[Fic OUTLAST] After Story Eddie/Waylon

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 10

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 682
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 17 ครั้ง
    4 มิ.ย. 59

            หัวของเอ็ดดี้ว่างเปล่าเหมือนกล่องพลาสติก เขาได้ยินเสียงอากาศกรีดในแก้วหู และรู้สึกตัวเมื่อพบว่าแสงจากหลอกไฟทำหน้าที่เป็นเข็มแทงลูกตาของเขาอยู่ เอ็ดดี้หลับตาตอนที่หมอเกว็นถาม ลืมตาอีกเพื่อตั้งใจฟัง “วันนี้คุณเป็นยังไงบ้าง?” เธอยังดูใจดีแบบทุกครั้งและให้ความรู้สึกเหมือนลูกพีช แต่นั่นไม่เปลี่ยนข้อเท็จจริงว่าเธอเป็นหมอของเขา กว่าจะรู้ตัว เอ็ดดี้ก็ค้นพบว่าการมาพบจิตแพทย์ไม่ใช่เรื่องที่น่าจดจำนัก

 

            “ผม ทะเลาะกับเพื่อน

 

            เขาเกือบพูดว่าดาร์ลิ้ง ต้องยอมรับ เขาเริ่มรู้สึกกระอักกระอวนตอนที่นึกย้อนไปเรื่องก่อนหน้านี้

           

            “คุณอยากเล่าไหมคะว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

 

            “ผม... กับเขาทำงานกันตามปกติ พวกโจรเข้ามาและพยายามปล้น ผมจัดการทุกอย่าง ช่วยเวย์ลอนเอาไว้ได้ แต่หลังจากตำรวจมา เขาไม่คุยกับผมเลยที่ห้อง ผมยังทานยาครบตามปกติ แต่ มันทำให้ผมคลื่นไส้”

 

            เกว็นพยักหน้า

 

            “งั้นหมอจะเปลี่ยนยาให้คุณ หากมีผลข้างเคียงอีกคุณบอกหมอได้เสมอ”

 

            เอ็ดดี้พยักหน้า แก้วหูของเขาเริ่มมีเสียงอื่นนอกจากอากาศ มันคือเพลงนั่น เอ็ดดี้รับรู้ถึงมันและพยายามกดให้มันกลับไปอยู่ส่วนที่ลึกที่สุดอีกครั้ง มันจะกลับเข้ามาเป็นระยะเมื่อสมองของเขากลายเป็นกล่องว่างเปล่า เข้ามาเติมให้เต็มด้วยเนื้อเพลงก่อนจะทำให้ทุกอย่างระเบิดแล้วพาทุกอย่างกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่เมาท์แมสสีพ

 

            “หมอ ผม...” เขาเริ่มพูดติดขัด “ผม อยากหาย มันจะหายขาดใช่ไหม”

 

            เกว็นยิ้มอย่างอ่อนโยน เขาไม่สามารถอ่านสีหน้าหมอออก นั่นเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของจิตแพทย์ พวกเขาจะไม่แสดงอารมณ์หรือความคิดใดๆ เป็นมืออาชีพ รู้วิธีที่จะทำให้คนไข้สบายใจและยอมคุยมากขึ้น

 

            “ยากับการรักษาจะช่วยให้คุณดีขึ้นแน่นอนค่ะ แค่มาหาฉันตามนัด โอเคไหม?”

 

            ดีขึ้น เอ็ดดี้ขบกรามแน่น นึกไม่ออกว่าดีนั่นจะดีได้ขนาดไหน ถ้ามันดีขึ้น ทำไมเพลงบ้าๆ นี่ยังหลอนอยู่ในหัวเขา ทำไมอดีตเลวร้ายตามมาไม่จบไม่สิ้น ฉายซ้ำเหมือนม่านฉายในโรงหนังของโรงพยาบาล ที่ที่พวกคนบ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองดูห่าอะไรอยู่ เขาก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น ถูกหลอกอยู่ในคุกนรกเพื่อทำการทดลอง วอไรเดอร์โปรเจ็คฝากแผลทุเรศๆ ไว้เป็นที่ระลึก ศัลยกรรมจะช่วยได้ขนาดไหนกัน

 

            “ครับหมอ”

 

            เอ็ดดี้ตอบไปด้วยน้ำเสียงว่างเปล่า

 

            เขารับยาชุดใหม่ กลับมาที่ห้องและได้ยินเสียงก๊อก เวย์ลอนอยู่ในห้องน้ำ เดินออกมานั่งบนฟูก เอ็ดดี้อ้อมอีกฝ่ายไปเก็บยาใส่ลิ้นชักที่เดิม ก่อนจะนั่งลงข้างๆ

 

