ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 9 : [Series] This fic from that song - What's on your mind (part 2 end) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 166
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    16 มิ.ย. 61


What’s on your mind (part 2)



ในตอนนั้น…


ทำไมเขาไม่คิดที่จะทักท้วงอะไร…


ว่าพี่คิดอะไร…


คิดเหมือนกับเขาหรือเปล่า…


.

.

.

.



“ซองแจอ่า ฟังอยู่หรือเปล่า”


เขาเปลี่ยนจุดมองมาสบสายตาคู่สนทนา พี่ชางซอบกอดอกเลิกคิ้วเงยหน้าขึ้นมามองเขา พอเขาไม่ตอบสักทีก็ดึงหน้าตึงใส่


“ไม่ได้ฟังเลยใช่ไหม ให้ตายสิ”


“...”


พี่ถอนหายใจใส่เขา แต่ก็ไม่ได้ว่าหรือตำหนิอะไรเขาต่อ สีหน้าของพี่เปลี่ยนเป็นใจเย็นลง ก่อนจะเดินไปนั่งที่โซฟา เขาก็เดินตามไปนั่งข้างๆ


“คิดอะไรอยู่”


เขาชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามนั้น เขาหันมองคนข้างตัว ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวเขามาทั้งอาทิตย์ปรากฎขึ้นอีกครั้ง


วันนั้นเราทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆที่รู้ว่าต่างฝ่ายต่างมีอะไรในใจ แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ทำไมพวกเราถึงเลือกที่จะเลี่ยงที่จะพูดมันออกมา


มัน...ทำไมมันถึงยากขนาดนั้น…


“...เปล่าครับ ตกลงพี่จะกลับดึกใช่ไหม”


“อ้าว...ก็ได้ฟังอยู่นี่นา”


“ผมก็ไม่ได้บอกหนิว่าไม่ได้ฟัง”


“นายนี่มันจริงๆเลยยุกซองแจ”


พี่ว่าพลางส่ายหัวระอา เขายกยิ้มกวนกลับไปจนโดนสทบด่าแบบออกอากาศไม่ได้กลับมา เขายกยิ้มพอใจที่ได้กวนอีกฝ่าย พี่ชางซอบทำหน้าบึ้งใส่เขาแล้วหันไปสนใจกับโทรศัพท์ตัวเองแทน


เขาลอบมองคนข้างตัว มุมด้านข้างเป็นมุมที่เขามองบ่อยที่สุด เขาชอบมอง ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิ้วบางที่ชอบขมวดเข้าหากันเวลาอีกฝ่ายจริงจัง หรือตายิ้มที่มักจะปิดมิดเมื่อยิ้มกว้าง หรือแก้มขาวที่จะพองออกเหมือนปลาดทองเวลากินของอร่อย


หรือปากลูกพีชนั่น…ที่เขาเผลอมองทุกครั้งที่เราคุยกัน


“มองอะไร ไม่มีอะไรทำแล้วหรือไง”


เสียงขุ่นๆของพี่เรียกความสนใจเขาอีกครั้ง เขาไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มบางๆกลับไปให้ อีกคนที่ดูเหมือนจะยอมแพ้ ก็ส่ายหัวก่อนปล่อยให้เขามองต่อไปแม้จะรำคาญก็ตาม


หรือเขาควรพอแค่นี้…


ไม่ต้องไปคิดอะไร…


แค่นี้ก็ดีอยู่แล้ว...ไม่ใช่เหรอ…



+++++++++++++++++++++++++


“หิว”


“หิวก็กินครับ”


“มันไม่อะไรกิน...”


หลังจากทำงานกันมาทั้งอาทิตย์ ทั้งงานเดี่ยวและงานกลุ่ม พวกเขาเพิ่งได้มีเวลามานั่งพักผ่อนหย่อนใจ ตัดสินใจว่าวันหยุดหนึ่งวันนี้จะไม่ออกไปไหน แต่เพราะทำงานมาทั้งอาทิตย์ บวกกับวันนี้จะไม่ไปไหน มันก็เลยทำให้หอพักนี้กลายเป็นเกาะร้างไม่มีอาหารกินกันเสียอย่างนั้น


“มี...แต่มันไม่ได้ทำ”


