ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 12 : [Series] Omegaverse - Allergy (part 3) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 130
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    8 ต.ค. 61

Allergy 3


แล้วชีวิตที่ต้องผูกติดกับเด็กอัลฟ่ายักษ์ก็เริ่มขึ้น เอาจริงๆก็ไม่มีอะไรที่หนักหนามาก มันก็เหมือนชีวิตประจำวันปกติของเขาที่ผ่านมา จะมีเพิ่มเติมขึ้นมาคือ ตอนเที่ยงเจ้าเด็กนี่จะมาอยู่ที่หน้าห้องพักผู้ช่วย ยืนยิ้มให้เขา แล้วชวนเขาออกไปกินข้าว ทุกเย็นวันศุกร์เขาต้องไปรายงานให้อาจารย์โจวฟังว่าอาทิตย์ที่ผ่านมาเวลาอยู่กับซองแจเป็นยังไงบ้าง บางทีแกก็ไม่ถามเกี่ยวกับซองแจ แต่ถามเกี่ยวกับงานโปรเจคที่เขาทำแล้วก็พูดหยอกประมาณว่า


‘ผมสนใจคุณนะ ถ้าไม่ติดว่าถ้าเอาคุณไป ชีวอนต้องงอนผมแน่ๆ’


แกว่างั้นก่อนหัวเราะชอบใจแบบตัวร้ายในหนัง เขาเอาไปเล่าให้อาจารย์ที่ปรึกษาฟัง แกก็ทำหน้าเหยเกแล้วตอบกลับมาว่า


‘ดีแล้วที่คยูฮยอนไม่ได้อยากได้คุณจริงๆ ไม่งั้นไม่ว่ายังไงผมก็ต้องให้คุณไป’


ถึงเขาจะงงๆกับความสัมพันธ์ของทั้งสองคนนี้ แต่เขาก็โล่งใจที่เขายังได้อยู่กับอาจารย์ชเวของเขา รู้สึกได้เลยว่าถ้าได้ไปอยู่กับอีกคนเขาต้องทำงานหนักกว่าที่เป็นอยู่แน่ๆและอาจจะเกิดเรื่องแปลกๆกับเขาก็เป็นได้


ชีวิตเขามีหน้าที่เพิ่มมาอีกอย่างคือบางทีเวลาที่เด็กซองแจจะไปกินเหล้าเพราะกิจกรรม เขาก็ต้องไปกับมัน ด้วยเหตุผลที่ว่ากลัวจะเป็นเหมือนคราวก่อนอีก ดีว่าส่วนใหญ่มันพยายามปฏิเสธแต่ถ้าไม่ได้จริงๆมันก็จะโทรมาทำเสียงอ้อนใส่เขาแล้วเขาก็จะใจอ่อนไปกับมัน


เบื่อตัวเองจริงๆ…


เพิ่งมารู้จริงๆจังๆนี่แหละว่าเป็นคนใจอ่อน เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครมาอ้อนมาทำอะไรแบบนี้ แต่พอมีซองแจเข้ามาแล้วเริ่มขอนู่นขอนี่ ถ้าเขาไม่ให้มันก็เริ่มใช้ไม้ตายลูกอ้อนใส่เขา มันอยู่เป็นจริงๆไอ้เด็กนี่


ตอนนี้เขานั่งอยู่กับชมรมที่ยกกันมานั่งร้านประจำข้างแม่น้ำที่ชมรมของเขามักจะมาทำกิจกรรมตกปลากันบ่อยๆ เขาเข้าชมรมนี้เพราะมันไม่ต้องขยับร่างกาย แถมยังแค่นั่งเบื่อๆรอปลากินเบ็ด วันนี้อึนกวังก็มาด้วย ทั้งๆที่ตัวเองอยู่ชมรมฟุตบอล...ไม่สิ อึนกวังแทบจะเป็นคนของทุกชมรม ด้วยความที่อัธยาศัยดี มีน้ำใจ ช่วยเหลืองานคณะต่างๆทุกคนเลยรู้จักอึนกวัง ต่างจากเขาที่ชอบอยู่เงียบๆเรียนเรื่อยๆเสียมากกว่า ที่เราสนิทกันเพราะเราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่มัธยมต่างหาก โชคดีแล้วที่เขามีอึนกวัง ไม่งั้นคงได้เป็นผีลอยไปลอยมาไม่มีคนรู้จัก


“วันดีนะเนี่ย นานๆทีกว่าจะเห็นมึงออกมากับชมรม”


“เออ นานๆทีไง”


เขาว่าแค่นั้น แต่เหตุผลจริงๆที่มาคือมาเฝ้าเด็กอัลฟ่าที่กำลังนั่งพูดคุยสนุกสนานกับรุ่นพี่ที่ชอบเรื่องตกปลาต่างหาก บางทีมันก็ต้องหันมาชนรุ่นพี่ผู้หญิงที่เข้ามาวนเวียนพูดคุยด้วย แต่เจ้าตัวเพียงถามคำตอบคำ ทำเอาเขาหลุดหัวเราะเมื่อเพื่อนๆผู้หญิงทำหน้าผิดหวังกลับมา


“แล้วไปรู้จักเด็กอัลฟ่านั่นได้ยังไงน่ะ”


“เรื่องมันยาว”


“แปลว่าจะไม่เล่า?”


