ฟิคบีทูบี

ตอนที่ 11 : [Series] Omegaverse - Allergy (part 2) #แจซอบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 135
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 21 ครั้ง
    7 ต.ค. 61

Allergy 2


ภูมิแพ้โอเมก้า…


คืออะไรวะ…


เขาใช้เวลาเกือบทั้งอาทิตย์คิดถึงเรื่องนี้ ด้วยความที่เรียนมาในสายนี้ แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเจ้าเด็กซองแจก็แปลกมาก เขาที่เป็นนักเรียนดีเด่นเลยสงสัยไอ้เรื่องนี้จริงๆ เขาไปเปิดหาเปเปอร์มาอ่านเลยด้วยซ้ำ แต่เหมือนว่าเรื่องนี้จะไม่ค่อยเจอคนตีพิมพ์หรือก็คือ มันไม่ค่อยมีคนศึกษา


ก็อย่างว่าอัลฟ่ามันก็น้อยอยู่แล้ว แถมยังเป็นกรณีพิเศษแบบนี้อีก ถ้าใครได้ตัวเด็กนี่ไปคงเอาไปทดลองจนพรุนแน่...เป็นเขาก็จะทำ...


เขาเดินคิดไปเรื่อยๆระหว่างเดินทางไปเป็นผู้ช่วยสอนแลปให้อาจารย์ชเว วันนี้มีคาบเคมีเบื้องต้น เขาเงยหน้าขึ้นมาอีกทีเมื่อรู้ว่าตัวเองเดินมาถึงหน้าห้องแลปแล้ว แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอมนุษย์หน้ากากกรองอากาศในชุดกาวน์ มีก๊อกเกิ้ลสวมถูกระเบียบแลปทุกอย่าง ยกเว้นไอ้หน้ากากกรองนั้นดูเหมือนจะเกินไปหน่อย...อีกฝ่ายทักทายเขา


“สวัสดีครับพี่ชางซอบ”


“ยุกซองแจ? ทำไมแต่งตัวแบบนั้นล่ะ ไม่สิ ออกมายืนตรงนี้ทำไม”


เขาว่าก่อนมองผ่านไหล่มันไปดูข้างในห้องแลป ทั้งอาจารย์และนักศึกษาดูเหมือนกำลังวุ่นๆ พอเขาจะเดินเข้าไปก็ถูกอาจารย์ห้ามไว้


“ไม่ต้องเข้ามาๆ ไปดูน้องที่ยืนอยู่ที่หน้าประตูก่อน”


เขาเดินงงๆกลับไปหาซองแจที่ยืนอยู่หน้าห้อง เด็กมันมองตามเขา เขายืนเช็ครอบตัวมันสักพัก หารอยไหม้หรือรอยอะไรก็ตามที่เขาคิดว่าเกิดจากสารเคมีหกใส่ แต่ก็ไม่เจออะไร


“ทำไมอาจารย์ให้นายออกมายืนข้างนอก--”


เขาหยุดไปเมื่อสังเกตเห็นนัยตาของมันแปลกไป เขาขมวดคิ้วมองมัน อีกฝ่ายแค่หัวเราะแห้งๆกลับมา เขาเกาหัวแกรกๆก่อนเดินนำมันไปที่ห้องพักผู้ช่วยของเขา


พอถึงห้องเขาก็บอกให้มันถอดอุปกรณ์ป้องกันออก เผยให้เห็นนัยตาและเขี้ยวชัดขึ้น หน้ามันดูเนือยๆเหมือนคนตากแดดนานๆแล้วเพลียแดด


“คราวนี้เกิดอะไรขึ้นอีกล่ะ”


“เพื่อนในห้องผสมสารผิดครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าคืออะไร แต่ผมมีอาการตื่นตัว”


“อัลฟ่าคนอื่นล่ะ หรือมีแค่นาย?”


