ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 7 : [Series] This fic from that song - What's on your mind (part 1) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 210
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    3 เม.ย. 61



What's on your mind (part 1)



มันคิดอะไรอยู่…


มันเป็นคำถามเดิมๆที่วนเข้ามาในหัวเขาทุกครั้งที่เห็นคนตรงหน้าทำอะไรแปลกๆ อย่างตอนนี้ เด็กยุกมันเอาซัมอีมาวางไว้บนหัวแล้วเต้นไปมาอยู่กลางห้องนั่งเล่น ช่างเป็นเช้าที่ประหลาดแบบนี้


“ทำอะไร...”


“เต้นกับซัมอีไง คิดว่าทำอะไรล่ะ”


คำตอบที่ได้กลับมาทุกครั้งมันทำให้เข ต้องกลับมาถามคำถามเดิมว่าในหัวเจ้าเด็กนี่มันมีอะไร มันถึงได้ตอบเขาแบบนั้น ลามไปถึงทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร เขาไม่เข้าใจ


“หรือพี่จะเต้นกับผมอ่ะ”


“ใครจะไปเต้นกับนาย ยุกซองแจ”


“ผมเต้นเก่งจะตาย”


“ถ้าเก่งคงไม่ผิดบ่อยๆบนเวทีหรอก”


เขาอมยิ้มเหลือบมองมัน และมันได้ผลเจ้าตัวหยุดเต้นแล้วเท้าสะเอวมองเขา ฝ่ายกวนอย่างเขาเลยยิ้มหวานใส่ก่อนเดินเลี่ยงไปเข้าไปในห้องครัว


“พี่คิดว่าแซะผมแล้วจะรอดเรอะ ซัมอี! จัดการมันเลยลูก!”


ว่าแล้วก็วางซัมอีลงแล้วดันก้นเธอให้วิ่งมาทางเขา แน่นอนเธอต้องมา ก็มันได้เวลาอาหารของเธอแล้วหนิ เขากรอกตาใส่อีกครั้ง ก่อนอุ้มซัมอีเข้าครัวไปด้วยกัน


“พี่ลักพาตัวซัมอีผมเรอะ!”


สติวันนี้ของมันไปไหน ทำไมถึงเป็นผีบ้าแต่เช้าแบบนี้ เขาเหลือบมองอีกฝ่ายที่กึ่งเดินกึ่งวิ่งมาหา เขาทำหน้าเบื่อๆใส่ก่อนจะยื่นซัมอีกลับไปให้ด้วยมือเดียว


“อ่ะ คืน”


“โหย ทำไมไม่เรียกค่าไถ่”


“อ่ะ เอามาหมื่นวอน”


“ไม่มีเงิน เอาเป็นหอมแก้มได้ไหม”


“เอาคืนไปเลย เอาคืนไปฟรีๆเลยนะ”


“ฮ่าๆๆๆๆๆ”


ซองแจหัวเราะชอบใจก่อนมาอุ้มซัมอีไป เขาหันกลับมาเตรียมข้าวให้ซัมอีโดยที่อีกคนก็ยังคงเดินวนเวียนอยู่แถวนั้น


“ซัมอีอ่า กินข้าวเร็ว”


“เหมียว~”


แต่นั้นไม่ใช่เสียงซัมอี แต่เป็นเสียงพ่อของเธอ เขากรอกตามองบนอีกครั้งก่อนหันไปหาเจ้าของเสียงที่อยู่ด้านหลัง พอหันไปก็เจอซัมอีที่โดนอุ้มมาจ่อหน้าเขา


“ซัมอีโจมตี!”


ว่าแล้วเด็กบ้าก็เอาอุ้งเท้าซัมอีกมาตีที่หน้าผากเขา อ่า...ได้ยุกซองแจ เอาที่สบายใจ เขานั่งเท้าคางนิ่งๆให้เด็กสติไม่ดีตีอีกสักพัก นั่งฟังมันหัวเราะชอบใจอยู่ เขามองหน้าอีกฝ่ายที่มีวามสุขกับการแกล้งเขา ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี เจ้าเด็กนี่ก็ไม่เคยจะโตขึ้นเลย


“ยิ้มอะไร”


“หืม เปล่านิ”


“เหรอ”


“เออ วางซัมอีลงได้แล้ว ให้เธอกินข้าว”


“คร้าบ”


ซองแจหันซัมอีไปหาตัวเองก่อนจุ๊บปากเธอ ซัมอีหลับตาปี๋ แต่ก็ไม่ได้รำคาญหรืออะไร แต่แทนที่ซองแจจะวางเธอลง มันกับหันซัมอีมาทางเขา


“จุ๊บหน่อยเร็ว”


“เพื่อ?”


