ยั่วสวาทฤทธิเดช

ตอนที่ 3 : มีคนเลี้ยงข้าว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 205
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    27 ก.ค. 61

            “ร็อฟคะ เมนี่ว่าเมนี่ย้ายเข้ามาอยู่กับคุณที่นี่เลยดีกว่านะคะ” เมนี่เอ่ยขึ้นหลังจากที่จบสงครามความใคร่แล้ว ปากพูดไปมือก็ลูบไล้ไปบนแผงอกของฤทธิเดช สัมผัสไร้ไปกับไรขนที่ปกคลุมอยู่บนแผงอกกว้าง อย่างถือสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ

            ทว่าการกระทำของมือบางก็ต้องหยุดลง เมื่อถูกมือหนาจับเอาไว้แล้วยกออก ก่อนที่คนตัวใหญ่จะลุกขึ้นจากเตียง ไปเปิดตู้หยิบผ้าเช็ดตัวมานุ่งเพื่อปิดบังช่วงล่าง ก่อนจะเดินกลับมากางเกงที่กองอยู่บนพื้นขึ้นมาเพื่อหยิบกระเป๋าเงินออกมา แล้วหยิบเงินวางไว้ให้สาวลูกครึ่งจำนวนหนึ่ง ซึ่งก็เป็นธนบัตรสีน้ำตาลหลายใบอยู่ พร้อมกับส่งประโยคที่บาดใจหญิงสาวเป็นอย่างมาก

            “ไม่ดี ผมจะไปอาบน้ำ ออกมาหวังว่าจะไม่เจอคุณอีก เงินนี่ของคุณ”

            “ร็อฟคะ มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเป็นอย่างนี้ล่ะ?” เมนี่กระดกตัวขึ้นมาพร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่าของตนเองเอาไว้ ถามชายหนุ่มเจ้าของห้องด้วยความไม่เข้าใจ

            “คุณทำผิดข้อตกลง ผมเคยบอกแล้วว่า เราจะเจอกันต่อเมื่อผมต้องการเท่านั้น แต่คุณทำไม่ได้ เกมก็โอเว่อร์” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเดินไปเข้าห้องน้ำ

            “แต่ว่าเมื่อกี้เรายัง.....” เมนี่ผู้ที่คิดว่าตัวเองอยู่นอกเหนือข้อตกลงเฉกเช่นสาวคนอื่นของเขา เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่งงงวย เพราะตั้งแต่ออกมาจากงานเปิดตัวรถ ก็ยังไปเที่ยวต่อกันสนุกสุดเหวี่ยงจนมาจบลงที่ห้องนี้ แต่ทำไมเวลานี้ชายหนุ่มจึงเพิ่งมาบอกว่าเธอทำผิดข้อตกลง ทว่าหญิงสาวก็ถามได้ไม่ทันจบประโยค เพราะคนตัวใหญ่หาได้อยู่ฟังไม่ เขาเดินเข้าห้องน้ำปิดประตูใส่ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น นอกจากสิ่งที่เขาทิ้งไว้

            เมนี่หันไปดูบนโต๊ะเห็นเงินที่วางอยู่ ประกอบกับสิ่งที่เธอเคยได้ยินมา ว่าเขามีวิธีจัดการกับผู้หญิงที่ตามตอแยได้อย่างแสบทรวงเลยทีเดียว หญิงสาวจึงยอมตัดใจ หยิบเสื้อผ้าขึ้นมาใส่ หยิบเงินใส่กระเป๋าสะพายแล้วเดินออกจากห้องไปแต่โดยดี

 

            วันรุ่งขึ้นอรนุชมีงานบ่าย จึงไม่ตั้งนาฬิกาปลุก เพราะต้องการนอนให้เต็มที่ หากทว่าเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นแต่เช้า หญิงสาวรู้สึกตัวยื่นมือไปควานหาต้นกำเนิดของเสียงที่หัวเตียงทั้ง ๆ ที่ตายังไม่ลืม

            “ฮัลโหล...” น้ำเสียงงัวเงียส่งไปยังปลายสาย เมื่อกดรับ

            (พี่นุช เมื่อคืนเกิดเรื่องขึ้นกับไอ้คิตตี้จริง ๆ ด้วยค่ะพี่) เสียงจากฟ้าใหม่ที่ตอบกลับมาทำให้สาวขี้เซา กระดกตัวขึ้นนั่ง ลืมตาตื่นเต็มที่

            “ฮ้า! คิตตี้เป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นเหรอฟ้า”