“มันก็คือไม่มีอะไรกินนั่นแหละ…งือออออออ หิววววววว”


คนแก่กว่าเริ่มจะงอแง ไม่ใช่ว่าเขาไม่หิว เขาก็หิว หิวมากด้วย แต่ถ้าเขายอมออกไปซื้ออะไร อีกคนต้องฝากซื้อและไม่ยอมไปกับเขาแน่นอน


ใครอยากจะเสียเปรียบล่ะ


“ซองแจอ่า...รามยอนไหม”


“ไปทำสิครับ”


“ทำให้หน่อย”


ว่าแล้วเจ้าตัวก็ทิ้งตัวลงนอนยาวบนโซฟา หัวกลมๆนั่นเกือบได้หนุนตักเขาแล้ว แต่พอดีเขาขยับหลบ เลยลงไปบนโซฟาแทน


“อย่าขี้เกียจ”


เขาเอามือดันหัวพี่ที่กำลังจะเลื้อยขึ้นมานอนตักเขาให้ลงไปอยู่กับเบาะโซฟาเหมือนเดิม พี่ร้องอย่างหงุดหงิดก่อนผุดลุกขึ้นมานั้งข้างเขา


“ทำด้วยกัน”


“ทำอะไร ทะลึ่ง”


“นายนั่นแหละทะลึ่ง! ฉันหมายถึงทำรามยอนกินกัน นายไม่หิวหรือไง”


เขาลูบแขนข้างที่โดนพี่ตี ตอนนี้เขาละจากโทรศัพท์มาให้ความสนใจพี่แทน พอพี่ได้รับความสนใจตามที่ตัวเองต้องการก็เริ่มเข้าเรื่อง


“พี่หิวครับ ไปทำอะไรกินกันครับ”


พี่ชางซอบจ้องเขาตาแป๋ว เน้นประโยคช้าๆแล้วยิ้มบางๆให้เขาในตอนสุดท้าย มันเป็นท่าทางที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจหรือเปล่า แต่สำหรับเขามันน่ารักเสียจนหาเรื่องมาปฏิเสธไม่ได้ เขาแกล้งถอนหายใจก่อนลุกขึ้นไปที่ครัว คนหิวมากเดินตามมาแบบไม่ต้องเรียกซ้ำ


“ผมจะต้มน้ำ พี่หยิบรามยอนบนชั้นให้หน่อยครับ”


“มันอยู่ตรงไหน”


“ตู้ซ้าย บนสุดอ่ะ”


เขาง่วนกับการเตรียมอุปกรณ์และเครื่องที่จะใส่ลงในหม้อรามยอน แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ได้ไอ้เจ้าซองรามยอนนั่นสักที


“มันหมดหรือพี่หาไม่เจอ”


“หาไม่เจอ”


เขาขมวดคิ้ว เดินไปหาพี่ที่กำลังชะเง้อชะแง้หารามยอน พอเข้าใกล้เลยเข้าใจ มองจากมุมพี่ชางซอบมันจะไม่เห็น เพราะมันอยู่ด้านในสุด แถมวางขวาง ขนาดว่าสูงประมาณพี่แล้วยังต้องแขย่ง ไม่รู้เราจะทำชั้นวางของให้มันสูงทำไม เขาถอยออกมาเพื่อให้เห็นได้ชัดขึ้น พอเห็นตำแหน่งชัดเจนจึงเดินเข้าไปหยิบ


“อ๊ะ...”


เพราะมัวแต่สนใจซองรามยอนเลยลืมว่าคนที่ค้นก่อนหน้าเขายังอยู่ เขาก้มลงมองพี่ทันทีที่ได้ยินเสียง อีกฝ่ายเหมือนตกใจเลยหันมาหาเขา ก่อนจะทำหน้าเบื่อๆใส่


“ละครมาก ยุกซองแจ”


“รู้ใช่ไหมว่าฉากต่อไปพี่ต้องเขิน”


“จำเป็นต้องเล่นตามบทไหมล่ะ”


พี่เงยหน้าขึ้นมามองด้วยสายตาขุ่นๆ มองจากมุมนี้พี่น่ารักดี เขาเผลอยิ้มออกมาตอนพี่พยายามเบี่ยงตัวออกจากแขนที่เขาล๊อคไว้


“ปล่อยสิ”


“ไม่”


“ปล่อยยยยย หิววววววว”


“จุ๊บผมก่อนสิ”


“ทำไมเดี๋ยวนี้ชอบแกล้งแบบนี้ห๊ะ”


“พี่น่ารักไง”


“.....”


