【Fic-Symphogear】ให้ฉันพักบ้างไม่ได้หรอ!!?【YURI】

ตอนที่ 1 : Prologue

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 357
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 114 ครั้ง
    7 ก.ย. 63

กริ๊งงง~ กริ๊งงง~ กริ๊งงง~

เสียงของเครื่องมื่อชนิดหนึ่งได้ดังระงมขึ้นภายในห้องเช่าแห่งหนึ่ง เพื่อปลุกให้ร่างบางของหญิงสาว ผมสีเขียวมรกต ได้ลืมตาตื่นมาดูโลกในยามเช้าของวัน

“อืมม~… หนวกหูซะจริง”

เสียงงัวเงียของ หญิงสาววัย 19ปี ได้พูดออกมาด้วยอารมณ์ที่แปรปรววนในยามเช้าของวัน เนื่องจากเจ้าเครื่องมือที่ถูกเรียกว่า ‘นาฬิกาปลุก’ มันได้รบกวนเวลาอันแสนมีค่าของเธอได้… มันน่าทุบให้พังซะจริง เจ้าเครื่องมือน่ารำคาญ

กริ๊ก!

ร่างบางได้ใช้ ฝ่ามือของตน กดลงไปที่ปุ่มด้านบนของ นาฬิกา… ถึงแม้จะเผลอใส่แรงไปนิดหน่อย ด้วยอารมณ์ที่กำลังหงุดหงิดก็เถอะ แต่ว่า นาฬิกาปลุกของตน ก็ไม่ได้เป็นอะไร หรือ แสดงอาการชำรุดเสียหายแต่อย่างใด

“หาวว~”

เธอได้ใช้ฝ่ามือของตน มาอังไว้ที่ปาก ก่อนจะเปิดริมฝีปากอมชมพูอ้าออก เพื่อหาวออกมา

ทรงผมที่กระเซอะกระเซิง เนื่องมาจากการนอนของตน มันถือว่า เป็นเรื่องปกติก็ว่าได้ หญิงสาวไม่คิดอะไรมาก เธอทำการลุกออกมาจากเตียงนอนแสนสุขสบายของตนเอง และ ตรงไปที่ห้องน้ำ เพื่อจัดการตนเอง ให้ออกมารับแสงแดดยามเช้านี้

หลังจากนั้น…

หญิงสาวใช้เวลาไม่นานในการเตรียมตัว ทั้งอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน จนตอนนี้ตัวเธอได้แสดงอาการตื่นตัวเต็มที่ออกมาเรียบร้อยแล้ว

“เอาล่ะ… ในเมื่อเตรียมตัวเสร็จแล้ว เราไปที่ห้องทดลองกันเลยดีกว่า”

หญิงสาวพูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนึกถึงเรื่องของข่าวที่เธอพึ่งจะดูไปเมื่อวานนี้

‘แถวนี้พึ่งมี Noise ออกมาอาละวาดซะด้วย คงต้องพยายามระมัดระวังสักหน่อยแล้วล่ะ’

แป๊ะ!

เมื่อเห็นว่าตัวของเธอเอง ยืนนิ่งมานาน จึงใช้ฝ่ามือตบที่แก้มเบาๆ เพื่อเรียกสติและความคิดคืนมาทั้งหมด และทำการออกตัวเดินไปที่ห้องทดลองที่ว่าทันที…

ผมสีมรกตทรงโพนี่เทล ที่หญิงสาวได้ไว้ยาวจนถึงต้นขา ได้ไหวไปมาจากการเดินของเธอ เธอใช้เวลาไม่นานนัก ในการเดินออกมาจากห้องเช่า และ เข้าเมืองมา สิ่งที่เธอเจอในตอนนี้ คือ เหล่าผู้คนมากมาย ที่กำลังเดินทางสวนกันไปมา ดูแล้ว รู้สึกไร้ระเบียบสุดๆ

‘รู้สึกเหงายังไงไม่รู้สิ… อยากรีบไปถึงจัง’

ที่ห้องทดลองที่เธอว่า เหมือนจะมีใครบางคนรอต้อนรับการกลับไปของเธออยู่นะ แต่ว่า การที่หญิงสาวต้องแยกมาอาศัยเพียงคนเดียว เพื่อที่จะทำอะไรสะดวกกว่า รวมทั้งเรื่องการแฝงตัวไปกับฝูงชนอีกด้วย

