ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 22 : [Series] Omegaverse - Allergy (part 9) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 148
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    28 พ.ย. 61

Allergy 9


แล้วเขาก็ไม่ได้คุยกับซองแจเรื่องนี้จนวันงานวิชาการ ไม่ใช่ไม่ลอง แต่ลองแล้ว...ก็ไม่เชิง คือตัดสินใจว่าจะไปคุยแต่ทุกครั้งก็เป็นเขาเองที่ไม่ยอมถาม ใจนึงก็คิดว่าน่าจะปล่อยไปได้ เพราะดูจากที่ซองแจตอนนี้มีชีวิตดี มีความสุขดี ทำไมต้องมาถามให้เจ้าตัวไม่สบายใจอีก เอาเป็นว่าถ้าเขาโดนตามจริงแล้วถ้าอีกฝ่ายมาถามอีกเขาก็จะปฏิเสธไปว่าไม่อยากคุยเรื่องซองแจ และงานวิชาการนั่น อย่างที่อึนกวังบอก คุณมินฮยอกเขาคงไม่มาหรอกเพราะเป็นผู้ให้ทุนเฉยๆ


แต่ใจนึงเขาก็สลัดความกังวลออกไปไม่ได้ เขาเลยไปเสนอตัวกับอาจารย์ชเวว่าเดี๋ยวเขาจะไปเป็นคนคุมน้องๆที่จะไปเข้าร่วมงานเอง เขาได้รับสายตาตกใจจากอาจารย์ชเวแกบอกว่าร้อยวันพันปีเขาไม่เคยขอไม่เคยตอบตกลงแกสักครั้งเวลาต้องไปงานอะไรก็ตามที่มันเป็นงานกิจกรรม


‘อะไรดลใจให้คุณอยากไปเนี่ย’


‘จะอะไรซะอีกล่ะ ก็คงเป็นเพราะลูกศิษย์ผมนี่แหละ’


แล้วเขาก็ลืมไปเลยว่ามีอาจารย์โจวอยู่ในห้องด้วย


นี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้เขามายืนอยู่ตรงบูธของมหาลัยเรา เขาไม่ได้ดูแลของซองแจหรอก มาดูของเคมีนี่แหละ แต่ละเมเจอร์จะมีพี่ประจำอยู่ หนึ่งหรือสองคน ส่วนอาจารย์มากันสองคนคืออาจารย์โจวกับอาจารย์ชเว เมเจอร์เคมีเป็นเขากับอึนกวังแต่เป็นเขาที่ต้องอยู่เฝ้าเพราะอึนกวังมีหน้าที่พิธีกรบูธคณะอยู่แล้ว ตอนนี้กำลังรออาจารย์โจวบรีฟหน้าที่ให้กับพี่ๆทุกคนว่าต้องทำยังไงบ้าง


“พวกคุณไม่ต้องทำอะไรมากหรอก แค่ต้องตามให้เด็กๆกลับมาตอนที่ถึงเวลาแข็งหรือพรีเซนต์ให้ทันก็พอ คุณจะนัดที่ไหนยังไงกี่โมงก็แล้วแต่คุณสะดวก ตอนนี้ก็แยกย้ายไปคุยกับน้องๆได้”


เขารับกำหนดการมาแล้วจัดการบอกน้องๆในเมเจอร์ว่าให้มากี่โมงที่ไหนอะไรยังไง แล้วปล่อยให้มันเดินเล่นตามใจชอบ เขาไม่ไปตามเด็กๆมันหรอก โตๆกันแล้ว อีกอย่างที่เขามาก็เพราะจุดประสงค์อื่นอยู่แล้วด้วย


“พี่ชางซอบ”


เสียสดใสเรียกเขาจากด้านหลัง เขาหันไปหาทันที ซองแจในชุดสูทตัดของมหาลัยทำให้เจ้าตัวดูดีขึ้นมากๆ พอเซ็ตผมขึ้นแล้วดูหล่อขึ้นไปอีกแบบ เขาสิ ใส่เหมือนกันดันเหมือนพนักงานบริษัทธรรมดา แต่เด็กนี่อย่างกับซีอีโอมาเอง... ซองแจก้าวยาวๆมาหาเขาก่อนยิ้มกว้างให้เขาอย่างเคย


“พี่เป็นสตาฟด้วยเหรอ ทำไมผมไม่เห็นรู้เลย”