“เร็วๆ เดี๋ยวซัมอีไม่ได้กินข้าวนะ”


ก็เพราะนายคนเดียวไหมล่ะ แต่เขาก็ขี้เกียจเกินกว่าจะหาอะไรมาเถียงแถมเริ่มสงสารซัมอีขึ้นมาจริงๆที่มีเจ้าของอย่างซองแจ


เขาโน้มตัวเขาไปจุ๊บเธอ ซัมอีหลับตารับเหมือนเมื่อครู่ก่อนจะส่งเสียงร้องน้อยๆให้ เขายิ้มเอ็นดูเธอ มองซองแจยอมวางเธอลง ทันทีที่เท้าแตะพื้นได้ก็วิ่งไปที่อาหารของเธอทันที


“เหมือนจูบทางอ้อมเนอะพี่”


“....”


เขาเผลอแม้มปากตอนซองแจพูดแบบนั้น แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าอายุขนาดนี้แล้วยังจะมาอะไรกับจูบทางอ้อมเด็กประถมแบบนี้ เขาเห็นซองแจแอบกลั้นขำเลยส่งสายตาดุไปทีหนึ่ง


“ผมต้องไปแล้ว ฝากดูซัมอีด้วยนะครับ”


“อือ ตั้งใจทำงานล่ะ”


“ครับ”


เขาเดินไปส่งซองแจถึงประตู ไม่รู้ว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แต่ก็ทำจนเคยชิน ซองแจหันมายิ้มให้เขาก่อนปิดประตูออกไป เขาหันกลับมาก็เห็นฮยอนซิกเดินขยี้ตาออกมาจากห้องนอนของตัวเอง


“ซองแจไปแล้วเหรอครับ”


“อือ เพิ่งออกไปเมื่อกี้เลย”


“ไปส่งกันถึงหน้าประตูตลอดเลยน้า~”


“นี่แซวเหรอฮยอนซิก”


“แซวน่ะสิครับ ชอบทำตัวเหมือนเป็นแฟนกันตลอด”


“ใครทำ ไม่มี”


“มีคนปากแข็งล่ะซัมอี”


ฮยอนซิกหันความสนใจไปที่ซัมอีทันทีที่เธอเดินมา สาวเจ้าพอเห็นโอปป้าคนโปรดก็เดินเข้าไปคลอเคลียทันที เขาส่ายหัวระอาก็เดินผ่านฮยอนซิกไปที่ห้องนั่งเล่น ว่าจะหาหนังสักเรื่องดู


เหมือนแฟนเหรอ…


เหมือนมากเลยเหรอ…


จริงดิ…


++++++++++++++++++++++++++++


มันคิดอะไรอยู่…


“เมื่อวานพี่ชางซอบเมาหลับคาโต๊ะห้องนั่งเล่นเลย”


“ซองแจโกหกครับทุกคน”


“ก่อนพี่จะหลับไปนะ พี่ระรานคนอื่นไปทั่วเลย”


“เรื่องโกหกครับทุกคน”


“จริงๆ เรียกซองแจอ่าๆอยู่นั้นแหละ”


เขาหันไปแก้ตัวกับกล้องหลังซองแจเล่าเรื่องอะไรแปลกๆอีกแล้ว เวลานั่งรอในห้องพัก มันมักแกล้งเขา กี่ครั้งแล้วก็นับไม่ถ้วน ถ่ายเบื้องหลังก็ขยันหาเรื่องแปลกๆมาเล่า ไม่ก็โกหกกล้องไปเรื่อย คนเดือดร้อนก็คือเขา ที่บางทีก็ทำตัวไม่ถูก ก็มันเล่นเอาเรื่องจริงมาเล่าเสียอย่างนั้น เสียเวลาต้องมานั่งแถแก้ตัวว่าไม่ใช่ คนสนุกก็เป็นมัน ที่เห็นเขาทำตัวไม่ถูก


“ทำไมชอบแกล้งฉันจังห๊ะยุกซองแจ”


“เพราะเป็นพี่ไง”


คำตอบที่ต้องมานั่งคิดพิจารณาว่ามันแปลว่าอะไร อะไรที่ว่าเพราะเป็นเขา เป็นเขาแล้วยังไง แล้วแกล้งเขามันเป็นยังไง คิดวนไปวนมาก็วกกลับเข้ามาที่คำถามที่ว่า ในหัวมันคิดอะไรอยู่…


“ถามจริง ในหัวนั่นมีอะไรอยู่”


“สมอง”


“มีด้วยเรอะ!”