            “ยานั่น” เวย์ลอนพูดขึ้น “นายไปหาหมอมาใช่ไหม”

 

            “ดาร์ลิ้งฉัน---”

 

            เวย์ลอนหลับตาเพื่อกดอารมณ์ “นายบอกว่าหายขาด”

 

            “...ใช่”

           

            เอ็ดดี้สารภาพอย่างรวดเร็ว

 

            “ฉันแค่กลัวว่านายจะหนีฉันไป อีกครั้ง”

 

            เอ็ดดี้พูดด้วยเสียงเบาหวิว แต่ห้องนี้เงียบพอสำหรับมัน เวย์ลอนหันมามองเอ็ดดี้ ขณะที่เอ็ดดี้ประสานมืออยู่บนตัก เขาไม่อยากรับรู้ว่าเวย์ลอนกำลังรู้สึกอย่างไร สีหน้าตอนนี้ โกรธ เศร้า กระทั่งหวาดกลัว เขาไม่กล้าพอที่จะรับรู้มัน ทั้งหมดนั่นสามารถขยี้หัวใจเอ็ดดี้เป็นเสี่ยงๆ เหมือนลูกองุ่นเน่า

 

            “กลัสคิน เราไม่ใช่คู่รักกัน”

 

            เขาคิดผิด ประโยคเมื่อครู่รุนแรงยิ่งกว่า

 

            “นายต้องยอมรับมัน ตอนนี้เราอยู่ในฐานะคนแชร์ค่าเช่าห้อง เพื่อนร่วมงาน”

 

            “ฉันไม่ต้องการเจ้าบ่าว กลัสคิน” เวย์ลอนลุกขึ้นยืน “หวังว่านายจะเข้าใจ”

 

และกำลังจะเดินไปที่ประตู

 

วินาทีต่อมา เวย์ลอนถูกดึงกลับมานั่งที่ฟูก อีกฝ่ายหันมามองเอ็ดดี้ ผู้ซึ่งหายใจแรงขึ้นตามหัวใจในอก มันร้อนระอุราวกับชนวนระเบิด ทำให้คอของเขาตีบตัน

 

“ถ้าก่อนหน้านี้ฉันไม่ป่วยล่ะ”

 

เอ็ดดี้สบตากับเวย์ลอน น้ำเสียงสั่นเครือ

 

“ถ้าฉันไม่อยู่ที่เมาท์แมสสีพ ถ้าฉันไม่ใช่ชายที่ชั้นใต้ดิน ถ้าฉันไม่ได้เอาคนมาหั่นเป็นชิ้น หรือแทงอวัยวะของพวกเขา ก่อนที่ฉันจะน่าเกลียด”

 

เอ็ดดี้ตัวสั่นด้วยก้อนสะเอื้อน รุนแรงเสียจนตัวโยน และปล่อยน้ำตาพลั่งพรูออกมา นี่ถึงที่สุดแล้วสำหรับเขา เอ็ดดี้คิดมาตลอดว่ามีบางอย่างกั้นเอาไว้ บางอย่างที่เวย์ลอนสร้างขึ้นกับเขาตั้งแต่เจอกัน เขาแค่ปฏิเสธว่าไม่ใช่ความผิดตัวเอง หลอกตัวเองในแต่ละคืนที่มองใบหน้ายามหลับของอีกฝ่าย เอ็ดดี้ยังคงเป็นตัวเอง เจ้าของอดีตเลวร้ายของเวย์ลอน

 

“นายจะชอบฉันไหม”

 

เวย์ลอนไม่ตอบ เขาจึงถามอีกเรื่องหนึ่ง

 

“นายดีใจใช่ไหมที่ได้คิดว่าฉันตายอยู่ในโรงยิม”

 

“ฉันคงโกหกถ้าบอกว่าไม่”

 

เวย์ลอนบอก

 

“ฉันเสียใจ เอ็ดดี้”



---


//คนเขียนพูดแต่เรื่องตัวเอง//

แหม่ ดราม่าเหมืออารมณ์ดิฉันตอนนี้เลย *แอร่ะ*

สวัสดีค่ะ ก่อนอื่นขอขอบคุณอย่างเป็นทางการที่เข้าใจเราและทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามา รวมถึงคนที่หลังไมค์มาหาเรา (เรายังกลับไปอ่านข้อความเวลาเฟล รู้สึกดีที่มีคนเป็นห่วงขนาดนี้ TvT) ความคืบหน้าอาการป่วยเราเรายังคง... เหมือนเดิม แค่พึ่งไปหาหมอมา ยังไม่ดีขึ้นทันทีค่ะ เราอยากให้มันดีเลยเหมือนกัน แต่กว่ายาจะจัดการเคมีในสมองเราได้คงใช้เวลา เพราะงั้นเอ็ดดี้ ทำใจนะยู

