My Fantastic Roommates

ตอนที่ 7 : Chapter 6: ข้องใจ (Suspect)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    19 พ.ค. 60

          หลังจากคืนที่เรย์กับริซึโอะลงไปที่ห้องครัวด้วยกันเวลาก็ผ่านมาเดือนกว่าๆแล้ว และต่อจากคืนนั้นก็ไม่มีวันไหนที่ทั้งสองออกจากห้องอีกเลย จะมีก็แต่ริซึโอะที่ลงไปห้องครัวบ่อยครั้ง เพราะเขาเองต้องกินยาเม็ดหนึ่งซึ่งเด็กหนุ่มบอกว่ามันคือยาแก้แพ้อากาศ เพื่อนๆจึงไม่มีใครถามอะไรเขาอีก รวมถึงเรย์ที่ไม่มีท่าทีสงสัยอะไรในตัวเขา แต่เด็กหนุ่มทั้งสองก็ยังคงเว้นระยะห่างจากกัน กลายเป็นว่าตอนนี้ริซึโอะหันไปสนิทกับรุย และเรย์ก็อยู่กับอูเคีย ส่วนวิเวียนที่กลับมาจากบ้านก็ไม่ได้ถามอะไรทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เพราะทั้งห้าคนก็ยังไปไหนต่อไหนกันเหมือนปรกติ...

               

                พระจันทร์ดวงกลมโตส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณ ชายหนุ่มยืนอยู่เหนือลมบนหลังคาอาคารสูง ก่อนเป่าผงสีขาวที่เหลือจำนวนไม่มากในถุงผ้ากำมะหยี่ให้กระจายไปทั่วในอากาศ เขาค่อนข้างมั่นใจว่าคราวนี้คงไม่พลาดอีกเป็นครั้งที่สอง ชายหนุ่มมองดูมวลลมที่พัดพาผงสีขาวให้แฝงตัวอยู่ในทุกอณูของอากาศ ก่อนยิ้มอย่างพอใจ และทะยานไปในความมืดอย่างเคย

           

            เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาจากเตียงในยามนี้ และเห็นว่าเตียงฝั่งตรงข้ามของเขาว่างเปล่าอีกครั้ง ทว่าการที่เพื่อนชายลุกออกจากเตียงไปไหนต่อไหนในยามวิกาลแบบนี้กลับไม่ใช่เรื่องที่เขาควรกังวล คืนนี้เป็นคืนที่พระจันทร์เต็มดวง โอกาสของเขาได้หวนกลับมาอีกครั้งแล้ว คราวนี้เขารู้แล้วว่าควรไปที่ไหนเพื่อจะได้ไม่เสียเวลาและเสียอารมณ์เหมือนคราวที่ผ่านมา

                เรย์หยิบเสื้อคลุมตัวยาวตัวเก่งขึ้นมาใส่ ก่อนเดินออกนอกห้องไปอย่างเงียบเชียบ เด็กหนุ่มตรงไปที่ทางหนีไฟและกำลังจะทำการเหมือนเคย แต่ทว่าเขาก็หยุดชะงัก...

                ความสงสัยที่เกิดก่อตัวขึ้นทำให้เรย์เปลี่ยนใจวิ่งลงไปที่ห้องครัวก่อนพบกับความว่างเปล่า...ไม่มีนักเรียนคนใดลงมาหาของกิน หรือใครที่เขาหวังว่าจะพบก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ เด็กหนุ่มวิ่งกลับขึ้นไปยังห้องนอนของตน เปิดประตูอย่างเบามือที่สุด แต่ทว่าเตียงนอนฝั่งตรงข้ามก็ยังว่างเปล่าเหมือนก่อนที่เขาออกมา...นั่นทำให้เขาเกิดความวิตกกังวล เพราะว่าที่ผ่านมาไม่ว่าริซึโอะจะออกจากห้องไปในยามวิกาลบ่อยแค่ไหน เขาก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเพื่อนชายของเขาไปแค่ห้องครัวและไม่ไปไกลเกินกว่านั้น แต่นี้เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นกับตาแล้วว่า มีที่อื่นที่สามารถให้นักเรียนไปพำนักอยู่ได้นอกจากห้องนอนและโรงอาหาร!