“ครับ”


“เอ่อะ...เอ็นดู”


“แฮะๆ”


เขาส่ายหัวกับเสียงหัวเราะโง่ๆนั่น เขาว่าจะออกไปช่วยอาจารย์ชเวเก็บกวาดแต่พอจะออกไปเจ้าเด็กนี่ก็รั้งเขาไว้


“พี่อยู่กับผมก่อนได้ไหม...กลิ่นพี่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น”


กลิ่นเขา...อีกแล้วเหรอ…


เขายอมนั่ง ด้วยว่าเขาก็สงสัยกับเรื่องที่มันพูดและไอ้เจ้า 'ภูมิแพ้โอเมก้า' ของมันอีก เขาพยักหน้าให้ก่อนจะอนุญาตให้มันเอาหมอนของเขามากอดด้วยเหตุผลที่ว่ากลิ่นเขาชัดดี...


“ฉันเพิ่งรู้ว่าเบต้าก็มีกลิ่น”


“ครับ เบต้าก็มีกลิ่น ทุกคนมีกลิ่นเฉพาะของตัวเองครับ”


“ฉันรู้แค่ว่าอัลฟ่าจะได้กลิ่นโอเมก้า โอเมก้าก็จะได้กลิ่นของอัลฟ่า”


แต่เขาไม่เคยได้กลิ่นหรอกนะ ก็เป็นเบต้านี่นา


“ครับ แต่ปกติแล้วกลิ่นจากเบต้าจะจางมากหรือก็แทบไม่มีกลิ่น”


เขาพยักหน้ารับเรื่อยๆ เจ้าเด็กนั่นหยุดไปก่อนจะมองมาที่เขาอย่างสนใจแล้วพูดขึ้นมาอีกครั้ง


“ที่จริงกลิ่นของเบต้าสำหรับอัลฟ่ามันก็จะเหมือนๆกันครับ...แต่ของพี่...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม มันชัดกว่าทุกคน...”


เขาเลิกคิ้วมองเจ้าเด็กตรงหน้า เขาเพิ่งสังเกตว่าลักษณ์แสดงของอัลฟ่าหายไปแล้ว พอเห็นแบบนั้นเขาก็นึกสงสัยขึ้นมา เกี่ยวกับไอ้โรคภูมิแพ้ของมัน


“นายบอกฉันว่านายเป็นภูมิแพ้โอเมก้า? เหรอ? มันคืออะไร”


“อ๋า...คือมันก็ไม่เชิงเรียกว่าภูมิแพ้ครับ คือผมก็ไม่รู้ว่าจะเรียกมันว่าอะไร หมอประจำก็ยังไม่รู้ว่าที่ผมเป็นอยู่มันคืออะไร เพราะอาการแบบนี้คนเป็นจะน้อยมากๆ แทบจะหนึ่งในล้าน เลยไม่มีชื่อเรียกเป็นทางการ”


“แล้ว...อาการมันเป็นยังไง”


เขานั่งฟังมันอธิบาย บางอย่างต้องจินตนาการเอาเพราะมันเป็นชีวะวิทยาของอัลฟ่าซึ่งบางอย่างก็ยากที่จะเข้าใจ แต่สรุปคือ


เวลาเด็กนี่เจอโอเมก้า ถ้าได้กลิ่นของอีกฝ่ายเป็นเวลานานๆ จะมีอาการเวียนหัว อยากอาเจียน ทั้งที่ส่วนใหญ่แล้วมันจะเป็นการกระตุ้นอารมณ์มากกว่า ส่วนเวลาเจอโอเมก้าที่ฮีท ส่วนใหญ่จะเริ่มคลั่ง คุมสติไม่อยู่และจะจู่โจมโอเมก้าทันทีแต่ซองแจจะยังคงมีสติอยู่แบบเหมือนคนเมา อาการคือเหมือนกับการได้กลิ่นธรรมดาแต่หนักกว่าคือ จะเริ่มหายใจไม่ออกหายใจติดขัด ปวดหัวอย่างหนักและอาจเป็นไฮเปอร์เวนฯ(เจ้าตัวบอกว่าว่าเคยเป็นจริงๆ) แต่ลักษณะแสดงภายนอกมีเหมือนอัลฟ่าทุกอย่าง คือมีเขี้ยวและนัยตาเปลี่ยนในกรณีเจอโอเมก้าฮีท


“...แล้วมีวิธีการรักษาไหม”


“ไม่มีครับ”


“...ป้องกันล่ะ”


“พยายามเลี่ยงเท่านั้นครับ”


