ยั่วสวาทฤทธิเดช

ตอนที่ 6 : ไปอีกหนึ่ง (ต่อ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 200
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    31 ก.ค. 61

            พริตตี้สาวนั่งอยู่ที่ร้านนั่นอีกพักหนึ่ง ก็มีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้า จึงได้หยิบขึ้นมารับสาย  

            “ฮัลโหล ฟ้า ว่าไง เสร็จงานแล้วเหรอ?”

            (ใช่ค่ะพี่นุช ฟ้าเพิ่งเสร็จงาน กำลังว่าจะไปที่ร้านค่ะ พี่นุชอยู่ที่ไหนแล้วคะ?)

            “พี่นั่งอยู่ที่ร้านกาแฟในห้างฯ นี่แหละจ้ะ”

            (งั้นอีกไม่เกินยี่สิบนาที เจอกันค่ะ)

            ฟ้าใหม่วางสายไป อรนุชก็หันมาตั้งใจจัดการกับขนมเค้กและชาตรงหน้าจนหมด แล้วจึงเดินออกมาจากร้าน ตั้งใจจะย้ายขึ้นไปรอที่ชั้นบนซึ่งเป็นชั้นของร้านอาหาร ในขณะที่เดินออกมาหญิงสาวก็แอบชำเลืองมองไปที่โต๊ะอีกฝั่ง ก็เห็นว่าผู้ชายตัวใหญ่กับหญิงสูงวัยไม่ได้อยู่ในร้านแล้วเช่นกัน

            อรนุชเดินมองสินค้าที่โชว์อยู่ตามหน้าร้านต่าง ๆ ไปเพลิน ๆ กลับต้องชะงัก เพราะเสียงที่จู่ ๆ ก็ดังขึ้น จนทำให้เธอต้องหันหาต้นเสียง

            “เพิ่งรู้ว่านอกจากคุณจะเป็นพริตตี้แล้ว ยังเป็นนักสืบอีกด้วย” เป็นเสียงจากฤทธิเดช ที่ยืนพิงราวกันตกของห้างฯ หันหน้ามองพริตตี้คนสวยอยู่

            อรนุชหันซ้ายหันขวาไม่เห็นใคร จึงได้ชี้ที่ตัวเอง “เมื่อกี้คุณพูดกับฉันอย่างนั้นเหรอคะ?”

            “ใช่ครับ คุณน้องนุช” พ่อหนุ่มกล้ามปู พูดพร้อมกับเดินเข้ามาหาสาวร่างบาง “ผมกำลังพูดกับคุณ”

            “คุณหมายความว่ายังไงคะ?”

            “ก็หมายความตามที่พูด ไม่เห็นมีตรงไหนน่างงเลย หรือว่าคุณไม่ได้เป็นนักสืบล่ะ?”

            “ใช่ ฉันไม่ได้เป็น”

            “แต่ทำไมที่ผมเห็นนั่น เหมือนจะใช่นะครับ แต่ถ้าคุณบอกว่าไม่ใช่ ก็แสดงว่าคุณเป็นพวกถ้ำมองอย่างนั้นเหรอ?” ประโยคของชายหนุ่มที่พูดออกมา ทำให้อรนุชส่งตาเขียวกลับ ก่อนที่จะมองซ้ายขวาอีกครั้ง ดูว่ามีใครผ่านมาได้ยินเข้าหรือไม่

            “เอ๊ะ! นี่คุณ อย่ามากล่าวหาคนอื่นมั่ว ๆ อย่างนี้นะ เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า ฉันก็เสียชื่อแย่สิ”

            “ผมไม่ได้กล่าวหา ผมแค่พูดไปตามที่เห็น คุณแอบดูผมอยู่ หรือว่าคุณสนใจผมอย่างนั้นเหรอ? ถ้าเป็นอย่างนั้น ไม่ต้องแอบดูก็ได้นะ เอาหนังสือมาบังหน้าแล้วจะเห็นผมชัดได้ยังไงล่ะ?”

            “นี่คุณ! พูดเอง เออเอง มโนเบอร์ใหญ่ขนาดนี้ ตอนเด็ก ๆ ฟังนิทานส่งเสริมจินตนาการมาเยอะหรือไงคะ?”