                เด็กหนุ่มเดินออกจากห้องและเปิดประตูทางหนีไฟเหมือนเดิม ตอนนี้ภารกิจของเขาต้องมาก่อนเพื่อนชายที่หายไปอย่างแน่นอน เรย์ออกจากประตูหนีไฟและรีบวิ่งตรงไปที่หอสมุด เขาใช้วิธีเดิมในการเปิดประตูของหอสมุดในแต่ละชั้น ก่อนที่จะวิ่งขึ้นไปตามบันไดทางหนีไฟเพื่อขึ้นไปยังชั้นดาดฟ้าของอาคาร ที่ๆเขาและอูเคียเคยไปนั่งอ่านหนังสือด้วยกันในวันนั้น

                เมื่อมาถึงชั้นดาดฟ้า เรย์แหงนมองท้องฟ้า ที่ตอนนี้มีเมฆจำนวนหนึ่งบดบังดวงจันทร์อยู่ เด็กหนุ่มสบถเล็กน้อย ถ้าไม่มีแสงจันทร์เขาจะไม่มีทางหาสิ่งที่เขาต้องการเจอได้เลย เขาหยิบกล้องส่องทางไกลออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม ก่อนลองส่องมันไปทั่วๆ ภาพที่สะท้อนกลับมาชัดเจนราวกับมาอยู่ตรงหน้า

                “อย่างน้อยกล้องนี้ก็ดีกว่าที่คิด” เรย์ยิ้มอย่างพอใจ เขานั่งลงสักพักเพื่อรอให้เมฆคลายตัวและไม่นานนักแสงจันทร์ที่เขาหวังก็สาดส่องลงมายังบริเวณรอบๆอาคารที่เขาอยู่

                “เอาล่ะ” ชายหนุ่มใช้กล้องส่องทางไกลกวาดไปทั่วทุกอาคารที่อยู่บริเวณนั้น ไม่ว่าจะที่อาคารเรียนของเขา โรงอาหารหลัก โรงยิม ตึกอธิการ และอาคารวิทยาศาสตร์

                “วิ้งๆ_” เรย์เพิ่มความละเอียดของกล้องเมื่อเขาเห็นของบางสิ่งสะท้อนแสงจันทร์วาบวาวมาจากอาคารวิทยาศาสตร์ ที่ปลายทางนั้นเป็นห้องที่เอาไว้เก็บกล้องส่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกล้องจุลทรรศน์ โทรทัศน์ หรือ กล้องส่องสัตว์ ฯลฯ

            “อยู่นี่เอง!” เด็กหนุ่มแยกยิ้มด้วยความตื่นเต้น “กล้องส่องแห่งเอโรส!”...

 

                เด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาด้วยอาการวิงเวียนศีรษะอย่างที่เขาไม่คิดว่าคนที่นอนเป็นเวลาเช่นเขาจะมีสิทธิ์เป็น รุยค่อยๆลุกขึ้นนั่งบนเตียงช้าๆก่อนสะบัดศีรษะไปมา เขาค่อยๆลืมตาขึ้น ดูเหมือนจะดีขึ้นมากแต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้คงต้องไปขอยาแก้ปวดหัวจากเพื่อนสาวเพียงคนเดียวของเขา

                “ก็อกๆๆ” ว่าแล้วรุยก็เคาะประตูห้องของอูเคีย แต่ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆจากเพื่อนสาว “ก็อกๆๆ” “พรึดๆ” รุบบิดกลอนประตูอย่างคนไร้ความอดทน และแล้วเขาก็ต้องยอมแพ้ เด็กหนุ่มหมุนตัวเดินกลับไปที่เตียง ล้มตัวลงนอน ก่อนที่จะสังเกตได้ว่าเพื่อนชายของเขาทั้งสองไม่ได้อยู่บนเตียงเสียแล้ว ความสงสัยหลายประการเกิดขึ้นในหัวของรุย อูเคีย ล็อกห้องนอนทั้งๆที่เธอไม่เคยล็อกมาก่อน เรย์และริซึโอะก็ออกไปข้างนอกในเวลาดึกดื่นเช่นนี้ มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่ามันเป็นเพราะเขาเองที่ไม่เคยตื่นขึ้นมากลางดึกและพบเรื่องเหล่านี้ เด็กหนุ่มก็ได้แต่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่านไหลล่องลอยไปมาอยู่บนเตียง จนมันตกลงมาทับเปลือกตาของเขาให้หนักอึ้ง ก่อนที่อ้อมกอดแห่งความง่วงจะอ้าแขนต้อนรับเขาอีกครั้ง...