“ฉลาดหนิ”


อึนกวังทำหน้ามุ่ยใส่ เขายิ้มขำตลกใส่มัน อึนกวังบอกฝากไว้ก่อน แล้วออกเดินสายทักทายทั้งรุ่นน้องทั้งพี่บัณฑิตที่มากินด้วย


เขานั่งจิบไปเรื่อยๆมองวิวแม่น้ำไป มันสวยดี อันที่จริงเขาก็น่าจะออกมาบ่อยกว่านี้ชมรมเราเป็นชมรมเล็กๆ รวมทุกชั้นปีมีกันไม่ถึงยี่สิบคน บรรยากาศมันก็เลยอบอุ่น ปีหนึ่งปีนี้ก็เข้าเพิ่มมาสามคนเอง หนึ่งในนั้นก็มีซองแจนั่นแหละ พูดถึงซองแจเขาหันกลับไปมองเจ้าเด็กนั่น เราสบตากันพอดี เขายิ้มให้มัน ซองแจทำหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนจะยิ้มกว้างกลับมาให้เขา มันหันไปคุยอะไรไม่รู้กับรุ่นพี่ของมันแล้วลุกเดินมาทางเขา


“ไม่คุยต่ออ่ะ”


“พักก่อนครับ ผมมึนหัว”


“เมา?”ไม่น่าใช่ เขาไม่ค่อยเห็นมันแตะแก้วด้วยซ้ำ(มัวแต่คุยไง)


“เปล่าครับ ผมนั่งข้างรุ่นพี่คนนั้น”


เขาหันมองตามแล้วก็ร้องอ๋อขึ้นมา เธอเป็นโอเมก้า น่าจะปีสาม เขาก็ได้คุยกันอยู่ไม่กี่ครั้งหรอกที่จริงเขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าเธอเป็นโอเมก้า แต่ที่เขารู้ เพราะเขาดูจากกำไลที่เธอใส่


โอเมก้าจะมีสัญลักษณ์ติดตัวเสมอเป็นการบอกว่า ‘ฉันคือโอเมก้านะ’ สัญลักษณ์นั่นจะได้มาเมื่อผ่านการตรวจเพศลักษณ์หรือก็คือการตรวจว่าเป็นอัลฟ่า เบต้าหรือโอเมก้า เราจะได้รับการตรวจตอนอายุ 12 แต่บางคนก็เร็วกว่านั้น แล้วแต่ว่าการแสดงลักษณะของเพศลักษณ์จะออกมาตอนไหน แต่ส่วนใหญ่ก็รู้หลังการตรวจตอนอายุ 12 นั่นแหละ สัญลักษณ์ที่ได้มาเราจะเอาไปทำเป็นเครื่องประดับอะไรก็ได้ แต่มีกฎหมายคือต้องใส่ตลอด มันก็ดีที่มันทำให้รู้ว่าคนนี้เป็นโอเมก้านะ ต้องปฏิบัติตัวกับอีกฝ่ายยังไง แต่มันจะไม่ดีเพราะเป็นการป่าวประกาศว่าเป็นโอเมก้านี่แหละ คนบางพวกมันก็ยังมีความคิดว่าโอเมก้ายังเป็นอะไรที่ยังกดขี่ข่มเหงได้


ส่วนตัวเขาไม่มีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่ามันดีหรือไม่ดี แต่ถ้ามันทำให้พวกโอเมก้าปลอดภัยก็ถือว่าโอเค


ส่วนอัลฟ่าไม่มีสัญญาลักษณ์อะไร เพราะยังไงอัลฟ่าโอเมก้าก็รับรู้กันเองได้อยู่แล้ว จะปฏิบัติตัวต่อกันยังไงก็แล้วแต่จะทำ จะเลี่ยงหรือเข้าหาก็ตามนั่น แต่ที่โอเมก้าต้องมีก็เพื่อให้เบต้าทั่วไปเข้าไปช่วยเหลือได้ถูกวิธีหากเกิดอะไรขึ้น


ซองแจขยับมาใกล้ก่อนจะซบลงกับไหล่ของเขา ตอนแรกว่าจะหันไปด่าแต่พอได้ยินมันถอนหายใจไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนนี้จะด่าก็เพราะมันขยับเข้ามาใกล้คอเขานั่นแหละ


“เฮ้ยๆ ใกล้ไปๆไอ้เด็กนี่”


“กลิ่นของพี่เขาแรงมากเลย ได้กลิ่นมาถึงนี่เลยครับ”


มันว่าทำเสียงอ่อย แต่ก็ย้ายหัวกลับลงไปอยู่ไหล่เขาเหมือนเดิม


“มันมีแรงกับไม่แรงด้วยเหรอ”


“ครับ ถ้าเข้าใกล้ช่วงฮีทกลิ่นเขาก็จะแรงขึ้น และอีกกรณีคือดื่มแอลกอฮอล์”


“จริงเหรอ?”ความรู้ใหม่นะเนี่ย...