ในใบประวัติของเธอ หญิงสาว ได้ทำการดัดแปลงข้อมูลบางส่วนลงไป เพื่อให้ง่ายต่อการเคลื่อนไหว และ ลดความน่าสงสัยลงด้วย ทั้งเรื่อง อาชีพปัจจุบัน ที่เธอได้ดัดแปลงไปนั้น คือ พนักงานร้านอาหารแห่งหนึ่ง ที่ไม่ค่อยจะมีชื่อเสียงมากเสียเท่าไหร่นัก

ปั่ก!

“อ๊ะ…/อ๊ะ!!”

แต่ระหว่างทาง หญิวสาวได้แต่แสดงสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา จนลืมเรื่องการมองทางเดินไป ทำให้ เธอเผลอเดินไปชนใครเข้าไม่รู้

ทั้งสอง ร้องออกมาพร้อมกัน แต่ฝ่าย หญิงสาว ไม่ได้มีปฏิกิริยา หรือ อาการแสดงออกมาเสียเท่ากับอีกฝ่าย ทั้งสองค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองตากัน เพื่อดูหน้าคู่กรณีของตนเอาไว้

หญิงสาวผมสีแดงเพลิงยาวถึงกลาวหลัง ที่กำลังสวมใส่แว่นดำ ดูเหมือนว่า แสดงอาการร้อนรนอะไรบางอย่างอยู่ เธอดูตกใจเล็กน้อยที่จู่ๆ ก็ถูกชนโดยหญิงสาว ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าแบบนี้

“คือว่า…ขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่า ฉันลืมดูทางน่ะค่ะ”

“อ๊ะ ไม่เป็นไรๆ ฮะๆ ฉันเองก็ขอโทษด้วย ที่ไม่ระวังตัวน่ะ”

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวขอโทษออกมา หญิงสาว ผมสีเพลิงเมื่อเห็นว่า ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เธอจึงรีบจากไปโดยเร็วทันทีที่จบบทสนทนา

‘นั่นมัน… ผู้หญิงเมื่อ 2ปีก่อน นี่นา… ดูเหมือนว่าจะปลอมตัวอยู่สินะ’

เรื่องปลอมตัว หญิงสาวไม่ได้สงสัยอะไรมาก เพราะ เธอรู้ว่า คนที่ตนพึ่งชนไปเมื่อครู่นี้ คือ นักร้องชื่อดังของวง Zwei Wing อาโมอุ คานาเดะ คนที่ควรตายไปตั้งแต่ 2ปีก่อน ถ้า… เธอไม่ได้เข้าไปสอดมือยุ่งกับการต่อสู้นั้นน่ะนะ

พอพูดแล้ว หญิวสาวผมสีมรกต ก็รู้สึกคิดถึงเรื่องราวนั้นขึ้นมาอย่างหน้าประหลาด การสวมใส่ Symphogear System ครั้งแรกของเธอ สามารถปกป้องผู้คนได้จำนวนหนึ่ง… แน่นอนว่า มันไม่สามารถปกป้องผู้คนได้อย่างทั่วถึง ในวันนั้น… เมื่อ 2ปีก่อน การสวมใส่ Symphogear System ครั้งแรกของเธอ….

2 ปีก่อน…

เฮฮฮฮฮ!!!

เสียงร้องตะโกนของเหล่าผู้คนมากมาย ที่กำลังส่งเสียงเชียร์ให้กับ นักร้องชื่อดัง… วงนักร้องชื่อดัง วง Zwei Wing ณ สเตเดียมแห่งนี้ แต่ที่มุมหนึ่งของที่นั่งของเหล่าผู้ชม… เด็กสาวผมสีเขียว อายุ 17ปี กำลังยืนดูการแสดงเหล่านั้น ด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก

‘เห้อ… น่าเบื่อจริงๆ นี่ฉันไม่มีอะไรทำจนต้องเอาเงินมาซื้อตั๋วชมการแสดงเลยงั้นหรอ?’

