My Fantastic Roommates

ตอนที่ 10 : Chapter 8: เผชิญหน้า (Encounter)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 10
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    22 พ.ค. 60

                   “เมื่อคืนนี้นาย...” เรย์พูดกับริซึโอะในขณะที่พวกเขาทั้งสี่คนเดินลงมากินข้าวเช้ากันตามปรกติ

                “ทำไม ฉันละเมออีกแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มหยิบกระดาษขึ้นมาจดรายการอาหารลงไปก่อนที่จะเดินไปหาที่นั่งริมหน้าต่าง แต่ก่อนที่เขาจะนั่งลงสายตาก็หันไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่จ้องมองมาที่เขาเช่นกัน กลุ่มของ มาร์ค คิโด นั่นเอง ริซึโอะทำเป็นไม่สนใจก่อนหันไปคุยกับเรย์ต่อ

                “ไม่มีอะไรหรอก...” เรย์บอกปัดไป เขาเห็นเหมือนกันว่ามาร์คมองมาที่โต๊ะของพวกเขา และเพิ่งรู้ด้วยว่าพวกมาร์คอยู่หอพักเดียวกับพวกเขา...ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า แต่ดูเหมือนริซึโอะจะไม่ค่อยชอบขี้หน้ามาร์คสักเท่าไร ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงออกอะไรก็เถอะ

                เมื่อเห็นว่าเรย์ไม่พูดอะไรเขาจึงหันไปคุยกับวิเวียนที่อ่านหนังสือแฟชั่นรายสัปดาห์อยู่กับอูเคีย

                “เย็นนี้เธอว่างไหม” วิเวียนหันหน้ามามองเพื่อนชายด้วยสายตาแปลกใจ ถ้าจะนับดูแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มคุยกับเธอก่อน

                “ว่าง ทำไมเหรอ”

                “ก็แค่อยากซื้อของนิดหน่อยน่ะ” ริซึโอะพูด “เป็นของผู้หญิงๆอะไรเงี่ย”

                “อ้าวแล้วทำไมไม่ชวนอูเคียไปด้วยล่ะเธอก็เป็นผู้หญิงเหมือนกันนี่” วิเวียนพูด

            “ไม่เอาหรอก เดี๋ยวได้ของแปลกๆมาแทน” อูเคียหันขวับมามองขวางใส่เพื่อนชาย ก่อนที่จะลุกไปเอาอาหารที่ตนสั่งมากินเงียบๆ

                “ได้สิ” วิเวียนว่าพลางหัวเราะ

                พวกเขานั่งกินข้าวกันไปเงียบๆ แต่ริซึโอะรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ถูกส่งมาจากกลุ่มของมาร์ค เขาพยายามควบคุมอารมณ์ตัวเองก่อนที่จะรีบกินข้าว และบอกทุกคนว่าเขาจะเดินไปห้องเรียนก่อน ซึ่งทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่คิดว่าริซึโอะคงจะไปขอลอกการบ้านเพื่อนๆคนอื่นอย่างเคย เพราะว่าอูเคียไม่ยอมให้เขาลอกการบ้าน และรุยกับเรย์ก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเท่าไรนัก แต่ว่าเรย์รู้ดีกว่านั้น...และเขาเองก็รู้ว่ามาร์คเป็นสาเหตุที่ทำให้ริซึโอะดูกังวลใจตลอดเวลาแบบนี้...

                มันต้องมีอะไรแน่นอน เรย์คิด...

คาบเรียนตอนบ่ายเป็นไปอย่างเนิบนาบ มือของอาจารย์ก็เขียนกระดานไป นักเรียนก็จดข้อความบนกระดานกันมือเป็นระวิง ความเงียบงันทำให้ได้ยินแต่เสียงขีดเขียนของเหล่านักเรียนและอาจารย์เท่านั้น

                “อือ...ฮือ” ท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นมาสักระยะหนึ่ง จู่ๆเสียงของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางห้องก็ดังขึ้น ทุกคนหันมามองที่เธอ “อือ อือ ฮือ...ตุบๆๆๆๆๆ” เด็กสาวทำท่าเหมือนปัดอะไรบางอย่างออกไปจากตัวของเธออย่างรุนแรงจนข้าวของบนโต๊ะกระจัดกระจายไปทั่ว

