My Fantastic Roommates

ตอนที่ 2 : Chapter 1: มิอาฮ์ดัสมอส (Miahdusmos)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 74
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    16 พ.ค. 60

Chapter 1: มิอาฮ์ดัสมอส (Miahdusmos)                                          

           

เด็กหนุ่มหรี่ตามองปราสาทหินอ่อนสีเทาหม่นซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาสูงที่ห่างออกไปจากตัวรถยนต์ที่เขานั่งอยู่ แม้จากระยะไกลขนาดนี้ เขายังรู้สึกว่ามันดูสงบ น่าค้นหา และมีมนต์ขลัง...

 

“กระเป๋าเดินทาง”

“เอามาครับ” เสียงของหนุ่มน้อยวัย 16 ปีตอบด้วยความมั่นใจ

“กระเป๋าไปเรียน”

“อยู่นี่ครับ” เด็กหนุ่มชูประเป๋าเป้คู่ใจให้แม่ของเขาดู ซึ่งเธอก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับเล็กน้อย

“ยาและของใช้ก็อยู่ในกระเป๋าเดินทางทั้งหมดเลยนะ” หญิงสาวผู้เป็นแม่ว่า ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของเธอมองลูกชายคนเล็กด้วยความเอ็นดู เขาเป็นเด็กหนุ่มที่น่ารักมากที่สุดเลยในสายตาของเธอ

“จะให้พ่อขับไปส่งถึงหอพักไหม” ผู้เป็นพ่อที่เดินมาปิดกระโปรงหลังรถเอ่ยถามขึ้นบ้าง “ดูแล้วที่นี่น่าจะกว้างใหญ่น่าดูเลย” เขาว่าพลางเสยเส้นผมยาวสีบลอนด์ซีดผิดธรรมชาติให้พ้นจากดวงตาสีอำพันสวย

“ไม่เป็นไรหรอกฮะ เพราะว่ายังไม่รู้เลยว่าผมอยู่หอไหน เราต้องไปลงทะเบียนที่กองอำนวยการก่อน แล้วจึงจะได้ดูชื่อหอพักฮะ” เด็กชายตอบ

“ถ้างั้นแม่กับพ่อกลับเลยนะจ๊ะ” ผู้เป็นแม่ว่าก่อนเดินไปสวมกอดลูกชายเพื่อเป็นการกล่าวลา “ดูแลตัวเองดีๆนะ” เธอว่าพลางยิ้มหวานให้กับลูก

“โอเค” พ่อของเขาว่าขึ้น “มีอะไรก็โทรหาพ่อ หรือไม่ก็อาเขานะ รู้ไหม รุย” เขามองหน้าลูกชายนิ่ง

“ฮะพ่อ” เด็กชายนามว่ารุยยิ้ม “กลับกันได้แล้วฮะ”

“จ่ะ” พ่อกับแม่มองเขาเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนพากันขึ้นรถ และไม่นานนักพ่อก็ขับรถออกไป รุยยืนมองดูรถของพ่อแม่เขาขับห่างออกไปเรื่อยๆ ก่อนตัดสินใจหอบของเดินไปยังกองอำนวยการที่อยู่ด้านหน้า

เด็กหนุ่มเจ้าของดวงตาสีทองน้ำผึ้งมองไปรอบๆตัว ในตอนนี้เหล่านักเรียนใหม่ของไฮสคูลชื่อดังอย่าง มิอาฮ์ดัสมอส กำลังมุงดูรายชื่อหอพักของตนบนป้ายหินอ่อนสีขาวขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ข้างๆกับตึกผู้อำนวยการของโรงเรียน ตอนแรกเขาก็ว่าจะเข้าไปดูรายชื่อของตัวเองด้วยนั่นแหละ แต่ว่าเขาไม่ใช่คนที่ชอบความวุ่นวาย และเลือกที่จะนั่งรอให้คนบางตากว่านี้ มากกว่าที่จะไปเบียดเสียดกับนักเรียนกลุ่มใหญ่แบบนั้น

                เด็กหนุ่มหันมองไปรอบๆ พยายามเก็บความตื่นเต้นที่ในที่สุดเขาก็เข้ามาเรียนที่นี่ไว้ในใจ

                มิอาฮ์ดัสมอส ไฮสคูลที่มีชื่อเสียงที่สุดในประเทศนี้ ที่ที่รวบรวมแต่เด็กที่มีความสามารถ และเหล่าคณาจารย์ของที่นี่คือบุคคลระดับหัวกระทิในด้านสาขาวิชาต่างๆ อีกทั้งที่นี่ก็ยังขึ้นชื่อว่าเป็นสถานศึกษาที่มีทัศนียภาพที่สวยงามหาที่ใดเปรียบได้