เขาถอนหายใจ แอบเห็นใจเจ้าเด็กนี่ ด้วยความที่ว่าเป็นอัลฟ่า คนส่วนใหญ่จะนิยมชมชอบเพราะอัลฟ่าทางชีววิทยาถูกสร้างเพื่อมาเป็นผู้นำอยู่แล้ว มักจะได้รับความสนใจจากเบต้าที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นผู้ตามและสนับสนุนอัลฟ่าและโอเมก้าที่หมายปองจะเป็นคู่ครองของอัลฟ่า


ความคาดหวังในตัวอัลฟ่าจึงมีมาก ถ้าจะว่าเด็กนี่ลำบากเรื่องไหน คงเป็นเรื่องของคนรอบข้างละมั้ง อย่างมันคงต้องเป็นผู้นำตระกูลอะไรเทือกนั้นต่อหรือเปล่าก็ไม่รู้


โลกมันอยู่ยาก…


แต่ช่างเถอะเอาปัจจุบันนี้ดีกว่า….


ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในแลปก็ว่าใครไม่ได้ การที่เจ้าเด็กนี่มาอยู่กับพวกวิทยาศาสตร์ สารเคมีบางตัวมีผลกับอาการของอัลฟ่าและบางอย่างก็โอเมก้าด้วย มันคงทำใจมาระดับนึงแล้วมั้ง


“คิดยังไงมาเรียนชีวะเนี่ย...”


“คิดว่ามันคงปลอดภัยกว่าเคมี”


เออ ถูกของมัน…


ไม่งั้นสารเคมีทั้งหลายคงทำให้มันเป็นบ้าและตายคาแลปไปเลย ที่จริงมันก็น่าจะมีอะไรที่มาหักลบได้นะอย่างมันได้กลิ่นโอเมก้าแล้วป่วยก็น่าจะมีกลิ่นอื่นกลบมั้ง...กลิ่น…


“เออ ที่นายบอกว่าได้กลิ่น?ฉัน แล้วรู้สึกดีขึ้น มันคืออะไร”


“อ่าใช่...ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แต่ว่ามันรู้สึกดีขึ้นจริงๆนะครับ หายใจโล่ง หายเวียนหัว แถมลดอาการตื่นตัวด้วย”


“ได้กลิ่นฉันแล้วเซ็กส์เสื่อมว่างั้น?”


“ฮ่าๆๆๆๆ ผมไม่ได้ว่าแบบนั้น แต่ผมรู้สึกดีมาเลย เหมือนอากาศรอบตัวมันสดชื่นขึ้นมา อยู่ใกล้พี่แล้วผมรู้สึกดีมากๆเลยครับ”


เขารู้สึกแปลกๆ อยู่ดีๆก็มีคนมาบอกว่ารู้สึกดีที่ได้อยู่ด้วย ก่อนที่จะประหม่าไปกว่านี้ โทรศัพท์เขาก็ดังขึ้น อาจารย์ชเวแกโทรมาบอกห้องแลปปลอดภัยแล้วกลิ่นสารน่าจะหายไปหมดแล้ว แกถามว่าเด็กที่ให้ไปดูแลโอเคขึ้นไหม ที่ให้ใส่เครื่องป้องกันเต็มชุดเพราะเห็นว่าเด็กมีอาการแสดงอัลฟ่า แต่แกแปลกใจเหมือนกันที่ซองแจไม่ได้แสดงอาการก้าวร้าวอะไร แกบอกสงสัยว่าคงเป็นเพราะสารหกน้อยมั้ง เขาแค่ตอบกลับไปตามเหมาะสม ก่อนถามแกว่าให้เด็กนี่กลับไปเรียนได้เลยไหม แกก็บอกว่าได้ถ้าอาการอัลฟ่าหายไปแล้ว พอดีแลปนี้โอเมก้าเยอะ


“ไปเรียนไหวไหม”


“ครับ ดีขึ้นเยอะเลย”


เขาพยักหน้ารับ พอเดินกลับไปที่แลปก็พบว่าอาจารย์แกทอร์คแลปเสร็จแล้ว และฝากเขาดูซองแจด้วย เป็นอัลฟ่าคนเดียว เอ็นดู...