หญิงสาวถอนหายใจ พูดออกมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ไม่ใช่ว่า การแสดงมันแย่แต่อย่างใด แต่เพียงแค่ว่า เธอไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์สุนทรีย์ของการชมได้ เพราะงั้น มันถึงได้น่าเบื่อสำหรับเธอไงล่ะ

“ระหว่างรอยัยนั้นตั้งโปรแกรมให้เสร็จ ก็ต้องมายืนฟังเพลงรองั้นหรอเนี่ย”

กึก! ครืดดด~

ทันใดนั้น เสียงบางอย่างได้ดังขึ้นมาจากบนเพดานของ สเตเดียม หลังคาของ สเตเดียม ที่ส่งเสียงออกมา ค่อยๆ ขยับตัวและเริ่มเปิดออกมาช้าๆ จนในที่สุด… แสงอาทิตย์ยามเย็น ก็สาดส่องเข้ามาหาเหล่าผู้คนจำนวนมาก… พอเป็นแบบนั้น หญิงสาวก็รู้ทันที ว่า การแสดงมันใกล้จะถึงจุดไคลแม็กซ์แล้ว

‘ยังไม่ทันฟังอะไร ก็จะจบการแสดงแล้วงั้นหรอเนี่ย… เสียเงินฟรีจริงๆ’

เฮฮฮฮฮฮฮ!!!

ยังพูดไม่ทันขาดคำ เสียงตะโกนเชีย ก็ได้ดังสนั่นขึ้นมา จน หญิงสาวผมสีมรกตต้องยกฝ่ามือทั้งสองข้าง ขึ้นมาปิดการรับรู้ของเสียงทันที ไม่งั้น สมองเธอได้วิ้งแน่นอน

‘น่าหนวกหูซะจริง… ถ้ามีรอบหน้าฉันคงต้องขอผ่านแล้วล่ะ’

หญิงสาวคิดในใจ ก่อนจะหันหลังกลับไป เตรียมตัวเดินออกจาก สเตเดียม เพราะ เห็นว่า การแสดงจบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ติ๊ด!

เสียงของเครื่องมือสื่อสารของเธอ ดังขึ้นมาในขณะที่กำลังจะก้าวขาเดินออกจากสเตเดียม มันได้เรียกความสนใจจากหญิงสาว ทำให้เธอลืมเรื่องของการเดินออกจากที่นี่ไปเสียสนิทเลย เธอได้นำมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง และ หยิบนาฬิกาข้อมือขึ้นมาเรือนนึง ก่อนจะอ่านข้อความที่ถูกเขียนไว้ในหน้าปัดนาฬิกา

[กระบวนการตั้งโปรแกรมเสร็จสิ้น ขอให้ มิซึจิ ฮิคาเสะ มาทำการยืนยันการเปิดระบบที่ห้องทดลองด้วย]

พอได้อ่านข้อความจนจบประโยค รอยยิ้มก็ค่อยๆ ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ การสร้างหุ่นปฏิบัติการที่ใช้เวลานานกว่า 3ปี ในที่สุด ก็เสร็จสิ้นเสียที ผลงานชิ้นแรก และ ชิ้นโบว์แดงของเธอ

‘รีบกลับดีกว่า!!’

ความกระตือรือร้นได้เข้าสู่ร่างกายของเธอ ขนแขนเริ่มลุกชัน สมองได้คิดถึงผลลัพธ์ต่างๆ นาๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เธอรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ที่ผลงาน… ไม่สิ เพื่อนคนแรก และ คนเดียวของเธอ กำลังจะตื่นขึ้นมาแล้ว อย่างนี้ไม่ให้รีบได้ยังไงกันล่ะ

ตู้มมม!! กรี๊ดดดด!! อ๊ากกก!!

แต่ทันใดนั้นเอง ราวกับโชคชะตาไม่ยอมปล่อยให้อะไรได้มาง่ายๆ เสียงร้องของผู้คนดังขึ้นมาอย่างน่าหวาดหวั่น คราวนี้เสียงร้องของเหล่าผู่คนไม่ใช่เสียงมี่เปี่ยมไปด้วยพลัง และ กำลังใจอย่างที่เคย แต่มันรือเสียงที่เต็มไปด้วยความกลัว และ ความหวาดหวั่นนที่ถูกเปล่งออกมาจกาก้นบึ้งของจิตใจ

“Noise หรอ?”