“ไอ้อันหลังนี่ผมถึงกับไปตามหาเปเปอร์มาอ่านเลยนะครับ ไม่กล้าเฉียดร้านเหล้าไปช่วงนึงเลย”


“ฮ่าๆๆๆ”


เขาหัวเราะก่อนจะยกของตัวเองขึ้นมาจิบ เขามองแก้วตัวเองก่อนจะถามคนข้างตัวที่มือเริ่มเนียนมาเกาะเอวเขาแล้ว


“แล้วฉันล่ะ กินเหมือนกัน กลิ่นแรงขึ้นไหม”


“พี่อาจต้องกินเยอะกว่านี้ครับ น่าจะแบบตัวเองมึนเลย เออ! ดื่มเลยพี่ดื่มเลย ผมก็อยากรู้เหมือนกัน”


มันว่าก่อนยกหัวมามองหน้าเขาด้วยหน้าตาตื่นเต็น


“ไม่เอา ไม่อยากเมา อีกอย่างถ้าฉันเมาแล้วเกิดเรื่องกับนายใครจะดูแล”


“เออว่ะ งั้นไม่เอาละ”


เปลี่ยนใจง่ายแท้…


มันว่าก่อนจะซบกับไหล่เขาต่อ แถมเลื้อยขึ้นมาแถวๆคอเขาอีกแล้วเขากดหัวมันลงไปอยู่ที่เดิม


“ทำไมชอบมาวุ่นวายที่คอฉันเนี่ย”


“กลิ่นมันชัดสุดแล้วอ่ะครับ เคยเรียนแล้วไม่ใช่เหรอพี่ ม.ปลายก็ได้เรียนเหอะ”


เขานิ่งคิดตามที่มันบอกแล้วก็ขุดชีววิทยาม.ปลายออกมาจากก้นสมอง ก่อนจะร้องอ๋อเมื่อนึกขึ้นได้ รู้สึกเจ็บใจที่โดนมันว่าให้ว่าเรียนมาแล้วทำไมไม่จำ


อย่างมันว่า ‘กลิ่น’ มันจะชัดก็ตรงจุดชีพจรต่างๆ มันก็จุดเดียวกับที่ใส่น้ำหอมกันนั่นแหละ หลังหู ข้อมือ อะไรทำนองนั้น แต่สำหรับกายภาพของโอเมก้าจะชัดสุดที่คอ ก็เพิ่งรู้ว่าเบต้าก็ชัดสุดตรงนี้เหมือนกัน…


“เอ้าอีดอก! จะฮีทแล้วยังเสือกมาแดกเหล้า!”


ซองแจกับเขาหันไปมองต้นเสียงพร้อมกัน เด็กปีสามคนนั้นรีบค้นเอายาขึ้นมาพ่นใส่ตัวเองกับเอายาเม็ดขึ้นมากิน แต่เพราะตัวเองเมาเลยทำทุกอย่างช้าไปหมด เพื่อนที่รู้ก็รีบช่วยพยุงให้ออกไปจากบริเวณนี้เนื่องจากมีซองแจอยู่ แต่ก็เก้ๆกังๆกันอยู่อย่างนั้นและเหมือนจะไม่ทัน ตอนที่ซองแจหายใจเข้าครั้งล่าสุดเจ้าตัวถึงกับนิ่งไปแล้วรีบเอามือขึ้นมาปิดปากปิดจมูก


“แล้วคือมีอัลฟ่ามาด้วยไงอีโง่! รีบลุกเลย!”


“ช่วยกูหน่อยๆ”


เพื่อนๆเริ่มเข้าไปรุมช่วย เขาหันมามองซองแจอีกครั้ง ลักษณะของอัลฟ่าเริ่มแสดงออกมาแล้ว เป็นพวกเขาเองที่ต้องลุกหนี คนทั้งชมรมหันมาหาพวกเขาตอนซองแจลุก พวกผู้ชายก็เตรียมตัวหากซองแจคลั่งขึ้นมาจริงๆ แต่มันจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน ซองแจวิ่งออกไปจากตรงนั้น เขาวิ่งตามออกไปทันที


มันวิ่งเร็วมาก เขาพยายามหามันว่าอยู่ตรงไหน เสือกวิ่งไปทางแม่น้ำด้วย ตกน้ำตายขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ เขาถอนหายใจโล่งอกที่เห็นมันนั่งยองๆอยู่ตรงต้นไม้แถวๆนั้น ดีที่แถวนี้ไม่รกเท่าไหร่ ไม่มีงูมีอะไรออกมาแน่นอน แต่ก็มืดไปหน่อย


“ซองแจ...”


มันเหลือบมามองเขา แวบเดียวเขาเห็นตาของมันสะท้อนแสงสีส้มออกทอง เขาตกใจนิดหน่อยแต่ก็ดึงสติกลับมาเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มอาเจียน เขาเข้าไปช่วยลูบหลังมัน ซองแจอ้วกออกไปอีกสักสองสามยก เขาส่งขวดน้ำที่เอามาด้วยให้มันเอาไปล้างปาก เขาโคตรสงสารมันเลยตอนมันยกมือขึ้นมาปาดน้ำตา


“โอเคไหม?”