นี่เรามาถึงยุคที่ต้องเอ็นดูอัลฟ่ากันแล้วเหรอวะ…


ดีว่าตลอดแลปสามชั่วโมงไม่มีปัญหาอะไร ซองแจปกติทุกอย่างแถมยังทำแลปได้ดี วิจารณ์ผลดี มีเหตุมีผล เขาเพิ่งรู้จากเพื่อนร่วมเซ็คของมันว่าซองแจเป็นเด็กทุนซึ่งทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย เพราะจากที่เขารู้ อัลฟ่าส่วนใหญ่มักจะมาจากตระกูลดีๆ ที่จริง...คณะวิทย์ฯมันไม่ใช่ที่ๆอัลฟ่ามักจะมาเรียนกัน เท่าที่รู้ส่วนใหญ่มักจะไปเรียนบริหารหรืออะไรก็ได้ที่มักจะเกี่ยวกับตระกูลของเขา(บริหาร กฏหมาย แพทย์ นิยมกันสุดๆ) ถึงแม้สังคมมันจะพัฒนามาขนาดนี้แล้ว แต่พวกความนิยมคร่ำครึก็ยังคงมีอยู่


เด็กนี่ต้องกล้ามากที่มาเรียนอะไรแบบนี้…


“เอาล่ะ รายงานส่งอาทิตย์หน้าพร้อมสมุดแลปนะครับ ถ้ามีอะไรสงสัยหรือหาอาจารย์ไม่เจอมาหาพี่ได้ พี่อยู่ที่ห้องพักผู้ช่วยชั้นสามครับ”


เขาประกาศบอกน้องๆก่อนจะปล่อยให้เด็กๆมันเลิกเรียนกัน เขายิ้มรับตอนน้องๆกล่าวลา เขารอจนเด็กคนสุดท้ายออกไปก่อนจะปิดล๊อคห้องแลปพอหันหลังกลับมาก็เจอเจ้าเด็กอัลฟ่าคนเดิมยืนรอเขาอยู่


“รอฉันเหรอ?”


“ครับ”


“เพราะ?”


“ผมอยากรู้จักพี่”


เขายืนนิ่งกับประโยคที่ได้ยิน เขารู้สึกว่าคำนี้ไม่ได้ยินนานแล้วนะ ล่าสุดก็ตอนน้องผู้หญิงโอเมก้าคนนึงมาขอเบอร์เขา และเราก็เลิกกันในเวลาหนึ่งเดือนต่อมาด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่มีเวลาให้น้อง…


ก็คนมันต้องทำงานทำการนี่นา…


แล้วคำว่าอยากรู้จักของเจ้าเด็กอัลฟ่านี่ล่ะ จะเหมือนกันหรือเปล่า...แต่คราวนี้เขาคงทำตัวไม่ถูก เพราะคราวนี้ไม่ใช่โอเมก้าหรือเบต้าน่ารักๆ แต่เป็นอัลฟ่าตัวโตที่ทำหน้าซื่อมองเขาอยู่นี่


“...อยากรู้จัก?”


“ครับ ผมขอเบอร์พี่ได้ไหม”


ครั้งแรกจริงๆที่ถูกผู้ชาย แถมยังเป็นอัลฟ่าขอเบอร์ ไอ้เด็กนี่มันสุดจริงๆ…


เขาไม่ได้ว่าอะไร เขายกโทรศัพท์ขึ้นมาแลกเบอร์แลกไลน์กันไป หน้ามันดูดีใจเหมือนเด็กๆได้ของเล่น เขาแอบขำ เราพูดคุยกันอีกเล็กน้อยก่อนจะลากันไป


+++++++++++++++++++++


การรู้จักเจ้าเด็กนี่ทำให้ชีวิตเงียบๆของเขามีความตื่นเต้นขึ้นมามากขึ้น ด้วยความที่ว่า มันเป็นอัลฟ่าเพียงไม่กี่คนของคณะนี้ มันเลยโดนเล็ง...ในหลายๆความหมาย ทั้งโอเมก้าทั้งคณะที่เล็งอยากได้ ทั้งอัลฟ่ารุ่นพี่ที่อยู่มาก่อน เขาเพิ่งรู้มาอีกแล้วว่าไอ้เด็กนี่เป็นอัลฟ่าชั้นสูง...อัลฟ่ามันมีสูงกลางต่ำด้วยเหรอวะ พอมันเป็นอัลฟ่าชั้นสูง เลยโดนเขม่นแต่ไม่มีใครกล้าเข้ามาหาเรื่องมันจริงๆ...แต่สำหรับเขาเจ้าเด็กนี่มันก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่นะ หรือว่าเขายังไม่เคยเห็นตอนมันน่ากลัว...