                “ฮือ ฮือ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” “ครืด!!!  คราวนี้เธอลุกขึ้นจากเก้าอี้ สองมือยังคงระวิงอยู่บนตัวของเธอ

                “เจนิสัน เป็นอะไรน่ะ!” อาจารย์เดินเข้ามาใกล้เธอก่อนที่จะเขย่าตัวเด็กสาวอย่างแรง แต่เด็กสาวที่ชื่อเจนิสันกลับเหมือนไม่รู้สึกตัวและยังคงแสดงอาการแปลกๆออกมา และมันก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

                “ฮือ ฮือ ฮือ ฮือๆๆๆๆๆๆๆๆ” “เจนิสัน!” “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!” เจนิสันล้มลงกับพื้น ร่างบางดิ้นทุรนทุรายราวกับมีใครมาสาดน้ำกรดใส่ปลาตัวหนึ่งที่กำลังขาดน้ำอยู่บนบก ดวงตากลมโตเหลือกขึ้นมองข้างบน มือกำแน่น ริมฝีปากเผยอออกกรีดร้องด้วยเสียงแหลมเกินกว่าที่ใครจะคาดคิดว่าเธอสามารถใช้เสียงแบบนี้ได้ เด็กสาวดิ้นอยู่สักพักก่อนที่จะหยุดนิ่งลง ลมหายใจอ่อนระโรย ดวงตาเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อ ดูราวกับว่าเธอสิ้นลมหายใจไปทั้งๆอย่างยังงั้น

                “เจนิสัน!!!” อาจารย์หนุ่มก้าวเข้าไปกำลังจะแตะต้องตัวของนักเรียนหญิง แต่อูเคียก้าวมาขวางเขาเอาไว้

                “อย่าแตะต้องอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า!” เด็กสาวเอ่ยเสียงเข้ม และมันคือคำสั่ง อาจารย์หนุ่มต้องรีบถอยกรู่ออกไปอย่างช่วยไม่ได้ “มาช่วยกันหน่อย วิเวียน” วิเวียนรีบเดินเข้ามาหาเพื่อนสาวก่อนที่จะช่วยอูเคียพยุงเพื่อนสาวที่ไร้สติขึ้นมาและทั้งคู่ก็พาเด็กสาวที่ชื่อเจนิสันไปห้องพยาบาล

                ตอนนี้ทั้งห้องตกอยู่ในความตื่นตระหนก อาจารย์ประจำชั้นได้เขามาช่วยอาจารย์หนุ่มในการแก้ปัญหานี้ นักเรียนทุกคนนั่งประจำที่ตัวเองอย่างเรียบร้อย ยกเว้นอูเคียกับวิเวียนที่เธอทั้งสองยืนยันว่าจะต้องดูแลเพื่อนที่ป่วยด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด

                “ทำอย่างกับเคยเห็นโรคแบบนี้อย่างนั้นแหละ” รุยพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจอะไรมากนัก แต่นั่นทำให้ทั้งริซึโอะและเรย์ต้องหันมามองหน้ากัน

                ตลอดช่วงบ่ายเหล่านักเรียนห้อง1-A ต่างไม่เป็นอันเรียนด้วยตกใจกับเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเจนิสัน ด้วยว่าเธอไม่มีประวัติของโรคร้าย หรือมีโรคประจำตัวแต่อย่างใด และท่าทางของเธอในตอนนั้นก็ดูจะไม่ได้เกิดมาจากอาการป่วยใดๆทั้งสิ้น มันเหมือนกับว่าเธอประสาทหลอน แต่ไม่ว่าจะเป็นอะไรเหล่าคณาจารย์ทั้งหลายเองก็ได้แต่บอกว่า

“มันอาจเป็นเพราะอากาศที่ร้อนผิดปรกติในช่วงนี้” ซึ่งคำแก้ตัวนี้ก็ทำให้นักเรียนหลายคนถึงกับเอามือปิดปากกั้นหัวเราะกันแทบไม่ทัน แต่ก็ไม่มีใครกล้าตั้งข้อโต้เถียงใดๆเนื่องจากไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาต้องใส่ใจ หรือมีความรู้มากพอที่จะช่วยได้ ซึ่งทุกคนต่างก็คิดว่าอูเคียและวิเวียนน่าจะพอมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงไม่มีใครว่าอะไร