            “คุณกำลังจะบอกว่าไม่ได้แอบมองผมอยู่อย่างนั้นสิ?” คนตัวใหญ่ยืนกอดอกพูด มืออีกหนึ่งข้างยกขึ้นมาลูบคางที่ปกคลุมไปด้วยไรเครา จ้องมองไปที่พริตตี้สาวราวกับว่ากำลังทำการสอบสวนหรือจับผิดนักโทษอยู่

            “ใช่ ฉันไม่ได้มอง ฉันไม่เห็นจะสนใจเลยว่าคุณจะไปนั่งอยู่กับใครที่ไหน เราไม่ได้สนิทกันจนต้องมาสนใจกันไม่ใช่เหรอคะ? ฉันขอตัวก่อนนะ" อรนุชพูดจบก็เดินผละจากไป

            “คุณ! กระโปรงคุณเลอะน่ะ” เสียงจากฤทธิเดชทำเอาอรนุชชะงักเท้า แล้วก้มดูกระโปรงของตัวเอง หารอยเลอะตามที่ชายหนุ่มบอก

            “ไหนคุณบอกว่าเราไม่ได้สนิทกันจนต้องสนใจกันยังไงละ แล้วคุณมาสนใจคำพูดของผมทำไม?” คนตัวใหญ่เดินเข้ามาส่งเสียงพูดใกล้ ๆ กับหญิงสาวที่เพิ่งจะเดินหนีเขามา แล้วก็เดินผิวปากจากไปอย่างอารมณ์ดี

            “หืม...ไอ้แมงดาโรคจิต” อรนุชสบถออกมาด้วยความเจ็บใจ น้ำเสียงดังพอให้ได้ยินเฉพาะแค่ตัวเธอ

 

            รนุชขึ้นไปชั้นบนก็เจอเข้ากับพักตร์ศรที่กำลังเดินมาจากอีกทางพอดี

            “เอ้า! พี่นุชมาแล้วเหรอคะ ไอ้สองคนนั้นยังไม่มากันใช่ป่ะ?” พักตร์ศรเอ่ยถาม

            “อืม ฟ้ากำลังมา เดี๋ยวก็คงถึงแล้วล่ะ” คำตอบก็ดูเป็นปกติ หากแต่ใบหน้าสวยกลับดูไม่ปกติ จนพักตร์ศรต้องเอ่ยถามเพื่อนรุ่นพี่

            “ไปกินรังแตนที่ไหนมาคะพี่ ทำไมหน้าบูดอย่างนั้นล่ะ”

            “อารมณ์ค้างจากเมื่อกี้มั้ง ดันไปเจอคนที่ไม่ควรเจอเข้า”

            “ใครอ่ะพี่ หนูรู้จักไหม?”

            “ไม่รู้จักหรอก พี่เองยังไม่รู้จักเลยว่าเขาเป็นใคร”

            “เอ๊า!...” พักตร์ศรอุทานด้วยความงุนงง ไม่รู้จักกัน แต่กลับทำให้พี่ใหญ่ของกลุ่มหงุดหงิดได้ขนาดนี้ ใจอยากจะถามต่อ แต่ว่าดูจากหน้าบึ้ง ๆ แล้ว สาวรุ่นน้องเลือกที่จะเปลี่ยนเรื่องคุยดีกว่า

            “เมื่อบ่ายนี้พี่นุชบอกว่าไปทำธุระอะไรมาเหรอคะ?”

            “เข้าไปฟังรายละเอียดงานน่ะ ยังไม่ได้ไปทำหรอก พอดีว่าที่พี่ไปงานเปิดตัวบิ๊กไบค์น่ะ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดเขาสนใจ ให้พี่ไปเป็นพริตตี้ประจำที่โชว์รูมรถเลย วันนี้พี่ก็เลยเข้าไปคุยรายละเอียดกับเขาจ้ะ”

            “ก็ดีนะพี่ ได้งานประจำก็ดี อย่างน้อยรายได้ก็อยู่ตัว ไม่ต้องลุ้นมาก”

            “ใช่ พี่ก็คิดอย่างนั้นแหละ ก็เลยเข้าไปดู คุณกิตติพงษ์เขาใจดีมากเลยนะ หนึ่งสัปดาห์ให้พี่ทำงานสามวัน เลือกวันทำงานเอาเองเลย แต่ว่าคือเลือกวันไหนก็วันนั้นไปตลอดนะ พี่เลยเลือกพฤหัส ศุกร์ เสาร์ เดี๋ยวพี่ลองไปทำดูก่อน ไม่รู้จะช่วยยอดของเขาได้ขนาดไหนนะ ถ้าทำให้ยอดขายของเขาดีขึ้น เขาคงจะพิจารณารับพริตตี้ไปประจำโชว์รูมเพิ่มขึ้น ถึงเวลานั้นพี่จะเชียร์ให้เขารับพวกเราก่อนเลย”

            “น่ารักมากค่ะพี่ หนูกราบขอบคุณล่วงหน้าเลยนะคะ” พักตร์ศรถึงกับยกมือไหว้พี่ใหญ่งาม ๆ

            “หึหึ ใจเย็น ๆ จ้ะ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะหมู่หรือจ่า”

            “หนูรู้ว่าพี่นุชทำได้อยู่แล้ว อ้อ! นั่นไอ้ฟ้ามาแล้วค่ะ” พักตร์ศรพยักเพยิดหน้าให้อรนุชหันไปดูเพื่อนสาวที่กำลังเดินตรงมา

