[BTOB] C.U.B.I ทีมสอบสวนสุดป่วน

ตอนที่ 16 : C.U.B.I - คดีที่ไม่ใช่ของเรา (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 68
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    15 ก.ค. 62

[คดีที่ไม่ใช่ของเรา ตอนที่ 1]


"ซองแจ! ยุกซองแจ! เดี๋ยวก่อน ฟังฉันก่อน!"


พีเนียลเงยหน้าขึ้นมาจากงานเอกสารมองเจ้าของเสียงที่ก้าวยาวๆอย่างเร่งร้อนตามคนที่เดินหนีอยู่ ซางซอบคว้าแขนของซองแจแต่คนที่เด็กกว่าก็สะบัดออกทันทีอย่างโกรธเคือง และยิ่งสายตาขุ่นมัวปนน้อยใจที่มองคู่หูตัวเองนั่นทำให้พีเนียลสับสนกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างมาก และไม่ใช่แค่เขา ทุกคนที่อยู่รอบข้างก็ดูเหมือนจะมีความรู้สึกเดียวกัน ซึงยอนกับยูจินที่เมาท์มอยกันอยู่ถึงกับหยุดกึก สรที่กำลังจะมาร่วมวงสนทนาก็หยุดเดินทันที ฮุยที่กำลังปรามเด็กๆในทีมก็หยุดแล้วหันมามอง เหล่าเด็กๆที่โวยวายก็เงียบลงเช่นกัน


ทุกอย่างเงียบและหยุดลงให้กับสถานการณ์ชวนงงนี่ ทุกคนส่งสายตาถามกันและเขาเชื่อว่าตอนนี้ในหัวแต่ละคนมีอยู่คำถามเดียวคือ


'อะไรอ่ะ'


"จะให้ผมฟังอะไรอีก ที่พี่พูดมันก็ชัดอยู่แล้วนี่!"


"ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น!"


พีเนียลไม่รู้จะพูดอะไรกับสถานการณ์ตรงหน้า และที่บอกว่ามันอยู่ตรงหน้าคือมันอยู่ตรงหน้าจริงๆ หน้าโต๊ะเขาเลย! ห่างไปแค่ฟุตเดียวเนี่ย! สักพักเขาเห็นอิลฮุนเดินถือกาแฟมาแต่ไม่ทันได้ทักทายอะไรกัน อีกฝ่ายก็หยุดกึกเหมือนกับคนอื่นๆ แล้วส่งสายตามาหาเขาด้วยคำถามว่า อะไรอ่ะ…


เป็นคนเห็นเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มยังไม่รู้เรื่องเลย…


"เหรอ!? แล้วไอ้ 'ฉันไม่อยากให้นายมาเกี่ยวข้องด้วย' มันคืออะไร...คืออะไร!!!"


"....."


"ทำไมแค่นี้พี่ตอบไม่ได้ หรือเพราะระหว่างเรามันไม่เหมือนเดิมแล้ว?!!"


"ไม่ใช่แบบนั้น..."


"ไม่ใช่แบบนั้นแล้วมันคือแบบไหน!? ทำไมถึงบอกผมไม่ได้!? แล้วทำไมพี่ถึงบอกพี่ฮยอนซิกได้?"


แล้วทุกสายตาก็เบนไปที่บุคคลที่สามที่กำลังเดินขึ้นมาจากแลปและกำลังเก้าเท้าขึ้นมาเหยียบชั้นนี้พอดี ฮยอนซิกที่อยู่ๆก็โดนกล่าวถึงและโดนมอ งก็เลิ่กลั่กขึ้นมาทันที จะถอยกลับก็ไม่ได้เดินต่อก็ไม่ได้เลยค้างอยู่ท่านั้น


"พี่บอกผมสิ..."


"...."


"ผมยังเป็นคู่หูพี่อยู่ไหม..."


"เป็นสิ--"


"งั้นก็บอกมาสิครับ..."


พีเนียลมองชางซอบที่เงยขึ้นมองหน้าคู่หูตัวเองและอ้าปากอยากจะตอบแต่กับหุบไปและเปลี่ยนเป็นแม้มปากอย่างอดกลั้นแทน สายตาผิดหวังของซองแจมองไปที่คู่หูตัวเองก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา


"...ถ้างั้นเราก็ห่างกันสักพักเถอะ"


"ซองแจ!!?"