“มากะทันหันน่ะ เป็นไง เดินดูงานหรือยัง”


“คร่าวๆแล้วครับ งานใหญ่มากเลยอ่ะ ผมได้ยินว่าคนให้ทุนปีนี้กระเป๋าหนักมากๆๆๆ”


ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงยิ้มแข็งๆตอบกลับมันไป อาจจะเป็นเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าใครเป็นคนให้ทุน และยิ่งไปกว่านั้น คนที่มาให้ทุนก็คือคนที่บอกว่าเป็นพี่ชายของเด็กยักษ์ข้างๆเขานี่แหละ


เขาเดินดูงานกับซองแจ แวะไปบูธหุ่นยนต์ที่กำลังโมเครื่องแก้โปรแกรมกันหน้าดำคร่ำเครียด หนึ่งในนั้นก็มีอิลฮุนกับพีเนียลที่คนนึงกำลังพิมพ์บางอย่างด้วยความไวแสงลงบนโน๊ตบุ๊คกับอีกคนที่กำลังไขอะไรบางอย่างกับหุ่นยนต์ของตัวเอง


‘อย่าเพิ่งมา ยังคิดคำแซะไม่ออก กลับมาใหม่ตอนแข่ง’


แล้วพวกเขาก็ออกมาจากตรงนั้น เดี๋ยวค่อยกลับมาดูตอนมันแข่ง งานวิชาการครึกครื้นมาก มีหลายมหาลัยมาร่วม มีจากมหาลัยต่างประเทศด้วย เขาถูกอาจารย์ชเวลากไปแนะนำกับโปรเฟสเซอร์คนหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะเป็นอาจารย์ของแกอีกทีตอนเรียนอยู่อเมริกา อาจารย์โจวก็ไม่น้อยหน้าเอาซองแจไปนะนำเหมือนกัน พวกเขายืนปั้นยิ้มจนเหงือกแห้งกว่าจะได้ออกมา สักพักก็ถึงเวลาแข่งหุ่นยนต์ มันแปลกกว่าที่เขาคิด เขาจำได้ว่าเมื่อก่อนมันแค่แข่งเตะบอลไม่ก็คีบของไม่ใช่เหรอ ตอนนี้กลายเป็นแข่งความสามารถของหุ่นยนต์ทั้งการเคลื่อนไหวต่างๆทั้งแนวนอนและแนวตั้ง หาของที่ซ่อน เก็บระเบิด? มันทำให้รู้สึกว่าเทคโนโลยีเรามันไปไกลแล้วมากๆ


รอบแรกผ่านไปทีมเรายังตามหลังเขาอยู่ ดูเหมือนอิลฮุนจะหัวเสียไม่น้อย


‘มันต้องลืมแก้ค่าลูปแน่ๆเลย’


ห่ะ…


เขาหันไปมองเด็กข้างตัวด้วยความสงสัย มันอธิบายคร่าวๆให้เขาฟังประมาณว่าอิลฮุนชอบลืมแก้ค่าลูป ถ้าทำลูปมากมันจะทำให้ข้อมูลต้องใช้มากเกินความจำเป็นทำให้ประมวลผลช้า หุ่นมันเลยเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว ดีว่าเขาหัวไวเลยเข้าใจ แต่ที่ไม่เข้าใจคือเจ้าเด็กนี่มันรู้ได้ไงวะ


‘ผมเคยเล่าหรือยังว่าที่ผมเป็นเพื่อนกับอิลฮุนกับพีเนียลได้เพราะโดนลากไปแข่งหุ่นยนต์ด้วยกัน’


ไม่นานอิลฮุนก็เดินมาทางเขากับซองแจพร้อมกับกรรมการสนาม ปรากฎว่ามันมาขอคำปรึกษาจากซองแจ พอถามว่าทำได้เหรอเพราะซองแจเป็นคนนอกให้ไปเข้าช่วยได้เหรอ ได้คำตอบกลับมาว่า ได้ไม่ขัดกับกฎแต่ออกจะตุกติกนิดหน่อยแต่ก็ถือว่าได้ ต้องให้ความดีความชอบพีเนียลที่พลิกแพลงกฎเก่ง…


‘เฮ้ย แต่กูว่ากูเช็คละนะ’


‘มันเป็นนิเสธกันหรือเปล่า มึงชอบเขียนโค๊ดซ้อน...’