            (ก็น้องนิ่มที่ไปงานเดียวกันกับไอ้คิตตี้ บอกว่าไอ้คิตตี้มันโดนผู้ชายที่ไหนไม่รู้ ลากออกจากงานไปหน้าตาเฉยเลยพี่ แล้วตอนนี้พี่เจี๊ยบก็ตามหาตัวมันให้ควั่กเลยด้วยค่ะพี่ น่าจะโดนโทษฐานทิ้งงานไปกลางคันนี่ละค่ะ) พี่เจี๊ยบ ที่ฟ้าใหม่พูดถึง คือ จิราภา ผู้จัดการล็อตเต้โมเดลลิ่ง ที่พวกเธอสังกัดอยู่นั่นเอง

            “แล้วเช้านี้ฟ้าโทรหาคิตตี้หรือยัง?”

            (โทรแล้วค่ะ แต่ว่าติดต่อไม่ได้)

            “แล้วแพทล่ะ แพทติดต่อได้ไหม?”

            (ไม่ได้เหมือนกันค่ะพี่)

            “ผู้ชายคนนั้นเป็นใครกันนะ แล้วจะลากคิตตี้ไปไหน ทำไมถึงกล้าทำขนาดนั้น?”

            (นั่นสิคะพี่ หวังว่าจะไม่มีอะไรร้าย ๆ เกิดขึ้นนะคะ)

            “แล้วตอนนี้ฟ้าอยู่ไหนเนี่ย?”

            (อยู่นนฯ ค่ะ วันนี้งานโรดโชว์กาแฟมาที่เมืองนนฯ ค่ะ)

            “อืม ช่วงบ่ายพี่ก็มีธุระต้องไปทำ เอาเป็นว่าพยายามช่วยกันติดต่อไอ้คิตตี้ให้ได้แล้วกันนะ ใครติดต่อได้ นัดมันมาเจอกันค่ำนี้ที่ร้านเดิมของเราเลย เรื่องนี้ต้องมีเคลียร์ ฝากบอกแพทด้วยนะ”

            (ได้ค่ะพี่นุช เดี๋ยวฟ้าโทรบอกไอ้แพทเอง)

            อรนุชวางสายจากฟ้าใหม่ ก็ลองโทรเข้าเครื่องของพักตร์ศรทันที แต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับ เข้าใจว่าน่าจะแบตฯ หมดไปแล้ว และด้วยความเป็นห่วงเพื่อนรุ่นน้อง จึงทำให้อรนุชไม่อาจนอนได้อีกต่อไป หญิงสาวลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว แล้วออกไปหาอาหารเช้ารับประทานนอกบ้าน

            ยามเช้าเช่นนี้หาร้านอาหารที่เปิดขายค่อนข้างยาก แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้ อรนุชเลี้ยวรถเข้ามาจอดหน้าร้านอาหาร ที่เธอเคยมาใช้บริการอยู่เป็นประจำในยามที่คุณแม่ของเธอไปถือศีลนั่งวิปัสสนาเช่นนี้ เมื่อจอดรถเสร็จ ก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรต่อทันที หญิงสาวพยายามโทรหาน้อง ๆ ที่ไปงานเดียวกับเพื่อนสาว เพื่อสอบถามรายละเอียด

            ระหว่างที่จะเดินเข้าร้านก็คุยโทรศัพท์ไปด้วย จนไม่ทันได้มองว่ามีคนเดินมา จึงได้ชนเข้ากับแผงอกแน่น ๆ เข้าอย่างจัง

            “อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขอโทษคู่กรณี แล้วเงยขึ้นมามองหน้าเจ้าของร่างใหญ่ ก่อนจะต้องตกใจ เมื่อคนที่เธอเห็นอยู่นี่ หน้าตาเหมือนกับพ่อเลี้ยงเมืองเหนือเจ้าของไร่สตรอว์เบอร์รี่ ที่ออกรายการโทรทัศน์เมื่อคืน “พ่อเลี้ยงมงคล..ใช่ไหมคะ?”

