ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 20 : [Series] Omegaverse - Allergy (part 8) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 129
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    11 พ.ย. 61

Allergy 8



พี่ชาย…


คนๆนั้นน่ะเหรอ…


เขานึกย้อนไปถึงตอนที่เขาได้เจอกับคนๆหนึ่ง เขาจำหน้าอีกฝ่ายไม่ค่อยได้ด้วยซ้ำ แต่เขารู้ว่าอีกคนมีรอยยิ้มที่หน้ามองและให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ทำไมเขาไม่เอะใจเร็วกว่านี้ว่าความคุ้นเคยที่เขารู้สึก มันคล้ายกับซองแจทั้งหมด เขาไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะเขาเพ้อเจ้อหรือมันมีอะไรเกี่ยวข้องกับทางชีวภาพหรือเปล่า เขาลองถามอาจารย์โจวดูและก็ได้รับคำตอบกลับมา


‘แน่นอน ถ้ามีสายเลือดเดียวกันไม่แปลกที่จะมีลักษณะทางเคมีชีวภาพที่เหมือนกัน ก็เหมือนพี่น้องทั่วไปที่ลักษณะภายนอกจะคล้ายๆกัน ฟีโรโมนก็เหมือนกัน ก็จะคล้ายๆกัน อย่างแฝดก็จะเหมือนกันไปเลย’


ธรรมดากว่าที่เขาคิดแฮะ แต่คนนั้นไม่ได้มีหน้าตาหรืออะไรที่คล้ายกับซองแจขนาดนั้น มันเลยทำให้เขาไม่เอะใจตั้งแต่แรกที่เห็นหน้า แต่มันก็ประหลาดอยู่ดีที่เขารู้สึกคุ้นเคยกับคนๆนั้น จะว่าเป็นเพราะฟีโรโมนก็ไม่ใช่ เขาได้กลิ่นซะที่ไหนล่ะ


‘อาจารย์ครับ เป็นไปได้ไหมว่าเบต้าก็รับรู้ถึงฟีโรโมนของอัลฟ่าหรือโอเมก้า’


‘เรารับรู้ถึงฟีโรโมนของแต่ละคนอยู่แล้วเพียงแต่อัลฟ่ากับโอเมก้าเขาจะรับรู้ถึงกันได้มากกว่าเพราะพวกเขาถูกสร้างขึ้นมาให้คู่กัน’


‘อ่า...’


‘แต่ผมก็เคยได้ยินมาเหมือนกันว่า หากเบต้าได้ใกล้ชิดกับอัลฟ่าหรือเบต้าเป็นเวลานานๆเขาก็จะรู้เองว่ามันเป็นยังไง’


อาจารย์พูดแค่นั้นก็จะยิ้มแบบมีเลศนัยให้ เขาค่อยๆเบี่ยงตากลับไปทำงานของตัวเองต่อ แกถามเขากึ่งเล่นกึ่งจริงว่าย้ายมาเป็นศิษย์แกไหมเห็นหลังๆสนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ เขายิ้มแห้งๆปฏิเสธไปเหมือนเดิม แล้วก็ต้องมานั่งปลอบอาจารย์ชเวที่แพนิคเรื่องที่อาจารย์โจวจะฉกตัวเขาไปจริงๆ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงชอบแกล้งอาจารย์เขานักนะ แกล้งกันเหมือนเพื่อนสนิท...เหมือนเขากับซองแจ...


แต่เขาก็ไม่ค่อยได้รู้เรื่องเกี่ยวกับอีกฝ่ายมากเท่าไหร่ ไม่สิ...แค่เรื่องอดีตของซองแจต่างหากที่เขาไม่ค่อยรู้


ไม่ใช่ว่าไม่อยากรู้นะแต่เพราะมันไม่เคยพูดถึงเลยสักครั้ง เขาก็เลยไม่รู้ว่าจะถามยังไง มีบางครั้งที่เขาคุยกับเพื่อนๆมัน สองคนนั้นก็ไม่ได้บอกอะไรมาก บอกแค่มันมาจากตระกูลดีๆจริง แต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดก็ให้ไปถามกับเจ้าตัวเอง ซึ่ง...เขาเปิดประเด็นเองไม่ได้ อีกอย่าง เขารู้สึกว่าที่มันไม่พูดถึงครอบครัว เพราะมันต้องมีปัญหาอะไรบางอย่างแน่ๆ เขาไม่อยากพูดกับมันในเรื่องที่มันไม่สบายใจ ไม่ชอบเห็นมันทุกข์ เห็นแล้วปวดใจ