อิลฮุนไหลดูหน้าจอก่อนจะทำตาโตแล้วพึมพัมประมาณว่าเออว่ะ แล้วมันก็ขมวดคิ้วอีกครั้งแล้วเงยหน้าขึ้นมาถามอีก


‘มึงว่าค่าเหมาะสมคือเท่าไหร่’


‘ไม่รู้ มึงตั้งไว้เท่าไหร่’


หลังจากนั้นเขาก็ไม่รู้เรื่องแล้วมันคุยกันอีกสักพักก็หมดเวลาแล้วอิลฮุนก็กลับไปแข่งต่อ รอบนี้มันทำดีขึ้นติดหนึ่งในห้า เหลือรอบสุดท้าย มันนั่งปรับอะไรอีกหน่อย ส่วนซองแจเหมือนนึกอะไรได้ก็วิ่งไปหาทางกรรมการสนาม แล้วไปหาอิลฮุนมาพูดอะไรสักอย่างอิลฮุนกระโดดกอดเพื่อนแล้วกลับไปพิมพ์ด้วยสีหน้ามั่นใจมากยิ่งขึ้น พอรอบสุดท้าย ทีมเราได้ที่สอง ซึ่งคะแนนต่างจากที่หนึ่งไม่มาก อิลฮุนออกมาจากการแข่งขันด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางพูดกับซองแจว่า


‘งวดหน้ามึงต้องกลับมาอยู่กับพวกกูแล้วล่ะ ไม่สิ มึงซิ่วเถอะ กูจะดรอปรอเรียนกับมึงเลย’


แล้วเราก็ยกทั้งกลุ่มไปที่สนามตอบคำถาม เขาต้องแยกตัวออกไปหากลุ่มน้องๆเมเจอร์เพื่อไปเอามาแข่งแสดงแลป พอกลับไปหาซองแจก็เห็นว่าเข้าสนามสอบไปแล้ว ซองแจเข้าไปรอบลึกขึ้นเรื่อยๆ จนถึงถามตอบ มันได้ที่สองมา ส่วนคนที่ได้ที่หนึ่งนั่นไม่ใช่คน ขนาดว่าเขาคิดว่าตัวเองเก่งพอควรแล้ว คนนั้นยังเก่งกว่าอีก เก่งแบบคนคุยไม่รู้เรื่องอ่ะ เราเดินไปบูธต่างๆ ทานข้าวกลางวันโดยมีอึนกวังมาแจมทีหลัง พอตอนเย็นมีงานรับรางวัลด้วย ของตอบคำถามที่สองไม่ได้ขึ้นไปแต่ของหุ่นยนต์ได้ขึ้นทั้งสามที่ เขาปรบมือตอนเห็นอิลฮุนกับพีเนียลขึ้นไปรับ วันนี้ดูเหมือนว่าอะไรๆก็ผ่านไปได้ด้วยดี


“ขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าแข็งขันทุกคนนะคะ และเราก็ต้องขอบคุณเป็นอย่างมากกับผู้ให้ทุนหลัก นั่นก็คือ LXE co. สำหรับการจัดงานครั้งนี้ และก็เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ คุณอีมินฮยอก ให้เกียรติมาปิดงานในวันนี้”


หลังจบเสียงพิธีกรสาว ร่างๆหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังเวที ใบหน้าหล่อเหล่ากับรอยยิ้มที่เขาเห็นครั้งแรกก็จำได้ปรากฎต่อสายตา เขายืนนิ่งมองคนที่อยู่บนเวที แต่ที่นิ่งกว่า คือคนที่ยืนข้างเขาตอนนี้ เขาเหลือบมองซองแจอย่างเป็นกังวล มันไม่ขยับเลย หน้ามันเรียบเฉยไม่แสดงความรู้สึกอะไรทั้งนั้น จุดเดียวที่มันมองไปคือที่คนๆนั้น


“และผมขอขอบคุณจริงๆที่ทุกคนมาร่วมงาน ขอบคุณจริงๆครับ”


ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่า ร่างที่อยู่บนเวทีมองตรงมาที่พวกเขา…


ที่เขาคิดว่าผ่านไปด้วยดี เขาคงคิดผิดเสียแล้วล่ะ...


+++++++++++++++++++++++++


“ไม่ได้เจอกันนานนะ ยุกซองแจ”


“....”