แต่วันนี้ เขาเจอเรื่องน่าตื่นเต้นมากๆ เขาต้องตามอาจารย์ไปสอนที่ตึกชีวะ เป็นคาบเคมีในชีวิตประจำวัน...ที่ไม่สอนที่ตึกเคมีเพราะเป็นตัวของชีวะ เขาก็งงๆกับการจัดหลักสูตรเหมือนกัน กลายเป็นว่าเจ้าเด็กนี่ก็เรียน อันนี้ไม่น่าแปลกใจเพราะมันเป็นตัวบังคับเมเจอร์ แต่เรื่องน่าตื่นเต้นที่ว่าคือ มันมีเด็กจากคณะอื่นมาเรียนด้วย และดูเหมือนจะเป็นอัลฟ่าชั้นสูงเหมือนกัน(ได้ยินเด็กๆมันซุบซิบกัน) พอเข้าห้องมาเจอมัน ไม่รู้เพราะเป็นธรรมชาติของอัลฟ่าหรือนิสัยส่วนตัวของเจ้าเด็กต่างคณะนั่น ตอนเรียนอยู่ไม่เท่าไหร่ แต่ตอนที่อาจารย์ออกไปแล้ววานให้เขาดูแลตอนทำงานกลุ่ม ตอนนั้นแหละ...


“มึงมองเมียกูทำไมวะ”


เขาหันไปตามเสียงทันที กลุ่มของเด็กต่างคณะยกมาทั้งกลุ่มมาที่กลุ่มของซองแจ เด็กซองแจมันทำหน้าไม่เข้าใจแต่ก็ลุกขึ้นยืนมองประจันหน้า ดูเหมือนเป็นสัญชาตญาณมากกว่าที่มันทำไป


“ผมว่าผมไม่ได้มองนะ”


“อย่ามาปากดี มึงมอง!”


บรรยากาศภายในห้องเริ่มไม่ดี ในห้องเงียบไปหมด เขาก็เริ่มรู้สึกอึดอัด มันแปลกมาก มันไม่ใช่ความรู้สึกที่อึดอัดเวลาเห็นคนจะมีเรื่องกันแต่มันเหมือนมีรังสีบางอย่างที่มันกดดันเขาอยู่ เขารู้สึก...กลัว? พอเขาสังเกตเด็กที่เป็นโอเมก้า พวกนั่นเริ่มจะหลบเข้าไปหลังเพื่อน ตัวสั่นเทา เริ่มร้องไห้ เหมือนกลัวอะไรบ้างอย่าง ซองแจมองเพื่อนในกลุ่มที่เป็นโอเมก้า ก่อนจะหันไปมองคู่อริ


“ผมว่าเราออกไปคุยกันด้านนอกเถอะครับ”


ซองแจเดินนำออกไปโดยที่ไม่รอคำตอบ ไอ้เจ้าเด็กนิสัยไม่ดีนั่นก็เดินตามออกไปทันทีกับกลุ่มมัน พออัลฟ่าออกไปหมดบรรยากาศในห้องก็หายอึดอัด แต่โอเมก้าทั้งหลายยังคงมีอาการตื่นกลัวอยู่ บอกตามตรงเขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อน เพราะอย่างที่บอกไปคณะวิทย์มันมีอัลฟ่าแบบนับจำนวนได้ สี่ปีรวมกันไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ เหตุการณ์แย่งโอเมก้าไม่เคยมี มีแต่แย่งแฟนกันธรรมดานี่แหละ ไม่ต้องพูดถึงตอนเรียนมัธยม เขาเรียนโรงเรียนรัฐธรรมดา ส่วนใหญ่มีแต่เบต้ากับโอเมก้า แล้วที่เขาโตมา ไม่เคยเจออัลฟ่าเลย