แต่เพราะเรื่องเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนั่นแหละ พอมันพูดถึงพี่ชายเขาก็งงๆ มันทำหน้าเหมือนอยากจะพูดอะไรต่อแต่ก็ไม่ได้พูด มันหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนจะกลับมายิ้มให้เขาเหมือนเดิม


‘พี่กอดปลาคาร์ฟให้หน่อยสิ ผมอยากให้กลิ่นพี่ติด’


มันยื่นมาให้เขาพร้อมรอยยิ้มอ้อนอย่างเคย เขาก็รับมากอดตามที่มันบอก ทำให้เขาที่อยากจะถามเรื่องนี้ก็กลายเป็นว่าพับเก็บไปเหมือนเดิม วันต่อมามันก็ทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น และไม่พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้นอีกเลย


มันเลยทำให้เขาคิดว่า เขาควรที่จะถามมันในเรื่องนี้ดู อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่ามันมีปัญหาอะไร ถ้ามีอะไรที่พอจะช่วยได้ก็จะทำ


เขาเดินลงมาที่ล่างตึก มองหาคนที่กำลังรอเขาอยู่ แน่นอนว่าหาไม่ยาก เด่นขนาดนี้ ซองแจยิ้มกว้างให้เขาก่อนจะเดินมาหาเขาทันที


“พี่เสร็จงานแล้วเหรอครับ หรือว่าจะกลับไปทำแลปอยู่”


“ไม่หรอก ฉันเสร็จแล้ว”


ซองแจยิ้มรับก่อนออกเดินไปพร้อมเขา มันเริ่มเล่าเรื่องที่ไปเจอมาวันนี้อย่างเคย มันเป็นคนพูดเก่ง ชอบสรรหาเรื่องมาเล่าให้เขาฟัง ซึ่งเขาก็ชอบฟังมัน เขาได้รู้เรื่องเกี่ยวกับมันเยอะ แต่แค่เรื่องเดียวที่เขาไม่รู้...


เขา...จะถามได้ไหมนะ


“ซองแจอ่า...”


“ครับ?”


เขาหยุดพลางหันไปหามัน อีกฝ่ายมองเขาอย่างตั้งใจ ดวงตาสดใสกับรอยยิ้มบางๆนั่น...ตอนที่อยู่ดีๆรอยยิ้มนั่นหายไปพร้อมกับสายตาเป็นกังวน มันทำให้เขาปวดใจอยู่ไม่น้อย


“...ไม่มีอะไร”


เขาไม่อยากเห็นมันเป็นแบบนั้นอีก…


เราไปกินเข้าด้วยกัน พอเสร็จเขาก็ไปส่งซองแจเหมือนเดิม เราคุยกันสักพักก็แยกกัน เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมทุกครั้งที่มาส่งมันต้องประจวบเหมาะกับเวลาที่อิลฮุนกับพีเนียลกลับหอด้วย เด็กนี่ก็เก่งเหลือเกิน แซวได้ทุกครั้งที่เจอ อย่าเรียกว่าแซวดีกว่า ให้เรียกว่าแซะ และมันแทบจะไม่ซ้ำกันเลยด้วย ความคิดสร้างสรรค์ดีจริงๆ ส่วนคำแซะของวันนี้เป็น


‘ไม่เอาสินสอดมาขอผมแล้วย้ายไปอยู่ด้วยกันเลยล่ะครับ ผมเบื่อที่จะมาเจอเวลายืนคุยกันงุ้งงิ้งละ’


แล้วซองแจก็หันมาทำตาเป็นประกายแล้วถามเขาว่า


‘นั่นน่ะสิครับ เมื่อไหร่จะมาขอ อิลฮุนคิดค่าสินสอดไม่แพงหรอก’