คำพูดทักทายเอ่ยออกมาจากปากสวยนั่น รอยยิ้มน่ามองนั่นยกยิ้มให้พวกเขา ตอนนี้เรากำลังนั่งอยู่ในร้านกาแฟแห่งหนึ่งใกล้ที่จัดงานวิชาการ ร้านเงียบมาก เพราะอะไรน่ะเหรอ ถ้าเขาเข้าใจไม่ผิด ร้านนี้ถูกเช่าไว้ทั้งหมดแล้ว เขาพยามมองไปรอบๆ ผู้ชายในชุดสูทสีดำสองคนยืนอยู่ข้างนอกร้าน ด้านในมีเลขาสาวสวยนั่งอยู่ด้านหลัง ส่วนพนักงานในร้านพอเอากาแฟมาเสิร์ฟให้เสร็จก็หายไปหลังร้านเลย


พวกเขามาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงน่ะเหรอ หลังพิธีจบ ซองแจดูเหมือนสติจะไม่ค่อยครบเท่าไหร่ เขาได้สะกิดให้มันเดินกลับไปที่บูธของคณะ มันไม่พูดเหมือนทุกครั้งจนเขาเริ่มรู้สึกกังวล เขาตัดสินใจแล้วว่าถ้ากลับไปจะถามมันจริงๆแล้ว แต่ก่อนที่จะถึงบูธของคณะ อยู่ๆก็มีสาวสวยคนนึงเดินมาทางพวกเขาแล้วแนะนำตัว


‘สวัสดีค่ะ ดิฉันชนลสร เลขาของคุณอีมินฮยอก ท่านมีเรื่องอยากจะคุยกับพวกคุณค่ะ’


เขามองคนข้างตัวที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบใดๆ สีหน้าซองแจดูหนักใจยิ่งขึ้น เขาเลยหันไปตอบหญิงสาวให้แทน


‘เราขอปฏิเสธครับ--’


‘ดิฉันจะเป็นคนนำพวกคุณไปเองค่ะ’


หญิงสาวยิ้มให้พวกเขาก่อนผายมือให้เขาตามพวกเธอไป อยู่ๆก็มีผู้ชายตัวใหญ่สองคนเดินมาอยู่หลังพวกเขา เขารู้เลยว่ายังไงก็ปฏิเสธไม่ได้ เขามองหน้าซองแจอีกครั้ง มันก็พยักหน้าน้อยๆก่อนบอกเขาว่าไม่เป็นไร เราเดินตามจนไปถึงรถหรูคันนึง เธอนำพวกเขามาที่ร้านนี้ ระหว่างนั้นเขาต้องส่งข้อความบอกอึนกวังให้บอกอาจารย์ให้เขาทีว่าเขากลับแล้ว แกจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง และใช่...บอกอาจารย์โจวด้วย เขาต้องโดนแกแซวอีกแน่เลยให้ตาย แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เขาจะมากังวลตอนนี้ เรื่องตรงหน้านี้นี่สิ...


“ครับ...ไม่ได้เจอกันนานครับ”


ซองแจตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงนิ่งเย็นที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาเหลือบมองหน้ามัน มันนิ่งเสียจนเขากลัว คุณมินฮยอกยิ้มรับน้อยๆ ก่อนหันมาทางเขา


“สวัสดีครับ คุณชางซอบ--”


“พี่ตามเขาเหรอครับ”


ไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยตอบซองแจก็ถามแทรกขึ้นมา น้ำเสียงมันเหมือนดูไม่พอใจหน้ามันยิ่งนิ่งทำให้มันดูน่ากลัวขึ้น แต่อีกฝ่ายถอนหายใจเบาๆก่อนยกยิ้มบางๆตอบกลับมาเช่นเคย


“พี่ขอโทษที่ทำแบบนั้น แต่ถ้ามันทำให้พี่เจอนาย พี่ก็ยอมทำ ถึงแม้มันจะทำให้นายไม่พอใจก็เถอะ”


“พี่ตามหาผมทำไมครับ”


“...นายก็รู้”


“...ไม่ครับ...ผมไม่กลับ”


รอยยิ้มสวยนั่นจางหายไป เจ้าตัวหลุบตามองลงที่มือตัวเองก่อนเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง


“ซองแจอ่า...เรายัง...เรายังรักษามันได้”


“ผมไม่แคร์มันแล้วครับ...ถ้าการรักษามันแค่จะทำให้ผมกลับไปใช้งานได้ ผมก็ไม่ขอหายดีกว่า”


“.......”


ซองแจตอบอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา ถ้าเขาไม่ได้คิดไปเอง เขาเห็นสายตาเจ็บปวดของคุณมินฮยอก แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น


เขารู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ตอนนี้มากๆ เป็นใครก็อึดอัดแหละ อยู่ดีๆก็มีคนที่รวยมากๆแล้วมาบอกว่าเป็นพี่ชายของเด็กในความดูแล แล้วตอนนี้ก็ต้องมานั่งประติดประต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก อะไรคือการกลับไป? อะไรคือใช้งาน?


“มันไม่ใช่อย่างนั้น...ซองแจ”


“มันเป็นแบบนั้นแหละครับ...พี่ไม่อยู่...พี่จะไปรู้อะไร...”


น้ำเสียงซองแจดูเจ็บปวด เขาหันไปมองคนข้างตัว มันไม่ได้มองหน้าคู่สนทนาด้วยซ้ำ คุณมินฮยอกเองก็ไม่พูดอะไรต่อเพียงมองคนตรงหน้านิ่ง ความเงียบเข้าครอบงำเขาที่ตอนนี้เป็นคนนอกยิ่งอึดอัดแต่ก็ไม่รู้จะทำตัวยังไง


“ถ้าไม่มีอะไรแล้วพวกผมขอตัว”


“....”


อยู่ๆซองแจก็ลุกขึ้นเขาเลยต้องลุกตาม ซองแจก้มหัวให้อีกฝ่ายอย่างมีมารยาทก่อนเดินออกจากร้านไป ทุกอย่างมันเร็วมากจนเขาตามแทบไม่ทัน รู้ตัวอีกทีก็ต้องกึ่งเดินกึ่งวิ่งตามมันออกไป


“ซองแจ!! รอก่อน รอฉันด้วย”


ซองแจหันมาก่อนทำหน้าตกใจเล็กน้อย มันหยุดยืนรอเขาให้วิ่งเข้าไปหา จะบ้าตายออกมาก่อนแค่ไม่กี่วิทำไมเดินไปเร็วจังเลยวะ พอถึงตัวเขาก็แกล้งตัดพ้อใส่มัน


“นายจะทิ้งฉันไว้หรือไง ให้ตายสิ”


“...อ่า...ขอโทษครับ”


“......”


มันตอบเข้าเสียงแผ่ว สายตาหลุบมองพื้นตลอดเวลา ปฏิกิริยาที่มันตอบกลับมาทำเขาใจหวิว มันดูหลงทางและสับสน เขาไม่ชอบเลย เขาจะทำยังไงกับเด็กหลงทางคนนี้ดี เขาใช้สองมือจับหน้ามันให้มองมาที่เขา สายตานั่นมองตรงมาที่เขานิ่งก่อนจะเปลี่ยนเป็นอ้อนวอนเหมือนเมื่อก่อน เหมือนทุกครั้งที่มันแพ้แล้วขอให้เขาช่วย


“ซองแจอ่า...มีอะไรก็บอกฉันเถอะ”


“......”


“ให้ฉันได้รู้เกี่ยวกับนายมากขึ้นเถอะนะ...ให้ฉันช่วยนายเถอะ”


ซองแจมองเขาอยู่นานก่อนจะยิ้มบางๆให้เขา มันพยักหน้าน้อยๆ ยกมือขึ้นมาทาบกับมือของเขาก่อนเอียงซบอย่างออดอ้อน มันตอบเขาเบาๆว่าตกลง ท่าทางมันน่าเอ็นดูจนเขาอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวไปจูบปลอบมัน ซองแจกอดเขาแน่นเขายอมให้มันกอดจนกว่าจะพอใจ มันละออกมามองหน้าเขาด้วยความมั่นใจมากขึ้น


“ผมจะเล่าให้พี่ฟังทุกอย่างเลย”

.

.

.

.

.