มันส่ายหน้า มันบอกว่ากลิ่นฮีทแรงมากๆ อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายดื่มแอลกอฮอล์ด้วยมันเลยยิ่งบวกกัน เขารอมันสักพักก่อนบอกให้มันพยายามลุก เราควรจะเดินไปที่มีแสงกว่านี้ เขาจับมือมันให้เดินตาม มันก็พยามเดินแต่ไปได้ไม่ถึงร้านดีมันก็ขอหยุดแล้วนั่งลงกับพื้นเอาหน้าซุกกับเข่าตัวเอง ดีว่าตรงนี้ใกล้ถึงร้านแล้ว เลยมีแสงให้เห็นอะไรๆบ้าง


เขาก้มลงไปหามัน เหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้เลยเงยหน้ามามอง นัยตาสัตว์ป่านั่นเงยขึ้นสบกับเขา แต่แทนที่มันจะดูน่ากลัว มันกลับดูน่าสงสารมากในตอนนี้


เป็นอัลฟ่าแท้ๆ ทำไมถึงดูน่าสงสารขนาดนี้นะ...


เขาถอนหายใจยาวก่อนจะเข้าไปกอดมัน ตอนแรกอีกฝ่ายตกใจที่เขาทำแบบนั้น แต่สุดท้ายก็กอดเขาตอบก่อนซุกหน้าเข้ากับคอของเขา เขานั่งนิ่งให้มันกอด มือเขาที่ว่างอยู่ก็ลูบหลังปลอบมัน ใช้เวลาสักพักมันก็คลายแรงที่กอด ลักษณะแสดงหายไปแล้ว แต่สีหน้าของซองแจดูเหนื่อยล้า เหมือนกับตอนเขาเจอมันที่เป็นแบบนี้ครั้งแรก


“ปวดหัวใช่ไหม”


“ครับ...”


ถึงแม้ว่าตอนนี้มันจะไม่ถึงสี่ทุ่มด้วยซ้ำแต่เขาว่าคงต้องเอามันกลับไปพักผ่อนแล้วล่ะ เขาถามมันอีกครั้งว่าลุกไหวไหมมันก็พยักหน้า เขาจับมือมันช่วยให้ลุกขึ้นมา เขาแปลกใจนิดหน่อยที่มันไม่ยอมปล่อยมือแต่เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ปล่อยให้มันจับไป เราเดินกันจนถึงที่จอดรถ


“เดี๋ยวมา”


เขาบอกมันแต่พอจะเดินไปมันก็ไม่ยอมปล่อยมือ แถมทำหน้าเหมือนเด็กไม่อยากให้พ่อแม่ทิ้งไว้ที่โรงเรียน เขาถอนหายใจ ก่อนบอกกับมันว่าเขาสัญญาว่าจะกลับมาให้เร็วที่สุด เขาถึงกับเกี่ยวก้อยสัญญาด้วยซ้ำ ซองแจยิ้มขำใส่เขาเลยรู้ว่าไอ้เด็กนี่หลอกเขาให้ทำ ยิ่งรู้จักยิ่งจะกวนตีนเก่งขึ้นนะ เขาส่ายหัวก่อนรีบเดินกลับไปที่โต๊ะ


“อึนกวัง กูจะกลับแล้วนะ”


“ห๊ะ! แต่มึงเพิ่งมา”


“เออ แต่กูจะกลับแล้ว”


เขาว่าพลางเก็บของเก็บอะไรทั้งของเขาและของซองแจ พอหันกลับมาเตรียมตัวจะเดินกลับก็เจออึนกวังยืนขวางหรี่ตาใส่เขาอยู่


“อะไร?”


“มึงต้องคุยกับกูดีๆสักครั้งแล้วล่ะ”


“เรื่องอะไร?”


“ซองแจ เด็กอัลฟ่าของมึงไง”


“พูดอะไรกูไม่รู้เรื่อง--”


“กูเห็นมึง กอดกับมัน มึงต้องสนิทกันขนาดไหนมึงถึงยอมให้เด็กมันกอด? หืม?”


เขากลืนคำลงคอก่อนถอนหายใจยอมแพ้...