                หนุ่มๆทั้งสามเดินไปเจอเพื่อนสาวของพวกเขาที่ห้องพยาบาลหลังเลิกเรียน ในห้องอูเคียกับวิเวียนยืนเฝ้าเจนิสันกันอย่างแข็งขัน แถมในห้องยังมีกลิ่นของไม้หอมฟุ้งไปทั่ว และต้นตอก็มาจากเทียนหอมที่วิเวียนเป็นคนจุดไว้บนหัวเตียงคนไข้นั่นเอง

                “มันช่วยอะไรได้เหรอ” นี่ถ้าหากว่าเป็นริซึโอะถามวิเวียนคงฉุดขาดไปแล้ว แต่นี้เป็นรุยคนแสนดีเด็กสาวจึงไม่ถือสาอะไร

                “กลิ่นนี้จะช่วยให้เจนิสันหลับสบายขึ้น” เด็กสาวตอบเพื่อนชายด้วยรอยยิ้ม

                “เธอเป็นไงบ้างล่ะ” ริซึโอะถามต่อ

                “ก็ดีขึ้นกว่าตอนแรกเยอะ” อูเคียตอบ “อย่างน้อยตอนนี้ก็หายใจเป็นปรกติแล้ว”

                “เขาเป็นอะไรกันแน่” เรย์ถามขึ้น ทั้งสองสาวต่างหันหน้ามองกันไปมา ก่อนที่วิเวียนจะตอบโดยการส่ายหัว

                “เอาน่า เขาปลอดภัยก็ดีแล้ว ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของอาจารย์พยาบาลเขาเถอะน่า” รุยว่าก่อนเดินไปดันตัวเพื่อนสาวทั้งสองออกจากห้อง “เรากลับกันเถอะ”

                ทั้งห้าเดินออกจากห้องพยาบาลและมุ่งหน้ากลับหอของตน ซึ่งในตอนนี้ห้องอาหารก็เต็มไปด้วยเหล่านักเรียนที่มานั่งเม้ามอยเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนบ่ายนี้ และเมื่อเห็นทั้งห้าคนเข้ามา พวกเขาบางคนก็เข้ามาถามอาการของเจนิสันด้วยความอยากรู้ ซึ่งอูเคียกับวิเวียนก็ได้แต่ตอบไปว่าอาการของเด็กสาวดีขึ้นแล้วและไม่มีอะไรต้องเป็นห่วง ซึ่งคำตอบที่น่าพอใจนี้ทำให้กลุ่มของมาร์คต้องหันกลับไปมองหน้าหญิงสาวทั้งสองที่ให้ข้อมูลเมื่อครู่นี้ใหม่ เด็กหนุ่มคนหนึ่งจากกลุ่มเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวทั้งสองก่อนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

                “พวกเธอแน่ใจได้ยังไงว่ายัยนั่นอาการดีขึ้นแล้ว เป็นหมอหรือไง!

                “เราแค่พูดตามที่เราเห็น” วิเวียนว่า “อย่างน้อยตอนนี้เจนิสันก็หายใจได้อย่างปรกติ” เด็กหนุ่มหันไปมองหน้ามาร์คพร้อมทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ส่วนมาร์คเองก็ได้แต่นิ่งก่อนที่จะยิ้มมุมปากเล็กน้อย

            “ฉันว่าพวกเธอน่ะอ่านนิยายเยอะไปหน่อยนะ” มาร์คเอ่ยขึ้น  “คงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นนางเอกอยู่หรอกใช่ไหม”

                “ฮ่า ฮ่า ฮ่า วู๊วววววววววววววววววววววววววว!!!” เด็กหนุ่มที่เดินเข้ามาหาเรื่องวิเวียนกับอูเคียหัวเราะดัง ก่อนที่จะผิวปากล้อเลียนเด็กสาวทั้งสอง “พวกเธอเป็นนางเอกเลยเหรอเนี่ย!”  เกิดเสียงหัวเราะขึ้นทั่วโรงอาหารทั้งๆที่มีแต่กลุ่มของมาร์คเท่านั้นที่หัวเราะหัวใคร่กับมุขตลกร้ายนี้ เสียงของพวกเขาก้องไปทั่วราวกับว่าจะบีบให้ทุกคนที่ไม่เห็นด้วยหัวเราะไปกับพวกเขา

                วิเวียนกับอูเคียยืนนิ่ง สามหนุ่มกำมือแน่น ดูท่าริซึโอะอาจจะเป็นคนแรกที่เข้าไปแลกหมัดกับพวกมาร์ค หากอูเคียไม่ดึงแขนเขาไว้...