เขาหยอดเล่นอย่างเคย พี่ชางซอบอ้าปากคล้ายจะเถียง แต่ก็ไม่ได้ทำ พี่เม้มปากก่อนก้มหน้าลงซุกฝ่ามือตัวเอง เขาแปลกใจเมื่อเห็นพี่ทำแบบนั้น พี่พูดอู้อี้อยู่ในมือ ได้ยินไม่ชัด เขาเลยก้มลงไปถามอีกครั้ง คราวนี้พี่ชอนตาขึ้นมาสบเขา


“อะไรนะครับ”


“นายคิด…เปล่าอ่ะ ไม่มีอะไร”


อีกแล้ว พี่ไม่ถามอีกแล้ว เหมือนวันนั้นเลย เขาถอนหายใจก่อนปล่อยพี่ให้เป็นอิสระ เขาไล่ให้พี่ไปนั่งรอที่โซฟา เจ้าตัวก็ทำตามไม่ขัดข้องอะไร พอเขาทำเสร็จก็จัดการกินกันจนหมด เราไม่พูดถึงเรื่องก่อนหน้านั้น ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น


ทำไมนะ...ทำไมเราไม่ถามกันไปเลย…


ว่าเราคิดอะไรกันอยู่...



+++++++++++++++++++++++++



“ซองแจ อันนี้ดีไหม”


“ก็ดี”


“แล้วอันนี้ล่ะ”


“ก็โอเค”


“....”


กว่าเขาจะรู้ตัวว่าโดนมองด้วยสายตาจะโดนกินหัว ก็เกือบโดนอีกฝ่ายตีอยู่แล้ว


“ช่วยตอบให้มันจริงใจกว่านี้จะได้ไหม อย่าทำเหมือนฉันเป็นผู้หญิงที่เอาแฟนตัวเองมาทรมารด้วยการช้อปปิ้งสิ!”


คนตัวเล็กกว่าแทบจะแผดเสียง กร่นว่าเขาด้วยความสามารถแร็พที่ตัวเองมี ถ้าไม่ติดว่าเราอยู่ในที่สาธารณะ เขาคงโดนชี้หน้าด่าไปแล้ว รู้สึกขำกับการเปรียบเปรยนั้นแต่ก็ต้องกลั้นไว้เพราะเดี๋ยวอีกฝ่ายจะเดือดขึ้นมาจริงๆ


“ขอโทษครับ ผมใจลอย”


“เฮ้อ...เพราะเห็นว่ามีพี่สาวเหมือนกันเลยเอามาช่วยเลือกซื้อของให้พี่จู แต่นายแม่ง…”


“ไร้ประโยชน์? ผมก็บอกแล้วว่าเอาผมมายังไงก็ไม่มีประโยชน์”


“อย่างน้อยก็ช่วยตั้งใจหน่อยสิ!”


“ครับๆ”


“ดีนะ ฉันไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่นายคนเดียว”


พอสิ้นประโยคพี่อิลฮุนก็หันไปโบกไม้โบกมือให้ใครบางคน พี่พีเนียลเดินยิ้มมาทางพวกเขา ทักทายกันเหมือนเคย


“ไง ซองแจมีประโยชน์ไหมอิลฮุน?”


“ไม่มีเลยครับ เรียกว่าไร้ประโยชน์เลยก็ได้”


สองคนนั้นพูดทับถมเขาเหมือนกับว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร กลับขำตามพวกพี่ๆ


“ยังจะมาหัวเราะอีกยุกซองแจ เด็กอย่างนายนี่น้า”


“เราห่างกันปีเดียวเองครับพี่อิลฮุน”


“ยังไงนายก็ยังเป็นเด็กนายสายตาฉันอยู่ดี”


พี่ว่าก่อนออกเดินไปกับพี่พีเนียล ส่วนเขาเดินรั้งท้ายนิดหน่อย พออยู่คนเดียว ในหัวที่เหมือนช่วงหลังๆจะทำงานหนักเป็นพิเศษก็เริ่มแล่นขึ้นมาอีกครั้ง