สิ่งมีชีวิตโบราณที่ในยุคปัจจุบันเป็นที่หวาดกลัวของเหล่าผู้คนมากมาย เรียกได้ว่า เป็นศัตรูของมนุษยชาติเลยก็ว่าได้

หญิงสาวผมสีมรกต หรือ ฮิคาเสะ ยืนจ้องไปที่กลางเวทีการแสดงของ Zwei Wing ในขณะที่เหล่าผู้คนรอบๆ ก็ได้แต่หนีเอาตัวรอดอย่างเอาเป็นเอาตาย

‘นี่ฉันต้องร้องรึป่าวเนี่ย?’

นักร้องชื่อดังทั้ง 2 ต่างยืนมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความหวาดหวั่น ฮิคาเสะ จ้องไปยังเวที ดูเหมือนว่า ทั้งสองคนกำลังคุยอะไรบางอย่างกัน ก่อนที่ อะโมอุ คานาเดะ จะกระโดดลงจากเวที และ เริ่มร้องบทเพลงแปลงร่างออกมา

[Croitzal Ronzell Gungnir Zizzl~]

วิ๊งงง~

สิ้นเสียงร้องของ คานาเดะ แสงสว่างได้ประกายออกมาจากตัวของผู้ร้องอย่าง คานาเดะ ผ่านไปไม่นาน ตัวของเธอได้โผล่ออกมาอีกครั้งด้วยรูปลักษณ์ของ Symphogear ผู้ถือครอง เรลิท ชิ้นที่ 3

‘ดูท่าว่า ฉันคงไม่ต้องไปยุ่งแล้วสินะ’

พรึบ!

‘แต่ว่า เตรียมตัวไว้หน่อยดีกว่า’

ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ว่า ฮิคาเสะ ก็ได้ทำการดึงผ้าคลุมออกมาจากกระเป๋า ก่อนจะค่อยๆ สวมใส่มัน เพื่อใช้ปกปิดใบหน้าของตน ในกรณีที่มีอะไรเลวร้ายเกิดขึ้น เธอจะได้เข้าไปช่วยได้ แถมไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับ หรือ ถูกพบตัวอีกด้วย

‘Zeros Fallen EDEN Tron~’

ฮิคาเสะ ได้กล่าวร่ายบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ภายในใจของตน พร้อมกับควบคุม เรลิท ของตนให้แสดงพลังงานออกมาจำนวนหนึ่ง เพื่อไม่ให้มันไปกระตุ้นเซนเซอร์ของพวกหน่วยกองกำลังพิเศษรับมือกับภัยพิบัติหน่วยที่ 2 ทำให้การปกปิดตัวตนของ เรลิท ชิ้นนี้ยังคงเป็นความลับต่อไป

พึบ!... วิ๊งงง~

ฮิคาเสะ ชูแขนทั้งสองข้าวขึ้น แสงสว่างได้ส่องประกายห่อหุ้มแขน และ ขาของ ฮิคาเสะ เอาไว้สิ่งที่ปรากฏออกมา คือ เกราะแขน และ ขาสีขาว มีลวดลายสีเขียวส่องแสงสว่าง พร้อมกับดาบมือเดียวเล่มโต ที่ไม่เหมาะจะถือมือเดียวเสียเท่าไหร่

“เอาล่ะ แค่นี้ก็เรียบร้อย เหลือแค่รอดูสถานการณ์เท่านั้น”

สายตาของ ฮิคาเสะ ได้กลับมาจดจ้องไปที่กลาง สเตเดียม อีกครั้งนึง คราวนี้เธอเห็นว่า ผู้ถือครอง เรลิท ชิ้นที่ 1 หรือ คาซานาริ ซึบาสะ ได้ทำการเข้ามาร่วมการต่อสู้ด้วยอีกคน ทำเอา ฮิคาเสะ ถอนหายใจไปได้หน่อยนึง เพราะ คิดว่า คราวนี้ ตนคงไม่ต้องลงมือทำอะไรหรอกมั้ง

“อ๊ะ!”