เขาบอกให้เด็กๆนั่งอยู่ในห้องทำงานต่อก่อนจะออกไปตามซองแจ เป็นห่วงอยู่เหมือนกัน กลัวมันโดนรุมตีน อย่างน้อยมันก็เป็นรุ่นน้องในคณะ เขาควรที่จะไปดูมันหน่อย


แต่เขาแม่งคิดผิดมากที่ตามออกมา…


พวกนั้นออกไปหลังตึก ดีว่าเขามาถูกที่ แต่ไอ้รังสีกดดันที่เกิดในห้องเมื่อกี้มันยิ่งอึดอัด เหมือนมันเพิ่มเป็นสองเท่า เขาเห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนหนึ่งกำลังยืนตัวสั่นอยู่ข้างเจ้าเด็กนิสัยไม่ดี เจ้าตัวดูพยายามที่จะกลั้นก้อนสะอื้นและกอดตัวเองเพื่อลดความสั่นเทา เขาพยามเดินเข้าไปใกล้ แต่มันยากมากๆ มัน...กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้


แต่เจ้าเด็กนั่นมันอยู่คนเดียว…


เขาฝืนเดินเข้าไปใกล้ จนซองแจที่ยืนหันหน้าออกมามองเห็นเขา เจ้าตัวดูตกใจไม่น้อยที่เห็น แล้วอยู่ๆบรรยากาศอึดอัดก็คลายลงไป ไม่กดดันเหมือนตอนก่อนที่ซองแจเห็นเขา...มันคืออะไรวะ…


“อะไร มึงยอมแพ้แล้วเหรอ กากว่ะ”


หน้าตาซองแจดูลำบากใจไม่น้อย เขารู้สึกว่าเขามาผิดเวลาหรือเปล่า เป็นเพราะเขาปรากฎตัวหรือเปล่าเลยไปทำให้ซองแจส่งสัญญาณอะไรสักอย่างที่เหมือนกับการยอมแพ้


เขากลัวว่าจะเป็นแบบนั้นเลยกลั้นใจเดินเข้าไปหา ไปยืนข้างมัน


“พี่ว่าเรามีอะไรค่อยๆคุยกันดีกว่าไหมครับ”


“เบต้าเหรอ? ผมว่าอย่ามาเสือกเรื่องของอัลฟ่าเลยดีกว่า อย่าหาว่าผมไม่เตือน”


พอสิ้นประโยค อัลฟ่าคนนั้นมันก็เอื้อมมือหมายจะพลักเขาออก แต่มือหนาของซองแจก็ปัดทิ้งไปก่อนที่มันจะถึงตัวเขา แล้วอยู่ๆแรงกดดันที่คลายลงก็เพิ่มขึ้นมากกว่าตอนที่เขาเจอตอนแรกเสียอีก มันทำเอาเขาเกือบจะยืนไม่อยู่ ส่วนน้องโอเมก้านั่นเป็นลมไปแล้ว ไอ้เด็กอัลฟ่านิสัยไม่ดีก็ผงะถอยหลังไปหลายก้าว มันเหลือบมองแฟนตัวเองก่อนสั่งเพื่อนที่พอจะมีสติให้อุ้มไปไว้ที่อื่น แล้วค่อยหันมาเผชิญหน้ากับซองแจอีกครั้งแต่ไม่ได้กล้าหือแบบเดิม เขาเริ่มทนไม่ไหว เขารู้แล้วว่าไอ้แรงกดดันนั้นมันต้องมาจากอัลฟ่าสักคนตอนนี้ และเขามั่นใจว่าส่วนใหญ่มาจากซองแจ เขาพยายามอ้าปากบอกให้อีกฝ่ายหยุดแต่มันทำแทบไม่ได้เลยจนกระทั้ง...


“หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!”