เอิ่ม...บางทีก็ไม่ต้องเห็นดีเห็นงามกับเพื่อนตัวเองทุกอย่างก็ได้นะ อีกอย่าง ถ้าต้องไปขอกับอิลฮุน เขาคงต้องขายตับขายไต ขายทุกอย่างถึงจะมีเงินไปขอกับอิลฮุน เขาออกมาหลังจากที่โดนซองแจจับหอมแก้มโดยมีเสียงแซะอย่างรำคาญของอุลฮุนตามหลังมา


เขากลับถึงคอนโดก็ควักโทรศัพท์มาพิมพ์บอกซองแจว่าเขากลับมาถึงแล้ว เขาก็ไม่รู้ว่ามันเริ่มเมื่อไหร่ที่ต้องทำแบบนี้ตลอด แต่เขาจำได้ว่าครั้งนึงเขาเผลอหลับไปตอนกลับมาถึงห้องแล้วไม่ได้บอกเจ้าตัว คืนนั้นเขาต้องตื่นมาประมาณตีสองเพราะกริ่งหน้าห้องดังไม่หยุด พอเขาเปิดประตู ซองแจโผเข้ากอดเขาทันที ไม่พูดไม่จา เขาเหลือบไปมองข้างหลังซองแจเจออิลฮุนทำหน้าหงุดหงิดหัวยุ่งในชุดนอนกอดอกยืนมองเขาอยู่


‘ผมขออย่างเลยนะ บอกมันทุกครั้ง ทุกครั้ง!!! ว่ากลับถึงห้องแล้ว’


แล้วเจ้าตัวก็เดินหงุดหงิดกลับไป ทิ้งซองแจไว้ให้เขา คืนนั้นมันขอนอนเตียงกับเขา พอกอดเขาได้มันก็หลับไปเลย ตื่นขึ้นมาถามถึงได้มาถ้ามว่าเมื่อคืนเป็นอะไร ก็ได้ความว่ามันเป็นห่วงเขามากนอนไม่หลับ เลยปลุกอิลฮุนให้มาส่ง โดนด่าตลอดทางเลย


‘ผมเป็นห่วงพี่มาก พี่ไม่ตอบข้อความผมเลย โทรไปก็ไม่รับ ผมก็รู้นะว่าพี่อาจจะหลับไปหรืออะไร แต่ผมก็อดเป็นห่วงพี่ไม่ได้’


จบด้วยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ และมองเขาด้วยสายตาที่เขาอดไม่ได้ที่จะกอดปลอบมันทั้งที่มันก็ไม่ได้ร้องไห้อะไร ตั้งแต่ตอนนั้น เขาก็ไม่เคยพลาดที่จะบอกมันเลยว่าเขากลับถึงคอนโดอย่างปลอดภัย เขาส่งข้อความไปอย่างเคยว่าถึงแล้วนะ และมันก็ตอบกลับมาแทบจะทันทีว่าดีแล้ว เขาเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋าก่อนจะเดินเข้าอาคารแต่ก็นึกได้ว่าสบู่หมดแล้ว เลยต้องเดินกลับออกไปใหม่ ทำไมขี้ลืมงี้น้า แทนที่จะได้กลับห้องไปนอนอุ่นสบายอยู่บนเตียง ยังต้องกลับออกไปอีก ดีว่ามีร้านสะดวกซื้ออยู่ใกล้ๆเลยไม่ต้องขับรถไป


เขาเดินไปตามทางอย่างเคย เดินเข้าไปซื้อของแล้วกลับไปที่คอนโดทันที ก็ไม่ได้รีบหรอก พอดีรู้สึกผิดหน่อยๆที่บอกซองแจว่าถึงคอนโดแล้วแต่ดันออกมาอีกรอบ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ บางทีเขาก็งงตัวเองเหมือนกัน โทรศัพท์สั่นพอดีกับที่เขาเปิดประตูออกมาจากร้าน และเหมือนเคย เขาไม่ระวังจนไปชนกับคนที่เดินผ่านมา


“อ๊ะ! ขอโทษครับๆ ผมไม่ระวังเอง”


“เจอกันแบบนี้อีกแล้วนะครับ”