“เยอะกว่าพี่แล้วกัน!”


เขากรอกตายอมแพ้ใส่อีกฝ่าย เรายกเลิกมวยก่อนจะแยกกันไปอยู่คนละทิศละทางเพราะต้องแต่งหน้าทำผม ใครว่างก็ถ่ายบีทคอม เล่น ร้องเพลง เหนื่อยก็หลับ ไม่ก็จ้องหน้ากันเฉยๆ อย่างตอนนี้...


“อะไร...”


คำถามถูกส่งไปทันที่ทีเขารับรู้ถึงสายตาของเด็กบ้าคนหนึ่งที่ตอนนี้กำลังนั่งจ้องหน้าเขาโดยปากก็คาบหลอดกาแฟดูดไปด้วย


“......”


ซองแจไม่ตอบเพียงแต่ยักไหล่ การกระทำนั้นยิ่งทำให้ต่อมหัวร้อนเขาพุ่งสูง เขาเก็บโทรศัทพ์ก่อนจ้องหน้ามันกลับไปบ้าง เขามอหน้าอีกฝ่ายนิ่งให้รู้ว่าเขารำคาญ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ เจ้าเด็กนั้นยิ้มให้เขา มันไม่ใช่ยิ้มกวนแบบที่ซองแจชอบทำเวลาจะกวนเขา แต่เป็นยิ้มที่...เขาเผลอใจกระตุกไปวูบหนึ่งเลยล่ะ


“พี่แพ้แล้ว”


เขาอดกรอกตาใส่ไม่ได้ ก็ตามที่มันบอก เขาแพ้แล้วจริงๆ สาปตัวเองที่ดันไปสะดุดกับรอยยิ้มนั่นจนตัวเองแพ้ แต่เขาก็ละความสนใจจากเด็กบ้านี่ได้ไม่นานหรอก


“พี่”


“อะไร”


“เขินผมเหรอ”


“ใคร๊ ไม่มี๊”


“เสียงสูงตอแหลอีกแล้วพี่”


แล้วทำไมเขาถึงเลือกที่จะมานั่งเถียงกับมันแทนที่จะเอาเวลาไปนอนไม่ก็วอร์มเสียงวะ เขาร้องเสียงเจ็บปวดเล่นใหญ่ คนอื่นก็มองมาทางเขาแต่ก็หันกลับไปทำงานของตัวเองต่อเมื่อเห็นว่าเขานั่งกับใคร ทุกคนดูจะชินชาเวลาเขาทะเลาะ(กันเล่นๆ)กับซองแจ...ใส่ใจบ้างก็ได้ เห็นใจคนโดนแกล้งอย่างเขาที


“เขินก็บอก อย่าปากแข็ง”


“ก็อย่ายิ้มแบบนั้นสิ”


“ความผิดผมเหรอ...ความผิดผมก็ได้นะ ผิดที่ผมหล่ออ่ะ”


เอาล่ะ วันนี้เขาหมดแรงที่จะเถียงกับมันแล้ว… เขาแยกเขี้ยวใส่มันก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลื่อนพักยก ซองแจก็ไม่ได้ชวนเขาคุยต่อเพียงแต่นั่งเล่นโทรศัพท์ของตัวเองข้างเขา


“ทะเลาะกันเสร็จก็นั่งเฝ้ากันเนี่ยนะ ฉันล่ะไม่เข้าใจพวกนายจริงๆ เหมือน...”