หมอวินิจฉัยแล้วค่ะ เราเป็นโรคซึมเศร้า คือไม่รู้ตัวเลย 555 ตอนแรกเรานึกว่าโรคเครียด พยาบาลบอกว่าสามารถรักษาให้หายได้ค่ะ แต่... ใช้เวลา อะเกน อารมณ์เราเลยขึ้นๆ ลงๆ แต่ยังไงถึงโมโหไม่เข้าท่าก็ต้องไปหาหมอ เดี๋ยวหมอตี (เราล้อเล่น หมอเราสองคนเป็นผู้หญิง น่ารักทั้งคู่ค่ะ ให้ฟีลคุณแม่) ช่วงนี้เราก็หาหมอเรื่อย ๆ ค่ะ พยุงตัวเองไป ฉะนั้นได้โปรดอย่าเล่นมุกแย่ๆ เกี่ยวกับผู้ป่วยทางจิต เช่น บ้า ยันเดเระ หยิบมีดฆ่าคน หรือคิดว่ามันเท่ เจ๋ง คูล บนความทรมานของเรา การที่เรานอนไม่ได้แล้วปวดหัวไม่เท่ การพยายามฆ่าตัวตายไม่เท่


ต่อจากนี้คือข่าวดีของเราที่ไม่เกี่ยวกับฟิค! เมินไอ้อารมณ์โมโหก่อนหน้านี้ไป (เพราะเราโมโหตลอดเวลาอยู่แล้ว o<-<)

เราซิ่วค่ะ

เราตัดสินใจแล้ว เราจะไปทางสายวาดเลย ตอนนี้จะไปสมัครใหม่สายคอมพิวเเตอร์อาร์ตค่ะ เรียนทำแอนิเมชั่นไปเลย เตรียมตัวฟิตภาษาอังกฤษเพื่อสอบ TOEFL เพราะ เราอยากไปเรียนต่อมหาลัยต่างประเทศค่ะ เราว่าเราทำได้ถ้าเราลองให้ถึงที่สุด พยายามถึงที่สุด การฝึกไม่เคยทำให้เราตาย เราถึงเขียนฟิคเก่ง (...อันหลังข้ามไป เราอวดฉลาด ก๊ากก) ความฝันแล้งๆ อีกอันคือถ้าได้ต่อโทแล้วเราจะทำงาน แลดูเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ลองไม่รู้ค่ะ เราไม่รู้เหมือนกันเราบอกทำไม แต่เราสบายใจถ้าคนอ่านจะรู้การเป็นไปของชีวิตเราบ้างเล็กน้อย แฮ่ พิมพ์ไปพิมพ์มาเยอะกว่าเนื้อหาฟิคอีก เราบ่นเยอะเนื่องจากหายหัวไปนานนานนาน


เราจะหยุดบ่นและเกรี้ยวกราดไว้เท่านี้ค่ะ พรากก เจอกันตอนต่อไป เรายังยืนยันเหมือนเดิม เราบอกไม่ได้ว่าตอนใหม่มาตอนไหน.... แต่สัญญาว่าจะเขียนให้จบค่ะ


บัยส์


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 17 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

102 ความคิดเห็น

  1. #52 Grammai59 (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2559 / 22:13
    นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราอ่านแล้วให้ความรู้สึกสะเทือนใจแปลกๆนะ อ่านแล้วเหมือนหัวกับใจมันวูบไปมาเหมือนน้ำตาจะคลอเลย หวิวมาก ชอบอ่านแนวๆนี้นะ ขอบคุณสำหรับการสื่ออารมณ์ของตัวละครที่ลึกซึ้งขนาดนี้ ตอนแรกเราว่าจะลองหาอ่านเล่นๆเฉยๆ ไม่นึกว่าจะเจอฟิคดีขนาดนี้ สู้ๆค่ะ
    #52
    0
  2. #51 jerermy (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2559 / 02:05
    โอ้ พระสงค์ เริ่มดราม่าแล้วอ่าา
    #51
    0
  3. #49 ologica (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2559 / 11:35
    ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งนะคะ เรื่งของไรเตอร์ทำให้เราคิดถึงเพื่อนเลยค่ะ เรามีเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้า แต่นางไม่ยอมไปหาหมอ ไม่ยอมรับว่านางเป็นด้วย เอาแต่บ่นคร่ำครวญในเฟส เราเองก็ไม่รู้จะช่วยนางยังไง ยังไงก็พยายามเข้านะคะ
    #49
    1
    • #49-1 FUNK(จากตอนที่ 12)
      13 มิถุนายน 2559 / 16:33
      อืมมม ว่าไงดี เราไม่อยากให้ตัดสินเพื่อนคุณเท่าไหร่ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าอาการเขาเป็นยังไง ขนาดเราเองตั้งนานกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นกว่าจะสงสัยกว่าจะลากตัวเองไปหาหมอ ปรึกษาเพื่อนนานมากว่าตกลงเราไม่เป็นอะไร เราแค่เครียดเฉยๆหรือเปล่า เพราะเราอยู่กับมันมาตลอดเวลา เราคิดว่ามันปกติ จนกระทั่งอาการหนักนอนไม่ได้กินไม่ได้