                รุยแหงนหน้าขึ้นมองอาคารเรียนของมิอาฮ์ดัสมอส มันคือปราสาทของตระกูลขุนนางเก่าแก่ผู้ซึ่งเคยปกครองเมืองนี้มานานนับร้อยๆปี ก่อนที่ลูกหลานจะนำมาดัดแปลงเป็นสถานศึกษาอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ทุกอาคารล้วนแล้วแต่คงความสวยงามแบบโกธิคโบราณเอาไว้ เว้นแต่อาคารทรงสูงที่อยู่ตรงหน้ารุยในตอนนี้ ที่ซึ่งเป็นตึกผู้อำนวยการและถือเป็นจุดศูนย์กลางของที่นี่ แม้ว่าตึกนี้จะสร้างด้วยศิลปะแบบโกธิคเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆของปราสาท แต่มันก็ดูใหม่กว่าและไม่มีมนต์ขลังเท่า

                ตอนนี้เด็กหนุ่มยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ดวงตาสีน้ำผึ้งมองไปยังกลุ่มเด็กนักเรียนที่ไม่มีท่าว่าจะลดน้อยลงเลยแม่แต่น้อย

                “เฮ้อ...” เด็กหนุ่มถอนหายใจ “ดูท่าว่าต้องรอจนเย็นล่ะมั้ง” เขาเอาหัวพิงกับพนักของเก้าอี้ ก่อนหลับตาลง นึกถึงหลายเดือนก่อนที่เขาได้รับจดหมายแจ้งจากโรงเรียนว่าเขาได้รับเลือกให้เข้าเรียนที่นี่ เขากระโดดโลดเต้นอย่างดีใจ พ่อกับแม่ของเขาก็เช่นกัน ถึงแม้ว่าพ่อของเขาจะไม่ค่อยแสดงออกสักเท่าไร แต่ก็คอยถามเป็นระยะๆว่าเขาได้ของที่จำเป็นครบหรือยัง ส่วนแม่ของเขาต่างจากพ่อมาก เธอใส่ใจและคอยจัดการเรื่องทุกอย่างให้กับเขา และก่อนที่จะมาที่นี่พ่อกับแม่ก็มาส่งเขาถึงหน้าประตูโรงเรียน

            เขาคิดและยังคงจะนั่งอยู่ในท่าเดิม ถ้าหากว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของใครบางคนที่ตะโกนเรียกชื่อเขาอย่างดัง

                “รูอิ แมคเกรย์เกอร์!” รุยที่ถูกเรียกชื่อแบบผิดๆ มองไปยังเด็กหนุ่มเจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่ซอยเป็นทรงยาวระต้นคอ ดวงตาสีเดียวกันกับเส้นผมมองไปทางโน้นทีทางนี้ทีราวกับหาอะไรอยู่ เขามีรูปร่างที่สมส่วนและเขาก็ดูจะสูงกว่ารุยเล็กน้อย “ถ้านายอยู่ที่นี่ก็ช่วยตอบหน่อย!” เด็กหนุ่มคนนั้นพูดอย่างดัง รุยลุกขึ้นยืนอย่างงงๆก่อนที่จะโบกมือให้กับเด็กหนุ่มคนนั้น

                “ฉันเองๆ!” เขาตอบก่อนหยิบสัมภาระทั้งหมดซึ่งมีแค่กระเป๋าลากหนึ่งใบ และกระเป๋าเป้อีกหนึ่ง เดินเข้าไปหาเด็กหนุ่มคนนั้น ที่คาดว่าน่าจะเป็นเพื่อนร่วมห้องของเขา

                “อ่อ นายเองเหรอ” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเนือยๆ เมื่อเห็นรุยเดินเข้ามาหาเขา และมองรุยตั้งแต่หัวจรดเท้า “ฉันริซึโอะ นูระ เป็นรูมเมทของนาย”

                “อ่อ ฉันรุย แมคเกรย์เกอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กหนุ่มเจ้าของเส้นผมสั้นสีบลอนด์ซีดจนดูจะกลายเป็นสีเงิน ยื่นมือออกไป

            “อ้อ ชื่อนายเรียกแบบนี้เอง ยินดี” แต่ริซึโอะกลับเพียงผงกหัวเพียงเล็กน้อย ก่อนยกกระเป๋าเป้ขึ้นมาพาดไว้บนไหล่ และเขาก็เดินนำหน้ารุยที่เกาหัวแก้เก้อออกไปจากตรงนั้น

นี่คงเป็นการเริ่มต้นที่ดีใช่ไหมรุยคิดก่อนรีบวิ่งตามริซึโอะไป

 

            ทั้งคู่เดินออกมาทางตะวันออกของโรงเรียนก่อนที่จะหยุดอยู่ที่อาคารทรงสูงแห่งหนึ่ง มันก็เหมือนกับอาคารทั่วๆไปของที่นี่คือเป็นเหมือนส่วนย่อยของปราสาทซึ่งสร้างจากหินสีเทาหม่นๆ เพียงแต่มีช่องหน้าต่างและชั้นมากกว่าที่อื่นเท่านั้นเอง