 

ยามเช้าที่สดใสส่งผลให้การทำงานของหญิงสาวมีประสิทธิภาพมากขึ้น กองเอกสารสำคัญที่อยู่ตรงหน้ามิได้ทำให้เธอย่อท้อต่อการทำงานเลยแม้แต่นิดเดียว มือเล็กๆยังคงพลิกหน้ากระดาษไปมา เซนต์ชื่อลงไปในหน้าที่สำคัญ และยังประทับตราประจำตำแหน่งในทุกหน้าที่ควรจะต้องประทับ ถ้าจะถามว่าเธอได้อ่านข้อความทั้งหมดนี้ไหม...ก็คงตอบยาก แต่ถ้าถามว่าเธอรู้เรื่องราวเนื้อหาในเอกสารทั้งหมดไหม...ก็คงใช่...

                “หัวหน้าขา~~~” เสียงแหลมเล็กดังออกมาจากประตูบานเลื่อนด้านนอก หญิงสาวเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสารก่อนส่งเสียงปนรำคาญตอบออกไป

                “มีอะไร มัตสึโมโตะ”

                “ครืด_ เสียงประตูบานเลื่อนถูกเลื่อนออก หญิงสาวทรงโตในชุดยูคาตะสีดำโผล่หน้าเข้ามา

                “บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้เคาะประตูก่อนน่ะ” คนตัวเล็กบ่น

                “หัวหน้าก็รู้นี่คะว่าข้าไม่ทำตามอยู่แล้ว” หญิงสาวส่ายหน้าก่อนหันไปสนใจงานตรงหน้าต่อ

                “พักซะบ้างเถอะค่ะหัวหน้า” หญิงสาวเจ้าของเส้นผมสีชานมที่ยาวหยิกเป็นคลื่นสวยจนถึงกลางหลังเอ่ยขึ้น “ใจคอจะไม่ออกไปเห็นเดือนเห็นตะวันกันบ้างหรือคะ”

                “เจ้าเองก็เห็นเดือนเห็นตะวันมาพอแล้วนิ” หญิงสาวพูด มือยังคงเซนต์เอกสารไม่หยุด “ดูเผื่อข้าด้วยแล้วกัน...เผื่อเงินเดือนเจ้าด้วยก็ดี”

                “หัวหน้าคะ!” มัตสึโมโตะ รันงิคุหน้าแดงด้วยความอาย หญิงสาวจำต้องกลับมานั่งทำงานอยู่ข้างๆหัวหน้าของเธอตามเคย

                “ตอนอยู่ที่โน้นหัวหน้าก็เอาไปทำไม่ใช่หรือไงคะ”

                “ก็ใช่ มันเลยเดินหน้าตั้งหลายขุม ถ้าข้าปล่อยให้เจ้าทำมีหวังข้าคงฝังตัวเองอยู่ใต้กองเอกสารเหล่านี้เป็นแน่” หญิงสาวหันมายิ้มเยาะใส่ลูกน้องสาว

                “วันนี้ไม่ไปหาคุณรินโกะหรือคะ...วันนี้วันเกิดเธอนิคะ” รันงิคุเปลี่ยนเรื่อง ได้ผล เพราะหัวหน้าตัวน้อยผู้บ้าคลั่งงานหยุดเซนต์เอกสารก่อนหันมาหาเธอ

            “มัตสึโมโตะ”

                “คะหัวหน้า” รองหัวหน้าสาวกระเด้งตัวขึ้นทันที ด้วยรู้ว่าอีกเดี๋ยวเธอคงได้โดดงานอีกเป็นแน่!