แต่ว่า แน่นอนว่ามันย่อมไม่เป็นอย่างที่เธอหวัง ฮิคาเสะ ได้สังเกตุเห็นว่า มีเด็กผู้หญิงยังคงยืนอยู่ใน สเตเดียม อีกคนนึง แต่ว่า ถึงแม้เธอจะแสดงอาการตกใจออกไป สติของเธอก็ยังอยู่ครบ ฮิคาเสะ กำลังรอดูอยู่ว่า คานาเดะ หรือ ซึบาสะ จะสามารถปกป้องเด็กคนนั้นได้รึป่าว

ติ๊ด!!

เป็นอีกครั้งที่เสียงแจ้งเตือนของนาฬิกาข้อมือเธอดังขึ้น ฮิคาเสะ ได้เหลือบสายตามองไปกลางหน้าปัด พร้อมอ่านข้อความที่ถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้งนึง

[Warning!!! ในขณะนี้ ห้องทดลองของ มิซึจิ ฮิคาเสะ กำลังถูกโจมตีโดย Noise ขอให้รีบกลับมาโดยด่วน !!!Warning]

แต่ดูเหมือนว่า คราวนี้มันจะไม่ใช่ข่าวดีเสียเท่าไหร่ ใบหน้าของ ฮิคาเสะ มืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด อะไรหลายๆ อย่างต่างสร้างสถานการณ์แบบนี้ขึ้นมาเพื่อบีบบังคับเธอให้เลือกตัวเลือกได้เพียงข้อเดียว

‘งานวิจัย 3ปี หรือ ชีวิตของผู้คน 3คน’

ใจนึงก็อยากจะเลือกห้องทดลอง แต่อีกใจก็อดเป็นห่วงเรื่องของ ผู้ถือครอง เรลิท ทั้ง 2คน และ ประชาชนอีก 1คน ไม่ได้เลย แต่ว่า… เวลามันเริ่มน้อยลงทุกทีแล้ว ถ้าเธอไม่ตัดสินใจตอนนี้ มันอาจจะเป็ยการผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงเลยก็ได้!!

‘เซอร์แกรนท์!! ทำการโอนข้อมูลและหน่วยความจำของตนเองเข้าไปในหุ่นปฏิบัติการ และ รีบเดินทางมาหาฉันให้เร็วที่สุดซะ!!’

[ทราบ…]

สุดท้ายตัวเลือกของเธอ ก็คือ ผู้คนนั้นเอง ความจริง ฮิคาเสะ ก็ไม่ใช่คนดีอะไรขนาดนั้น ที่ถึงกับยอมทิ้งงานวิจัยของตนเองไป เพื่อชีวิตของคน 3คน แต่ว่า อย่างน้อยมันก็มีข้อดีอยู่ด้วย… ถ้าเอาตามความคิดของเธออะนะ

‘จากการคาดเดา Noise นั้นน่าจะมีคนคอยควบคุมอยู่เบื้องหลัง และ ถ้าเกิดว่า มันสามารถโจมตีห้องวิจัยของฉันได้ แสดงว่ามันต้องรู้ที่ตั้งแล้วแน่นอน รวมถึงการมีตัวตนของฉันด้วย เพราะงั้น ฉันจึงต้องเลือกให้ เซอร์แกรนท์ โอนข้อมูบเข้าร่างของ หุ่นปฏิบัติการ และ รีบขนย้ายตัวเองมาที่นี่ให้เร็วที่สุด… ส่วนเราก็เข้าไปช่วยให้การต่อสู้มันง่ายขึ้น จะได้รีบหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดด้วยเช่นกัน’

หลังจากขบคิดกับตัวเองอยู่ช่วงเวลานึง ฮิคาเสะ ได้หันมาสนใจกับการต่อสู้ตรงหน้าแทน แต่ว่า พอมองลงไป เธอก็ต้องตกใจ เพราะตอนนี้… คานาเดะ กำลังยืนอยู่หน้า Noise จำนวนมาก ฮิคาเสะ ที่เห็นก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งต่อไปที่จะเกิดขึ้น คืออะไร

‘อย่าบอกนะว่า ยัยเด็กนั้นตั้งใจจะใช้ สุดยอดบทเพลงน่ะ!!!’