                ...ดวงตาสีซีดทว่ากลับซีดเผือดกว่าเดิม มองจ้องไปยังภาพตรงหน้าอันเลือนราง โครงกระดูกสีขาวสูงใหญ่สวมเสื้อคลุมสีดำทะมึนกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ ด้านหลังเสื้อคลุมยาวนั่นมีปีกน้ำแข็งสยายออกกว้างขวาง อีกในมือถือดาบญี่ปุ่นยาวกว่าความสูงของผู้ถือ คมดาบสีเงินวาบวัวถูกจับไปด้วยเกร็ดน้ำแข็งหยาบหนาสะท้อนแสงวาวใสหมดจด ถ้าหากดาบนี้ได้ฟาดฟันลงไปแล้วล่ะก็...ชีวิตเขามีกี่ชีวิตก็คงไม่พอเป็นแน่...เพียงแค่ปีกกระพือขึ้นทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องถูกแช่แข็งไปชั่วกาลนาน...

                “กลับกันเถอะ” มาร์คถอยหลังลงมาหนึ่งก้าว เหงื่อกาฬไหลอาบทั่วใบหน้า เขาหลับตาลงก่อนลืมมันขึ้นอีกครั้ง ภาพมิติซ้อนข้างหน้าได้หายไปแล้ว เหลือเพียงแต่เด็กสาวร่างเล็กที่ยืนจ้องหน้าเขาอยู่ เด็กหนุ่มจ้องลึกลงไปในดวงตากลมโตสีน้ำเงินเหลือบม่วงของหล่อน ก่อนยิ้มเย้ยหยันตนเองในอากัปกิริยาเมื่อครู่ของตน เมื่อพิจารณาดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรจะต้องกลัว แค่เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆธรรมดาๆคนหนึ่งในสายตาของเขา...

                “อยู่ไปก็เสียเวลาเปล่าๆ” ว่าแล้ว มาร์คกับพักพวกก็ค่อยๆพากันเดินจากไป ทิ้งไว้แต่ฉนวนให้กับทั้งห้าคน โดยเฉพาะกับริซึโอะที่เดินออกจากห้องอาหารทันทีโดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่าเท้าของเขาจะพาไปในทิศทางไหน เขาเดินออกจากประตูรั่วโรงเรียน เข้าไปยังหมู่บ้านทางใต้ แต่กว่าที่เขาจะรู้ตัว วิเวียนก็มายืนอยู่ข้างๆเขาแล้วเรียบร้อย

                “ก็นายชวนฉันมาซื้อของนี่หน่า” เด็กสาวเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้ม เธอเดินนำหน้าเขาเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก “นายว่าอันนี้เป็นไง” วิเวียนหยิบกิ๊ฟติดผมรูปดอกกุหลาบสีชมพูยื่นให้ริซึโอะ เด็กหนุ่มยืนมองมันด้วยสายตาไร้อารมณ์

                “เธอไม่โมโหบ้างหรือไง”  ริซึโอะวางกิ๊ฟนั่นไว้ที่เดิมก่อนหันมาจ้องหน้าเพื่อนสาว

                “ก็นะ” วิเวียนถอนหายใจ “แต่นายจะให้ฉันทำอะไรล่ะ”

                “แค่เธอบอกมาฉันก็จะจัดการมันให้ตรงนั้นเลยล่ะ”

                “ไม่จำเป็นหรอก” วิเวียนส่ายหน้า “ไม่นานเขาก็จะได้เรียนรู้เองแหละ ว่าเขาไม่ได้อยู่เหนือใครๆอย่างที่เขาคิด”  วิเวียนยิ้มก่อนหันไปมองหน้าริซึโอะ

                “เรามาเลือกของกันดีกว่า” เด็กสาวจูงมือเด็กหนุ่มออกไปอีกร้านหนึ่ง เธอหยิบสิ่งของเครื่องประดับที่ดูน่ารัก อ่อนหวานมากมายขึ้นมาให้เพื่อนชายเลือก แต่เหมือนจะยังไม่มีของชิ้นไหนถูกใจริซึโอะเลย

                “คนที่นายจะซื้อของขวัญให้น่ะ” ริซึโอะหันไปมองหน้าวิเวียน “เธอ...เป็นคนยังไงเหรอ”

                “เป็นคนยังไงงั้นเหรอ...”