แล้วซองแจก็เดินออกไปเลย แถมยังเดินชนไหล่กับอึนกวังที่เดินมาอย่างงงๆ


"โถ่เว้ย!!!"


และชางซอบก็เดินไปอีกทางชนไหล่มินฮยอกที่เดินหอบเอกสารมา ทั้งสองคนมองมาที่พีเนียลและถามคำถามที่ได้ยินแล้วเลือดพุ่งพล่าน


"อะไรอ่ะ"


ไม่รู้!!! พีเนียลไม่รู้โว้ย!!!!!


พีเนียลลุกขึ้นพรวดก่อนที่ทุกคนจะถามอีกว่าเขาเป็นอะไร เขาก็ตะโกนเรียกผู้ต้องสงสัยหมายเลขหนึ่งดังลั่น ไม่ให้อีกฝ่ายได้หนีลงแลปไป


"พี่ฮยอนซิก! พี่ต้องมาอธิบายสิ่งนี้!"


และทั้งทีมก็เปลี่ยนไปมองอีกคนที่เดินเกาหัวแกรกๆมาหาทีมของตัวเอง ฮยอนซิกถอนหายใจยาวก่อนจะเริ่มเล่าให้ฟัง


"ตอนแรกว่าจะจัดการได้ แต่ดูเหมือนตอนนี้จะปล่อยไปไม่ได้แล้วล่ะ..."


++++++++++++++++++++


หนึ่งอาทิตย์ก่อน…


ฮยอนซิกเดินหน้ายุ่งถือเอกสารมายังโต๊ะของตัวเอง และเหมือนเจ้าตัวจะยุ่งไปหน่อยทำให้ระหว่างเดินมาที่โต๊ะชนกับคนเดินหน้ายุ่งมาเหมือนกัน ฮยอนซิกเงยหน้าขึ้นก็เห็นรุ่นพี่ของตัวเองทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองเขาอยู่ และเขาก็นึกได้ไอ้เรื่องที่ทำให้ต้องมาทำหน้ายุ่งใส่กันมันก็เกี่ยวข้องกับรุ่นพี่ตรงหน้าด้วย


"พี่ชางซอบ--"


"ฮยอนซิก ทำไมเอกสารคดีฆาตกรรมคราวที่แล้วมันยังถูกส่งมาที่โต๊ะฉันอยู่ นี่รอบที่สามแล้วนะ"


เป็นอีกคนที่หัวร้อนขึ้นมาก่อน พอเขาได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกไม่แน่ใจว่าเขาจะบอกเรื่องที่อยู่ในเอกสารที่เขาถือดีหรือเปล่า แต่อีกฝ่ายก็เหมือนจะเห็นข้อความในเอกสารแวบๆ ชางซอบดึงเอกสารออกไปอ่านเองทั้งหมดยิ่งอ่านคิ้วของรุ่นพี่ก็ขมวดจนแทบจะผูกโบว์ สุดท้ายชางซอบเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วโพลงออกมาอย่างเหลืออด


“ทวงคดี? หาว่าเรางุบงิบคดี? จะเอาเรื่อง? โอ้โห! เรื่องนี้ต้องถึงหูพี่มินฮยอก--”


“เจ้าหน้าที่พิเศษชางซอบ มีคนอยากพบค่ะ”


หลังจากเสียงของเจ้าหน้าที่ พวกเขาก็หันไปหาต้นเสียง ร่างของหญิงสาวร่างโปร่งในชุดสีดำทั้งตัว เธอยิ้มให้พวกเขาบางๆก่อนจะเดินมาทางพวกเขา 


"ยินดีที่ได้พบกันอีกครั้งค่ะ ฉันเจ้าหน้าที่พิเศษจากแผนกสืบสวนสอบสวนคดีฆาตกรรมของ Y.G.I เจ้าหน้าที่พิเศษลลิษาค่ะ"


ชางซอบกระพริบตาปริบๆ และก็นึกขึ้นได้ว่าเจ้าหน้าที่สาวคนนี้ทำไมหน้าตาคุ้นๆ เพราะเธอคนนี้คือคนที่เป็นคนเซนต์รับคดีจากเขา และเจ้าคดีนั้นยังไปไม่ถึงองค์กรของเธอยังไงล่ะ ไม่ต้องเหนื่อยขับรถไปเปิดถึงที่ อีกฝ่ายก็มาหาเขาและเปิดก่อนเขาอีก 


"ครับ ยินดีที่ได้พบกันอีก ผมเจ้าหน้าที่พิเศษอีชางซอบ นี่เจ้าหน้าที่พิเศษอิมฮยอนซิก คุณมาก็ดีแล้วพวกผม--"


"ฉันมีเรื่องอยากให้ช่วย เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง ที่ฉันเป็นคนรับเมื่อสองอาทิตย์ก่อน"


“โอ่...”