ยังเป็นเด็กในสายตางั้นเหรอ…


เขารู้แหละว่าไม่ว่ายังไงเขาก็ยังเด็กในสายตาทุกคน เขาถึงยังทำตัวบ้าบอกับพี่ๆ แสดงความน่ารักให้พี่ๆดูโดยไม่อาย


พี่ชางซอบก็คงเห็นเขาเป็นแค่เด็กคนหนึ่งเหมือนกันใช่ไหม…


น่าแปลกที่พอคิดมาถึงตรงนี้กลับกลายเป็นว่าเขารู้สึกจุกแปลกๆ


ทำไมกันนะ…


“ย่า ซองแจ”


เสียงพี่อิลฮุนดึงความสนใจเขาอีกที เขาเลิกคิ้วมองพี่เชิงถามว่ามีอะไร แต่พี่อิลฮุนดันมองกลับมาด้วยสายตาคำถามเช่นกัน ส่วนคนที่ถามออกมากลับเป็นพี่พีเนียล


“ฉันว่านายใจลอยบ่อยนะช่วงนี้”


“ผมเหรอ?”


“ยังจะถามอีก”


พี่อิลฮุนพูดเสริมด้วยน้ำเสียงขุ่นปนเป็นห่วง พี่เพียลก็มองเขาด้วยท่าทางเป็นห่วงเช่นกัน พอเห็นแบบนั้นมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองคิดมากจริงๆช่วงนี้


“ผมมีอะไรให้คิดนิดหน่อยน่ะ”


“มันหนักหนาถึงขนาดที่ทำให้นายใจลอยตลอดเวลาเลยเหรอ? มันเป็นเรื่องที่จะเปลี่ยนชีวิตนายเลยเหรอ?”


พี่อิลฮุลถามด้วยสีหน้าจริงจังจนตลก เขาเลยยิ้มสบายๆให้พลางโบกมือปฏิเสธ


“มันก็ไม่ได้หนักหนาขนาดนั้น แล้วผมก็เปล่าใจลอยตลอดเวลาสักหน่อย”


“มันตลอดเวลานั่นแหละ”


คราวนี้เป็นพี่พีเนียลบ้าง ถึงพี่พีเนียลจะพูดน้อย แต่เป็นคนที่สังเกตคนและมักคอยเป็นห่วงคนอื่นอยู่เสมอ ถ้าถึงขนาดพี่พีเนียลทักแบบนี้ หรือว่าตัวเขาจะหนักแล้วจริงๆ


“ผมแค่ปล่อยวางมันไม่ได้น่ะ”


“ปรึกษาพวกพี่ไหม”


“มันค่อนข้างส่วนตัว แบบ มากๆ”


“งั้นก็ต้องไปปรึกษาพี่ชางซอบแล้วล่ะ นายปรึกษาพี่เขาประจำไม่ใช่หรือไง เรื่องจริงจังน่ะ”


“...นั่น...สินะครับ ไว้ผมจะไปลองปรึกษาเขาดู”


เขาเผลอชะงักไปนิดนึงตอนพี่อิลฮุนพูดถึงอีกคน แต่เพราะเขาเป็นนักแสดงเขาเลยทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเขาว่าก็เนียนใช้ได้ ถึงจะกะทันหันก็เถอะ


“เอาล่ะ ฉันได้ของที่ต้องการแล้ว”


“อ่าว...เสร็จแล้วเหรอครับ เพิ่งดูไปร้านเดียวเอง”


“ซองแจอ่า...เราเดินผ่านกันมาสามร้านแล้วนะ”


“อ่ะ…จริงด้วย...”