“เออๆ ไว้ว่างแล้วกูจะเล่าให้ฟัง”


“กูนัดมึงต้องออกมานะ”


“เออๆ กูไปละๆ”


เขาว่าแค่นั้นก่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปที่รถเขา ซองแจนั่งอยู่ตรงฟุตบาทเอาหน้าฟุบกับเข่าตัวเอง มันเงยหน้าขึ้นมายิ้มดีใจเมื่อเห็นเขากลับมา หน้าตามันยังดูเหนื่อยเหมือนเดิม เขาเรียกมันให้ขึ้นซ้อนเขา ใส่หมวกกันน็อกให้เรียบร้อยแล้วจึงออกรถกลับหอ ตลอดทางมันเอาแต่ซบหน้ากับไหล่เขา เขาได้ยินมันพึมพัมเป็นระยะๆว่าปวดหัว มือมันกอดเอวเขาไว้ไม่ปล่อยเลยตั้งแต่ขึ้นรถมา


ตอนนี้เขาถึงสี่แยกเล็กๆ ถ้าเลี้ยวขวาก็ไปที่หอเจ้าเด็กยักษ์ แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะไปถนนที่จะไปคอนโด เขากำลังจะเปิดไฟเลี้ยวเพื่อจะเลี้ยวไปทางขวาแต่ก่อนจะได้ออกรถ เสียงแผ่วนั้นก็กระซิบอ้อนเขา


“ผมขอนอนด้วยได้ไหมครับคืนนี้...”


“...”


แล้วเขาก็เปลี่ยนจากเปิดไฟเลี้ยวขวาเป็นทางซ้ายแทน…


+++++++++++++++++++++++++


“.....”


“ไงมึง”


“กูบอกว่าว่างแล้วจะเล่าให้ฟังไม่ใช่เหรอ...”


“แล้วตอนนี้มึงไม่ว่างหรือไง”


ก็เปล่า…


เขาส่ายหัวยอมแพ้พลางเก็บของก่อนที่จะไปกินข้าวกลางวัน อันที่จริงเขาต้องไปกินกับซองแจนะ แต่วันนี้เด็กมันบอกว่าต้องทำงานกับกลุ่มเลยไม่ได้ไปกินข้าวด้วย เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร ตอนแรกว่าจะออกไปซื้อเอาเข้ามากินในห้องพัก แต่กลายเป็นว่าเพื่อนอึนกวังมาดักรอเขาที่หน้าประตูเลย จะบอกมันไม่ว่างก็ไม่ได้เลยต้องไปกับมัน พอเขาเก็บของเสร็จก็เดินไปหาอึนกวัง อยู่ๆมันก็เปิดคอเสื้อเขา เดินวนหน้าวนหลังเหมือนหาอะไรสักอย่าง


“อะไรของมึงเนี่ย”


“กูหา...”


“หาเหี้ยอะไร”เขาดึงคอเสื้อกลับมาไว้ที่เดิม เพราะมันแหกกว้างมาก


“รอยกัด”


“....”


เขานิ่งไปก่อนจะคิดออกว่าว่าไอ้ ‘รอยกัด’ ที่มันว่า มันหมายถึงอะไร


เพศศึกษาม.ปลายบอกว่า เมื่ออัลฟ่าและโอเมก้ามีเพศสัมพันธ์กัน ฝ่ายอัลฟ่าจะทำการกัดเข้าที่หลังคอของโอเมก้าเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ และตามทฤษฎีกล่าวไว้ว่า หากทั้งสองเป็นคู่ชีวิตกันรอยที่กัดจะอยู่ตลอดไป หากไม่ใช่มันก็จะหายช้ากว่าปกติเท่านั้น จบเลคเชอร์ม.ปลาย


เขามองหน้าอึนกวังเบื่อๆก่อนออกเดินนำมันออกไปโดยไม่รอ เราไปซื้อข้าวที่โรงอาหารของคณะ พวกเขาสั่งใส่กล่องก่อนไปหาที่กินที่อื่น ตอนเที่ยงโรงอาหารมันก็เหมือนกับสนามรบแย่งดินแดนกันดีๆนี่แหละ ถ้ามีคนลุก อีกหนึ่งวิต่อมาก็จะมีคนไปนั่งแทน


ตอนนี้เลยอยู่กันใต้ตึกชีวะเพราะมันใกล้กับโรงอาหาร ใต้ตึกคนน้อยดี พอนั่งได้ข้าวคำแรกยังไม่ทันเข้าปาก อึนกวังก็ถามขึ้นมาอีก


“ทำไมไม่มีรอยวะ หรืออัลฟ่ากัดเบต้าแล้วรอยไม่ติดเหมือนโอเมก้า”


“กูไม่รู้ แต่ตอนนี้คือกูไม่มีรอยแน่ๆ เพราะกูไม่ได้นอนกับมัน!”


“อ้าว! มึงไม่ได้คบกันเหรอ”


“มึงไปเอามาจากไหนว่าพวกกูคบกันเนี่ย!”