                “แบบว่า รูปร่างเป็นแบบไหน แต่งตัวยังไง นิสัย อะไรอย่างเงี่ย”

                “เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่มีรูปร่างบอบบาง ดูน่าถะนุถนอม ผมยาวตรงสีดำสนิท” ริซึโอะทำท่านึก “ใบหน้าเล็กรูปไข่ ดวงตากลมโตสีน้ำเงิน ปากนิดจมูกหน่อย ผิวขาวราวหิมะแรก...ดูราวกับเจ้าหญิง”

                “ผู้หญิงที่ไหนจะเพอร์เฟคขนาดนั้น” วิเวียนเอ่ยขึ้นลอยๆ

            “แต่ทว่าในความงามนั้น” ริซึโอะหันกลับมามองหน้าเพื่อนสาวต่อ “เธอกลับเยียบเย็นราวน้ำแข็ง”

                “เหมือนเพื่อนเราบางคน” วิเวียนยิ้ม และริซึโอะก็ยิ้มตาม เพราะหน้าอูเคียลอยขึ้นมาในหัวทั้งสองคน

                “ต่างกันนะ เพราะว่าน้องสาวฉันมีความเป็นกุลสตรีมากกว่ายัยนั้นแน่”

                “น้องสาวเหรอ”

                “อ่อ ใช่!” ริซึโอะทำหน้าแปลกใจ “นี่ฉันยังไม่ได้บอกเธอเหรอว่าคนที่ฉันจะซื้อของให้คือน้องสาวน่ะ”

                “นายไม่ได้บอกอะไรเลยนิ” วิเวียนยิ้ม ก่อนที่จะก้มหน้าก้มตาหาของที่ถูกใจเธอ จนในที่สุดวิเวียนก็เจอของชิ้นหนึ่งเข้า

                มันเป็นกิ๊ฟติดผมรูปดอกไม้สีขาวที่กลีบกลมมนซ้อนกันเป็นชั้นๆแปลกตา แม้ว่ามันจะไม่มีอะไรที่สะดุดตาไปกว่าของชิ้นอื่น แต่เด็กสาวก็หยิบมันขึ้นมาก่อนยื่นให้เพื่อนชายที่ยืนอยู่ข้างๆดู

                “ดอกสึบากิเหรอ” ริซึโอะมองกิ๊ฟติดผมก่อนยกขึ้นทาบกับผมสีดำอมม่วงของเพื่อนสาว “ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป สีขาวเสียด้วย คงเหมาะกับน้องสาวฉันดี”

                “ดีจังที่นายชอบ” วิเวียนส่งยิ้มขี้เล่นไปให้ริซึโอะ ซึ่งเจ้าตัวก็รีบเดินหนีไปจ่ายเงินที่เคาท์เตอร์ทันที วิเวียนก็ได้แต่ยืนยิ้มให้กับท่าทีแบบนั้นของเพื่อนชาย

                ทั้งคู่เดินออกมาจากตลาดในเวลาย่ำค่ำซึ่งก็ไม่แปลกนักเพราะเดี๋ยวนี้พวกนักเรียนต่างพากันมาหาของกินของใช้กันในตลาดมากขึ้น ก็พวกเขามีสิทธิ์ที่จะเบื่ออาหารที่โรงอาหารของหอได้นิใช่ไหม

                ริซึโอะและวิเวียนแยกกันตรงหน้าห้องของตน ก่อนที่ริซึโอะจะเปิดประตูเข้าห้องไป วิเวียนก็ได้ส่งยิ้มให้เขาและเธอเองก็ปิดประตูห้องลง...