“แฟน...ใช่ไหมล่ะครับพี่อิลฮุน”


เขาเหลือบมองอิลฮุนที่หยุดกึกไปตอนซองแจพูดแทรกขึ้นมา คนโดนแย่งพูดก็ถอนหายใจยกมือโบกเป็นเชิงตัดบทสนทนาไป


ซองแจไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาตอบด้วยซ้ำ เหมือนไม่ได้ใส่ใจกับคำแซว เขาก็ไม่ได้ใส่ใจมากหรอก แต่บางครั้งเขาก็สงสัย ว่าซองแจรู้สึกยังไงเวลาโดนแซวแบบนี้


จะเคยสงสัยไหมว่าเขาคิดยังไง


จะสงสัยเหมือนเขาไหม...ว่าซองแจรู้สึกยังไงกับเขา…


แล้วเขา...รู้สึกยังไงกับซองแจ…


++++++++++++++++++++++++++++


เขาไม่เข้าใจเหมือนกัน


ทำไมเขาถึงเห็นว่าเรื่องไร้สาระที่อีกฝ่ายทำมันดูน่ารักดี


ไม่รู้สิ เพราะเป็นน้องเล็ก? หรือเพราะเขาเห็นเจ้าเด็กนี่มาตั้งแต่เด็ก? สลัดภาพมันไม่หลุด ก็ทำไงได้ เลี้ยงกันมานี่นา


“เอาอันนี้”


“......”


“ซื้อให้หน่อยยยย”


เวลามีเด็กตัวยักษ์มาทำท่าทางงอแงเหมือนเด็กสามขวบนี้มันก็ไม่ไหว เขาเบ้ปากก่อนหยิบของที่มันอยากได้ลงตะกร้าเพิ่มแล้วค่อยเดินไปจ่ายเงิน ชวนมันมาด้วยก็กะว่าจะใช้เงินมันเสียหน่อย แต่กลายเป็นว่ามันมีแผนซ้อนแผน ไม่เอากระเป๋าเงินมาเสียอย่างนั้น ที่จริงเขาก็ไม่เอามา แต่ดันเอาบัตรสำรองไว้ในรถ… แล้วเหมือนอีกคนก็รู้อยู่แล้วว่าเขาชอบเอาไว้ในรถ...เลยกลายเป็นเขาที่โดนเล่นแทน


“อย่ารู้ทันฉันไปทุกเรื่องจะได้ไหม”


“ก็พี่เดาง่าย”


มันว่าพลางแกะถุงขนมที่มันชี้ๆให้เขาซื้อมากินทันทีที่ขึ้นรถ เขากรอกตา หมั่นไส้กับความอารมณ์ดีของมัน จะว่าไปวันนี้มันอารมณ์ดีแปลกๆ


“มีอะไรดีๆหรือไง”


“มี”


“อะไร”


“ไม่เสือกดิพี่”


ไอ้….


เขาเหลือบมองมันแรงๆหนึ่งที ถ้าไม่ติดว่ากำลังขับรถอยู่จะใส่ป๊าบเข้าให้...พูดไปงั้นแหละ ไม่ตีมันหรอก... เสียงหัวเราะคิกคักข้างหูทำเอาเขาอยากจะจอดข้างถนนแล้วถีบมันออกรถจริงๆ


“เออ ไม่อยากรู้ละ รำคาญจริง”


“หึหึ ถ้าพี่รู้ พี่ต้องไล่ผมลงรถแน่เลย”


“แค่เมื่อกี้ก็จะจอดอยู่แล้ว”


“แต่มันขาวแดง”


“โว้ยยุกซองแจ”


“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”


เขากรอกตาเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของวัน คูณสิบเข้าไปเมื่อต้องอยู่กับเด็กบ้าที่ชื่อยุกซองแจ


“ใจร่มๆน่าพี่ อ่ะขนม อ้ามมมมมม”


แม้ว่าหัวร้อนเป็นฟืนเป็นไฟแค่ไหน แต่เขาสุดท้ายก็ต้องปลงแล้วยอมเจ้าเด็กนี่ทุกที ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ได้ก็ไม่รู้…


“อร่อยไหม”


“อือ”


เขาตอบในลำคอเพราะขนมที่มันป้อนมายังเต็มปาก ก็มันดันใส่มาเรื่อยๆยังไม่ทันเคี้ยวก็ยัดเข้ามาอีก ไม่รู้ว่ากลัวเขาไม่ได้กินหรือตั้งใจจะแกล้งกันแน่...แต่เขาว่าอย่างหลัง


“พี่เหมือนปลาทองเลย”


เขาได้แต่ย่นคิ้วหันไปมองมัน ในปากก็มีแต่ขนม ด่าก็ด่าไม่ได้ ได้แต่ส่ายหัวระอามันเท่านั้น แต่ดูท่าอีกฝ่ายจะชอบมากๆ ซองแจยิ้มกว้างให้เขา


มันเป็นยิ้มที่เขาชอบมากๆ


ไม่ว่าจะรำคาญ จะหงุดหงิด หรือหัวร้อน แค่ได้เห็นยิ้มของซองแจ


มันมักทำให้เขายิ้มตามได้เสมอ…


เขาก็เริ่มไม่เข้าใจตัวเองแล้วเหมือนกัน


“พี่ไม่อยากรู้เหรอว่าผมอารมณ์ดีอะไร”


“อะไรล่ะ”


“เพราะว่า...”