“มีที่ให้คุยกันเป็นการส่วนตัวไหมคะ?”


ดูเหมือนเรื่องนี้จะใหญ่กว่าที่พวกเขาคิดนะ…

.

.

.

.

.

“ที่มันไปไม่ถึง เพราะคุณยังไม่ได้ส่งเข้าระบบของสำนักงานคุณ?”


“ใช่ค่ะ”


“ทำไม?”


“ฉันสงสัยว่าคดีนี้มันมีอะไรไม่ชอบมาพากล”


ชางซอบขมวดคิ้วหนักกับคำตอบของหญิงสาว แต่เธอก็ไม่ได้รอให้เขาถาม เธอจัดการยื่นเอกสารมาให้พวกเขาสองคน เขาอ่านคร่าวๆมันก็ไม่ได้มีอะไรมาก มันก็คือรายงานแต่ละครั้งจากคดีที่เกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง รายงานการชันสูตร และข้อมูลต่างๆ จะบอกว่าครบเลยก็ได้ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวยังไงกับการที่เธอกั๊กคดีไว้ที่พวกเขา


“คดีนี้กำลังจะถูกปิด”


“ปิดงั้นเหรอ? ไม่เห็นรู้ว่าจับคนร้ายได้แล้ว”


“นั่นแหละค่ะ ที่ทำให้ฉันไม่อยากส่งคดีล่าสุดให้สำนักงานของฉัน พวกเขามีแผนที่จะปิดก่อนที่ฉันจะไปรับคดีจากคุณอีก”


“เอาล่ะ ผมเริ่มตามไม่ทันแล้ว”


เธอมองพวกเขานิ่งก่อนจะหายใจเข้าเต็มปอดเหมือนกำลังพยายามทำให้ตัวเองผ่อนคลาย เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สายตาแน่วแน่มองกลับมาที่พวกเขาเหมือนว่าเธอได้ตัดสินใจแล้ว


“ฉันสงสัยว่าคนในสำนักงานฉัน มีส่วนกับคดีนี้...และพวกเขาพยายามจะปกปิดมันโดยการปิดคดีและหาแพะรับแทน”


“....นี่มันเรื่องใหญ่มากเลยนะครับคุณลลิษา”ฮยอนซิกเอ่ยขึ้น


“ฉันทราบค่ะ”


“และการที่คุณมาหาพวกผม ก็ไม่ได้แปลว่าพวกผมจะทำได้ เพราะคดีนี้จริงๆแล้วมันเป็นของพวกคุณและพวกคุณรับผิดชอบโดยตรง การที่พวกผมจะทำแทนมันเป็นไปไม่ได้” ชางซอบกล่าวต่อเพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เธอเข้าใจ


“ฉันทราบดีค่ะ เพราะอย่างนั้น...”


เธอเอ่ยขึ้นพลางยื่นเอกสารอีกฉบับมาให้พวกเขา มันเป็นเอกสารรายงานเกี่ยวกับคดี เป็นคดีก่อนล่าสุด เนื้อหาในนั้นเหมือนกับคดีก่อนหน้านั้นทุกอย่างเพียงแต่ ผู้ตายในคดีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด เมื่อเขาอ่านจบเขาเงยหน้าขึ้นมามองหน้าเธอทันที


"ถ้าผู้ตายมีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ก็แสดงว่าสำนักงานของคุณสามารถทำคดีนี้ได้ ใช่ไหมล่ะคะ"