เขาแทบจะตะโกนด้วยความอัดอั้นตันใจใส่เพื่อนอึนกวังที่คิดเกินไปไกลแล้ว อึนกวังทำหน้าตาเหมือนเพิ่งค้นพบสิ่งใหม่ เขาส่ายหน้าก่อนตักข้าวเข้าปากคำใหญ่


“แล้วพวกมึงไปสนิทกันได้ยังไง”


“กูต้องเป็นพี่เลี้ยงโปรเจคให้เด็กมัน”


“อ๋อออออ อ้าว แต่เด็กมันอยู่ชีวะไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมทำโปรเจคเร็วจัง”


“มันเป็นเด็กทุนเลยต้องทำเร็วหน่อย มันวางแผนจะเรียนชีวเคมี อาจารย์มันเลยโคฯกับอาจารย์กูให้กูช่วย”


“อ่อออออออ”


เขาถอนหายใจ ดีแล้วที่มันหยุดถาม เขาจะได้กินข้าวอย่างสงบๆสักที แต่ก็เงียบได้ไม่นานหรอกมันก็ถามขึ้นมาอีก


“แต่สนิทกันถึงขั้นกอดกันเลยเหรอวะ”


ข้าวแทบพุ่งออกจากปาก เขาหยิบกาแฟขึ้นมาดูดไล่ข้าวที่เหมือนจะติดคอลงไป เขายกมือเช็ดปากลวกๆก่อนจะมองหน้าอึนกวังอย่างใช้ความคิดว่าเขาจะตอบมันยังไงในกรณีนี้


“เอ่อ...”


เขาอ้าปากจะตอบแต่ก็หุบไปเพราะยังหาคำตอบไม่ได้ ยิ่งใช้เวลานานเพื่อนเขาก็ยิ่งสงสัย แต่แล้วเสียงระฆังสวรรค์ก็ดังขึ้น…


หรือเสียงเรียกซาตานจากนรกก็ไม่รู้…


“สวัสดีครับพี่ชางซอบ พี่อึนกวังด้วย สวัสดีครับ”


“อ้าวซองแจ ไปไงมาไงเนี่ย นั่งก่อนๆ”


ซองแจยิ้มหล่อก่อนจะเดินมานั่งข้างเขา มันหย่อนก้นลงนั่งติดกับเขาแบบไหล่ชนไหล่ทั้งที่โต๊ะก็ออกจะกว้าง เขาเหลือบมองมันก่อนขยับให้มีช่องว่างนิดนึงแต่ไอ้เด็กยักษ์นี่ก็ขยับมาใกล้เขาอีก เขาเหลือบมองมันอีกแต่มันก็ยังคงทำหน้าไม่รู้เรื่องแล้วเริ่มบทสนทนา


“พี่มาตึกชีวะทำไมไม่บอกผมอ่ะ”


“ก็แค่มากินข้าว เลยไม่ได้บอก...”


“อย่างน้อยก็บอกผมเถอะครับ ผมอยากเจอพี่นะ”


เขาสะดุ้งขึ้นก่อนเหลือบมองอึนกวังที่มีสีหน้าประหลาดใจ อึนกวังมองเขาแวบเดียวก่อนยกยิ้มอย่างมีเลศนัย


“ซองแจรู้จักกับเพื่อนฉันได้ยังไง”


“อ๋า พี่เขาเป็นพี่เลี้ยงโปรเจคผมครับ พี่เขาช่วยผมหลายอย่างเลย”


“เพื่อนฉันใจดีใช่ไหมล่ะ”


“มากๆเลยครับ เขาช่วยเรื่องอาการของผมด้วย”


“อาการเหรอ?”


“อ๊ะ ใช่ครับคือผมเป็นภูมิแพ้โอเมก้า...”


แล้วซองแจก็เล่าเรื่องอาการของมันให้อึนกวังฟัง ตอนแรกเขาท้วงว่าเล่าได้เหรอ มันก็บอกว่าไม่มีอะไรต้องปิดบัง ถ้ามีคนระแคะระคายหรือถามขึ้นหรือมันหลุดเองมันก็พร้อมอธิบายให้ฟัง อึนกวังดูจะอินเป็นพิเศษบอกเห็นใจน้องตลอดเวลาตอนซองแจเล่าถึงเรื่องอาการที่เป็นต่างๆ ไม่นานมันก็ตกเป็นทาสความน่าเอ็นดูของเด็กอัลฟ่านี่


“เฮ้ยมึงต้องดูแลน้องดีๆนะเว้ย กูเป็นห่วง”


“สัส มึงต้องเป็นห่วงกูสิ กูเป็นเพื่อนมึงนะ”


“มึงดูแลตัวเองได้กูรู้ แต่น้องเนี่ยยยยย จะเป็นลมล้มพับไปตอนไหนก็ไม่รู้ มึงต้องดูแลดีๆนะเว้ยยยย”


“เอ่อะ!”


เขากรอกตาใส่อึนกวังก่อนหันไปมองไอ้เด็กตัวการที่มาเพิ่มภาระให้ชีวิต แถมยังมาแย่งความรักจากเพื่อนสนิทเขาอีก เขากินข้าวไปนั่งฟังซองแจคุยกับเพื่อนเขาไป ซองแจเป็นเด็กที่สนิทกับทุกคนเร็วมากเข้ากับคนโตกว่าได้ดี และเขาก็ได้ยินมาว่าเพื่อนๆในเมเจอร์เองก็ชอบด้วย มันคุยเก่งและเป็นกันเองมากๆ คือปกติแล้วเวลาเขาได้พูดคุยกับอัลฟ่า ส่วนใหญ่ที่เขาเจอ อีกฝ่ายมักจะให้ความรู้สึกเข้าถึงยาก ดูหยิ่ง เหมือนกับอีกฝ่ายพยายามทำตัวเหนือเขาตลอด มันไม่ได้แสดงออกมาชัดเจนทุกคนแต่มันให้ความรู้สึกแบบนั้นทุกคน