สิ้นเสียงก้องบรรยากาศทั้งหมดก็หายไป เขาขนลุกซู่แล้วค้างไปแบบนั้นแต่แค่ครู่เดียว เขาหันไปหาต้นเสียงนั่น อาจารย์โจวกำลังยืนด้วยสีหน้าเครียดพร้อมส่งสายตาตำหนิมาทางพวกเขา เจ้าเด็กนิสัยไม่ดีนั้นหูลู่หางลู่กันไปก่อนบอกเพื่อนๆให้วิ่งหนี อะไรวะ ไอ้ความเก่งเมื่อกี้มันหายไปไหนหมด ส่วนซองแจที่อยู่ข้างเขาก็ก้มหลบตาอาจารย์โจวก่อนจะเลื่อนตัวเองมาหลบหลังเขา อะไรวะ ไอ้นี่ก็อีกคน สักพักอาจารย์ชเวก็วิ่งมาสมทบพร้อมทำหน้าตกใจตอนเห็นเขายืนอยู่ด้วย


เขากลับไปปล่อยนักศึกษาที่อยู่ในห้องเรียนก่อนรีบกลับไปที่ห้องพักอาจารย์โจวตามที่อาจารย์แกบอก


ปรากฎว่าพอเข้าไปแกกำลังดุซองแจอยู่ เขาเลยเดินเนียนๆไปหาอาจารย์ชเวก่อนถามแกเรื่องที่น้องมันโดนดุ ทำให้เขารู้ว่า การใช้ ‘อำนาจอัลฟ่า’ ในที่สาธารณะมันผิดกฎ ทั้งในมหาลัยและที่อื่นๆ อาจารย์โจวเลยเทศน์เด็กซองแจผู้น่าสงสารยาวเลย ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อนแท้ๆ แกบ่นๆว่าดีที่ว่าแกเป็นคนไปเจอ ไม่งั้นโดนพักการเรียนแน่ โห...ร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอวะ แล้วเขาก็เพิ่งรู้ว่าอาจารย์โจวแกเป็นที่ปรึกษาให้กับซองแจและเป็นอัลฟ่าด้วย พอแกเทศน์เสร็จก็บอกให้เด็กมันไปนั่งรอข้างนอกแล้วเรียกให้เขามานั่งแทน


อ่าว...กูก็ผิดเหรอ...กูยังไม่ได้ทำอะไรเลยยยยยยย


“ผมไม่ได้จะดุคุณหรอก แค่จะถามอะไรนิดหน่อยน่ะ”


เขาลอบถอนหายใจเมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นแพะ แกถามอะไรนิดหน่อยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วก็ถามเขาว่ารู้จักซองแจได้ยังไง เขาก็เล่าไปจนมาสะดุดกับคำถามที่แกถามกลับมา


“ซองแจเล่าให้ฟังว่าคุณมีกลิ่นที่ทำให้อาการแพ้ของเขาดีขึ้น”


“เอ่อ...ครับ...ใช่”


“จริงเหรอ!”


เป็นอาจารย์ชเวที่ตื่นเต้นแทน แกถึงกับลุกจากโซฟารับรองลากก้าวอี้มานั่งข้างเขา แล้วถามคำถามทันที เขาก็เล่าให้แกฟังเท่าที่เขาจะเล่าได้ อาจารย์โจวหันไปคุยกับอาจารย์ชเว


“ตอนแรกผมนึกว่าเด็กของคุณมีกลิ่นพิเศษจริงๆ แต่พอผมมาอยู่ใกล้ๆ ผมก็ไม่ได้กลิ่นแบบที่ซองแจว่า”


“อาจจะเป็นความเข้ากันของฟีโรโมนก็ได้ ที่มันจะจำเพาะกับคนสองคนเท่านั้น เหมือนทฤษฎีคู่ชีวิตของอัลฟ่าโอเมก้า”


“อืมๆ เป็นไปได้ๆ”


สองคนคุยอะไรกันอีกสักพัก ส่วนใหญ่เริ่มลงลึกไปถึงทฤษฎีโน่นนี่ที่เขาไม่เคยได้ยิน แต่สุดท้ายแกก็เรียกเด็กซองแจให้เข้ามา


“ซองแจ ต่อจากนี้คุณอีชางซอบจะเป็นพี่เลี้ยงโปรเจคให้คุณนะ”


“ห่ะ…”