                “ไปซื้อขนมที่รินโกะชอบให้หน่อยไป”

                “ค่า~~~” หญิงสาวรีบวิ่งออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้หัวหน้าตัวน้อยของเธอมองตามด้วยสายตาระอาใจ แต่ทว่าก็ยังมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าของเธอ

                หญิงสาวหยุดมือก่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง...”บ้างานงั้นเหรอ” เธอยิ้ม เสื้อคลุมยาวสีขาวที่ประทับตราเลขสิบด้วยอักษรจีนโบราณอยู่ตรงกึ่งกลางหลังด้านบน...เธอสวมมันด้วยความมีเกียร์ติ ตราประทับสัญลักษณ์ดอกนาซีซัส...เธอได้มาด้วยศักดิ์ศรี ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้านี้ เธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะได้มา แม้ว่าชาติกำเนิดของเธอจะคอยย้ำเตือนอยู่เสมอว่าเธอคู่ควรกับมันแล้วก็ตาม

                “หัวหน้าคะ” ไม่นานนักเสียงลูกน้องสาวของเธอก็ดังมาจากด้านนอก

            “อะไรอีกล่ะ”

                “เงินล่ะคะ” หญิงสาวส่ายหน้าเล็กน้อยก่อนเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะและหยิบถุงเงินยื่นให้กับรองหัวหน้าสาว

                “ขอบคุณค่ะ” รันงิคุยิ้มร่าก่อนวิ่งออกไปจากที่ทำการของหน่วยอีกครั้ง

                คราวนี้ความสงบที่หญิงสาวฝันเอาไว้ก็กลายเป็นจริงเสียที เธอลงมือทำงานต่อและคาดหวังว่ามันจะเสร็จก่อนตอนบ่าย เพราะเธอมีลางสังหรณ์ว่าบ่ายนี้ชีวิตของเธอคงจะต้องยุ่งวุ่นวายเป็นแน่ แต่ทว่าช่วงเวลาแห่งความสงบสุขมักผ่านไปเร็วนัก เพราะผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง จู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าของใครบางคนที่วิ่งมาหยุดตรงหน้าห้องเธอ

                “ขออนุญาตครับหัวหน้า! เสียงชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังฟังชัด

                “เข้ามา” “ครืด” เมื่อสิ้นเสียงอนุญาตของหัวหน้า ชายหนุ่มก็จัดการเปิดประตูบานเลื่อนก่อนวางห่อขนมไว้บนโต๊ะน้ำชาตรงหน้า หญิงสาวมองห่อขนมที่อยู่บนโต๊ะก่อนก้มหน้าทำงานต่อ

                “รองหัวหน้ามัตสึโมโตะสั่งให้ผมเอาของพวกนี้มาให้หัวหน้าครับ”

                “แล้วมัตสึโมโตะล่ะ” เธอถามโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมองลูกน้องหนุ่ม

                “เออ...คือ...” ความลังเลของลูกน้องทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นจากกองงาน

                “...” หญิงสาวมองหน้าลูกน้องหนุ่มเป็นเชิงถาม “ยัยนั้นหนีเที่ยวอีกแล้วรึ”

                “มะ ไม่ใช่ครับคือ...”หัวหน้าครับ แย่แล้วครับหัวหน้า”” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มคนแรกจะเอ่ยอะไร ชายหนุ่มอีกคนก็วิ่งพรวดเข้ามา เขาโค้งหัวลงให้หญิงสาวหน่อยหนึ่งก่อนพูดต่อ

                “แย่แล้วครับหัวหน้า รองหัวหน้ามัต...”มัตสึโมโตะทำไม!”” หญิงสาวเอ่ยถามเสียงเข้ม สีหน้าแสดงความเป็นห่วงชัดเจน ทำเอาชายหนุ่มทั้งสองเกิดอาการชะงัก

                “พูดเร็ว!

            “ทะ ที่หน่วยสาม กระผมว่าหัวหน้าไปดูเองเถอะครับ” “ฟึบ!” หญิงสาวรีบเดินออกจากห้องทำงานในทันที ก่อนที่เธอจะหยุดและหันมาสั่งลูกน้องทั้งสอง

                “สั่งให้วาคาเบะดูแลหน่วยตอนข้าไม่อยู่ และเจ้าสองคนตามข้ามา”

            ““ครับ!””