มีซองแจนี่แหละ...ที่ไม่เหมือนคนอื่น ถ้ามันไม่บอกเขาแต่แรกว่าเป็นอัลฟ่าเขาก็คงไม่รู้หรอก อ่อ...อาจารย์โจวอีกคนรายนี้รู้จักกันมาสี่ปี เพิ่งมารู้นี่แหละว่าแกเป็นอัลฟ่า…


พอกินข้าวเสร็จเขาก็ขอตัว วันนี้เขามีช่วยคุมแลปอาจารย์ชเวแต่ไม่ใช่วิชาเรียนของซองแจ อึนกวังก็บอกว่าตัวเองมีเรียนบ่ายเหมือนกันและไปก่อนเขาอีก ซองแจเดินมาส่งเขาถึงทางเดินเชื่อมระหว่างตึกเคมีกับชีวะ มันทำหน้ามุ่ยตอนเขาบอกว่าจะไปแล้ว


“อะไร...”


“ผมเสียดายที่ไม่ได้กินข้าวเที่ยงกับพี่”


“ก็ได้คุยกันแล้วไง”


“มันไม่เหมือนกันอ่า”


เขายิ้มเอ็นดูกับน้ำเสียงเอาแต่ใจนั่น แล้วก็ต้องแปลกใจที่อยู่ๆมันก็จับมือเขาด้วยมือทั้งสองข้าง


“เย็นนี้ไปกินข้าวกับผมนะครับ”


“วันนี้แลปเลิกเย็นนะ แถมฉันต้องอยู่ช่วยอาจารย์แกตรวจงานด้วย จะรอเหรอ”


“ครับ ผมรอได้ ถ้าจะได้อยู่กับพี่ ยังไงผมก็จะรอ”


มันตอบกลับเขาหน้าซื่อตาใส เขาหัวเราะน้อยๆเมื่อเห็นท่าทางของมัน เขาแม้มปากคิดก่อนตัดสินใจยื่นกุญแจดอกหนึ่งให้มันไป


“อะไรครับ?”


“ห้องพักฉัน ถ้าเสร็จก่อนก็ไปรอในห้องฉันเลย”


ซองแจยิ้มกว้างก่อนรับกุญแจนั่นไปเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ มันยิ้มให้เขาตาหยี


“ไปละนะ แล้วเจอกัน”


“แล้วเจอกันครับ”


เขาออกเดิน ไม่รู้ทำไมถึงหันกลับไปมองอีกครั้ง และเจ้าเด็กนั่นยังคงยืนอยู่ตรงนั้นโบกมือให้เขา อดไม่ได้ที่จะยิ้มให้กับภาพที่เห็น


มันก็น่ารักดีนะ...เจ้าเด็กยักษ์…

.

.

.

.

.

แลปเลทไปกว่าที่เขาคิดไปเยอะ เด็กๆต่างก็ดูเหนื่อยกับแลปวันนี้ มันไม่ได้ทำเยอะเพียงแต่ว่ามันต้องใช้เวลานานในการรอสาร กว่าจะเลิกแลปก็หกโมง แถมเขายังต้องไปช่วยอาจารย์แกตรวจงานเด็ก เขากลัวว่าซองแจมันจะรอนานเลยโทรบอกมันว่ามันจะเสร็จช้ามากๆ ไม่ต้องรอก็ได้ไปกินก่อนเลย แต่คำตอบที่ได้กลับมาคือ


‘ผมไม่ได้อยากกินข้าวนักหรอก ผมแค่อยากเจอพี่...’


เขาจำไม่ได้ว่าได้ตอบอะไรไปหรือเปล่า แต่เขาจำได้ว่าเจ้าเด็กนั่นมันหัวเราะคิกคักใส่เขาแล้วถามเขากลับมาว่า


‘เขินเหรอ’


ใครเขิน! ไม่มี! แต่เขาไม่ได้ตอบมันกลับแบบนั้นหรอก เขาแค่ทำเป็นไฉเฉว่าต้องทำงานแล้วก่อนจะวางสายไป


กว่าจะเสร็จงานก็เกือบสองทุ่ม มันก็ไม่ได้เสร็จจริงๆหรอกแต่อาจารย์ให้เขากลับไปก่อน เพราะดูเหมือนว่าเขามีนัด เขาถามแกว่ารู้ได้ไงแกก็ยิ้มแล้วบอกเขา


‘ดูนาฬิกาบ่อยซะขนาดนั้น ทำอย่างกับนัดแฟนไว้...เอ๊ะ หรือว่าคุณมีแฟนแล้ว?’