เขาชะงักไปกับประโยคนั้น ไม่ใช่ว่าเขาจำเสียงได้ แต่เป็นเพราะความรู้สึกคุ้นเคยที่มาจากอีกฝ่ายนั่นต่างหาก เขาจำได้ ความรู้สึกคุ้นเคยที่แตกต่างนี้


“เหมือนว่าคุณจะจำผมได้นะครับ”


ปากสวยนั่นคลี่ยิ้มให้เขา ไฝที่มุมปากนั่นทำให้รอยยิ้มเจ้าตัวยิ่งหน้ามอง เขาจำได้ ใช่...ยิ่งความรู้สึกที่คุ้นเคยนี้ เขาจำได้


“อาจจะกะทันหันไปหน่อย แต่ผมอยากคุยกับคุณ...เกี่ยวกับซองแจ น้องชายของผม”


+++++++++++++++++++++++++


“เฮ้ย...ชางซอบ มีไร ว่ามา”


“เปล่าหนิ ไม่มีอะไร”


“ถ้าไม่มีไรแล้วมานัดกูแดกข้าวทำไม ”


“เพื่อนกันนัดกันแดกข้าวไม่ได้เหรอ”


“เพื่อนปกติน่ะได้ แต่เพื่อนแบบมึงน่ะ เพื่อนที่คบกันมาจะสิบปีแต่แม่งไม่เคยเอ่ยปากชวนก่อนอย่างมึงน่ะ เป็นมึงจะไม่เอะใจสักนิดเลยเรอะ”


อึนกวังว่าพลางทำตาโตใส่เขา เขาถอนหายใจแล้วยักไหล่ใส่มัน อันที่จริงก็ตามนั้นแหละ ตามที่มันพูด เขามีอะไรอยากจะปรึกษามัน ก็ไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องที่เขาไปเจอพี่ชายของซองแจมานั่นแหละ


‘ผมเป็นพี่ชายของซองแจ ผมอยากคุยเรื่องเขา’


‘...คุณรู้ได้ยังไงว่าผมรู้จักกับซองแจ’


‘คุณมีกลิ่นของเขาอยู่เต็มไปหมด’


กลิ่นงั้นเหรอ…


แสดงว่าไม่โอเมก้าก็อัลฟ่าสินะ เขาไล่สายตาสำรวจคนตรงหน้าไวๆเพื่อยืนยันสิ่งที่เขาคิด แต่ไม่เจอสัญลักษณ์อะไรที่บ่งบอกว่าคนๆนี้เป็นโอเมก้า…


แสดงว่าเป็นอัลฟ่า...


‘ผมเป็นอัลฟ่าครับ’


‘เอ่อ...ผมไม่ได้ตั้งใจจะสำรวจคุณ’


‘ฮ่ะๆ ไม่เป็นไรครับ ผม...ชินแล้ว รูปลักษณ์ภายนอกผมคงไม่เหมือนอัลฟ่าเท่าไหร่’


คนตรงหน้าพูดสบายๆแต่เขารู้สึกว่าเจ้าตัวจะไม่พอใจที่ตัวเองโดนเข้าใจผิดอยู่เสมอ เขาเข้าใจนะเกี่ยวกับเรื่องนี้


อัลฟ่าและโอเมก้าสามารถแยกลวกๆโดยดูจากลักษณะภายนอก ตั้งแต่เมื่อก่อนอัลฟ่ามักจะมีรูปร่างสูงใหญ่ที่จะต่างจากคนธรรมดาทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนโอเมก้า ผู้ชายจะมีรูปร่างเล็กกว่าปกติ บางทีแยกจากหน้าตาได้ อย่างถ้าเจอผู้หญิงตัวสูงๆหน้าคมๆสวยๆ พวกเธอมักจะเป็นอัลฟ่า เจอผู้ชายตัวเล็กๆหน้าตาน่ารักมักจะเป็นโอเมก้า แต่ทฤษฎีนี้มันก็ใช้ไม่ค่อยได้แล้วในปัจจุบัน เขาก็พยามเลิกการแยกแบบนี้เหมือนกัน เพราะหลายครั้งมันก็ใช้ไม่ได้ ยิ่งหลังๆมานี่ยิ่งใช้ไม่ได้เลย