                “นี่ล่ะมั้งหอตะวันออกน่ะ” ริซึโอะเอ่ยขึ้น ก่อนหันมาหารุยที่แหงนมองที่ยอดหลังคาของอาคาร เขามองเห็นส่วนขอบของดาดฟ้าที่อยู่ด้านบนสุด เมื่อเห็นเพื่อนใหม่มองมันไม่วางตา ริซึโอะจึงแหงนมองตาม

                “ก็แค่ดาดฟ้านิ” ริซึโอะว่าอย่างไม่ใส่ใจ “ไปกันเถอะ” ก่อนเดินเข้าไปข้างในตัวอาคาร โดยมีรุยเดินตามไปติดๆ

                ข้างในนั้นสว่างกว่าที่รุยคิด เพราะส่วนในนั้นเป็นห้องโถงกว้างสร้างด้วยหินอ่อนสีขาว พื้นก็เป็นหินอ่อนสีเทาเข้ม ทางด้านขวามือของทั้งสองมีโรงอาหารขนาดกลางๆซึ่งมีที่นั่งประมาณเกือบสองร้อยที่นั่ง ข้างๆกำแพงทั้งสองด้านมีหน้าต่างเจาะเป็นรูปวงกลมเรียงกันเป็นแถว และเมื่อแหงนมองขึ้นไปข้างบนก็จะเห็นว่าตรงกลางของอาคารนั้นเป็นช่องโหว่สูง ทำให้สามารถมองเห็นทางเดินหน้าห้องและประตูห้องพักของชั้นแรกๆได้อย่างชัดเจน และด้วยความสูงแบบนี้ทำให้มองเห็นเพดานเป็นส่วนเล็กนิดเดียว รุยแหงนมองอีกครั้ง เขาเกิดความสงสัยในใจว่าทำไมต้องสร้างอะไรที่มันแปลกประหลาดแบบนี้ด้วยนะ

                “ที่นี่เข้มงวดเรื่องการเข้าออกจากห้องตอนกลางคืนมาก” ริซึโอะเอ่ยขึ้น ราวกับอ่านใจของเพื่อนออก “ถ้ามีเด็กออกจากห้องคนคุมก็จะมองเห็นได้รอบทิศ ดูสิ ขนาดประตูทางเข้าออกหอยังมีแค่ทางเดียวเลย” รุยหันไปมองตามที่เพื่อนบอก แล้วก็พบว่ามันเป็นความจริง เขาเพิ่งสังเกตว่าที่นี่มีเพียงประตูใหญ่อยู่ด้านหน้าทางเข้าทางเดียวเท่านั้น ส่วนบันไดและลิฟท์ที่ใช้ขึ้นไปยังห้องพักชั้นต่างๆก็มีแค่ฝั่งซ้ายและขวาของหอพักซึ่งมันก็อยู่ด้านหน้าของห้องสำนักงานของหอพอดิบพอดี

                “ทำไมต้องกลัวอะไรกันขนาดนั้น” รุยพึมพำเบาๆคนเดียว แต่ทว่าริซึโอะกลับได้ยินและหันมาตอบ

                “ใครจะไปรู้ คงเคยมีเรื่องสนุกเกิดขึ้นล่ะมั้ง” เด็กชายยิ้มที่มุมปาก  

                ทั้งคู่เดินเข้าไปยังสำนักงานของหอที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของอาคาร ที่นั่นมีชายวัยกลางคนคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ ริซึโอะเดินเข้าไปใกล้ก่อนส่งกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งให้กับเขา ชายวัยกลางคนพลิกหนังสือพิมพ์เก็บ ก่อนจ้องหน้าริซึโอะ

                “ชื่อล่ะ”

                “ริซึโอะ นูระ” เขาหยิบแผ่นกระดาษขึ้นมาดู และเก็บมันเอาไว้ในลิ้นชักใต้เคาท์เตอร์

                “นี่กุญแจห้อง” ชายวัยกลางคนยื่นกุญแจดอกสีทองดอกหนึ่งให้กับเด็กหนุ่ม “ฉันชื่อฟิลิป  ครูเนอร์ เป็นคนดูแลหอพักตะวันออกนี้ ถ้ามีอะไรขัดข้องก็ติดต่อได้เลยนะพ่อหนุ่มน้อย” เขาบอกก่อนยิ้มให้ริซึโอะ ซึ่งเด็กหนุ่มก็พยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้

                “เธอล่ะ” เขาหันไปทางรุยที่ยืนนิ่งอยู่

                “อ่อ นี่ครับ!” รุยควักเอากระดาษที่ยับไม่เป็นรูปออกมาจากกระเป๋าเสื้อของตน ก่อนยื่นให้กับครูเนอร์ “ผมรุย แมคเกรย์เกอร์ครับ”