เขาบอกปฏิเสธไปว่าไม่ใช่แฟน แต่เป็นเด็กอาจารย์โจวที่แกให้เขาดูแลนั่นแหละ อาจารย์ชเวแกพยักหน้ารับเรื่อยๆก่อนพึมพัมประมาณว่าสนิทกันก็ดีแล้ว ก่อนจะบอกให้เขากลับ เพราะยังไงก็เหลืออยู่อีกไม่กี่เล่ม


เขาบอกลาอาจารย์ก่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งกลับไปที่ห้อง ห้องเขามืดเหมือนไม่มีใครอยู่ สงสัยกลับไปแล้วมั้ง... เขาเปิดประตูเขาไปช้าๆ แสงจากทางเดินส่องเขาไปในห้องของเขา ทำให้เห็นร่างของเด็กยักษ์นอนฟุบอยู่กับโต๊ะทำงานของเขา มันใช้หมอนที่เขาเอาไว้รองหลังเอามาหนุนนอน


เขาเดินเข้าไปใกล้ ดูเหมือนมันจะหลับสบายดี หน้าตาตอนมันหลับเหมือนเด็กซื่อๆคนหนึ่ง ที่จริงเขาก็เห็นหลายรอบแล้ว แต่มาพักหลังๆนี่แหละ ที่เขารู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่มันน่ารักดี


เขายกมือขึ้น ลูบไล่มือผ่านไปตามเส้นผมนุ่มของอีกฝ่าย ก่อนจะเรียกมันเบาๆ


“ซองแจอ่า ตื่นได้แล้ว”


ซองแจลืมตาขึ้นมาช้าๆ ก่อนจะค่อยๆลุกนั่ง พอเห็นว่าเขามาปลุกมันก็ยิ้มดีใจให้เขา


“ทำงานเหนื่อยไหมครับ”


“ไม่หรอก...หิวหรือยัง”


“นิดหน่อยครับ”


“เดี๋ยวฉันเลี้ยงเอง”


“งั้นของบุฟเฟ่ต์หลังมอนะครับ”


ว่าแล้วมันก็ยิ้มกว้างให้เขา เขาย่นจมูกใส่มันก่อนจะทำเป็นเร่งมันให้ลุกไม่งั้นเขาจะทิ้งมันไว้


ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เขามีหมวกกันน็อกอีกใบไว้ใต้เบาะตลอด เขาใส่ให้มันและเขาก่อนจะออกจากคณะไปกินบุฟเฟต์หลังมอที่มันอยากกิน…


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เร็วแมะๆ มาเร็วแมะ เร็วจนเราเขียนเองยังงง 5555555555


ไม่หรอก เพราะเรื่องนี้มันวางแผนมาสักพักแล้วด้วยมันก็เลยเขียนออกมาง่าย มีจิปาถะเล็กน้อยมาฝาก


เราอธิบายไปว่าอัลฟ่าจะมีการเปลี่ยนแปลงร่างกายเวลาเจอโอเมก้าที่ฮีทคือตาจะเปลี่ยนไป


ปกติจะเป็นแบบนี้



แต่พอเจออมกฮีทจะกลายเป็นแบบนี้


และเขี้ยวจะยาวขึ้น


ตามนี้จ่ะ

แล้วก็ เราเปิดให้ถามเราเกี่ยวกับเรื่องนี้นะคะ ถ้าสงสัยอะไรยังไงตรงไหนถามได้เพราะเรารู้สึกว่าการเซ็ตโลกเซ็ตกฎของคนเขียนอมกวแต่ละคนจะต่างกันไป บางทีมันก็เอาไปยัดอธิบายลงเนื้อเรื่องหมดไม่ได้ คิดว่าถามแยกน่าจะง่ายกว่า อีกอย่างเหงา...อยากคุยกับคนอ่านบ้าง/ฮา เราจะมาตอบตรงท๊อคหลังแต่ละบทนี่แหละค่ะไม่ก็รีพายในคอมเมนต์เลย ถามได้ทั้งในคอมเมนต์หรือรีพายจากทวิตที่แชร์แต่ละตอน หรือเขินก็ดีเอมมาเลยค่ะ @formyCS (อันนี้เขินกว่าป่าววะ...) อันไหนตอบได้จะตอบ แต่อันไหนสปอย์ก็ขอเลี่ยงนะ แต่ถ้ามันเลยตอนที่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องก็อาจจะยกมาตอบอีกครั้งได้ค่ะ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านนะคะ 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #10 CokTel (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 19:46
    ทำไมเเต่งสนุกบับเน้อะไรตตตต์ วาดรูปก็งามเเต้ มาให้หอมหัวเร้ว
    #10
    2
    • #10-1 OnTheWall(จากตอนที่ 12)
      17 กันยายน 2561 / 19:53
      ยื่นหัวให้หอม /เขินอ่ะเขิน ทำตัวไม่ถูกเรย 555555555555 ขอบคุณที่เข้ามาอ่านน้า ขอบคุณจากใจ
      #10-1
    • #10-2 CokTel(จากตอนที่ 12)
      17 กันยายน 2561 / 20:00
      จริงๆคืออ่านทุกเรื่องเเต่เราเม้นไม่เก่งเลยกดหัวใจให้ตลอดเลอ ตั้งใจเเต่งเด้อเข้ามาอ่านละก็ฟินมีกลจ.อ่านมิดเทอม☺️
      #10-2