ใช่ ถ้าคดีนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ทางสำนักงานของเขาก็จะสามารถทำคดีนี้ได้ เธอฉลาดมากที่สามารถหาช่องว่างแบบนี้ได้ ดูเหมือนเธอจะเตรียมตัวมาพร้อมเหมือนกันสำหรับงานนี้ แต่เรื่องนี้มันก็ไม่ได้ว่าจะจบง่ายๆแค่เขารับคดีมาทำก็จบ


เพราะเธอก็บอกอยู่แล้วว่าคดีนี้มันไม่ชอบมาพากล และเธอเองก็สงสัยว่าสำนักงานเธอมีส่วนเกี่ยวข้อง พยายามที่จะปกปิดความผิดและปิดคดีนี้โดยที่ยังจับผู้ต้องสงสัยไม่ได้ หรือถ้าพวกเขารับจริง ก็ไม่พ้นจะต้องมีเรื่องกับทางโน้นแน่นอน ก็เห็นอยู่ว่ามีแต่เสียกับเสีย ไม่ต้องปรึกษาอะไรกันมาก ฮยอนซิกส่งสายตาบอกรุ่นพี่ของตัวเองให้อีกฝ่ายเป็นผู้ปฏิเสธ 


"คุณลลิษา ถึงแม้ว่าพวกเราจะรับคดีนี้ได้ แต่มันก็ยังมีปัญหาอีกมากมายตามมา และผมคิดว่าคุณรู้ดีว่าคืออะไร"


"....."


"ผมเสียใจ คุณลลิษา"


หลังจากที่เราบอกไปแบบนั้นเธอก็หลุบตาลงและพยักหน้าเข้าใจ หญิงสาวลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะไป ฮยอนซิกผายมือไปทางประตูและบอกเธอว่าจะเป็นคนส่ง แต่ก่อนที่ฮยอนซิกจะได้เปิดประตู เธอก็หันกลับมาและมองมาที่ชางซอบโดยตรง แม้สายตาเธอจะมีความลังเล แต่เพียงอึดใจเดียว มันก็เปลี่ยนเป็นสายตามุ่งมั่น 


"ถ้าคุณช่วยฉัน...ฉันจะให้หลักฐานสุดท้ายจากคดีวอเตอร์ฟอล..."


“!!!”


ฮยอนซิกไม่สามารถปกปิดใบหน้าตกใจของตัวเองได้ และแน่นอนเมื่อไหร่ที่ได้ยินชื่อคดีนั่นในหัวเขาก็ไม่สามารถนึกถึงอย่างอื่นได้นอกจาก ‘คนนั้น’ และการที่เธอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาแบบนี้แสดงว่าเธอรู้อยู่แล้วว่ามันเกี่ยวข้องกับพวกเขา ถ้าจะพูดให้ถูก...มันเกี่ยวกับชางซอบต่างหาก…


ใบหน้าเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆบนใบหน้าของรุ่นพี่เขาทำเอาฮยอนซิกหายใจไม่ทั่วท้อง อยู่ๆบรรยากาศน่าอึดอัดก็เพิ่มขึ้น แววตาหญิงสาวสั่นไหวด้วยแรงกดดัน แต่เธอก็มาถึงตรงนี้แล้ว เธอจะยอมแพ้ไม่ได้ เธอยังคงยืนแน่วแน่อยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย หลังจากอึดใจที่ยาวนานชางซอบก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง


“...คุณรู้เกี่ยวกับคดีนั้นได้ยังไง...คุณเป็นตำรวจใหม่ไม่ใช่เหรอ”


“หลังจากที่ฉันพบคุณวันนั้นและรู้เกี่ยวกับคดีนี้กำลังจะปิด ฉันก็หาทุกวิถีทางที่จะทำให้คดีนี้มีการสืบสวนต่อ...ฉันทำทุกทาง...ทุกทางจริงๆ...”


ฮยอนซิกมองรุ่นพี่ของตัวเองที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย เขาไม่รู้เลยจริงๆว่ารุ่นพี่ของเขาคิดอะไรอยู่ และสุดท้ายอีกฝ่ายก็ถอนหายใจออกมา ท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้นทำให้หญิงสาวคลายสีหน้าลงมาบ้าง ชางซอบยกมือขึ้นมานวดที่หว่างคิ้วที่อยู่ๆมันก็ปวดหนึบขึ้นมา


“ทำไมคุณถึงอยากทำคดีนี้นักหนา คุณลลิษา”


“...ซงยองอา ลูกสาวของเหยื่อรายแรก...ในงานศพของพ่อเธอ...ฉันบอกกับเธอว่าฉันจะจับคนร้ายที่ทำกับพ่อของเธอ...ทำกับตำรวจดีๆคนหนึ่ง...ฉันบอกเธอว่าจะจับให้ได้ ไม่ว่ายังไง...”