                “นี่กุญแจของเธอ” รุยรับกุญแจมาก่อนโค้งให้กับครูเนอร์ทีหนึ่ง

                “ขอบคุณครับ!” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ก่อนเดินตามหลังเพื่อนชายไปติดๆ ทั้งคู่เดินออกจากสำนักงานก่อนไปขึ้นลิฟต์ทางฝั่งซ้ายมือของพวกเขา และถ้าหากว่ารุยจำไม่ผิดเขาเห็นริซึโอะกดลิฟต์ไปที่ชั้นที่สิบ เด็กหนุ่มก้มลงมองหมายเลขที่ลูกกุญแจของตน 1010! โอ้พระเจ้าช่วย ห้องของเขาอยู่ที่ชั้นสิบและเป็นห้องที่สิบจริงๆเสียด้วย...หอนี้มีคนพักกี่คนกันนะ! แถมที่นี่ยังมีหออยู่อีกสามหอซึ่งตั้งอยู่ตามทิศทั้งสี่ของโรงเรียน...รุยคิดไม่ตกเลยว่าที่นี่จะมีนักเรียนทั้งหมดกี่คน

                เมื่อทั้งสองเดินออกมาจากลิฟต์ ริซึโอะก็หันมองซ้ายขวาก่อนที่เขาจะเดินไปทางด้านซ้ายมือของตน ทั้งคู่เดินไปเรื่อยๆจนกระทั้งเห็นประตูไม้บานสุดท้าย ซึ่งอยู่สุดทางเดินของชั้น แต่ทว่าถัดทางด้านขวาเองมีประตูไม้อีกบานหนึ่งอยู่เช่นกัน

                “ห้องนี้แหละ” ริซึโอะเอ่ยขึ้นก่อนเสียบลูกกุญแจเข้าไปที่แม่กุญแจรูปหัวนกฟินิกซ์ซึ่งอยู่บนประตูไม้ขนาดใหญ่ และที่เหนือบานประตูนั้นมีป้ายไม้ติดไว้ว่า 1010  เด็กหนุ่มดึงกุญแจออกและบานประตูก็เลื่อนเปิดได้เองอัตโนมัติ ทั้งสองเข้าไปข้างในห้อง พวกเขาพบว่ายังมีประตูไม้อีกบานและทางด้านซ้ายมีที่วางรองเท้า ด้านขวาก็มีที่แขวนเอนกประสงค์ตั้งอยู่ ทั้งสองเห็นดังนั้นจึงถอดรองเท้าวางไว้บนชั้นวาง และริซึโอะก็ใช้กุญแจดอกเดิมเสียบเข้าไปที่แม่กุญแจของประตูอีกบานหนึ่ง ทั้งสองยืนรอเงียบๆแต่ทว่าประตูบานในก็ไม่ยอมเลื่อนเปิดออกอย่างที่คิด รุยจึงลองดึงห่วงที่ประตูออกดู

            “แอ็ด_” ปรากฎว่าประตูเปิดออกด้วยแรงดึงของรุย เขาหันมายิ้มให้กับริซึโอะที่หน้าขึ้นสีบางๆด้วยความอาย

เมื่อทั้งสองเข้ามาข้างในเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็พากันวางกระเป๋าและสัมภาระต่างๆของตนเรียงกันอยู่ที่พื้นห้อง ทั้งคู่ต่างตรวจดูสิ่งของของตนว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนที่จะเริ่มสำรวจห้องพักด้วยความตื่นเต้น...อย่างน้อยรุยก็รู้สึกแบบนั้น

                ด้านในห้องสี่เหลียมนี้กำแพงทั้งหมดปูด้วยก้อนอิฐสีขาวสะอาดตา พื้นเป็นหินอ่อนสีเทาหม่นเหมือนกับห้องโถงด้านล้าง ที่ด้านขวามีเตียงเดี่ยวทำจากไม้ซึ่งตั้งเอาหัวชนกับกำแพงอยู่หนึ่งคู่ ตรงระหว่างเตียงทั้งสองมีโต๊ะไม้เล็กๆซึ่งมีโคมไฟโบราณตั้งอยู่บนนั้น ถัดจากขวาและซ้ายของเตียงทั้งสองก็มีตู้เสื้อผ้าและโต๊ะเขียนหนังสือขนาดกลางๆตั้งหันหลังติดกับกำแพง ส่วนด้านซ้ายของห้องมีเตียงเดี่ยวอีกเตียงตั้งอยู่เช่นกันและตู้เสื้อผ้ากับโต๊ะเขียนหนังสือของเตียงนั้นก็อยู่ด้านขวาของเตียง และด้านซ้ายมือซึ่งติดกับประตูด้านในนั้นก็คือห้องน้ำซึ่งมีทั้งอ่างและฝักบัว ที่ด้านหลังของห้องมีประตูกระจกแบบเลื่อนอยู่