ความคิดแรกของ ฮิคาเสะ คือ การเข้าไปห้ามตัวของ คานาเดะ ไม่ให้ร้องบทเพลงนั้นออกมา สุดยอดบทเพลง ที่จะดึงพลังในร่างกายของผู้ใช้ออกมาจนถึงขีดสุด… แน่นอนว่าค่าตอบแทนมันเยอะกว่าหล่ายเท่าเลยเช่นกัน

[Gatrandis babel ziggurat edenal

Emustolronzen Finé el balal zizzl

Gatrandis babel ziggurat edenal

Emustolronzen Finé el zizzl]

ฟึบ!... ตู้มมม!!!

สิ้นเสียงของนักร้องสาว อาโมอุ คานาเดะ คลื่นพลังงานขนาดใหญ่ได้แผ่ขยายตัวออกไปเป็นวงกว้าง Noise ที่สัมผัสโดนพลังเหล่านั้น พลันสูญสลายไปภายในพริบตา พร้อมกับร่างของ ฮิคาเสะ ที่กำลังจะเข้ามาหยุด สุดยอดบทเพลง ของ คานาเดะ ได้รับผลกระทบและลอยละลิ่ว ตัวไปชนกับเศษซากของ สเตเดียม ไปด้วย

ตู้ม!

‘อั่ก! บ้าเอ้ยทำไมเราถึงได้รับผลกระทบไปด้วยกันล่ะ!!?’

ฮิคาเสะ ได้แต่สงสัย ทำไมตัวของเธอถึงโดนผลกระทบของ สุดยอดบทเพลง ด้วยกันล่ะ ถึงแม้มันจะไม่ได้สร้างบาดแผลให้กับ ฮิคาเสะ แต่ว่า ร่างของเธอที่สัมผัสโดนคลื่น มันได้พัดพาร่างของเธอจนลอยละลิ้่วมาชนซากหิน แถมตัวของ ฮิคาเสะ ก็ไม่ได้สวม Symphogear แบบเต็มที่ด้วย ทำให้ช่วงหลังของเธอได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกพอสมควรเลย

‘อึก!... ถ้าไม่รีบไปละก็ เธอคนนั้นได้ตายแน่!!’

ฮิคาเสะ ได้ใช้แขนดันพื้นพยุงตัวพยายามลุกขึ้นยืนอย่างสุดความสามารถ ก่อนจะรีบวิ่งไปที่จุดศูนย์กลางของเหตุการณ์เมื่อครู่ทันที

สิ่งแรกที่เธอเห็น คือ ซึบาสะ ที่กำลังนั่งประคองร่างของ คานาเดะ ที่ตอนนี้ใบหน้าของเธอเริ่มซีดเซียวขึ้นไปทุกทีแล้ว แถมดวงตาก็ดูไร้ชีวิตชีวาอีกด้วย… การปรากฏตัวของเธอ สร้างความตกใจให้กับ ซีบาสะ พอสมควร

“แกเป็นใครกัน!!”

ซึบาสะ ยกคมดาบของตนขึ้นมาจ่อไปที่ ฮิคาเสะ ด้วยสีหน้าไม่ไว้ใจอย่างถึงที่สุด แต่พอได้ยินประโยคพูดต่อไปของคนตรงหน้า เธอก็ค่อยๆ ลดคมดาบลง

“ให้ฉันช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเพื่อนเธอมั้ยล่ะ?”

“อึก!”

ซึบาสะ ได้แต่แสดงสีหน้าพะวง ตอนนี้ถ้าเธอไม่ตอบรับคำพูดของคนตรงหน้า คานาเดะ ได้ตายคาอ้อมอกของเธออย่างแน่นอน มีแต่ต้องเสียงเท่านั้นสินะ

“ฉันตกลง…”

“งั้นก็ถอยออกมาซะ ฉันจะรักษาเพื่อนเธอให้”

ซึบาสะ ยอมถอยออกไปอย่างง่ายดาย ตอนนี้เพื่อนของเธอต้องมาก่อน เพราะงั้นทางเลือกของเธอมีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น… ต้องยอมคนตรงหน้าไปก่อน

“เอาละนะ”

ฟึบ!

ฮิคาเสะ ยกดาบมือเดียวขนาดใหญ่ของตนขึ้นมา จน ซึบาสะ ที่เห็นแบบนั้น ก็เริ่มแสดงอาการไม่ไว้ใจออกมา และ นำมือไปจับดาบของตนเตรียมที่จะขัดขวาง ฮิคาเสะ เมื่อเห็นถึงความมีพิรุธ

ฉึก!