“...ใช้อารมณ์กับคดีมันไม่ดีนะครับ...ผมเตือนในฐานะคนที่ทำงานตำรวจเหมือนกัน...และในฐานะคน ‘เคย’ เป็นแบบนั้น... ”


“ฉันทราบค่ะ และฉันจะใช้อารมณ์กับคดีนี้เป็นคดีสุดท้าย...ช่วยฉันเถอะค่ะ...”


ชางซอบถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนที่จะตอบตกลงช่วยเธอในคดีนี้ ใบหน้าหวานเผยรอยยิ้มสวยออกมาเป็นครั้งแรกหลังจากที่ได้เจอกัน เรานัดเพื่อที่จะส่งข้อมูลให้กันและกันอีกที หลังจากที่ส่งเธอกลับพวกเขาก็มานั่งเครียดกันอยู่ที่โต๊ะเหมือนเดิม


“จะเอายังไงดีครับ ผมว่าเราจะสืบคดีนี้กันอย่างเปิดเผยไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่คดีของเราเต็มตัว และทาง Y.G.I ก็ต้องส่งเรื่องมาทวงคดีเราเรื่อยๆแน่”


“เราต้องทำกันเอง และฝากคุณลลิษาให้ยื้อฝั่งของเธอไว้ให้นานที่สุด”


“บอกทีมเราไหม?”


“ไม่ล่ะ...เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับทีม...”


“พี่ชางซอบ...”


ฮยอนซิกเรียกชื่ออีกฝ่ายออกไปแบบนั้นเพื่อเป็นการเตือน แต่สายตาที่ส่งกลับมา บ่งบอกถึงความแน่วแน่ที่จะไม่บอกอะไรใคร นั่นทำให้เขากังวลเกี่ยวกับอีกฝ่ายมากขึ้น เขากังวลตั้งแต่เจ้าหน้าที่สาวพูดถึงเรื่องคดีวอเตอร์ฟอลแล้ว


“ไม่เกี่ยวกับทีม...และไม่เกี่ยวกับใคร...ที่จริงนายไม่ต้องทำก็ได้นะ เพราะฉันรับมาแบบไม่ปรึกษานายเลย”


“ไม่ครับ ยังไงวันนั้นเราก็ไปด้วยกัน ผมจะช่วยพี่เอง”


"ขอบใจมากนะ"


ฮยอนซิกยิ้มคำของรุ่นพี่ เราคุยกันอีกนิดหน่อยก่อนที่จะแยกกันไป 


++++++++++++++++++++


มันเป็นเวลาเกือบอาทิตย์แล้วที่ซองแจรู้สึกว่าคู่หูเขามีอะไรแปลกไป ตั้งแต่วันนั้นที่เดินสวนหญิงสาวคนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นหน้าตา ตอนเช้าวันนั้นก่อนออกไปเป็นหน้าเป็นตาให้กับสำนักงาน พอกลับมาคู่หูเขาก็เหมือนกลายเป็นอีกคน ก็ไม่ถึงขนาดนั้น แต่เขาที่เป็นคู่หูอีกฝ่ายมาจะเข้าปีที่สี่แล้วและเขาก็คิดว่าเขารู้จักคู่หูเขามากพอ ไอ้การแสดงออกที่เขาเห็นจากอีกฝ่าย อยู่ด้วยไม่ถึงสิบนาทีเขาก็รู้แล้วว่ามันคืออะไร...อีกฝ่ายกำลังปิดบังบางอย่างจากเขาอยู่…