                รุยเลื่อนประตูออกไปก็เจอกับระเบียงขนาดกว้างพอเหมาะ ที่ด้านซ้ายมือของเขามีอ่างล้างหน้าพร้อมแท่นหินอ่อนซึ่งเอาไว้วางข้าวของต่างๆ และนอกจากนี้ก็ยังมีราวตากผ้าแบบพับได้ มีม้านั่งยาวและมีโต๊ะหินปูนขนาดสี่คน ราวกับว่าตั้งใจจะให้เหล่านักเรียนทั้งหลายมานั่งกินลมพักผ่อนหย่อนใจพร้อมกับชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามของที่นี่ยังไงยังงั้นเลย เด็กหนุ่มสูดอากาศเข้าไปเต็มปอดก่อนกลับเข้าไปในห้อง ซึ่งริซึโอะกำลังจัดเก็บข้าวของอย่างรวดเร็ว

                “ข้างนอกมีระเบียงด้วยล่ะ!” รุยร้องขึ้นอย่างตื่นเต้น ริซึโอะได้แต่หันมามองเพื่อนชายก่อนเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเนือยๆ

                “ทำไมนายถึงตื่นเต้นนักนะ” เด็กหนุ่มหันไปจัดของต่อ และไม่นานเขาก็เอนตัวลงนอนบนเตียงด้านขวาฝั่งที่ติดกับประตูระเบียงซึ่งปูที่นอนด้วยผ้าสีแสด มีปอกหมอนและผ้าห่มสีแดง ส่วนรุยก็จัดของต่อไป แน่นอนว่าเตียงของเขาคือเตียงที่เหลือของทางด้านขวามือซึ่งปูด้วยผ้าสีเหลืองแก่ มีปอกหมอนและผ้าห่มเป็นสีน้ำตาล สีที่เขาชอบ

                “นายว่าเพื่อนอีกคนจะเป็นยังไง” เขาได้ยินริซึโอะที่นอนอยู่ถามขึ้น รุยมองไปยังเตียงด้านซ้ายที่ปูด้วยผ้าสีเขียวอ่อนปอกหมอนและผ้าห่มเป็นสีเขียวแก่

                “ไม่รู้สิ” เด็กหนุ่มตอบ “นายว่าเขาจะชอบเตียงนั้นหรือเปล่านะ”

                “ถึงไม่ชอบก็ช่วยไม่ได้ ก็มาทีหลังนิ” ริซึโอะพูดขึ้นก่อนพลิกตัวนอนหันหลังให้กับรุย เด็กหนุ่มมองเพื่อนชายที่นอนนิ่ง คิดว่าอีกฝ่ายคงหลับไปแล้วเป็นแน่ เขาจึงกลับมาจัดของตัวเองต่อจนเสร็จ และในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงประตูข้างในเปิดขึ้น

                เด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเดินเข้ามาในห้องพร้อมด้วยสัมภาระอีกมากมายที่เขาลากตามหลังมา ดวงตาเรียวคมสีฟ้าน้ำทะเลมองไปยังรุยที่กำลังจะล้มตัวลงนอนบนเตียง ทั้งคู่สบตากับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่รุยจะเอ่ยทักก่อน

                “หวัดดี” เด็กหนุ่มโบกมือทักน้อยๆ “ฉันรุย แมคเกรย์เกอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก!

                “อืม...ฉัน เรย์ ฟลูบัสเตอร์ ยินดีเช่นกัน!” เด็กหนุ่มพูดพร้อมยิ้มน้อยๆให้กับรุย เขาเอากระเป๋าวางลงบนเตียงฝั่งซ้ายที่เหลืออยู่ รุยได้แต่นั่งมองเพื่อนใหม่อีกคนจัดของอย่างเงียบๆ เส้นผมสีดำประกายน้ำเงินแปลกตาที่ซอยเป็นทรงสั้นดูยุ่งเหยิง ดวงตาสีฟ้าเข้มอมน้ำเงินนั้นมีเสน่ห์ราวกับห้วงของมหาสมุทรลึก ที่จะดึงดูดทุกสิ่งให้แหวกว่ายลงไปสู่ความ...ลุ่มหลง ไหนจะรูปร่างกำยำนั้นอีก...ขนาดเขาเป็นผู้ชายด้วยกันก็ยังอดใจเต้นไม่ได้เลย!

                “มีอะไรเหรอ” ดูเหมือนว่าเรย์จะรู้สึกได้ถึงสายตาอันร้อนแรงที่รุยส่งมาให้เขา เด็กหนุ่มหันไปมองหน้าเพื่อนใหม่ด้วยสีหน้าสงสัย

                “ปะ เปล่าไม่มีอะไรหรอก นายจัดของต่อไปเถอะ” รุยรีบโบกมือเป็นพัลวันก่อนหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแก้เขิน เรย์ยิ้มก่อนส่ายหน้า และไม่นานนักเขาเองก็จัดของเสร็จ รุยมองดูข้าวของต่างๆที่เรย์จัดเก็บอย่างเรียบร้อยและดูสะอาดตาถ้าหากเทียบกับของเขาและริซึโอะ ที่พอใจจะวางอะไรตรงไหนก็วางไป