            สามในสี่คนของแก๊งมาถึง ยังคงขาดพรธิชาอีกหนึ่งคน สามสาวจึงยังไม่เข้าไปในร้านยืนเม้าท์รอกันอยู่ที่เดิมนั่นเอง และเรื่องที่พูดคุยกันก็เป็นเรื่องของฟ้าใหม่ ที่บอกข่าวดีกับเพื่อนทั้งสองคนว่า ตอนนี้วันวิวาห์ที่เลื่อนลอยและเลือนลางของตนเองนั้น เริ่มชัดเจนขึ้นมาทุกที เนื่องจากเจตนัย แฟนหนุ่มของเธอได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายขายแล้ว

            “ดีใจด้วยจริง ๆ นะฟ้า อย่างนี้ก็อีกไม่นานแล้วสิ เตรียมเข้าคอร์สเจ้าสาวรอได้เลยจ้ะ” อรนุชเอ่ยแสดงความยินดีกับฟ้าใหม่กับข่าวดีที่เพิ่งได้ฟัง

            “ใช่ ๆ แก งั้นวันนี้เราถือโอกาสฉลองล่วงหน้ากันเลยไหม?” พักตร์ศรเอ่ย

            “ใจเย็น ๆ แก ยังไม่รู้เมื่อไหร่เลย รอให้พี่เจมาคุยกับแม่ฉันอีกทีดีกว่า ถึงเวลานั้นค่อยฉลองก็ยังไม่สายหรอก ฉันก็แอบเสียวอยู่ ไม่อยากกินแห้วอีก ว่าแต่แกเถอะ สรุปชายหนุ่มที่ไหนเป็นคนมาฉกแกไปวะเมื่อคืนน่ะ”

            “แกก็ใจเย็น ๆ สิ เดี๋ยวรอไอ้แพทอีกคน จะได้บอกทีเดียวเลย รู้พร้อม ๆ กัน อดใจไว้หน่อยนะแก” พักตร์ศรตอบกลับอย่างอารมณ์ดี

            และไม่นาน อีกหนึ่งคนในแก๊งก็มาถึง  แถมมาพร้อมกับสามี ซึ่งเป็นเสี่ยเจ้าของสนามกอล์ฟชื่อดังอีกด้วย

            เมื่อครบองค์ประชุมแล้ว ทุกคนจึงได้เคลื่อนขบวนกันเข้าไปจับจองที่นั่งในร้านอาหาร รับประทานอาหารไปคุยกันไป จนรู้เรื่องราวว่าเกิดอะไรขึ้นกับพักตร์ศร เพื่อนสาวที่หายตัวไปเมื่อคืน และอาจจะรู้แจ่มแจ้งทะลุปรุโปร่งเข้าไปยันใต้ร่มผ้า หากว่าเสี่ยทินภัทรไม่ห้ามเอาไว้ก่อน เพราะเห็นว่าคนที่ถูกซักอยู่นั้นเขินอายหน้าแดงแล้วหน้าแดงอีก

            แต่ถึงไม่ต้องรู้ลึกมากมาย ก็เพียงพอจะทำให้อรนุชขับรถกลับบ้านด้วยความหดหู่ได้ เพราะตระหนักได้ว่า ตอนนี้มีแค่เพียงเธอคนเดียวในแก๊งที่ยังไม่มีแฟน และยังไม่มีวี่แววว่าจะมีอีกด้วย และที่รู้สึกเจ็บปวดอย่างหนักคือเธออายุมากที่สุดในกลุ่ม ซึ่งอันที่จริงเธอควรสละโสดเป็นคนแรกเลยด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงคือ โตจนอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว ยังไม่เคยแม้แต่จะอกหักเลยสักครั้ง แถมน้อง ๆ ในแก๊งก็ค่อย ๆ ทิ้งเธอไปมีคู่ทีละคน และในวันนี้เพื่อนที่ทำให้เธอคิดว่าอย่างน้อยเธอก็ไม่ได้แปลกแยกที่ต้องโสด ก็หนีจากไปมีคู่เสียแล้ว แถมคู่ควงหรือคู่ครองของแต่ละคน ก็ไม่ได้น้อยหน้าใครเลย

            “ยัยแพท มีสามีเป็นถึงเจ้าของสนามกอล์ฟ คิตตี้ไปกิ๊กกับคุณอินดี้ ทายาทตระกูลดัง ขนาดยัยฟ้า แฟนที่ดูธรรมดา ตอนนี้ก็ยังได้ขึ้นเป็นระดับผู้จัดการแล้วเลย เฮ้อ! เราคงต้องย้อนดูตัวเองหน่อยแล้วมั้ง ที่คิดว่าตัวเองเก่ง คิดว่าตัวเองเจ๋งนี่ สงสัยไม่มีอะไรดีเลยมั้งเนี่ย..อรนุชเอ๊ย!” เสียงเปรยตัดพ้อตัวเองดังขึ้น ในขณะที่อรนุชอยู่ในรถคนเดียว



-------------------------------------


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น