‘ว่าไงครับ...คุณอีชางซอบ’


‘คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง’


อีกคนไม่ได้ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มบางๆให้เขา มือเรียวนั่นล้วงเข้าไปในเสื้อสูทสีดำที่อยู่ใต้โค้ท ก่อนส่งกระดาษสีเหลี่ยมสีดำที่มีชื่อของเจ้าตัวอยู่บนนั้น


อีมินฮยอก


‘ผมต้องไปแล้ว ผมคาดหวังว่าเราจะได้เจอกันอีก’


เจ้าตัวโค้งน้อยๆให้เขา แล้วเดินออกไปเลย ทิ้งเขายืนงงๆเดินกลับคอนโดแบบงงๆ กว่าจะมานึกได้ว่าการที่คนที่ไม่รู้จักอยู่ๆก็มาเรียกชื่อกันแบบนี้มันน่ากลัว นี่เขาต้องโดนสืบอยู่แน่ๆเลย เขาเอาชื่อบริษัทที่อยู่บนนามบัตรนั่นมาค้นหาว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร ก็พบว่า คุณอีมินฮยอกคนนี้เป็นทายาทของธุรกิจในเครือของ LXE ที่ทำธุรกิจหลายด้านไม่ว่าจะเป็นอุตสหกรรมทั้งเทคโนโลยีและอาหาร หรือจะเป็นธุรกิจการนำเข้าส่งออก และเป็นผู้จัดทุนวิจัยหลักให้กับสถาบันต่างๆ ทั้งของรัฐและเอกชน และธุรกิจปลีกย่อยอื่นๆที่เครือ LXE เป็นผู้อำนวยการ


นี่...มันจะรวยไปแล้วนะ…


แล้วถ้าซองแจเป็นน้องชายของคนๆนี้จริงๆ


แสดงว่าเด็กนี่...มันต้อง…


“เฮ้อ….”


“ตกลงมีอะไรจริงๆใช่ไหม”


“อือ”


“อ่ะ...เล่ามา”


“คือ--”


“แปบ กูรับโทรศัพท์ก่อน”


เขาทำหน้าเบื่อหนายใส่เพื่อนก่อนตักข้าวเข้าปากคำใหญ่ มันคุยอะไรก็ไม่รู้แค่สองสามคำ แล้วก็วางไป พอเขาจะเริ่มเล่ามันก็ทำมือว่าอย่าเพิ่งพูด สักพักก็มีคนสองคนที่เขาโคตรจะคุ้นเคยเดินมา


“อ่าว พี่ชางซอบ มาทำอะไรเนี่ย”


เขาสิต้องถาม…


“นี่เบื่อคู่ตัวเองแล้วเหรอ ถึงมาเข้าชมรมคนเบื่อแจซอบเนี่ย”


เขาเงยหน้ามองสองคนที่มาใหม่ มันเดินมายืนอยู่หลังอึนกวังแล้วทำมือไล่ให้มานั่งข้างเขา เพื่อนเขาก็ลุกมาแบบงงๆ พอสองคนนั้นนั่งได้ก็ถามคำกวนตีนใส่เขาเลย อดไม่ได้ที่จะถามกลับ


“นี่ถามจริง มันมีชมรมนี่จริงๆน่ะเหรอ”


“มันจะไปมีได้ไงล่ะครับ แต่เรื่องหมั่นไส้คู่แจซอบนี่มีจริง ว่าแต่ พี่มาทำไมเนี่ย”


“ฉันดิต้องถามว่าพวกนายมาทำไม”


“ผมเอาเอกสารมาให้พี่อึนกวัง ของอาจารย์ที่ปรึกษาผม พอดีมีโปรเจคร่วมกัน”


พีเนียลตอบ เขาหันไปหาอึนกวัง บางทีมันก็กว้างขวางไปนะคนนี้ อึนกวังหันมายิ้มให้เขาแล้วบอกธุระของเขาไปโดยไม่บอกถามเขาสักคำว่าอยากเก็บเป็นความลับไหม


“ชางซอบจะมาปรึกษาฉัน”


“เรื่องซองแจเหรอ?”


“รู้ได้ไง!?”