                “อ่า” เรย์ร้องขึ้น เขาหันไปมองรุยที่มองกลับมาเช่นกัน “นี่ประตูอะไรเหรอ”  เด็กหนุ่มชี้ไปที่ประตูที่อยู่ถัดจากเตียงเขาไปทางด้านซ้ายซึ่งอยู่ติดกับห้องน้ำ

                “ฉันก็เพิ่งสังเกตเห็นเหมือนกันนะเนี่ย” รุยเดินเข้ามาดูที่ประตูใกล้ๆ เด็กหนุ่มตัดสินใจลองเปิดประตูดูโดยมีเรย์ยืนอยู่ข้างๆ

            “แอ็ด_” ภายในประตูนั้นคือห้องเล็กๆอีกห้องหนึ่ง ซึ่งมีห้องน้ำในตัวตั้งอยู่ด้านตรงกันข้ามกับประตู ถัดเขาไปก็เป็นโต๊ะเขียนหนังสือและตู้เสื้อผ้า ด้านซ้ายถัดจากประตูเข้าไปมีโต๊ะและโคมไฟแบบข้างนอก ถัดจากโคมไฟก็มีเตียงแบบเดียวกันแต่เป็นเตียงที่ปูผ้าสีฟ้า ผ้าห่มและปอกหมอนเป็นสีน้ำเงิน...

บนเตียงนั้น ร่างเล็กๆก็กำลังนอนหลับอย่างสบายโดยหันหน้าเข้าหาหน้าต่างที่มีผ้าม่านสีขาวปิดอยู่ ทั้งรุยและเรย์ค่อยๆเดินเข้าไปใกล้ร่างนั้น เส้นผมตรงสีดำสนิทยาวประบ่า ใบหน้าเล็กรูปไข่ ขนตายาวหนาเป็นแพ ปากนิดจมูกหน่อย ผิวขาวดูนุ่มนวล และ...ดูยังไงๆนี่มันก็ ผู้หญิง ชัดๆ

            ‘ผู้หญิงเหรอ!’ รุยหันไปสบตากับเรย์ซึ่งมีสีหน้ามึนงงเช่นเดียวกับเขา ทั้งสองตัดสินใจออกจากห้องนั้นและต่างก็กลับมานั่งนิ่งอยู่บนเตียงของตน

                “เออ...” รุยเอ่ยขึ้นเบาๆเพื่อเรียกความสนใจจากเรย์ “นายว่าเขาเป็น...”

                “ผู้หญิง?” เรย์เอ่ยสั้นๆ เขาก็รู้อยู่หรอกว่าหอพักที่นี่นั้นไม่แบ่งแยกชาย-หญิง แต่ขนาดมีเพื่อนร่วมห้องเป็นผู้หญิงนี่มันก็...ออกจะ...น่าตื่นเต้นเกินไปหน่อยล่ะนะ...

                “ผู้หญิงที่ไหนเหรอ”  ริซึโอะที่เพิ่งตื่นถามขึ้น เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่งก่อนหันไปมองหน้าเรย์ รุยเห็นดังนั้นจึงแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน

                “อ่อ ริซึโอะนี่เรย์น่ะ เขาเพิ่งมาตอนนายหลับ” รุยว่า

                “ฉัน เรย์ ฟูลบัสเตอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก”

                “ฉัน ริซึโอะ นูระ ยินดี” ริซึโอะพยักหน้าน้อยๆให้กับเพื่อนใหม่ “ว่าแต่ผู้หญิงที่ไหนเหรอ?” เด็กหนุ่มถามต่อ

                “เออ...คือเราเจอ... “ฉันเอง!” รุยกำลังจะอธิบายแต่แล้วเขาก็ต้องหยุดลงเมื่อประตูอีกบานเปิดออก เด็กสาวร่างเล็กเดินออกมาจากห้องนั้นก่อนพูดแทรกเขาขึ้น

                “ทะ...เธอมาทำอะไรในนี้ นี่มันห้องผู้ชายนะ!” ริซึโอะตะโกนขึ้นทันที เขาดูตกใจมากที่เห็นเด็กสาวในห้องของผู้ชายแบบนี้

                “ขอโทษทีนะ แต่ขอฉันอธิบายหน่อย!” เด็กสาวเอ่ยเสียงแข็ง ดวงตากลมโตสีน้ำเงินเข้มประกายม่วงของเธอจ้องริซึโอะนิ่ง เหมือนบรรยากาศชักไม่ค่อยจะดีรุยจึงกระเอมไอขึ้นนิดหนึ่ง

                “ขอโทษทีเราแค่ตกใจไปหน่อยนะ” รุยว่า “เชิญเธอต่อเลย”