                หญิงสาวเดินออกจากที่ทำการหน่วยตนไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยที่ทำการหน่วยที่สามตั้งอยู่ที่นั่น เมื่อเธอไปถึง กลุ่มคนที่มุงดูเหตุการณ์กันอยู่ก็ค่อยๆหลีกทางให้เธอ

                หญิงสาวร่างบางนั่งคุกเข่านิ่งตัวงออยู่บนพื้นดิน ตรงหน้าของเธอมีหีบไม้ขนาดกลางตั่งอยู่ หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ๆรองหัวหน้าของเธอ ก่อนมองไปยังของที่อยู่ในหีบ มันเป็นเสื้อคลุมสีขาวแบบเดียวกับที่เธอสวมอยู่ แต่เป็นตราประทับเลขสามอักษรจีนโบราณอยู่ที่กลางหลัง และข้างๆเสื้อคลุมนั้นเป็นดาบสั้นที่ตัวกั้นดาบทำจากเหล็กเป็นเหมือนรูปน้ำวน ส่วนด้ามดาบเป็นไหมสีเทาออกม่วง

            หญิงสาวหันไปมองใบหน้ารองหัวหน้าสาว ซึ่งบัดนี้ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด เธอดูนิ่งราวกับคนไร้ลมหายใจ ดวงตาสีเทาจ้องมองไปยังของทั้งสองสิ่ง มีความอาลัยฉายชัดอยู่ในแววตา

                “มัตสึโมโตะ” หญิงสาวเรียกรองหัวหน้าของเธอ แต่ก็ไร้การตอบรับ

                “มัตสึโมโตะ!” หญิงสาวเร่งเสียงขึ้นอีก แต่รองหัวหน้าสาวก็ยังคงนิ่ง ราวกับว่าวิญญาณของเธอดูดึงออกจากร่างไปแล้วเรียบร้อย

                หญิงสาวค่อยๆจับไหล่กว้างของรองหัวหน้าสาวให้หันมาที่เธอ ดวงตาสีขี้เถ้ายังคงไม่ขยับเขยื้อนอย่างคนมีชีวิต

                “เพี้ยะ!” มือเล็กๆตบลงไปที่ใบหน้าสวยฉาดใหญ่ รองหัวหน้าสาวค่อยๆหันหน้าที่พับลงไปด้านข้างกลับมาแล้วก็พบกับดวงตาสีไพลินคู่คุ้นที่มองเธอด้วยความโมโหปน...ห่วงใย

                “หะ หัวหน้า” เสียงน้อยๆเล็ดลอดออกมาจากปากของเธอ

                “มัตสึโมโตะ รันงิคุ!” หญิงสาวเอ่ยเสียงเข้ม “หนีงานออกมาเถลไถลอีกแล้วสินะ!

                “หะ หัวหน้า! ฮือ ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ”  “หมับ!” รองหัวหน้าสาวคว้าร่างเล็กของหัวหน้าตนเข้าไปกอด ก่อนปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน หญิงสาวกอดลูกน้องของเธอกลับ

                “เรียกประชุมหัวหน้าหน่วยทุกท่านด่วน และอย่าให้ใครที่ไม่เกี่ยวข้องมาแตะต้องของพวกนี้ถ้าไม่ได้รับอนุญาต” หญิงสาวสั่งลูกน้องทั้งสองที่ตามมา

                “ครับ หัวหน้า!” ชายหนุ่มทั้งสองวิ่งออกไปจากที่เกิดเหตุ หญิงสาวหันมามองหน้ารองหัวหน้าสาวก่อนผละตัวออกจากเธอ

                “ข้าจะไม่ถามเจ้าหรอกนะ ว่าของพวกนี้คืออะไร” รันงิคุเงยหน้าขึ้นมองหัวหน้าตน “ข้าไม่อยากจะฟังเรื่องราวอันไร้สติจากคนที่ไร้สติ” ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินไปยังหีบที่วางอยู่ ก่อนปิดมันลงและเอาขึ้นมาอุ้มไว้

                “สงบสติได้เมื่อไรตามไปที่ห้องประชุมด้วย”

                “ค่ะ หัวหน้า” รองหัวหน้าสาวค่อยๆลุกขึ้นยืนก่อนที่ลูกน้องของเธอจะเข้ามาช่วยพยุงตัวเธอเพื่อกลับที่ทำการหน่วยที่สิบ

                บัดนี้เหล่าคนสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวได้มารวมตัวกันอยู่ในห้องประชุม ที่เป็นห้องทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่ด้านยาวนั้นยาวกว่าที่ห้องธรรมดาควรจะเป็น ชายชราผู้สวมเสื้อคลุมมีตราประทับหมายเลขหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงสูงตรงกึ่งกลางห้อง ส่วนหัวหน้าคนอื่นๆยืนเป็นแถวยาวแบ่งเป็นเลขคู่กับเลขคี่สองฝั่งหันหน้าเข้าหาชายชราผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของพวกเขา

                “เรียกประชุมด่วนมีเรื่องอะไรงั้นรึ” ชายชราเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าลูกน้องทุกคนของตนมากันครบแล้ว “หัวหน้า คุโรซากิ” สายตาของหัวหน้าหน่วยทุกคนจ้องมองไปยังหัวหน้าหน่วยที่สิบ ที่ค่อยๆก้าวออกมาจากแถวของตน ในอ้อมแขนมีหีบไม้อยู่

                “เมื่อเวลาสิบโมงตรงข้าพบสิ่งเหล่านี้ที่หน้าที่ทำการหน่วยสามค่ะ” หญิงสาวเดินอุ้มหีบมาวางตรงหน้าชายชรา ก่อนเปิดมันออกและหยิบเสื้อคลุมขึ้นมาชูให้หัวหน้าทุกคนดู

                “...” แม้ว่าจะไม่มีหัวหน้าคนใดแสดงความคิดเห็นอะไรออกมา แต่สายตาของพวกเขากลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่หญิงสาวเห็น

                “นี่มันเสื้อคลุมของหัวหน้าคุโรซากิไม่ใช่หรือไง” ซุยฟง หัวหน้าสาวหน่วยที่สองเอ่ยเสียงแข็ง

                “ไม่ใช่หรอก” หญิงสาวตอบ “ขนาดเสื้อคลุมตัวนี้เล็กกว่าของหัวหน้าคุโรซากิมาก อีกทั้งรอยฉีกขาดและคราบเลือดที่อยู่บนเสื้อตัวนี้ก็อาจจะบอกได้เลยว่าเจ้าของได้ตายไปแล้วจากการต่อสู้”

                “...” อีกครั้งที่ไม่มีใครเสนอความคิดเห็นอะไรออกมา

                “บางทีนี่อาจจะเป็นการเล่นตลกของใครบางคนก็ได้นะ” หัวหน้าหนุ่มประจำหน่วยที่สิบสาม อุคิทาเกะ จูทาโร่ เอ่ยขึ้น

                “แล้วนี่ล่ะ” หญิงสาวหยิบดาบสั้นออกมาจากในหีบ สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่ดาบสั้นในมือหญิงสาว สีหน้าของหัวหน้าทุกคนต่างก็แสดงความกระอักกระอ่วนออกมา

                “หัวหน้า คุโรซึจิ หัวหน้า อุโนฮานะ” หัวหน้าใหญ่ยามาโมโตะ เก็นริวไซ แทรกกลางขึ้นเมื่อเห็นดาบสั้นเล่มนี้ หัวหน้าทุกคนต่างพากันมองหน้าหัวหน้าใหญ่ของตน

                “อืม/ค่ะ หัวหน้า” หัวหน้าหน่วยที่สิบสองและสี่ต่างก้าวออกมารับคำสั่ง

                “ขอสั่งให้เจ้าทั้งสองจงทำการตรวจเสื้อคลุมและดาบเล่มนี้ให้ถี่ถ้วน” เก็นริวไซเอ่ย “บางทีอาจมีคนอยากเล่นตลกโดยความไม่ประสงค์ดี”

                “... /ค่ะ หัวหน้า”

                “แต่หัวหน้าค่ะ ข้า...”เท่าที่ข้าเห็นเจ้าก็มีงานล้นมืออยู่แล้วมิใช่รึ หัวหน้า คุโรซากิ”” หญิงสาวยืนนิ่ง ด้วยเกรงใจคำพูดของผู้เป็นหัวหน้าใหญ่

                “ข้ามอบหน้าที่ให้หัวหน้าทั้งสองไปแล้ว ขอจงอย่าเข้าไปก้าวก่ายจะดีกว่า” ชายชราหันมาพูดกับหญิงสาว “เจ้าเข้าใจที่ข้าพูดใช่ไหม”

                “เข้าใจค่ะ” หญิงสาวเอ่ยเสียงเบาอย่างจำยอม

                “เอาล่ะ เลิกประชุมได้” สิ้นเสียงของหัวหน้าใหญ่ หัวหน้าทุกคนต่างก็พากันทยอยกลับที่ทำการของตน เหลือเพียงแต่หัวหน้าหนุ่มหน่วยที่สาม และหัวหน้าตัวน้อยแห่งหน่วยสิบที่เดินเคียงกันออกมาจากที่ประชุมและหยุดอยู่ตรงหน้าประตูใหญ่ของหน่วยที่หนึ่ง

