยค่ะ ตอนนั้นสอบติดมหาลัยต่างประเทศเป็นสิ่งที่อยากเรียนมาตลอด(ไม่ใช่คนมีความฝันนะคะ แต่เราได้รู้ว่าเราอยากทำอะไรหลังจากที่ได้สัมผัสกับคนมากขึ้น) แล้วขอพ่อแม่ไปเรียน แล้วเขาอยากให้เราเป็นหมอค่ะ คือทนไม่ไหวแล้วรู้สึกว่าตัวเองไร้คุณภาพมากๆ หลังจากที่ทะเลาะกันคือ เราเตรียมเอกสารยื่นลาออกแล้วค่ะ แต่ต้องหยุดเพราะน้ำตาของพ่อแม่ แต่ผ่านจุดๆนั้นมาแล้วค่ะ รู้สึกโตขึ้นมาก รู้สึกว่าการอยู่ที่จีนคือทำให้เราเปลี่ยนไปเยอะนะคะ พึ่งพาตัวเองสุด เวลาซึมเศร้านี่คือดิ่งมากๆ ต้องบีบมือตัวเองแล้วบอกว่า ไม่เป็นไรๆ ก็มาถึงจุดนี้แล้วอะเนอะ

    #27
    1
    • 23 มีนาคม 2562 / 20:07
      สู้ๆครับ เป็นกำลังใจให้เลย สมัยผมตัดสินใจลาออก เป็นช่วงที่ไม่เห็นใครสอบผ่านใบประกอบเป็นแพทย์เลยสักคนเดียว ตอนนี้เห็นรุ่นพี่หลายๆคนสอบผ่านเป็นหมอเต็มตัวแล้วครับ
      #27-1
  24. #26 Oata (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 15:16

    ยินดีกับน้องด้วยที่ค้นตัวเองเจอนะ


    พี่จำได้ว่าได้เจอกันที่ห้องฉุกเฉินด้วย 555

    #26
    1
    • #26-1 Peerajays (@Peerajays) (จากตอนที่ 16)
      23 มีนาคม 2562 / 20:11
      ขอบคุณครับผม
      #26-1
  25. #25 poitap
    วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 14:52

    สู้ๆนะเป็นกำลังใจให้ค่ะ กว่าจะจบมาเป็นหมอมันไม่ง่ายเลย ไม่ว่าที่ไทยเอง แต่ที่จีนคงโหดกว่ามากๆ


    ชื่นชมในความคิดน้องนะ ว่าเราจะไม่เป็นหมอที่โง่ ถ้าทุกคน(รวมทั้งนศพ ไทยอง) คิดได้แบบน้อง ประเทศชาติเราคงดีขึ้นไปอีกแน่ๆค่ะ

    ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์ ได้เป้นวิทยาทานในการตัดสินใจของเด็กๆรุ่นถัดไป

    ขอให้น้องประสบความสำเร็จนะคะ ในทางที่เลือกเดิน ทำในสิ่งที่รักเราจะทำได้ดีค่ะ

    ^^

    #25
    1