“เฮ้อ...หนักจริงๆแล้วน้องเล็กของเรา”


พี่อิลฮุลว่าพลางส่ายหน้าระอา ส่วนพี่พีเนียลก็เดินมาตบไหล่เห็นใจ ถึงแม้พี่ๆจะทำเป็นตลก แต่เขาก็รับรู้ถึงความเป็นห่วงที่มีให้


“ฉันไปล่ะ ขอบคุณที่มาช่วยนะซองแจ พี่ด้วยครับ พี่พีเนียล”


ร่างโปร่งโบกมือลาก่อนออกเดินไป ตอนนี้เหลือเขากับพี่พีเนียล ตอนแรกว่าจะชวนพี่พีเนียลไปหาอะไรกิน แต่เจ้าตัวดันมีนัดเสียก่อน เขาตัดสินใจเดินไปส่งพี่พือที่สถานีรถไฟ เราเลยได้คุยกันระหว่างทาง


“ภาระกิจเยอะนะครับ”


“เป็นคนที่ทุกคนต้องการก็แบบนี้แหละ”


“ผมเลยเหงาเลย”


“ไปอยู่กับพี่ชางซอบสิ”


“...พี่เขาซ้อมละครเวทีอยู่ล่ะมั้ง เวลานี้”


“อืม...นั่นสิ”


เราหยุดบทสนทนากันเมื่อถึงที่หมาย เขากล่าวลาพี่พีเนียลอย่างเคยก่อนจะหันหลังกลับไปทางของตัวเองบ้าง แต่ไม่ทันได้ออกเดินเสียงพี่พีเนียลก็เรียกเขาอีกครั้ง


“ซองแจอ่า!”


เขาหันหลังกลับไปหา พี่พีเนียลกึงเดินกึ่งวิ่งมาทางเขา


“ครับ?”


“มันอาจจะดูก้าวก่าย แต่ว่า...ถ้านายกับพี่ชางซอบมีอะไรก็คุยกันเถอะนะ อย่าเก็บไว้เลย”


เขาค่อนข้างแปลกใจที่พี่พีเนียลดูเขาออก แต่ก็พอจะเข้าใจได้ เขาคงแสดงพิรุธจนคนใส่ใจอย่างพี่พีเนียลดูออก


“...ถ้าคุยแล้ว เราไม่เหมือนเดิมล่ะครับ”


“มันหนักหนาแบบที่อิลฮุนว่าเลยใช่ไหม...”


“ฮ่าๆๆ เปล่าหรอกครับ มันก็แค่...แค่ถ้ามันไม่เป็นแบบที่ผมหวังล่ะ”


“มีทางเดียวที่จะรู้ คือนายต้องถาม”


“นั่นสินะครับ”


“ถามเลย What’s on his mind if don't ask you'll never know, just ask BRO!!!”


“พี่คิดว่าผมเข้าใจหมดไหมน่ะ”


“ฉันเป็นครูนาย ฉันรู้ว่านายเข้าใจดี”


+++++++++++++++++++++++++


เขายืนอยู่หน้าประตูหอนานมาก ไม่กล้ายื่นมือไปเปิด ทำอย่างกับว่ามันเป็นของร้อน หลังจากแยกกับพี่พีเนียล เขาก็คิดมาตลอดทางว่ายังไงวันนี้ก็จะถาม แต่พอเข้าใกล้หอเรื่อยๆ ความมั่นอกมั่นใจมันก็ค่อยๆหายไปเรื่อยๆจนเป็นแบบนี้ ยืนนิ่งไม่ไปไหน...กลายเป็นป๊อดขึ้นมากะทันหัน


“เป็นไรวะยุกซองแจ ทีเรื่องอื่นละหน้าด้าน กับอีแค่ถามพี่ชางซอบ ทำไมทำไม่ได้”


เขาเอาหัวตัวเองโขงกับประตูเบาๆเป็นจังหวะ หวังเรียกสติกับความมั่นใจเมื่อกี้คืนมา แต่ดูเหมือนว่ามันจะบินหายไปไกลแล้ว เขาเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้อง พอรู้สึกสติจะเตลิดก็ยกมือขึ้นลูบหน้าแรงๆ เขาสูดหายใจเข้าปอดอีกสองสามเฮือก


“เอาวะ!!! อะไรจะเกิดก็เกิดแม่ง!!!”