‘เขาเป็นพี่ชายผมจริงๆครับ’


มันเป็นประโยคแรกที่เขาได้ยินออกจากปากของซองแจ เขาได้รับรู้เรื่องนี้หลังจากที่พวกเขากลับไปที่คอนโดเขา ตามสัญญา ซองแจบอกจะเล่าให้เขาฟัง มันดูลำบากใจในตอนแรกที่จะเล่า เขาก็ไม่ได้คาดคั้นอะไร รอให้มันยอมพูดเอง มันบอกเขาด้วยประโยคนั้น อันที่จริงเขาก็พอที่จะเดาได้แต่พอมาได้รู้จริงๆจากปากเจ้าตัวก็อดประหลาดใจไม่ได้ พอมันบอกมาแบบนั้น คำถามก็เกิดขึ้นมากมายในหัวของเขา ทั้ง ‘เจ้าเด็กนี่ก็เป็นทายาทร้อยล้านน่ะสิ’ และ ‘แล้วทำไมมันถึงมาใช้ชีวิตแบบนี้’ ซองแจคงรับรู้ว่าเขาต้องเกิดคำถามแบบนี้ มันยิ้มบางๆให้เขาก็จะเริ่มเล่าด้วยนำเสียงผ่อนคลายมากขึ้น


ซองแจเล่าว่า มันเป็นลูกต่างแม่ของตระกูลอี พ่อของมันมีภรรยาสองคนคือแม่ของซองแจเองกับแม่ของคุณมินฮยอก แต่มันก็ไม่ได้มีเรื่องลูกเมียน้อยหรืออะไร ไม่ดราม่าเบอร์นั้น แม่ซองแจเสียตั้งแต่มันห้าขวบ แม่ของคุณมินฮยอกเลี้ยงมันอีกทีและเลี้ยงเหมือนลูกอีกคนเหมือนกัน แต่ที่มันเริ่มรู้สึกไม่อยากอยู่กับครอบครัวนั้นต่อไปเพราะช่วงที่มันเริ่มเข้าสู่ช่วงแสดงลักษณะ ผู้ใหญ่ในตระกูลมันก็เริ่มทำอะไรแปลกๆอย่างให้มันไปเจอโอเมก้าจากอีกตระกูล เริ่มพูดถึงเรื่องแต่งงาน ทั้งๆที่ตอนนั้นมันเพิ่งจะสิบสอง มันเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่เริ่มจับเขาขังอยู่กับโอเมก้าที่ฮีทอยู่สองคน แต่เพราะเรื่องนั้นถึงทำให้รู้ว่า มันเป็นภูมิแพ้


‘ตอนผมนอนอยู่บนเตียงโรงบาล ผมได้ยินผู้ใหญ่พูดกัน ว่าผมมันใช้ไม่ได้แล้ว...เขาบอกว่าอัลฟ่าที่แพ้โอเมก้าอย่างผมมันอยู่ไปก็ทำให้ตละกูลเสื่อมเสียเปล่าๆ...’


‘....’


‘ผมรู้สึกแย่มาก เหมือนว่าตัวเองมีค่าแค่นั้น แค่เอาไว้ทำพันธุ์แล้วสืบตระกูล...’


มันเล่าต่อว่าหลังจากนั้นคุณนายอีก็ส่งมันไปรักษาที่ต่างประเทศ แต่มันไม่ได้ผล เพราะไม่มีใครรักษาได้จริงๆ คุณนายอียืนยันที่จะให้เขารักษาต่อที่ต่างประเทศ แต่มันปฏิเสธและเริ่มคิดที่จะออกมาอยู่คนเดียว มันกลับจากต่างประเทศมาโดยไม่บอกใคร และเปลี่ยนนามสกุลกลับไปใช้ของแม่แท้ๆ แล้วก็ออกมาถาวร และใช้ชีวิตมาจนถึงปัจจุบัน


“ผมว่าผมมีค่ากว่านั้น ผมเลือกได้ที่ใช้ชีวิต ผมเลยตัดสินใจออกมาและไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับเรื่องแบบนั้นอีก”


“ทำไมนายไม่บอกใครเลย”


“ผมอยากจะทิ้งมันไว้ให้เป็นอดีตจริงๆ ไม่อยากพูดเกี่ยวกับมันอีก”


“แต่--”


“ผมมีชีวิตใหม่ที่ดี ผมได้เพื่อนดีคอยช่วยผมในหลายๆอย่าง ผมได้อาจารย์ดีเขาช่วยผมทุกอย่าง...และผมเจอพี่...พี่ให้ความสบายใจอย่างที่ผมไม่เคยมีมาก่อน”


“....”