 

                ความเงียบเริ่มเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณของโรงเรียน มีเพียงแต่เสียงกรอบแกรบของใบไม้บนพื้นที่กลิ้งตัวไปตามสายลมเท่านั้น แต่ก็ยังไม่ดังพอที่จะทำให้นักเรียนคนใดบนหอพักตะวันออกตื่นขึ้นมาได้ เว้นเพียงแต่เสียงโหยหวนของนักเรียนหญิงคนหนึ่งที่ดังขึ้นอย่างที่ไม่ใครคาดคิด หรือแม้จะมีใครบางคนแอบหวังด้วยความรู้สึกคึกคะนองอยู่ลึกๆแต่ทว่าเขาคงไม่คาดว่ามันจะเกิดขึ้นในยามวิกาลอย่างนี้แน่นอน...ยามที่ใครจะทำอะไรก็ตามโดยมีเจตนาที่อยากจะให้เกิดแต่ความพังพินาศขึ้น

            “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!

                “ปัง!!!” อูเคียวิ่งถลาออกมาจากประตูห้องนอนของเธอ พร้อมพบว่าเตียงนอนของเพื่อนชายทั้งสามนั้นว่างเปล่า เด็กสาวรีบวิ่งออกจากห้องทันที ก่อนที่จะพบเพื่อนชายของเธอพร้อมกับนักเรียนคนอื่นๆยืนมุงดูร่างน้อยๆของเด็กสาวคนหนึ่งนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้นหน้าลิฟต์ของชั้น 10 สภาพไม่ต่างจากเจนิสันเมื่อตอนบ่ายสักเท่าไร แต่ทว่ารายนี้สีผิวกลับซีดเซียวกว่าถึงจะเล็กน้อยแต่ก็เห็นได้ชัด

                “วิเวียน!” เด็กสาวหันไปทางเพื่อนสาวที่กำลังวิ่งฝ่ากลุ่มคนมาอย่างกระหืดกระหอบ เด็กสาวนั่งลงข้างๆร่างของเพื่อน ก่อนที่จะตรวจดูชีพจร และรีบยัดดอกไม้ป่าสีม่วงเผือกเข้าไปในปากน้อยๆของเพื่อนคนนั้น

                “เป็นไงบ้าง!” อูเคียหันไปถามเพื่อนสาว

                “ไม่แย่เท่าไร แต่ก็ไม่ดีกว่าเจนิสันในตอนนั้นนัก” วิเวียนตอบ “ดูท่าว่าคงจะต้องดูกันอีกยาว”

                “พวกเธอทำอะไรน่ะ!” รุ่นพี่หนุ่มคนหนึ่งเดินแหวกกลุ่มนักเรียนเข้ามา เขามองการกระทำของทั้งสองสาวด้วยสายตาไม่ไว้ใจ “คิดว่าตัวเองเป็นหมอหรือไง!

                “แล้วรุ่นพี่เป็นหมอหรือคะ!” อูเคียสวนกลับทันที ดวงตาสีน้ำเงินแข็งกร้าว “ถ้ารุ่นพี่รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นอะไร เราก็จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรุ่นพี่...แต่ถ้าหากว่าไม่รู้ก็ได้โปรดอยู่เงียบๆและปล่อยให้เราจัดการเอง และใครก็ห้ามเข้ามายุ่งย่ามกับคนไข้เด็ดขาด จนกว่าเขาจะอาการดีขึ้น...หวังว่าคงเข้าใจนะ...” ว่าเสร็จอูเคียและวิเวียนก็พากันพยุงร่างเด็กสาวไปที่ห้องพยาบาลประจำชั้นที่อยู่ห้องริมสุดทางฝั่งขวาของชั้น โดยที่นักเรียนคนอื่นต่างมองตามเธอทั้งสองด้วยสายตาแปลกใจระคนตกใจ

            “ยัยนั้นมีสิทธิมาสั่งรุ่นพี่ตั้งแต่เมื่อไรไม่ยักรู้เลยแฮะ” ริซึโอะเอ่ยขึ้นกวนๆเขาหันไปทางเรย์กับรุยที่กำลังจะกลับขึ้นห้องไปนอนต่อ

                “จะไม่ตามสองคนนั้นไปเหรอ” ริซึโอะถามพวกเขา

                “ปล่อยพวกเธอไปเถอะ” เรย์ว่า “เราไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว” รุยพยักหน้างึกงักเห็นด้วย เมื่อเห็นดังนั้นทั้งสามหนุ่มจึงพากันกลับห้องไปพร้อมๆกับนักเรียนทุกคนที่มาออดูเหตุการณ์อยู่เมื่อครู่