“เดา”


ชิบ...กูพลาดเอง อิลฮุนตอบก่อนทำหน้าเหมือนคนชนะ มันกอดอกแล้วเลิกคิ้วเชิงรอฟังอยู่ และเหมือนจะออกแนวบังคับด้วยว่าให้คายออกมา เขาถอนหายใจอีกครั้งก่อนเริ่มเล่า


“พวกนายรู้เรื่องเกี่ยวครอบครัวซองแจบ้างไหม”


“ผมบอกพี่แล้วไง ถ้าอยากรู้ให้ไปถามเจ้าตัวเอง--”


“ฉันเจอคนที่บอกว่าตัวเองเป็นพี่ชายของซองแจ”


“พี่ชาย?”


น้ำเสียงประหลาดใจนั่นทำให้เขาแปลกใจไปด้วย เขามองตาเด็กทั้งสอง และมันก็แสดงออกชัดเจนว่าพวกมันไม่รู้เรื่องจริงๆ อิลฮุนกับเพียลมองตากันก่อนเป็นฝ่ายอิลฮุนที่หันมาพูดกับเขา


“อันที่จริงแล้วเรื่องที่พวกผมรู้เกี่ยวกับครอบครัวมันก็มีไม่เยอะเท่าไหร่...”


อิลฮุนเล่าว่าที่รู้ว่าซองแจมาจากตระกูลดีๆเพราะสมัยเข้ามาเรียนมัธยมแรกๆซองแจดูจะทำอะไรที่มันธรรมดาไม่เป็น เช่นงานบ้าน พอสอนมันใช้เครื่องซักผ้าที่หอได้มันก็ดีใจใหญ่บอกว่าไม่ต้องเปลืองเอาไปร้านซักรีด และบางทีตอนไปพบผู้ใหญ่ที่มาโรงเรียนมาให้ทุน มันก็ใช้คำพูดคำจาที่เหมือนถูกฝึกมาอย่างดี กริยาท่าทาง ว่ากันตามภาษาชาวบ้านก็คือเป็น ‘ผู้ดี’ จนทนไม่ไหวด้วยความอยากรู้ว่าเลยถามก็ได้คำตอบกลับมาว่า


‘เคยรวย ตอนนี้ไม่ละ’


และพอถามถึงพ่อแม่มันก็ตอบกลับมาสั้นๆอีกว่า


‘แม่เสียแล้ว เหลือแต่พ่อ’


ถึงจะบอกอย่างนั้นแต่ก็ไม่เคยเห็นพ่อมันเลยสักครั้ง สักครั้งที่ว่าคือไม่มีเลย แม้แต่จะคุยโทรศัพท์กัน ไม่กลับบ้านวันหยุดจนต้องผลัดกันเอากลับบ้านกับพีเนียล


“ผมก็ยังสงสัยมาจนถึงปัจจุบันนี้แหละ มันบอกพวกผมแค่นั้น แค่นั้นจริงๆพี่ ส่วนเรื่องพี่ชาย พวกผมไม่เคยรู้จริงๆ”


“.....”


“แล้วตกลงคนที่มาอ้างว่าเป็นพี่ชายซองแจเขาเป็นใครอ่ะ”


“อีมินฮยอก ทายาท LXE”


“ห๊ะ!!!!!!!!!!”


เขาทำหน้าเบลอตอนสามคนพร้อมใจกันตะโกนใส่เขา หูวิ้งไปแปบนึงเลยล่ะ เขาเอานามบัตรที่ได้มาให้พวกมันดู อิลฮุนรับไปมองซ้ายมองขวาลูบๆคลำๆแล้วทำหน้าช๊อคและพูดพึมพัมว่า ของจริงว่ะ


“มึงรู้ได้ไงวะ”


“กูไปเดินเอกสารให้อาจารย์ มันเคยมีนามบัตรนี้แนบอยู่ มึงก็รู้ว่ากูขี้เสือก กูก็เอาไปถามอาจารย์ว่าของจริงไหม อ.ก็บอกจริง เขามาให้ทุนและจะมาเป็นเจ้าภาพให้กับงานวิชาการร่วมระหว่างมหาลัยเนี่ย ที่กูกับมึงต้องไปแข่งหุ่นยนต์อ่ะ”