      อีกเรื่องคือ เราโทษที่เขาไม่อยากไปหาหมอไม่ได้ เพราะสังคมเรามองว่า คนไปหาจิตแพทย์ = คนบ้า สติไม่ดี มันอธิบายให้คนไม่ป่วยเข้าใจยาก ขนาดคนในครอบครัวเรายังไม่อยากเล่าเลย นี่คือแอบไปหาหมอคนเดียวไม่มีใครไปด้วยค่ะ ส่วนหนึ่งเพราะเราบรรลุนิติภาวะแล้วเลยไม่ต้องมีผปค. หมอชมว่าเก่ง (เย่) เพราะบางคนซึมถึงขั้นลุกขึ้นมาไม่ได้ญาติต้องพามาเพราะผิดสังเกต

      ยกตัวอย่างค่ะ ตอนเราไปรอทำสิทธิ์ 30 บาทที่โรงพยาบาล เราเจอยายคนนึงสะกิดเราถามเราว่าเป็นอะไรมาหาหมอ (เราไม่ชอบตอบคำถามนี้เท่าไหร่ = = ไม่รู้ด้วยทำไมคนถึงอยากรู้เรื่องคนแปลกหน้านัก) พอเราบอกว่าเราเครียด ยายแกรีบสั่งสอนเรา บอกเราว่าทำยังไงถึงจะไม่เครียด ไล่เราไปสวดมนต์นั่งสมาธิ ซึ่งเอาจริงๆ เราลองแล้วแต่มันไม่ได้ผล เราเลยเลิกศรัทธาตรงนั้นไป ถามว่ามีคนที่ทำแล้วดีขึ้นไหม มีค่ะ ญาติเพื่อนเราทำแล้วรู้สึกดีขึ้น แต่ทุกวิธีใช้ได้แค่บางคน

      ถ้าให้เราแนะนำว่าควรช่วยยังไง ก็รับฟังไว้ค่ะ ไม่ต้องแสดงความเห็น ไม่ต้องตัดสิน ให้เขาระบาย เพื่อนสนิทเราส่วนใหญ่ทำแบบนั้นค่ะ ค่อยๆ อธิบายให้เขาไปพบหมอ ถ้าเขาอยากดีขึ้นเขาก็จะไปเอง เราเชื่อว่าไม่มีใครอยากทรมานกับสมองตัวเองนานนักหรอก เป็นกำลังใจให้เพื่อนคุณนะคะ นอกจากนี้มีอะไรถามเราหลังไมค์หรือในไอดีได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องยาเราไม่รู้มาก o<-<
      #49-1
  4. #48 Kat (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 20:20
    ดีใจมากที่พี่เขียนต่อ ตอนแรกเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้วนะเนี่ย(ต้องขอโทษนะ) พี่หายไปนาน(เป็นเดือน)

    เลยเพิ่งจะมาเปิดดู สู้ๆนะพี่

    (คุณพี่ที่น่ารัก T////T")
    #48
    1
    • #48-1 FUNK(จากตอนที่ 12)
      13 มิถุนายน 2559 / 16:35
      ///-/// เขิล โดนชว่าน่ารักด้วย ขอบคุณนะคะ
      #48-1
  5. #46 Barrybee (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2559 / 17:13
    เอ็ดดี้ T^T ทำไมเวย์ลอนพูดแบบนั้นล่ะ เศร้าจังตอนนี้
    //คนอ่านพูดเรื่องคนเขียน//
    สู้ๆ พี่ฟังค์! งานเขียนฟิคพี่สนุกจริงนั่นแหละ5555 ก็พยายามเข้านะ ขอให้สอบโทเฟลผ่าน ได้ไปเรียนฮาร์วาร์ด ออกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ บลาๆ 5555 สู้ๆ พี่ต้องผ่านไปให้ได้ เป็นกำลังใจให้นะ ฮึบ!
    #46
    2
    • #46-1 FUNK(จากตอนที่ 12)
      8 มิถุนายน 2559 / 16:01
      อือหือ ที่ว่ามาไม่ได้กะจะไปสอบเลยจ้า555 เล็งมหาลัยศิลปะที่โอไฮโอ้ไว้ ขอบคุณมากนะคะ จุ๊บๆ
      #46-1