เขาไม่ได้ถามตรงๆในตอนแรกหวังว่าคู่หูของเขาจะมาบอกเขาเมื่อพร้อม แต่กลายเป็นว่าผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้วชางซอบก็ไม่ได้แสดงท่าทีต่างจากเดิมแม้แต่น้อย อีกฝ่ายยังคงไม่พูดถึงเรื่องที่เก็บเป็นความลับจากเขา และเป็นเขาเองที่หมดความอดทน เขาเดินไปเจอคู่หูของเขาที่ห้องพักชงกาแฟ อีกฝ่ายยังคงยิ้มให้เขาเหมือนเคยเมื่อเห็นหน้ากัน แต่เอาจริงๆแล้วช่วงนี้เราแทบไม่ได้คุยกันเลยนอกจากเรื่องงาน มันทำให้เขาเริ่มจะหัวเสีย


“พี่ ผมว่าเรามีเรื่องที่ต้องคุยกัน”


“เราก็คุยกันทุกวันนี่”


“ผมไม่ได้หมายถึงแบบนั้น ผมรู้นะว่าพี่มีเรื่องปิดบังผม”


จากหน้าตายิ้มแย้มที่มีให้เขา อีกฝ่ายค่อยๆเปลี่ยนสีหน้าและกลายเป็นสีหน้าจริงจังเหมือนทุกครั้งเวลาที่ทำงาน ชางซอบวางถ้วยกาแฟก่อนที่จะยกมือขึ้นมากอดอกแล้วอิงกับเคาท์เตอร์มองคู่หูตัวเองที่ดูจะหัวเสียหน่อยๆ ชางซอบผ่อนท่าทีก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ


“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”


“ถึงไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่พี่ก็ควรจะบอกผม”


“มันไม่มีอะไรมันแค่...เกี่ยวกับคดีเมื่อก่อนนิดหน่อย--”


“วอเตอร์ฟอล...หรือจะให้ผมพูดเจาะจงกว่านี้ เพื่อนของพี่ ‘ดงฮยอนฮุน’ หนึ่งในตำรวจที่อยู่ในคดีนั้น”


พอถึงตรงนี้ ชางซอบก็ทำหน้าประหลาดใจที่ได้ยินประโยคนั้น และมันก็ทำให้ซองแจมั่นใจมากขึ้นว่าที่อีกฝ่ายไม่ยอมบอกเขาเพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนของอีกฝ่ายจริงๆ 


อันที่จริงแล้ว คดีวอเตอร์ฟอล เขามาไม่ทัน มันเป็นคดีตั้งแต่เขายังเรียนเป็นนักเรียนตำรวจ มันค่อนข้างดังเป็นข่าวใหญ่โตในตอนนั้น แต่ที่เขาไม่รู้คือมันเกี่ยวข้องกับคู่หูของเขาด้วย และอีกครั้ง เขาก็ไม่รู้ว่ามันเกี่ยว ยังไงกับเรื่องที่อีกฝ่ายกำลังปิดบังจนกระทั้งเขาไปเจอเอกสารเกี่ยวกับคดีนั้นโดยบังเอิญ คดีนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับปล้นธนาคาร มีตัวประกัน มีการไล่ล่า ทุกอย่างจบด้วยดีแต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีการสูญเสีย...รายงานไม่ได้บอกว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือตัวประกัน… ข้อมูลเจ้าหน้าที่ของวันนั้นมีทีมเขาที่ยังมีแค่สี่คนและเจ้าหน้าที่อีกคนที่ชื่อ ดงฮยอนฮุน ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่คนนี้อีกในฐานข้อมูลของสำนักงาน พอเอาไปถามคู่หูเจ้าตัวก็ตอบกลับมาแค่ว่า


‘อ๋อ...เพื่อนน่ะ’


แล้วก็ไม่ได้คุยอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลยแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ได้รู้อะไรบ้างอย่างจากชางซอบ…


ชื่อของฮยอนฮุนต้องมีความหมายกับชางซอบมากกว่าคำเพื่อนแน่...


และถ้าถามว่าทำไมเขาถึงเชื่อมเรื่องพวกนี้เข้ากันได้น่ะเหรอ เพราะเขาก็เป็นตำรวจนักสืบ และเก่งมาด้วย เขาหาจุดเชื่อมโยงกันอย่างบ้าคลั่ง จนไปเจอว่าไม่ใช่แค่ชางซอบที่ปกปิด แต่เป็นฮยอนซิกด้วย เขาเข้าหาฮยอนซิกและได้ข้อมูลมาในที่สุด และสุดท้าย เขาก็รวบรวมข้อมูล แล้วมาเปิดกับเจ้าตัวตรงๆ


“เพราะเป็นเรื่องของเพื่อนพี่ด้วยหรือเปล่า”


“นั่นก็มีส่วน...”