มีแต่เขาที่ส่งเสียงท้วง เจ้าเด็กซองแจพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เขาหันไปมองอาจารย์โจวที่มองเขากลับมาด้วยสายตาว่า 'ฝากด้วยนะ' เขาเลยกลับมาหาความช่วยเหลือสุดท้าย แต่ก็ได้รับสายตาหักหลังดังป๊อกจากอาจารย์ที่ปรึกษาของตัวเอง เขาถอนหายใจยอมรับชะตากรรม อาจารย์โจวยิ้มพอใจก่อนจะเพิ่มอีกประโยคที่ทำให้เขาอยากจะกลับไปปฏิเสธเรื่องเมื่อกี้


“แล้วก็ ผมสนใจเรื่องของพวกคุณมาก จะดีมากเลยถ้าเวลาคุณอยู่กับซองแจแล้วสังเกตอาการของเขาแล้วมาบอกผม เรื่องนี้ผมคุยกับอาจารย์ของคุณแล้วเขาบอกโอเคที่จะใช้คุณ”


เกิดเป็นอีชางซอบมันต้องทุกข์ขนาดนี้เลยเหรอ อาจารย์สั่งงานเพิ่มให้หนักชีวิต อาจารย์ที่ปรึกษาก็หักหลัง และยังต้องมาตัวติดกับเด็กอัลฟ่าตัวโตที่เป็นเป็นโรคประหลาดอีก…


จบกันชีวิตสงบสุขของเขา...


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


คือถ้าของมันมีในหัวอ่ะ มันก็จะมาเร็วมาก คืออมกวอันนี้เราคิดจะเอาไปทำเป็นอริของเรา แต่ว่าผังเรื่องมันไม่ได้ใหญ่มาเลยเปลี่ยนมาเป็นฟิคดีกว่า ปรับไปปรับมาก็ลงตัวแล้วเห็นว่าเหมาะกับแจซอบดี เลยได้เป็นฟิคเรื่องนี้มา


ส่วนใครงงๆเรื่องโลกอมกวของเรา รออีกสักพักน่าจะเข้าใจ เราเซ็ตขึ้นมาใหม่กฎของโลกเป็นแบบที่เราคิด มันอาจจะไม่เหมือนที่เคยอ่านมาบ้าง แต่ก็ขอให้ลองติดตามนะคะ


ขอบคุณที่ตามค่ะ






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 21 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

108 ความคิดเห็น

  1. #18 btrkp (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 กันยายน 2561 / 02:40
    ขออนุญาตถามค่า เราอยากรู้ว่าไฮเปอร์เวนฯคืออะไรค่า(^0^)/
    #18
    2
    • #18-1 OnTheWall(จากตอนที่ 11)
      30 กันยายน 2561 / 02:53
      เอาที่เราพอรู้มันเป็นอาการผู้ป่วยหายใจเอาก๊าซออกซิเจนเข้าไปมากเกินไป ส่วนใหญ่เกิดจากความเครียด อาการที่มีคือจะชักเกร็ง หายใจติดขัด มือเท้าชา มันเรียกอีกอย่างว่า โรคมือจีบ น่าจะคุ้นเคยกับชื่อนี้มากกว่า วิธีรักษาเบื้องต้นคือต้องทำให้ผู้ป่วยหายใจช้าลงหรือไม่ก็เติมคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป น่าจะเคยเห็นที่เขาเอาถุงครอบปากแล้วให้หายใจน่ะค่ะ

      ส่วนในเรื่องเราใช้อาการแพ้ของซองแจเป็นตัวนำไม่ได้เกิดจากความเครียด แต่เกิดจากร่างกายมีอาการคล้ายๆแบบนั้นเลยเติมเข้าไปให้ดูน่าสงสาร/555555
      #18-1
    • #18-2 btrkp(จากตอนที่ 11)
      30 กันยายน 2561 / 03:02
      อ่อ ขอโทษทีจ้า เราด่วนถามไปหน่อย เพราะตอนแรกนึกว่าเป็นศัพท์ใหม่ที่ไรท์บัญญัติขึ้นเองในโอเมก้าเวิร์สของไรท์ แบบว่าเราไม่เคยได้ยินคำนี้มาก่อน555555 แต่พอเราลองไปเสิร์ชหาดูมันคือเป็นอาการที่มีอยู่จริง มันคือการหอบจากอารมณ์สินะคะ แหะๆๆ ขอโทษทีรบกวนด้วยจ้า5555
      #18-2