!!!

แต่ ฮิคาเสะ ได้กระทำในสิ่งที่ ซึบาสะ ไม่คาดคิด เธอใช้ดาบในมือของตนเอง ทำการแทงไปที่ฝ่ามืออีกข้างจนทะลุออกไปอีกฝั่งของฝ่ามือ ก่อนจะพยายามเค้นเลือดสดๆ ของตนเองนำไปใส่ในปากของร่างที่กำลังหายใจรวยรินอยู่ในขณะนี้

ติ๋ง… ติ๋ง… ติ๋ง…

หยดเลือดได้ไหลรินลงไปในลำคอของ คานาเดะ ร่างกายของเธอ ที่เมื่อครู่นี้พร้อมที่จะแตกสลายไปทุกเมื่อ ค่อยๆ ฟื้นคืนสภาพของตนเองแบบช้าๆ แต่มันก็เห็นได้อย่างชัดเจน

“นะ-นี่มั—”

“แค่ก!!”

ตุบ!

ในขณะที่ คานาเดะ กำลังจะหายดีจากการใช้ สุดยอดบทเพลง ตัวของ ฮิคาเสะ ก็ได้ทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที พร้อมกับกระอักเลือดออกมาด้วยสีหน้าเจ็บปวด… ถึงแม้มันจะอยู่ภายใต้ผ้าคลุม ซึบาสะ ก็ยังสามารถดูออกได้ว่า คนตรงหน้าตนนั้น กำลังบาดเจ็บสาหัส

“ไม่… อย่าขยับ! และหยุดคิดที่จะเข้าใกล้ฉันด้วย ฉันแค่มาช่วยเพราะรู้สึกผิดเท่านั้น”

ฮิคาเสะ ที่เห็นว่า ซึบาสะ กำลังจะวิ่งมาหาตน เธอทำการยกมือห้ามปรามเอาไว้ และบอกให้ ซึบาสะ ดูแล คานาเดะ ต่อไป ส่วนตัวเธอ ก็ค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นช้าๆ และสะบัดปลายผ้าคลุม หันหลังเตรียมตัวจากไป

“รู้สึกผิดงั้นหรอ?”

“อ่า… ทั้งๆ ที่ฉันมองดูพวกเธออยู่ข้าง สเตเดียมตลอด แต่ไม่คิดจะออกมาช่วย ยกเว้นตอนจำเป็น เป็นเหตุให้เพื่อนของเธอต้องใช้ สุดยอดบทเพลง เพราะงั้น การรักษา ถือว่าเป็นคำขอโทษแล้วกัน”

ติ๊ด!

[ระบบจะเดินทางไปถึงในอีก 10วินาที โปรดหาที่ปลอดภัย]

“โอ๊ะ! ดูเหมือนว่า เพื่อน(?)ของฉันจะมารับแล้ว ไว้เจอกันใหม่นะ ถ้ามีโอกาสน่ะ”

ฮิคาเสะ โบกมือลา ซึบาสะ และ คานาเดะ ที่เริ่มจะได้สติกลับมา ก่อนจะยืนเงยหน้ามองท้องฟ้า เหมือนรออะไรบางอย่างอยู่… ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ…

แว๊บบบ! ตู้มม!!

บางสิ่งบางอย่าง ที่ตกลงมาบนพื้นอย่างแรง จนเกือบจะทำให้ สเตเดียมแห่งนี้ พังทลายแบบไม่เหลือโครงของจริงแน่นอน

และเสี้ยววินาทีของหายนะขนาดย่อมนั่นเอง ทำให้ ซึบาสะ ได้มองเห็นดวงตาภายใต้ผ้าคลุม… ดวงตาสีเขียวมรกตเรืองแสงวูบไหวไปมา เพราะการปรากฏตัวของบางสิ่งบางอย่างที่มีความอันตรายมากพอสมควร

“ยัยบ้า! เธอเกือบจะทำให้ สเตเดียม ถล่มทับพวกฉันหมดแล้วนะ!!”

ฮิคาเสะ บ่นออกมาเสียงดัง ด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด เธอเกือบตายเพราะความสะเพร่าของ หุ่นปฏิบัติการ ของตัวเองแล้ว… นี่ไม่มีสมองในการคำนวณแรงปะทะรึไงเนี่ย!?