“พี่จะไม่บอกผมใช่ไหมว่าพี่กำลังทำอะไรอยู่”


“ก็ไม่ได้จะไม่บอกแต่...ขอเวลาอีกนิดแล้วฉันจะบอก...ฉันไม่อยากให้นายมาเกี่ยวข้องด้วย”


พอได้ยินประโยคนั้นเขาก็ยิ่งหัวเสียมากกว่าเดิม มันเป็นอารมณ์โกรธเสียมากกว่า เขาคิดว่าเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรที่จะควบคุมมันได้ แต่พอมันได้ยินคำนั้น คำที่บอกว่า ไม่อยากให้เขาเกี่ยวข้องด้วย อยู่ๆความคิดเขามันก็พุ่งพรวดขึ้นมาทุกอย่าง ตั้งแต่ทำไมไม่อยากบอก มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ แล้วอยู่ดีๆมันก็กลายเป็น เพราะไม่ไว้ใจที่จะบอกเหรอ ไม่เชื่อใจเขาเหรอ จนมันไปจบที่เขารู้สึกโกรธและผิดหวังเสียอย่างนั้น


"ผมไม่ใช่คู่หูพี่เหรอ"


"เอ๋?"


"ที่พี่ไม่ยอมบอกผมเพราะพี่ไม่ไว้ใจผมเหรอ พี่ไม่ไว้ใจคู่หูตัวเองเหรอ"


"ไม่ๆๆๆ ไม่ใช่นะ"


ชางซอบตกใจมากถึงกับเดินมาหาคู่หูตัวเองด้วยท่าทางแตกตื่น แต่เพราะอีกคนเข้าใจผิดไปแล้วและกำลังโกรธอยู่ ซองแจไม่ได้สนใจท่าทางนั้นเลย


"รู้อะไรไหม ผมไม่อยากรู้แล้วล่ะ"


พอสิ้นประโยคนั้นซองแจก็หมุนตัวเดินออกไปจากห้องพักไป ชางซอบที่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกก็รีบวิ่งออกไปตามอีกฝ่ายทันที

.

.

.

.

.

"...พวกนายปิดเรื่องนี้จากฉันเหรอ"


เป็นประโยคแรกที่มินฮยอกพูดขึ้นหลังจากที่ฟังฮยอนซิกเล่าที่มาของเรื่องที่เกิด ฮยอนซิกได้ยินก็เผลอตัวหลุดสบทไปว่า ชิบหายละ ออกมา ลืมไปว่าถ้าเขาเปิดเผยเรื่องนี้กับทีม เขาต้องโดนด่าหูชาแน่ๆ แต่เรื่องนี้เอาไว้ก่อน ดูเหมือนการปิดเรื่องนี้เป็นความลับจะทำให้คู่หูที่สนิทกันที่สุดในทีมเกิดทะเลาะกันขึ้นมา เพราะงั้นการสารภาพก็คงเป็นเรื่องที่ดี


"เอาน่ามินฮยอก อย่างน้อยเราก็รู้แล้วล่ะที่ซองแจมาถามโน่นนี่เกี่ยวกับคดีวอเตอร์ฟอลเพราะอะไร"


"ซองแจไปถามเหรอ? ทำไมถามเรื่องนั้น?"ฮยอนซิกพูดขึ้นด้วยความแปลกใจทันที


"ฉันก็ไม่รู้ แต่น่าจะเป็นประเด็นแน่ๆ"อึนกวังตอบรุ่นน้องของตัวเอง


"ย๊า!!! ฮยอนซิก!! นายไปพูดอะไรกับคู่หูฉัน!!"


แล้วคนที่เป็นประเด็นคนที่หนึ่งก็เดินฉับๆเข้ามาในวงสนทนา ดูเหมือนว่าหลังจากที่ไปสงบสติอารมณ์มาแล้วก็คงพอนึกออกแล้วว่าใครเป็นคนที่ทำให้โป๊ะแตกแบบนี้ แต่ก่อนที่จะถึงตัวคนที่หมายหัว รุ่นน้องอีกสองคนที่เป็นพยานในตอนแรกก็มายืนขวางกอดอกทำหน้าเข้มใส่รุ่นพี่ตัวเอง ชางซอบหยุดกึกกับท่าทีของน้องๆ แต่ก็ยังคงทำเป็นไม่กลัว ตอบกลับน้ำเสียงดัง


"อะไร! มาขวางทำไม!"