“พี่ทำให้ผมเจอกับความรัก... ”


เขานิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะสะดุ้งขึ้นมาเมื่อรู้ว่าซองแจพูดว่าอะไร อีกฝ่ายยิ้มจริงใจให้เขา เขากระแอมเล็กน้อยแก้ประหม่า มันใช่เวลามาพูดอะไรแบบนี้ไหมเนี่ย กำลังพูดเรื่องซีเรียสอยู่แท้ๆ เขายกน้ำขึ้นมาจิบก่อนจะตั้งสติแล้วถามออกไปต่อ


“แล้วเรื่องที่คุณมินฮยอกตามหานายล่ะ”


“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม ผมก็ไม่ได้บอกเขาว่าจะไปอยู่ไหนหรือว่าจะทำอะไร...ที่จริงเขาก็พยายามจะติดต่อผมอยู่ แต่ผมเลี่ยงที่จะไม่คุยกับเขา”


“ทำไมล่ะ”


“ผม...ไม่พร้อมจะคุยกับเขา”


ซองแจหลบตาเขาตอนที่พูดถึงคุณมินฮยอกแต่เขาไม่ได้ถามมันต่อว่าเพราะอะไร ถ้ามันพร้อมก็คงเล่าให้เขาฟังเหมือนเคยนั่นแหละ เขาตบไหล่มันเบาๆเป็นเชิงให้กำลังใจ ซองแจยิ้มให้เขาก่อนโน้มตัวมาซบที่ไหล่เขา ส่วนมือมันก็เอื้อมมากอดเอวเขา มันจะทำแบบนี้ทุกครั้งที่อ้อนเขาเวลาอยากได้อะไร แต่คราวนี้มันคงไม่อยากได้อะไรหรอก คงแค่อยากอ้อนเขาเฉยๆ


สักพักเขาก็ได้ยินเสียงกรดกริ่งอย่างรัว ทั้งเขาก็ซองแจต่างสะดุ้งแล้วมองหน้ากันไม่ทันจะได้คิดอะไรก็ได้ยินเสียงตะโกนมาจากหน้าห้อง รู้เลยว่าเสียงใคร เขารีบเดินไปเปิดประตูให้เพราะกลัวว่าคนที่กำลังตะโกนเรียกมันจะพังเข้ามาเสียก่อน พอเขาเปิดประตูได้ปุ๊บร่างที่คุ้นเคยก็เดินผ่านเขาฟิ้ว เขามองหน้าคนที่มาด้วยก่อนเชิญให้เขามาในห้อง


“ซองแจ! มึงไปเจอพี่ชายมึงมาเหรอ! เป็นไงบ้าง ตกลงเขาเป็นพี่มึงจริงๆใช่ไหม แล้วถ้าเขาเป็นพี่มึงแสดงว่ามึงก็เป็นทายาดตระกูลอีอีกคนอ่ะดิ ตกลงที่มึงบอกกูว่าเคยรวยก็คืออย่างงี้เหรอ แล้วมึงออกมาทำไม ทำไมถึงมาอยู่แบบนี้ มึงมีปัญหาอะไร แล้วทำมึงถึงไม่เคยบอกพวกกูเรื่องพวกนี้เลย...”


พอเข้ามาได้ก็ตะโกนถามคำถามรัวๆตามฉบับของเจ้าตัว ตอนแรกๆก็เหมือนถามธรรมดาแต่พอประโยคหลังๆ มันเบาลง น้ำเสียงนั่นมีแต่ความเป็นห่วงและน้อยใจที่นานๆทีจะเห็นจากเด็กคนนี้ ซองแจดูเหมือนจะทำอะไรไม่ถูกตอนแรกแต่พอเห็นสายตาที่เป็นห่วงจากเพื่อนมันก็นิ่งไปก่อนจะค่อยๆคลี่ยิ้มออกมา


“กูขอโทษ”


พอซองแจพูดประโยคนั้นอิลฮุนก็พุ่งเข้ากอดอีกฝ่ายทันที ซองแจดูแปลกใจแต่ก็กอดตอบ เขายิ้มออกมาให้กับภาพที่เห็น แม้ว่าเจ้าเด็กอิลฮุนมันจะดูแข็งๆ แถมยังดุด่าซองแจบ่อยๆ แต่เขารู้แหละว่ามันก็เป็นอีกคนนึงที่เป็นห่วงซองแจพอๆกับเขา