                “ฉันอูเคีย คุโรซากิ ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กสาวว่าเรียบๆ “ถ้าพวกนายดูในใบรายชื่อก็จะเห็นว่าชื่อของฉันอยู่ที่ห้องนี้” ทั้งสามหนุ่มเงียบพลางนึกถึงตอนที่ดูรายชื่อในป้ายหินยักษ์ ชื่อของนักเรียนที่อยู่ห้องนี้ก็มี รุย แมคเกรย์เกอร์  ริซึโอะ นูระ เรย์ ฟูลบัสเตอร์ และ อูเคีย คุโรซากิ เรย์และริซึโอะทำหน้าแบบนึกออกในทันที

                “คงหายข้องใจแล้วสินะ” เด็กสาวถามซ้ำ เรย์พยักหน้างึกๆ แต่ริซึโอะเงียบลงด้วยความอายที่เขาก่อขึ้นเมื่อครู่นี้ อูเคียยิ้มอย่างพอใจที่เห็นปฏิกิริยาแบบนั้นจากเด็กหนุ่ม

                “แต่แปลกนะทำไมเขาให้เธอมาอยู่ห้องนี้ล่ะ” รุยถามขึ้น

                “คงเพราะฉันลงชื่อช้าล่ะมั้ง เขาเลยไม่มีห้องเหลือให้ฉัน” เด็กสาวว่า “และห้องนี้ก็เป็นห้องเดียวที่มีห้องแยกออกมาเป็นส่วนตัว” สามหนุ่มพยักหน้าแบบเข้าใจ “แต่ถ้าหากพวกนายไม่สะดวกใจล่ะก็ ฉันจะไปขอเขาย้ายห้องก็ได้”

            “อ่อ ไม่ต้องหรอกๆ” รุยรีบว่าขึ้น “ยังไงเธอก็มีห้องส่วนตัวนี่หน่า...คงไม่เป็นการรบกวนหรอกเนาะ...หรือพวกนายว่าไง” เขาหันไปหาเรย์ และริซึโอะ ซึ่งทั้งคู่ก็พากันส่ายหน้าแบบไม่มีปัญหา

รุยเห็นดังนั้นจึงหันไปยิ้มให้กับเพื่อนคนใหม่ “ฉัน รุย แมคเกรย์เกอร์นะยินดีที่ได้รู้จักนะ”

                “ฉัน ริซึโอะ นูระ ริซึโอะ...ขอโทษด้วยเรื่องเมื่อกี้” อูเคียพยักหน้าก่อนยิ้มน้อยๆให้เพื่อนชาย แต่เป็นมิตรแค่ไหนก็แล้วแต่คนจะมองล่ะนะ

                “ฉัน เรย์ ฟูลบัสเตอร์ ยินดีที่ได้รู้จัก!” เรย์ยิ้มกว้างให้กับอูเคีย แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่มีปฏิกิริยาอะไรตอบกลับนอกจากพยักหน้าตามมารยาท เด็กหนุ่มจึงรู้สึกหน้าหงายเล็กๆ

หลังจากที่ทั้งหมดได้แนะนำตัวกันเสร็จแล้ว พวกเขาก็กลับไปทำธุระส่วนตัวของตนที่ทำค้างเอาไว้ รุยอ่านหนังสือต่อ เรย์เองก็หยิบหนังสือเล่มหนาขึ้นมาอ่าน ริซึโอะเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ และเพราะอูเคียเปิดประตูห้องของเธอเอาไว้ทุกคนจึงเห็นว่าเธอกำลังเขียนอะไรบางอย่างอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ

“นายอ่านอะไรน่ะ” รุยถามเรย์ขึ้น เขาจ้องไปที่หน้าปกสีเขียวแก่ที่มีลวดลายสีทองสวยงาม

“อ่อ นี่น่ะเหรอ” เรย์ชูหนังสือเล่มหนาขึ้น “เป็นเรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์เวทมนต์ต่างๆของพวกพ่อมดแม่มดน่ะ”

“จริงเหรอ” รุยเอ่ยอย่างตื่นเต้น “นายชอบเรื่องพวกนี้เหมือนกันเหรอ”

“นายก็ชอบเหรอ” เรย์ถามขึ้น และรุยก็พยักหน้างึกๆ ทำให้ริซึโอะส่ายหัวน้อยๆพร้อมยิ้มออกมา

“นี่มันศตวรรษที่เท่าไรแล้ว นายเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วยเหรอไง”  ริซึโอะว่า ก่อนหันไปเล่นเกมส์ต่อ “ไร้สาระชะมัด”

“ทำไมล่ะ ฉันว่ามันน่าตื่นเต้นดีออก” เด็กหนุ่มผมบลอนด์หันไปพูดกับเพื่อนชายที่นั่งอยู่หน้าคอมฯ “โลกที่น่าเบื่อจะตาย ถ้าหากมีเรื่องอะไรแบบนี้ขึ้นมาจริงๆล่ะก็...คงจะสุดยอดไปเลยล่ะว่าไหม” รุยพูด ดวงตาสีทองของเขาเป็นประกายแวววาวเหมือนเขากำลังฝันกลางวันอยู่