"ขวางคนขี้พาล! นี่...ที่พี่ทะเลาะกับซองแจมันไม่ใช่ความผิดของพี่ฮยอนซิกเลย มันเป็นเพราะพี่ล้วนๆ"


อิลฮุนเริ่มสวดทันที โดยมีพีเนียลคอยพยักหน้าเสริมและทำหน้าดุไปด้วย คนโดนสวดทำท่าเหมือนจะเถียงแต่ก็เงียบไปเพราะมันเป็นเรื่องจริงที่เขาทะเลาะกับคู่หูของตัวเองมันเกิดจากเขาทั้งหมดนั่นแหละ จากที่เตรียมตัวจะโวยวายก็กลายเป็นถอนหายใจ อึนกวังที่เห็นรุ่นน้องใจเย็นลงแล้วก็เป็นฝ่ายพูดบ้าง


"ชางซอบอ่า ที่นายปิดบังเรื่องนี้มันไม่ดีเลยนะ แถมนายยังเอาน้องนายมาเดือดร้อนด้วย ถึงแม้ว่าฮยอนซิกจะยอมก็เถอะ..."


อึนกวังเอ่ยขึ้นมาก่อนที่ชางซอบจะเถียงว่าฮยอนซิกตกลงเอง พอเห็นรุ่นน้องหุบปากไปอีกครั้งอึนกวังก็ถอนหายใจแล้วยกมือขึ้นมากอดอกแล้วเริ่มอบรมรุ่นน้องของตัวเอง


"นายมีอะไรก็ควรบอกถึงแม้ว่านายจะคิดว่ามันไม่จำเป็นและนายจัดการเองได้ก็เถอะ แต่นายอยากลืมนะว่าเราทำงานกันเป็นทีม เราจะทำงานด้วยกันได้เราต้องเชื่อใจกัน เข้าใจไหม?"


"ครับ..."


อึนกวังพยักหน้าพอใจก่อนจะพูดอะไรสักอย่างกับมินฮยอก แล้วหันกลับมาหาพวกรุ่นน้องที่เหลือ อึนกวังพยักหน้าให้มินฮยอกเป็นคนพูด


"เอาล่ะ ชางซอบเดี๋ยวนายเอาไฟล์คดีที่ได้จาก Y.G.I ให้ฉันนะ ฉันจะเอาไปทำเรื่องให้กลายเป็นคดีเราอย่างเป็นทางการ"


"เอ๋? แต่มันยุ่งยากมากเลยนะครับ"


"ถ้ารู้ว่ามันยุ่งยากก็อย่าไปรับคำตั้งแต่แรกสิ!"


ชางซอบหน้างอลงไปอีกที่โดนดุ อึนกวังหัวเราะน้อยๆก่อนจะบอกมินฮยอกให้ใจเย็นแล้วหันมาหารุ่นน้องอีกครั้ง


"เอาเถอะ ก็ถือว่าโอเคแล้วนะ เราจะพักคดีอื่นแล้วมาทำคดีนี้ก่อน หลังมินฮยอกเอาคดีมาให้เราได้แล้ว เราจะเริ่มทำทันทีแต่ตอนนี้...ชางซอบ"


"ผมอะไรอีกอ่ะ"


"นายมีอีกงาน"


"???"


"ไปง้อซองแจซะ"


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ว้าว คดีใหม่มาแล้ว มาถึงคู่หูพี่น้องก็ทะเลาะกันเลย แต่ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวก็ดีกัน


ก็รักกันอ่ะนะ 55555555555


ขอบคุณที่อ่านค่ะ


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

61 ความคิดเห็น

  1. #61 Michiyo _วาโย (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 23:50
    ไปง้อซะๆ
    #61
    0
  2. #59 Dnoppy (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 08:58
    รออยุน้าไรท์ๆๆ
    #59
    0
  3. #56 Num (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 / 00:36

    พี่ซอบไปง้อน้องเร็วววว555

    สนุกมากไรต์รอน้าาาเป็นกำลังใจให้น้าา

    #56
    0