ซองแจพูดเสียงเบาลงเขาเลยสงสันมันจะกระซิบทำไม เพราะมันไฟแดง เข้าถึงหันหน้าไปหาได้...แต่ไม่น่าเลย ไม่น่าหันไปมองเลย


ตาสีน้ำตาเข้มนั้นมองเขาตรงๆ ยิ้มบางนั้นทำเขาสะดุดลมหายใจไปครู่หนึงก่อนจะได้สติผละออกเมื่อรู้สึกว่าอีกฝ่ายเขามาใกล้มากเกินไปแล้ว เขามองซ้ายมองขวา แต่จะทางไหนเขาก็ไปไหนไม่ได้แล้ว เขาหายใจเข้าก่อนจะกลั้นใจถาม


“เพราะว่านาย...”


“เพราะว่าผม...”


หน้าของซองแจใกล้เข้ามาเรื่อยๆจนเขาอยากจะเปิดประตูรถหนีเสียเดี๋ยวนั้น แต่ไม่ได้ มันอันตราย ที่จริงไอ้ที่อยู่ในรถตอนนี้มันอันตรายกว่านะ…


“เพราะ...ว่า…”


“....”


“เงินค่าถ่ายแบบผมเพิ่งออก”


ซองแจว่าแล้วก็ดันตัวเองกลับไปนั่งที่เดิม หยิบขนมกินต่อหน้าตาเฉย เขาสิ...จับต้นชนปลายยังไม่ถูกว่าไอ้เหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อกี้มันคืออะไร


“เขียวแล้วพี่”


เขาหันหน้ากลับไปมองที่ถนนแบบงงๆ ใส่เกียร์ขับรถต่อแบบมึนๆ ในหัวก็คิดว่าเมื่อกี้มันอะไร เขาจะอึ้งทำไม…


เขาคาดหวังอะไร…


“...ผมนึกว่าพี่จะโวยวายเสียอีก”


เสียงของคนข้างตัวเรียกเขาออกจากความคิดประหลาดๆ เขาส่ายหัวน้อยๆสะบัดไล่มันออกไปจนหมด ก่อนจะเริ่มคุยกับซองแจอีกครั้ง


“ทำไมฉันต้องโวยวายด้วยล่ะ”


“ก็ผมใช้เงินพี่ ทั้งๆที่วันนี้เงินออก”


“....เออว่ะ ย๊า ยุกซองแจ เลี้ยงข้าวฉันคืนเลยนะ”


“ไม่สนุกเลยอ่ะ”


“.....”


“เมื่อกี้พี่คงไม่ได้คิดว่าผมจะบอกอะไรอย่างอื่นใช่ไหม อย่าง...เพราะวันนี้ได้อยู่กับพี่อะไรแบบนี้”


“...ไม่มีทาง”


ฉันก็ควรที่จะไม่คิดนะ...แต่มันก็ดันคิดไปนิดหน่อย...เท่านั้นเอง


ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่รู้เหมือนกัน…


“เหรอ...แต่ผมอยากให้พี่คิดแบบนั้นนะ”


อ่า...ให้ตายเถอะยุกซองแจ...ให้ทำให้ฉันหัวหมุนไปมากกว่านี้ได้ไหม...