                “เห็นหรือเปล่า” หญิงสาวเอ่ยถามชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของเส้นผมสีส้มแสบตาที่ตัดเป็นทรงยุ่งๆ

                “อือ” ชายหนุ่มตอบ

                “พี่คิดว่ายังไง อิรุคิโกะ”

                “ตอบยากแฮะ” ชายหนุ่มตอบ ดวงตาสีเหลืองส้มของเขาสบเข้ากับดวงตาสีน้ำเงินอมม่วงของหญิงสาว “ที่ตาปู่หัวหน้าใหญ่ไม่อยากให้เธอเข้าไปยุ่ง คงเพราะเกี่ยวกับรันงิคุ”

            “ก็คงใช่” หญิงสาวว่า “แต่ทำไมหัวหน้าทุกคนถึงต้องปิดเรื่องนี้กับเราด้วยนะ”

                “ไม่รู้แฮะ”

                “แล้วรู้อะไรบ้างล่ะ”

                “วันนี้วันเกิดรินโกะ” ชายหนุ่มยิ้ม “ไปหาน้องกันก่อนแล้วค่อยว่ากัน” หญิงสาวพยักหน้า

                “ก็ดี อยู่อย่างนี้ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นเหมือนกัน” 

                ว่าแล้วสองพี่น้องก็พากันเดินออกจากที่ทำการหน่วยที่หนึ่ง ก่อนที่จะเดินตรงออกนอกกำแพงใหญ่สีขาว ไปสู่หมู่บ้าน และหยุดอยู่ตรงหน้าประตูไม้บานใหญ่ เขียนว่า “สถาบันชินโอ” พวกเขาเดินเข้าไปข้างในนั้น เหล่าผู้คนพากันมองพวกเขาราวกับว่าเป็นดาราดัง ทั้งสองเดินเข้าไปเรื่อยๆ ผ่านอาคารต่างๆที่สร้างตามคฤหาสน์แบบญี่ปุ่น ก่อนที่จะหยุดอยู่ตรงหน้า เด็กสาวคนหนึ่ง เธอเป็นเด็กสาวรูปร่างสูงสมส่วน เส้นผมตรงสีดำสนิทยาวถึงกลางหลังถูกรวบเป็นหางม้าสูง ดวงตากลมโตสีเหลืองส้มจ้องมองผู้มาเยือนทั้งสองด้วยความตื่นเต้นพร้อมมองของในมือคนทั้งสองอย่างคาดหวัง ก่อนที่เธอจะแย้มยิ้มสดใสออกมาเมื่อได้ยินคำว่า

                ““สุขสันต์วันเกิด รินโกะ””...

 

แสงจันทร์ที่จางลงๆทำให้เด็กหนุ่มรู้ว่าใกล้จะเช้าเข้าไปทุกที มันน่าโมโหตัวเองที่เขาสามารถเข้ามาในห้องเก็บอุปกรณ์วิทยาศาสตร์นี้ได้ แต่กลับยังหากล้องส่องแห่งเอโรสไม่เจอเสียที และเขาก็ไม่คิดว่าเขาตาฝาดแต่อย่างใด เด็กหนุ่มใช้กล้องส่องทาไกลส่องไปทั่วห้องอีกครั้ง นี่เขาคงบ้าไปแล้วแน่ๆที่ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่นี่มันก็มีแต่กล้อง กล้อง แล้วก็กล้อง แสงจันทร์ค่อยๆถอยร้นออกจากหน้าต่างห้อง ธรรมชาติเริ่มไม่เข้าข้างขาเสียแล้ว แต่เขายังมีโอกาสอีกในคืนวันพรุ่งนี้

                เรย์หยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทำแบบขอไปทีในเมื่อใจเขาก็คิดจะกลับมาอีกครั้งในวันพรุ่งนี้อยู่แล้ว ทว่าอะไรบางสิ่งข้างนอกหน้าต่างนั่นกลับดึงดูดความสนใจของเขามากกว่า...