                ที่ห้องพยาบาล ที่ๆอาจารย์พยาบาลประจำหอถูกไล่(หลอกล่อแกมขู่บังคับ)ให้กลับห้องพักตน เด็กสาวสองคนกำลังตรวจดูอาการของเด็กสาวที่ชื่อเอมิเลียอย่างละเอียด จนกระทั้งวิเวียนตรวจดูกลีบดอกไม้ที่ค่อยๆละลายอย่างช้าๆในปากของเอมิเลียเป็นขั้นตอนสุดท้าย

                “เป็นไงบ้าง” อูเคียถามขึ้น วิเวียนค่อยๆนั่งลงก่อนที่จะถอนหายใจเล็กน้อย

                “ก็ยังทรงๆทรุดๆอยู่” วิเวียนตอบ “โดนหนักกว่ารายก่อนพอดู”

                “คิดว่าไง”

                “...”

                เกิดความเงียบขึ้นชั่วครู่หลังจากคำถามของอูเคีย วิเวียนรินน้ำชาอุ่นๆขึ้นมาจิบ ดวงตาสีเขียวหันไปยังร่างที่หายใจเข้าออกแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

                “มันคือคำสาป”

                “คำสาปงั้นรึ”

                “ใช่” เด็กสาวผมหยิกเป็นลอนนั่งแกว่งแก้วน้ำของตนวนไปมา “เป็นคำสาปชนิดหนึ่งที่อาจสร้างภาพหลอนและส่งผลกระทบต่อระบบประสาทของเหยื่อโดยตรง”

                “เธอจัดการได้ไหม”

                “ถ้าเธอไว้ใจฉัน”

                “อืม” อูเคียพยักหน้า

 

                “มีความสุขจริงนะแก” ภูติหนุ่มร่างสูงยืนอยู่บนกิ่งต้นสนพร้อมมองตรงไปที่เด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งเอาหลังพิงลำต้นท่าทางสบายใจ ดวงตาสีซีดเหลือบมองไปยังผู้มาเยือนเล็กน้อย

                “ฝีมือแกใช่ไหม”

                “อย่าปรักปรำกันมั่วซั่วแบบนี้สิ” มาร์คว่า “ฉันก็อยู่ของฉันเฉยๆ”

                “แกอยากจะทำอะไรฉันไม่สนหรอกนะ แต่อย่าเอาคนอื่นมาเกี่ยวด้วย” ภูติหนุ่มพูดเสียงเรียบ “และฉันขอเตือนไว้แค่นี้” เขาหันหลังกำลังจะกลับออกจากสถานที่อันมืดมิดนั่น

                “แกคิดว่าใครๆก็ต้องการให้แกปกป้องหรือยังไง” เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้น ภูติหนุ่มหยุดเคลื่อนเท้า “โลกสวยจังนะแกเนี่ย”

                “ถ้าแกแน่จริงก็หยุดรังแกคนไม่มีทางสู้ได้แล้ว”

                “แกคงคิดสินะว่าแกน่ะวิเศษกว่าใคร...แกไม่ใช่ธรรมดาๆ”

                “แกต้องการจะพูดอะไร”

                “ไม่มีใครเขาเผยไต่กันหรอก...โดยเฉพาะพวกเพื่อนๆของแก!

                “ฟึบ!” “ปึก!!!” ภูติหนุ่มกระโจนพุ่งตัวเข้าหาเด็กหนุ่มทันที เขายกชายเสื้อเชิ้ตของเด็กหนุ่มขึ้นชนกับลำต้นสนอย่างแรง

                 “โอ่ กลัวแล้วๆ” เด็กหนุ่มเอ่ยกวนพร้อมยกมือขึ้นกลางอากาศ

            “อย่าแตะต้องพวกนั้นเด็ดขาด!” ภูติหนุ่มเอ่ยเสียงเข้ม “และอย่าพูดอะไรพล่อยๆอีก!

                ภูติหนุ่มยอมปล่อยชายเสื้อของเด็กหนุ่มลง และเดินจากไปอย่างเงียบๆ แต่เขาไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่เขาเพิ่งกระทำลงไปนั้น มันมีแต่จะทำให้เกิดสิ่งที่เลวร้ายกว่านั้น...ซึ่งจะค่อยๆตามมาต่อจากนี้...

               

               

 

0 ความคิดเห็น