+++++++++++++++++++++++++


เขาก็ไม่เข้าใจ มันก็แค่คำพูดที่ได้ยินบ่อยๆ


“สองคนนั่นจะอยู่ทะเลาะกันไปหกสิบปี ไม่สิ หกร้อยปี ชาติหน้าเกิดใหม่ก็ต้องได้เจอกัน ไม่แน่ อาจจะเกิดมาเป็นคู่กันเลยก็ได้”


ประโยคจากอิลฮุนทำให้เขานึกถึงเรื่องอะไรแบบนี้ คนอื่นๆชอบบอกว่าเราจะทะเลาะกันไปจนลงโลงได้ยินบ่อยมาก ไม่ว่าจะจากเพื่อนเขา สมาชิกในทีม หรือแม้แต่แม่ของเขา ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงชอบพูดแบบนี้ แล้วที่แปลกคือ เราทั้งสองคน ไม่เคยแก้ ไม่เคยเถียง มีแต่หัวเราะรับ แถมยังมีต่อมุกด้วย ตอนแรกเขาก็ว่ามันแปลกดีที่มีคนพูดแบบนี้ สักพักมันก็ตลกที่ใครๆก็บอกแบบนั้นกัน เพราะส่วนใหญ่มันคือเรื่องจริง ไม่เคยเจอใครสามารถเถียงขวาให้เป็นซ้ายบนให้เป็นล่างอย่างมันมาก่อน


“ไม่แน่ว่าสองคนนั่นอาจจะเคยเป็นคู่กันตอนชาติที่แล้ว”


“เห็นด้วย”


“ฮ่าๆๆๆๆ”


เสียงบทสนทนาดังไปทั่วโต๊ะ พวกเขาออกมาทานข้าวกันด้านนอก เนื่องในโอกาสอยากพบปะกันกะทันหัน เรื่องของเขากับซองแจมักจะถูกยกเป็นหัวข้อสนทนาอยู่ประจำ


“มันเหมือนขนาดนั้นเลยหรือไง”


“เอ้อสิ อย่างกับคู่แต่งงานกันมาสิบปี ไม่สิยี่สิบปี”


“ถ้าผมเป็นคู่แต่งงานกับพี่ชางซอบ คงจะต้องเตรียมนวมไว้ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน”


เขาหัวเราะกับความคิดของซองแจ มันหันมาหัวเราะกับเขา แน่นอนทั้งโต๊ะก็หัวเราะตามโดยง่าย เพราะแรงแอลกอฮอล์ที่กินกันไปตอนนี้ก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว ด้วยความสนุกสนานเขาเลยต่อบทสนทนา


“แล้วก็ให้ลูกเราเป็นกรรมการ”


“ลูกเราต้องเบื่อมากๆเวลาเราตีกัน แบบ ‘ถ้าตกลงกันได้แล้วว่าใครจะไปส่งหนูโรงเรียนก็ตามมานะคะ หนูรอในรถ’ ”


“ฮ่าๆๆๆๆๆๆ คิดแล้วสงสารหลานฉันจริงๆเลย”


พี่อึนกวังหัวเราะหน้าดำหน้าแดงกับการดัดเสียงเป็นลูกสาวของซองแจ วันนี้เราดื่มกันค่อนข้างหนัก แต่ดูเหมือนที่จะมีสติกันครบๆก็มีเขากับซองแจ โดยเฉพาะซองแจ ต้องรับหน้าที่ส่งพี่ๆในวงให้กลับที่พักอย่างปลอดภัย เลยไม่แตะสักแก้ว เขาก็ดื่มน้อยเพราะไม่อยากให้น้องมันเก็บคนเดียว สงสารมัน


“ย๊าๆๆๆ ใช้คำว่า’ลูกเรา’แล้วเราะ รีบไปหน่อยม้างงงงง”


อิลฮุนจะโกนมาจากหัวโต๊ะ เรียกเสียงหุยฮาจากทั้งโต๊ะได้อีกครั้ง เขายิ้มขำพลางส่ายหน้าปลงใจกับบทสนทนาวงเหล้านี้ เขาเหลือบมองคู่แต่งงานจำเป็นของเขา แต่ก็ต้องประหลาดใจที่อีกฝ่ายก็มองเขากลับมาเหมือนกัน คนข้างตัวก็เหมือนจะแปลกใจเหมือนกันที่สบตาเขาพอดีแต่เจ้าตัวก็ยังยิ้มให้เขา


ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกประมาท...