เขาทุบอกตัวเองไปทีนึงเรียกกำลังใจ ก่อนเอื้อมมือไปผลักประตูไปเต็มแรง


“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”


“ว๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก”


กลายเป็นว่าคนด้านในก็กระฉากเข้าไปเหมือนกัน เรากระโดดกันไปคนละทางแล้วกรี๊ดใส่กัน พอได้สติว่าแต่ละคนเป็นใครถึงหยุดแล้วเปลี่ยนมาเป็นหัวเราะ เราลงไปกองอยู่กับพื้น หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลัง คนที่ลุกขึ้นมาได้ก่อนคือคนด้านใน


“ย๊า ไอ้เด็กบ้า ใครให้นายเปิดประตูอย่างกับพังประตูห๊ะ”


“พี่นั่นแหละ มาทำอะไรที่ประตู”


เขาว่าพลางปาดน้ำตาที่มันไหลออกมา ก่อนลุกยืนเดินตามพี่เข้าไปด้านใน


“เดินมากินน้ำที่ครัวแล้วได้ยินเสียง กอกๆ เดินมาดูก็เป็นนาย แต่ใครจะรู้ว่านายจะเปิดพรวดพราดเข้ามา”


“ผมตื่นเต้นไง”


“ตื่นเต้นไร”


เขาว่าก่อนเดินเข้าไปใน เก็บของทุกอย่างก่อนจะเดินออกมาหาพี่ที่ยืนกอดอกรอเขาอยู่ที่ห้องนั่งเล่น เขายักไหล่เบี่ยงประเด็นทำทีเดินผ่านไปดื่มน้ำ


“พี่ฮยอนซิกอ่ะ”


“ค้างที่บ.”


“พี่อึนกวัง?”


“หลับ พรุ่งนี้มีละครเวที”


“พี่อ่ะ?”


“....ซ้อมเย็น อย่าเปลี่ยนเรื่องยุกซองแจ เมื่อกี้ตื่นเต้นอะไร”


เขาทำทีไม่ได้ยินพี่ถามเมื่อกี้ก่อนจะเทน้ำเพิ่ม เวลากังวนแล้วเขาจะคอแห้งโดยไม่ทราบสาเหตุ ยิ่งหัวข้อที่เขาตื่นเต้นแล้ว… ทำยังไงถึงจะหายไปจากตรงนี้ได้นะ


“มีอะไรจะถามฉันใช่ไหม”


น้ำในปากเกือบพุ่งไปใส่คนตรงหน้า พี่ชางซอบก็เหมือนเตรียมตัวจะหลบแล้วเหมือนกัน เขากลืนน้ำลงอึกใหญ่มองตาหลบตาพี่อยู่พักใหญ่ก่อนจะตัดสินใจถาม


“พี่รู้ได้ไงว่าผมมีอะไรจะถาม”


“พีเนียลแชทมาบอก”


โอ้โห...พี่พีเนียลกะไม่ให้เขาหนีได้เลยใช่ไหม ไว้ใจมากไม่ได้จริงๆคนนี้ ระหว่างเขานึกแค้นพี่พีเนียล คนตรงหน้าก็เดินเข้ามาใกล้ขึ้น เป็นระยะที่เมื่อก่อนเขาก็ว่ามันไม่อึดอัด แต่วันนี้…ดีว่าพี่ผละไปก่อนไปนั่งตรงเคาท์เตอร์เขาเลยไม่ได้ทำตัวอะไรแปลกไป พี่กอดอกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“ถามมาเลย พีเนียลบอกว่าเป็นเรื่องซีเรียสมาก ซีเรียสจนนายกินไม่ได้นอนไม่หลับกระสับกระส่ายใจลอยและใกล้บ้าแล้ว”


“พี่พีเนียลใส่ไฟเก่งมาก นี่พิมพ์มาเป็นภาษาเกาหลีเลยเหรอ”


“แล้วนายจะแปลกใจ อย่าเพิ่งนอกเรื่อง เอาตรงๆ ช่วงนี้นายก็แปลกไปจริงๆแหละ”


“อย่าว่าแต่ผมเลย พี่เองก็เหมือนกัน”


“......อืม ไม่เถียง”


“นี่แหละ ที่เราต้องคุยกัน”


เขาพ่นลมออกจากปากคลายความเครียดลง เขาเดินเขาไปหาพี่ใกล้ๆ พี่ชอนตาขึ้นมามองเขา พี่ไม่ได้ขยับที่หรือแสดงท่าทีอยากให้เขาออกไป พี่โคลงหัวก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงง่ายๆ


“ดูจริงจังชะมัด”


“ก็ระดับหนึ่งเลยล่ะ มันเป็นเรื่องระหว่างเรา”


“........”