                ชายร่างสูง ผมยาวสีขาวแซมดำ กำลังโจนทะยานออกไปบนท้องฟ้าที่เริ่มมีแสงรำไรที่ปลายขอบ เรย์ส่องกล้องไปที่ชายหนุ่มผู้นั้น...เขาคือชายหนุ่มที่เขาเจอในคืนนั้นไม่ผิดแน่!...

                เด็กหนุ่มรีบวิ่งออกจากอาคารวิทยาศาสตร์ก่อนที่จะวิ่งไปตามทางที่ชายหนุ่มผู้นั้นเพิ่งผ่านไป เขาผ่านตึกอธิการ ผ่านโรงอาหารใหญ่ เขาจะไปที่ไหนกัน?

                “...หอตะวันออก!” เรย์เอ่ยขึ้นด้วยความตกใจ เด็กหนุ่มรีบวิ่งกลับหออย่างเร็วที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ เขาจะไปทำไมที่นั่นกัน เขาต้องการอะไรที่นั่น...ในขณะที่เรย์ใส่เกียร์เสือเพื่อวิ่งกลับหอ ก็อดคิดไม่ได้ว่าชายผู้นั้น...ไม่สิ...ภูต ตนนั้นมาทำอะไรที่โรงเรียนที่มีแต่เด็กเนิร์ดแบบนี้ และเขามีธุระอะไรที่หอตะวันออก...

                เขามีธุระอะไรที่ห้องของพวกเรากัน ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจ ในตอนนี้เรย์วิ่งเร็วที่สุดเท่าที่เขาเคยวิ่งมาเลยล่ะ เพราะไม่แน่ว่าอาจจะมีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นที่หอของพวกเขา...ที่ห้องของเขา ที่ๆเพื่อนๆของเขากำลังนอนหลับกันอย่างสบายใจ เรย์สาบานเลยว่าถ้าหากเพื่อนๆของเขาเป็นอะไรไปสักคนล่ะก็...เขาจะเอาคืนภูติตนนั้นอย่างสาสมแน่นอน!

                เรย์มองเห็นภูติตนนั้น กระโจนขึ้นไปยังอาคารเก็บอุปกรณ์ของหอตะวันออก ก่อนที่จะทะยานปีนขึ้นไปตามระเบียงของห้องพักต่างๆ

                เรย์วิ่งมาถึงทางหนีไฟของหอ รีบแทรกตัวเข้าไปในนั้น

                ภูติหนุ่มกระโดดขึ้นมาหยุดอยู่ที่ระเบียงห้องที่ 0210

            เรย์วิ่งกระโดดขึ้นบันไดมาได้เกินสามชั้น

                ภูติหนุ่มกระโดดขึ้นมาหยุดอยู่ที่ระเบียงห้องที่ 0710

            เรย์อยู่ชั้นที่ 6

            แสงอาทิตย์เริ่มพ้นขอบฟ้า สาดแสงบางส่วนเข้ามาในห้องบนสุดของหอตะวันออก

                ภูติหนุ่มกระโดดข้ามขอบระเบียงและยืนอยู่บนพื้นหินอ่อน

                เรย์ยืนอยู่หน้าห้องพร้อมเสียบกุญแจเข้าไปอย่างรีบเร่ง

                “ฟืด_!” “แอ๊ด_” เด็กหนุ่มสองคนยืนมองหน้ากันนิ่ง คนหนึ่งยืนอยู่ริมประตูระเบียง อีกคนอยู่ที่หน้าประตูด้านในของห้อง

ริซึโอะทำทีเป็นง่วงเหงาหาวนอนก่อนเดินเข้ามาล้มตัวนอนลงบนเตียงและหลับไปทั้งๆแบบนั้น ส่วนเรย์เองก็ทำแบบเดียวกัน ไม่มีใครพูดหรือถามอะไรกันเองทั้งสิ้น ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบครอบคลุมบรรยากาศในห้องก่อนที่ความอ่อนเพลียจะเข้ามาต้อนรับพวกเขา...

                ‘ ‘ไอ้เพื่อนเวรนี่!’’ ทั้งสองคิด...ไม่ว่าเขาทั้งสองจะทันได้เห็นอะไรหรือไม่...ตอนนี้ยังคงไม่ใช่เวลา...มันยังไม่คาหนังคาเขา...

 

 

0 ความคิดเห็น