            “ครับ คุณ..รู้จักผมด้วยเหรอครับ” ชายหนุ่มตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม

            “ค่ะ ฉันเพิ่งดูรายการโทรทัศน์ ที่เขาไปสัมภาษณ์พ่อเลี้ยงที่ไร่สตรอว์เบอร์รี่น่ะค่ะ เมื่อคืนนี่เอง”

            “อย่างนั้นเหรอครับ อย่างนี้ผมก็ขาดทุนน่ะสิครับ คุณรู้จักผมอยู่ฝ่ายเดียว แต่ผมยังไม่รู้จักคนสวย ๆ อย่างคุณเลย”

            “หึหึ ฉันชื่ออรนุชค่ะ แหมพ่อเลี้ยงนี่ก็ปากหวานจังเลยนะคะ แล้วนี่พ่อเลี้ยงมาคนเดียวเหรอคะ”

            “ใช่ครับ ผมไปไหนมาไหน คนเดียวเสมอ คุณอรนุชก็มาคนเดียวเหมือนกันเหรอครับ”

            “ค่ะ ใช่ค่ะ พอดีว่าที่บ้านคุณแม่ไม่อยู่ ก็เลยต้องออกมาฝากท้องที่ร้านนี้แทนค่ะ อยู่คนเดียวก็ไม่ขยันพอจะทำเองค่ะ ซื้อเอาง่ายกว่า”

            “ถ้าอย่างนั้นเชิญนั่งด้วยกันเลยนะครับ จะได้ทานเป็นเพื่อนกันเลย”

            “จะดีเหรอคะ?”

            “ดีสิครับ ขอโอกาสให้ผมได้เลี้ยงข้าวคนสวยอย่างคุณสักมื้อนะครับ” ชายหนุ่มผายมือให้หญิงสาวได้เดินนำ โดยเขาเดินตามเข้าร้านไปติด ๆ

            “อุ้ย! เลี้ยงด้วยจะดีเหรอคะ เกรงใจพ่อเลี้ยงแย่เลยค่ะ”

            “ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ ผมต้องเป็นฝ่ายเกรงใจคุณมากกว่า หวังว่าคุณจะไม่คิดว่าผมไปตัดโอกาสในการบริหารเสน่ห์ของคุณนะครับ” ประโยคของพ่อเลี้ยงหนุ่มทำเอาอรนุชถึงกับหัวเราะออกมาอย่างสุดจะกลั้น ก่อนตอบโต้กลับ

            “ฉันไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ เพราะเสน่ห์ฉันไม่ค่อยมีให้บริหารอยู่แล้ว ถ้ามีป่านนี้ก็คงจะมีแฟนไปแล้วละ”

            “คุณอรนุชยังไม่มีแฟนจริงเหรอครับเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลยนะครับ สวย ๆ อย่างคุณนี่ ไม่น่ารอดมาได้” พ่อเลี้ยงมงคลพูดในขณะที่แสดงความเป็นสุภาพบุรุษ เลื่อนเก้าอี้นั่งให้กับพริตตี้คนสวยอีกด้วย

            “ขอบคุณค่ะ ส่วนเรื่องที่ฉันยังไม่มีแฟน มันเป็นไปแล้วละค่ะ สงสัยว่าเนื้อคู่ของฉันยังไม่เกิดละมั้งคะ”

            “ไม่แน่นะครับ อาจจะเกิดแล้ว แต่ยังไม่ได้เจอกัน หรือว่าเจอแล้ว แต่ยังไม่รู้ตัวก็ได้ครับ” พ่อเลี้ยงมงคล นั่งลงที่เก้าอี้ตรงข้ามกับหญิงสาว จ้องมองแววตาของเธออย่างมีนัยยะ จนทำให้อรนุชรู้สึกเขินอายขึ้นมาได้

            การสนทนาหยุดลงชั่วคราวเมื่อมีพนักงานเสิร์ฟนำใบรายการอาหารมาส่งให้ และยืนรอรับออเดอร์ ต่างคนต่างสั่งอาหารที่ตนเองต้องการ หลังจากพนักงานในร้านเดินออกไปแล้ว พ่อเลี้ยงมงคลจึงได้ชวนคุยต่อ

            “ถ้าไม่มีคุณอรนุชมานั่งด้วย ผมก็คงจะสั่งอาหารจานเดียว รีบ ๆ ทาน แล้วก็รีบ ๆ ไปนะครับ แต่ตอนนี้มีเพื่อนทานด้วยแล้ว ขอจัดเต็มสักนิดครับ หวังว่าคุณอรนุชจะนั่งทานเป็นเพื่อนผม ไม่หนีไปเสียก่อนนะครับ”

            “หึหึ ได้สิคะ วันนี้ฉันมีงานช่วงบ่าย ช่วงเช้านี่ว่างอยู่แล้วค่ะ”

            สองคนนั่งคุยกันถูกคอ ใช้เวลาอยู่ในร้านอาหารด้วยกันราวครึ่งชั่วโมง รับประทานกันไปคุยกันไป จนอิ่มกันไปทั้งคู่

---------------------------------------



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

0 ความคิดเห็น