ริซึโอะหันมามองเพื่อนชายแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มมุมปากนน้อยๆเท่านั้น ส่วนเรย์ก็ได้แต่ยิ้มให้กับความไร้เดียงสาของเพื่อนใหม่คนนี้ หลังจากนั้นรุยก็ได้แต่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือของตนต่อไปท่ามกลางความเงียบในห้องที่เกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ไม่นานเขาก็ลุกจากเตียงก่อนเดินออกไปที่ระเบียง

บนนั้นเขาสามารถมองเห็นวิวเกือบทั้งหมดของโรงเรียนมิอาฮ์ดัสมอส เขามองเห็นทะเลสาบอยู่ไกลลิบๆทางทิศเหนือ ทางทิศตะวันออกเขาเห็นสนามกีฬากลางแจ้งซึ่งอยู่นอกเขตกำแพงของโรงเรียน ทางตะวันตกเขาเห็นป่ารกทึบ และทางทิศใต้เขาเห็นหมู่บ้านซึ่งอยู่นอกเขตกำแพงโรงเรียนเช่นกัน รุยสูดเอาอากาศยามเย็นเข้าไปเต็มปอด ก่อนที่จะทันได้เห็นว่ามีใครอีกคนยืนอยู่ข้างๆเขา

“วิวสวยจังเลยน้า ที่นี่เนี่ย” เรย์เอ่ยพลางมองออกไปไกลๆ “ไม่เป็นไรหรอกแรกๆก็อึดอัดแบบนี้แหละ” ชายหนุ่มว่าพลางหันมายิ้มให้กับใบหน้างุนงงของคนข้างๆ และไม่นานรุยก็ยิ้มออกมาด้วยเขาเข้าใจแล้วว่าเรย์หมายถึงอะไร...หมายถึงพวกเขาสินะ

“นั้นสินะ” รุยพูด “เรายังต้องอยู่ด้วยกันอีกตั้งสามปีแน่ะ”

“ไม่รู้สินะ...แต่ฉันว่าพวกเราอาจเข้ากันได้ดี” เรย์ยิ้ม รอยยิ้มของเขาดูอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์ยามเย็นนี่

“อืม” รุยพยักหน้าเห็นด้วย “ต้องเป็นอย่างนั้นแน่นอน” สองหนุ่มหัวเราะคิกคัก ก่อนที่จะได้ยินเสียงห้วนๆของใครบางคนดังขึ้นมาจากด้านหลัง

“นายสองคนจีบกันอยู่หรือไง” ทั้งสองหันหลังไปดูก็เห็นริซึโอะกำลังยืนหน้าบึ้งอยู่

“อ้าวนายเลิกเล่นเกมแล้วเหรอ” รุยถามขึ้น

“ไม่เล่นล่ะ ไม่เห็นชนะซักที” เด็กหนุ่มส่ายหัว ก่อนเดินเข้ามาหาเพื่อนชายทั้งสอง เส้นผมของเขากลายเป็นสีน้ำตาลแดงสวยเมื่อกระทบกับแสงอาทิตย์อ่อนๆ “ฉันหิวแล้วนะ ไม่ไปหาอะไรกินกันหน่อยหรือไง” รุยและเรย์มองหน้ากัน

“นี่ไม่หิวกันเลยเหรอ” ริซึโอะเอ่ยอย่างหัวเสีย นี่เขามีเพื่อนร่วมห้องเป็นคนบ้าหรือไงกันนะ

“เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอก” เรย์โบกมือ “ฉันเองก็หิวแล้วเหมือนกัน เราลงไปกินข้าวที่โรงอาหารข้างล่างกันเถอะ” เพื่อนอีกสองคนพยักหน้าเห็นด้วย และทั้งสามหนุ่มก็เดินกลับเข้าไปในห้อง พวกเขาเห็นเพื่อนสาวคนเดียวกำลังอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ และเรย์ก็สะกิดรุยเป็นเชิงว่าให้ลองชวนเธอไปด้วยกัน เด็กหนุ่มเคาะประตูห้องเบาๆ ก่อนที่เด็กสาวจะหันมามองตามเสียงนั้น

“เออ...คือพวกเรากำลังจะไปหาอะไรกินกัน เธอจะไปด้วยไหม” เด็กสาวมองหน้าเหล่าเพื่อนร่วมห้องอยู่สักครู่เหมือนกำลังตัดสินใจ แต่แล้วเธอก็พยักหน้าและเก็บของบนโต๊ะ ก่อนเดินมาหาพวกเขา

“ไปสิ” เด็กสาวพยักหน้าเป็นเชิงบอกให้พวกเขาเดินนำไป และทั้งสี่ก็เดินออกจากห้องพักไปด้วยกันเป็นครั้งแรก และรุยก็คิดว่าอะไรๆก็อาจจะเป็นไปด้วยดี...มั้งนะ...

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

0 ความคิดเห็น