“ขอโทษที่มาช้าค่ะ เนื่องจากว่า จำนวนของ Noise ที่ล้อมห้องวิจัยไว้ มันมีมากเกินไป ทำให้ระบบ— ไม่สิ ทำให้ตัวเราต้องทำการฝ่าฝืนคำสั่ง และ เริ่มกำจัดพวกมันทีละตัวค่ะ…”

แล้วคือจะบอกว่า ใช้เวลากำจัดนานเกินไป ทำให้ตัวของ เซอร์แกรนท์ ต้องติดบูสสปีดความเร็วสูง และ รีบเบิ่งมาที่นี่โดยเร็วที่สุดเลยสินะ แต่ดันลืมคิดเรื่องการลงจอดโดยสวัสดิภาพไปเสียสนิท ทำให้ต้องใช้การลงจอดฉุกเฉิน นั่นคือ ทิ้งดิ่งตัวลงมาด้วยความเร็วคงที่

“เออๆ ช่างมันเถอะ… เรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่า”

เนื่องจาก คำอธิบายของ เซอร์แกรนท์ ทำให้เธอต้องเอามือมาก่ายหน้าผาก และ คิดถึงเหตุการณ์ต่อจากนั้น ซึ่ง… มันน่าเหนื่อยใจเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเหตุให้ ฮิคาเสะ เลือกที่จะหยุดการต่อล้อต่อเถียงกับ ปัญญาประดิษฐ์ ตรงหน้าของตนเสีย ก่อนที่มันจะกลายเป็นการทะเลาะเบาะแว้งกันของเด็กไปได้

“ทราบค่ะ…”

เซอร์แกรนท์ ทำท่ารับคำสั่งหน้านิ่ง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาพยุงร่างกายของ ฮิคคาเสะ ที่กำลังบาดเจ็บเอาไว้ ก่อนจะนำแขนมาโอบเอวของเธอ ซึ่งมันได้สร้างความสงสัยให้กับ ฮิคาเสะ ว่า เซอร์แกรนท์ กำลังจะทำอะไนกันแน่?

“จะทำอะไรของเธอน่ะ เซอร์แกรนท์?”

“ รีบ ไปจากที่นี่ไงคะ”

ฟุบ! เคร้ง!!

คำตอบที่ได้จากปากของ เซอร์แกรนท์ มันถือว่า เป็ยการประชดรึป่าวนะ? ฮิคาเสะ ได้แต่สงสัย เหมือนกับว่า ยัยนี่กำลังแกล้งเธออยู่เลย

เซอร์แกรนท์ ทำการเปิดระบบ ‘การเดินทางด่วน’ ทำให้มีไอพ่นงอกออกมาที่ปลายขาของเธอทั้ง 2ข้าง รวมถึงที่แผ่นหลังด้วย

“เดี๋ยวสิ! ฉันไม่ได้หมายคว—”

ฟูมมม!! ตู้มม!!

ฮิคาเสะ ที่เห็นแบบนั้น ก็พยายามจะขัด แต่ว่า ตอนนี้ เซอร์แกรนท์ ไม่รอฟังใครแล้ว!!

“กรี๊ดดดดด!!!”

มันถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกที่แสนน่าอายของเธอเลยก็ว่าได้ ตอนแรกก็มาช่วยดีๆ แต่ดันกลายเป็น กรีดร้องอย่างน่าสมเพชซะงั้น ภาพลักษณ์ที่สร้างมากับมือ ถึงกับพังทลาย…

_____________________

END

- เปิดมาตอนแรกก็เล่าย้อนความกันสักหน่อย คิดเห็นยังไง ก็คอมเมนท์ได้นะครับ ไรท์ อ่านหมด แค่อาจจะไม่ตอบเพราะไม่รู้ว่าจะพิมพ์อะไรดีก็แค่นั้นเองครับ

- นี่คือร่างเต็มของ ฮิคาเสะ ตอนใส่เรลิท แบบเต็ม 100% ตอนแรกว่าจะให้ดูตอนออกมาครบ 100% แต่เอาไปดูก่อนแล้วกัน~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 114 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

11 ความคิดเห็น