“เฮ้ยๆ เกรงใจแฟนมันด้วย”


เขาหลุดหัวเราะออกมาตอนพีเนียลที่ยืนอยู่ข้างเขาพูดขึ้น ซองแจผละออกมาเล็กน้อยก่อนเรียกให้พีเนียลไปกอดด้วย สุดท้ายเด็กสามคนกอดกันกลม เป็นภาพที่น่าเอ็นดูไม่น้อย อิลฮุนเป็นคนแรกที่ผละออกมาเพราะอยู่ระหว่างกลางสองคนนั้นเลยโดนบีบอยู่ตรงกลาง ตลกตอนมันโวยวายว่าหายใจไม่ออก


“แล้วตกลงกูต้องเล่าให้ฟังอยู่ไหม”


“เล่า เพราะยังอยากรู้อยู่”


“อะไรก็ขวางความขี้เสือกของมึงไม่ได้เลยนะอิลฮุน”


“เออ ไม่เถียง”


แล้วเขาก็ปล่อยในเด็กสามคนนั่นคุยกัน แล้วก็ต้องเตรียมอาหารเลี้ยงเด็กสามคนด้วย พอพวกมันคุยกันเสร็จรับรู้ว่าซองแจเป็นใคร สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง เข้าใจกันดีแล้วก็ได้เวลาแยกย้าย แน่นอนว่ามีแค่สองคนที่กลับก็คืออิลฮุนกับพีเนียล และใช่ ซองแจอยู่กับเขาต่อ


“พี่ชางซอบ”


เขาหันไปมองเจ้าของเสียงที่ดังขึ้นด้านหลัง มันเดินมากอดด้านหลังเขา มันเอาหน้าซุกเข้ากับไหล่ของเขา เขาได้ยินเสียงมันสูดลมหายใจก่อนจะผ่อนออกมา เขาอดไม่ได้ที่จะหันไปหามันแล้วหอมแก้มมันเบาๆ ก่อนจะเลื่อนมาที่ริมฝีปากสวยแล้วจูบเบาๆ


“ขอบคุณมากเลย ที่อยู่ข้างผมตลอด”


“อืมทำไงได้ล่ะ...”


“???”


“ก็ฉันรักนายไปแล้ว”


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


บอกรักกันแล้ววววววววว ไฟนอลลี่


ใครกลัวว่ามันจะดราม่า มันจะไม่ดราม่านะ ตึงนิดๆแค่นั้นเอง


ใครกลับมาอ่านขอบคุณนะคะ ซีรี่ย์นี้ คงไม่เกินสิบห้าตอน และจะพยามให้จบภายในปีนี้ แล้วปีหน้าเรามีซีรีย์เรื่องใหม่จ้า ยังไงก็ขอให้ติดตามนะ


ขอบคุณมากค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #56 kawkawgd (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2561 / 01:39
    กรี๊ดดดดดด พิซอบบอกรักน้องแจแล้ววว แงงงงงง ในที่สุดดดด ฮืออออ เขินนนน คิดถึงเรื่องนี้มากเลยค่ะไรท์ มาต่อเร็วๆน้า เค้ารออยู่ 👍🏻😍
    #56
    0
  2. #55 กชกรร (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 / 06:50

    แม่!!!!!0//0เค้าบอกรักหันแล้วกรี้ดๆๆๆๆ!!!!

    #55
    0
  3. #54 btrkp (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 15:33
    ฮิ้ววว บอกรักกันเปิดเผยเลยนะแหมมม คิดถึงเรื่องนี้จังค่ะ ดีใจที่มาต่อ มาต่ออีกเร็วๆนะคะ อิอิ ชอบอ่านแจซอบโอเมก้าเวิร์ส ขอบคุณสำหรับฟิคนะคะ
    #54
    0
  4. #53 Dnoppy (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 12:15
    เขินนนนน
    #53
    0
  5. #52 ksykaw (จากตอนที่ 22)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 / 00:12
    พี่ซอบบอกรักซองแจแล้วววว แล้วซองแจล่ะฮะ รักอยู่แล้วแหละ บอกพี่เขาไปเลย ขอพี่เขาเลยนะ
    #52
    0