“น่ะๆๆๆ มองตากันด้วย มีซัมติงรองแล้วไม่บอกพวกเราหรือเปล่า”


“ฮิ้วๆๆๆๆ”


บทสนทนาวงเหล้ามันเป็นยังไงก็อย่างนั้น เรื่องอื่นถูกยกขึ้นมาต่อ เรื่องของเขากับซองแจก็เลยตกไปตามระเบียบ


เขาไม่ดื่มต่อแล้ว ได้แต่นั่งพูดคุยจนได้เวลากลับหอ ดีว่าทุกคนประมาณตัวเองไม่ดื่มจนเมาคอพับคออ่อน อิลฮุนพี่สาวมารับ ส่วนพี่มิยฮยอกกลับกับพี่ชายที่เที่ยวอยู่ผับข้างๆ ตอนแรกว่าจะไปส่งพีเนียลแต่ว่าเจ้าตัวบอกว่ากลับแท๊กซี่ก็ได้ ในรถเลยมีแค่หอโวคอลไลน์ พี่อึนกวังหลับไปส่วนฮยอนซิกก็นั่งใส่หูฟัง


ใช้เวลาสักพักเรากว่าจะถึงหอ คืนวันศุกร์ให้เดาไม่ว่าจะเป็นที่ไหนถ้าไม่เช้าวันเสาร์ก็คงไม่กลับกัน รถบนท้องถนนมันเลยยังเยอะอยู่


“เบียร์ไหม”


“...พี่ยังจะดื่มอีกเหรอ”


“กับนายไง”


“ไม่อ่ะ ผมไม่ดื่มกับพี่”


“เอ่อะ”


ถึงจะแบบนั้นซองแจก็ยังจอดที่ร้านสะดวกซื้อแถวหอให้ ตอนแรกเขาว่าจะลงไปคนเดียว แต่มันก็ยืนยันที่จะลงมาด้วย เขาบอกฮยอนซิกให้เฝ้ารถก่อนเดินลงมาพร้อมกัน


“ฉันมาซื้อคนเดียวก็ได้ที่จริงอ่ะ”


“แต่พี่เพิ่งดื่มไป”


“เป็นห่วงหรือไง”


“ถ้าไม่เป็นห่วงแล้วจะเดินตามมาทำไมล่ะ”


“....”


ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงหยุดเดินแล้วหันไปเผชิญหน้ากับซองแจ อีกฝ่ายก็หยุดเดินแล้วมองเขากลับเหมือนกัน ไม่มีบทสนทนาเกิดขึ้นระหว่างเรา ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีอะไรจะพูด ตอนแรกว่าจะตอบกลับอย่างที่เคยทำ แต่พอเห็นสายตาอีกฝ่ายที่ส่งมา...สายตาที่บอกว่า เป็นห่วงเขาจริงๆ เขาได้แต่กลืนคำพูดที่จะพูดลงคอ นัยตาอีกฝ่ายสะท้อนภาพเขา…


ถ้าเขาถาม…เรื่องที่เขาสงสัย...


“ซองแจ...”


“ครับ...”


ซองแจมองเขานิ่ง รอรับฟังเขาทุกอย่างไม่ว่ามันจะเป็นอะไร แต่เขา...


“...เปล่า ไม่มีอะไร”


เขายัง...ไม่แน่ใจ


ว่าเขาควรจะพูดก่อนดีไหม…


ควรจะบอกไหม ว่าเขารู้สึกยังไงกับอีกฝ่าย…


แล้วซองแจ...จะรู้สึกเหมือนเขาไหม…


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ตอนแรกว่าจะตอนเดียวจบ แต่มันดันยาว...เอาเถอะ ไปต่อพาร์ทสองกัน


ส่วนเพลงนี้ เป็นเพลงของพี่ซอบเอง เป็น ost ของสักรายการเมื่อปี 2017 เนื้อหาเพลงตอนเราไปหาความหมายครั้งแรก บอกเลย โคตรแจซอบ แจซอบจนต้องเอามาเขียน ส่วนตัวชอบเพลงนี้มากๆ แต่เรายังไม่เห็นแปลไทยนะ มลด.คนไหนแวะมาเจอฟิคนี้แล้วชอบเพลงนี้ก็ลองเอาไปพิจารณาแปลดูนะจ๊ะ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะ






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #3 Smile_Eeyore (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 เมษายน 2561 / 09:38
    รอพาร์ทสองค่าาา
    #3
    1
    • #3-1 OnTheWall(จากตอนที่ 7)
      27 พฤษภาคม 2561 / 23:26
      อุ ไม่เจอเมนต์นี่ลืมไปละนะว่าต้องต่อพาร์ทสอง 555555 จะพยายามเขียนน้า
      #3-1
  2. #1 PloyBoottree (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 3 เมษายน 2561 / 06:28
    ฮื่อออ! เขินมากค่ะะ
    #1
    0