“งานวิชาการ...ที่จะมีอาทิตย์หน้าอ่ะนะ”


“ครับ...เฮ้ย!!! ที่ซองแจก็ไปตอบคำถามหรือเปล่าวะ”


ใช่...งานเดียวกันเลย


“เช็ดโด้ววววววววววว”พีเนียลถึงกับปิดปากอุทาน


“เห้ยไม่มั้งอิลฮุน พี่ว่าเขาแม่งเป็นแค่ผู้ให้ทุนป่าววะ เขาไม่มาเดินในงานหรอก”อึนกวังเสริม


“แต่ก็ไม่แน่ไงครับ เราต้องบอกซองแจไหม-- เดี๋ยวนะ... นี่ซองแจรู้เรื่องที่พี่ไปเจอคุณมินฮยอกมาหรือยัง”


สายตาทุกคู่หันมาหาเขา เขาสบสายตาทุกคู่ก่อนหลบมันทั้งหมดแล้วตอบกลับเสียงอ่อยๆไป


“ยัง...ยังไม่ได้คุย”


“พี่จะบ้าเรอะ!!! เรื่องขนาดนี้ทำไมพี่ไม่คุย!”


“ก็...ก็มันแปลกๆอ่ะ ฉันยังไม่เคยคุยเรื่องพวกนี้กับซองแจเลย เรื่องครอบครัวอะไรพวกนี้ก็รู้จากพวกนายหมด อีกอย่าง...ฉันรู้สึกว่าซองแจไม่อยากจะพูดถึงมัน ฉันไม่อยากทำให้มันไม่สบายใจ”


ทั้งกลุ่มเราเงียบลง ทุกคนทำหน้าครุ่นคิด พีเนียลพยักหน้าเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด ส่วนอึนกวังก็ถอนหายใจยาวออกมา เหลือคนสุดท้ายที่ยังคงนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ อิลฮุนถอนหายใจก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“ผมว่า…มันคงถึงเวลาคุยเรื่องนี้กับซองแจแล้วล่ะ”


“แล้วตอนนี้พี่เป็นคนที่ซองแจเปิดใจด้วยมากที่สุด ผมยกให้เป็นหน้าที่พี่แล้วกัน”


เขาก็ไม่รู้ว่าจะทำตามที่น้องๆคาดหวังได้ไหม…


++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


หายไปนาน มาพร้อมกับเนื้อเรื่องที่จะปวดตับไหม ก็ไม่รู้


ใครกลับมาอ่านก็ขอบคุณมากค่ะ


ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #50 ksykaw (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 16:18
    แจกับพี่มินจะมีเรื่องอะไรมั้ยเนี่ยยย
    #50
    0
  2. #48 kawkawgd (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2561 / 00:59
    รอเรื่องนี้อยู่ตลอดเลยค่ะะะ เรื่องครี่งแรกละมุนมากกกก ชอบมากเขินมากก ชอบที่น้องเป็นห่วงพี่จนต้องปลุกอิลฮุนให้เดินมาส่งอะ ทั้งสงสารอิลฮุนทั้งเขิน 55555
    แต่ครึ่งหลังเริ่มส่อเเววตึงเครียดแว้วววว

    รอตอนต่อไปนะคะะ
    #48
    0
  3. #46 Dnoppy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 11:26
    ชอบเรื่องนี้ม้ากกก รอไรท์นะะะะ
    #46
    0
  4. #45 btrkp (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2561 / 11:00
    ไม่นะ จะเข้าช่วงดราม่าแล้วหรอ รู้สึกยังไม่พร้อม555 แต่มินซอบครือแบร่บ กร๊าวใจมากเลยค่ะฮรืออออ
    #45
    0
  5. #44 Smile_Eeyore (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 17:49
    ยังอ่านอยู่ค่าาา รอเสมออออ
    #44
    0
  6. #43 Takurun[-.,-] (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2561 / 17:01
    สนุกมากเลยค่ะ ลุ้นสุดๆ มาต่อไวๆนะคะ อยากอ่านต่อมากๆเลยค่าาาาา~
    #43
    0