พี่ไม่ตอบอะไร แต่เจ้าตัวเริ่มกัดปาก มันเป็นนิสัยอย่างหนึ่งเวลาเจ้าตัวจมอยู่กับความคิดของตัวเอง เป็นเขาบ้างที่เป็นกอดอกมองคนตรงหน้า


“พี่มีอะไรอยากจะบอกผมไหม”


พอเขาพูดปุ๊บ พี่ก็ก้มหน้าลงอีกครั้งเหมือนเด็กหนีความผิด มือที่จับกันไปมาแสดงถึงความว้าวุ่นใจของอีกฝ่าย เขารู้ดี เขาเห็นบ่อย เขาผ่อนท่าทีลงไม่ให้ดูเป็นการคาดคั้นอีกฝ่ายมากเกินไป


“ว่าไงครับ”


เขาเอ่ยเสียงเบา ยื่นมือไปจับมือพี่ทั้งสองข้าง กุมมันไว้หลวมๆให้พี่ได้คลายกังวน มือพี่เปลี่ยนมาเป็นกระชับที่มือเขาเบาๆ ก่อนที่ตาสีดำนั่นจะชอนขึ้นมามองเขาอีกครั้ง ปากลูกพีชนั่นค่อยๆเอ่ยประโยคตอบเขา


“มันพูดยากจัง ซองแจอ่า”


ทั้งท่าทางและน้ำเสียงนั่น ทำเอาคนได้ยินอย่างเขาใจอ่อนยวบ ทั้งเอ็นดูและรักใคร่ เขาผ่อนลมหายใจก่อนจะยิ้มบางๆให้อีกฝ่าย


“งั้นเราไม่พูดไหม”


“หือ?”


เขาไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่ก้มหน้าลงไปหาพี่ใกล้ขึ้น พี่ผงะไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้หนี พอเห็นอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีตกใจเขาก็ขยับเข้าใกล้อีก ใกล้จนเขารับรู้ถึงลมหายใจของอีกคน


เรามองตากัน เขาไม่รู้หรอกว่าพี่จะเข้าใจไหมหากเขาไม่พูด


แต่เขาก็อยากลอง…


เขายิ้มให้พี่อีกครั้งก่อนค่อยๆหลับตาลง ไม่ได้ขยับเข้าไปเพิ่ม…


เว้นช่องว่าง...เพื่อให้อีกฝ่ายได้ตัดสินใจ...


เพื่อให้อีกฝ่ายได้ตอบคำถามของเขา...


เพื่อให้อีกฝ่ายได้บอก...ว่าเราคิดเหมือนกันหรือเปล่า…


.


.


.


.


.


.


และความอุ่นวาบที่ริมฝีปากของเขา มันก็ได้ตอบคำถามที่เขาอยากรู้มาโดยตลอด….


.


.


…………….What's on your mind



Now I Know it all…………….



                                                  

.


.


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


สองเดือนค่ะท่านผู้ชมมมมมมมมม กว่าจะกลบหลุมนี่ได้


ก็จบกันไปแล้วนะคะสำหรับเพลง What's on your mind จนอ้ปจะออกเพลงใหม่เพิ่งมาเขียนเสร็จ


ว่าไปเรายังเหลืออีกเรื่อง ตอนจบเหมือนกัน


เอาเป็นว่ายังไงก็ขอให้ติดตามนะคะ ขอบคุณนักอ่านมากที่มาเตือนเป็นระยะๆ ขอบคุณทุกคอมเมนต์เช่นกัน ขอบคุณค่ะ                                                   






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #8 kawkawgd (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2561 / 01:02
    กรี๊ดดดด เขินมากกกก บิดหมอนขาดดดด ลุ้นมากจริงๆๆๆ
    #8
    0
  2. #7 CokTel (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 21 มิถุนายน 2561 / 22:20
    งื้อออออ
    #7
    0
  3. #6 กชกรร (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 14:06

    เขิลง่าาาากว่าจะพูดความในใจลุ้นโคตรสรุปไม่พูดแต่แสดงออกด้วยการกระทำ55

    #6
    0
  4. #5 Dnoppy (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 16 มิถุนายน 2561 / 13:48
    เขินนนน><
    #5
    0