บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 61 : ข้าไม่ชอบท่านี้

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,102
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 69 ครั้ง
    27 ธ.ค. 63

ร่างกายต้องความเย็นถูกบรรเทาให้อุ่นขึ้นเมื่อเข้ามาในเรือนที่มีอากาศตรงข้ามกัน ร่างบางของสาวแรกรุ่นทั้งสองเดินตามเจ้าของเรือนเข้ามาด้านใน 

หากเป็นเมืองอื่น ของตบแต่งที่วางไว้ที่โต๊ะหรือบริเวณต่างๆของห้องอาจจะเป็นแจกันดอกไม้ แต่ที่นี่มีอากาศหนาวมาก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเรือนแห่งนี้จึงถูกตบแต่งด้วยเตาผิงไฟที่มีรูปทรงและลวดลายวิจิตรต่างกันออกไป

“เชิญนั่งรออยู่ที่ห้องนี้ก่อน เดี๋ยวข้าขอตัวไปจัดเตรียมชาร้อนมาให้”

“ขอบคุณเจ้าค่ะ/ขอบคุณเจ้าค่ะ”

ไล่หลังจากที่เจ้าบ้านขอตัวจากไป ทั้งสองคนก็นั่งลงที่เก้าอี้ไม้ซึ่งมีขนสัตว์นุ่มเป็นเบาะรองก้นอยู่ 

“เซียงฮวา ในเมื่อไม่มีใครเป็นอันใดแล้ว เหตุใดเราไม่กลับเลยเล่า เราหายไปนานถึงเพียงนี้ ที่โน่นจะมีคนช่วยงานพอหรือ”

“ก็ทิ้งองครักษ์ผู้รอบรู้ของเราไว้ที่นั่นแล้วไง ไหนจะหมอที่ท่านพ่อของข้าและท่านพ่อของเจ้าเพิ่งส่งมาช่วยอีก ขอสักชั่วยามสองชั่วยามให้ได้บรรยากาศของการพักผ่อนที่ Homestay บ้างไม่ได้หรือ”

“มันคืออันใดหรือ”

“มันก็คือการท่องเที่ยวแบบหนึ่งที่ผู้มาเยือนได้พักอยู่กับเจ้าถิ่นไง แต่เราไม่ต้องถึงขนาดค้างแรมก็ได้ แต่ว่าเจ้าพกมากี่ตำลึงหรือวันนี้”

เมื่อได้ยินคำถามจากสหายเช่นนั้น นางก็หยิบถุงเงินในเสื้อด้านในของนางขึ้นมาแล้วเขย่าดู “น่าจะพออยู่นะ"

“โอเค ค่อยสบายใจหน่อย”

นางยิ้มแย้มแล้วพยักหน้าให้กับสหายเบาๆ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติเมื่อเห็นหญิงชราเดินถือชุดน้ำชามาให้

“นี่เป็นชาดอกเหมยที่เรือนของข้านิยมชมชอบที่สุด ลองลิ้มลองดูสิ มีความแตกต่างจากชาที่เมืองหลวงหรือไม่” 

หญิงชราวางชาไว้ที่โต๊ะพร้อมกับรินมันใส่จอกให้แขกทั้งสอง ก่อนที่จะหย่อนก้นลงที่เก้าอี้ไม้ตรงข้าม

ไอสีขาวที่ลอยขึ้นมาเห็นชัดเจนบอกระดับความร้อนของชา ทั้งสองคนรู้สึกดียิ่งนักเมื่อไอร้อนนั้นกระทบลงใบหน้าในยามที่ใช้ริมฝีปากเป่าให้อุณหภูมิของชามันต่ำลง

“โว้ว! ไม่ได้อวยเล่นๆนะเจ้าคะ หากให้เปรียบเทียบชาคือความรัก ข้าขอตั้งชื่อชานี้ว่า'รักให้ถูกที่ เต็มที่เมื่อรักถูกคน ถูกเวลา' โอ้มายก๊อด เป็นชื่อที่ยาวมากเลยเนาะ” 

ประโยคหลังปิดริมฝีปากของตนเองเบาๆ แล้วหันไปหัวเราะกับทุกคน

 “อ่าๆๆ แล้วอย่างไร มันคล้องกับรสชาตินี้อย่างไร” เหมยฮวาเลิกคิ้วถาม

 “เข้าใจยากตรงไหน ก็…ชาจอกนี้ ถ้ากินในที่ที่มีอากาศร้อน นั่นเรียกว่ารักไม่ถูกที่ แต่ว่านี่” เอื้อมมือไปจับที่ป้านชาขึ้นมาแล้วเทลงใส่จอกของตนเอง “เมื่อได้จิบในยามที่หิมะโปรยเช่นนี้ ร้อนดับเย็นจะไม่เป็นความฟินได้อย่างไร”

 “อ่ะๆ ฟินก็ฟิน”

หญิงชรามองสตรีวัยเยาว์ทั้งคู่สลับกันไปมา หัวคิ้วเริ่มขยับเข้าหากันทุกที นางหันหน้าไปถามหลานชายของนางที่เดินมานั่งข้างๆได้สักพักหนึ่งแล้ว  “เสี่ยวเถา เจ้าเข้าใจที่พวกนางกล่าวกันหรือไม่”

เสี่ยวเถา หรือชื่อแซ่เต็มๆคือ หวงเถา(黄桃) หลานชายวัยแปดหนาวของนางมองนางตาแป๋วสลับกับมองสตรีวัยเยาว์ทั้งสอง “ไม่เข้าใจเช่นกันขอรับท่านยาย เอาไว้รอถามพี่ชายดีหรือไม่ขอรับ”

 “พี่ชายหรือ?” เนื่องจากเด็กชายกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เบานัก ทำให้คนที่นั่งอยู่ในนี้ทั้งหมดได้ยินกันถ้วนทั่ว หญิงชราเองที่ปิดปากหลานชายไม่ทันก็ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ

 “อ้อ พี่ชายบ้านใกล้เรืองเคียงกันนะ…เอ้อนี่! กล่าวถึงข้างเรือนแล้ว ที่จวนของข้ามีสวนผักที่ปลูกไว้ท้ายจวนด้วย ข้าขอตัวไปเก็บผักจากต้นมาปรุงสำรับให้พวกเจ้าทั้งสองก่อนนะ เสี่ยวเถา ไปช่วยยายที"

 “ขอรับ"

และแล้วสองยายหลานก็เดินจากไปด้วยความเร่งรีบ ทิ้งให้สองสาวที่อยู่ด้านหลังมองหน้ากันไปหน้า

“ความเลิกลั่กนี้ นำพามาซึ่งความสงสัยแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจเสียจริง เจ้าว่าเช่นนั้นหรือไม่ B1" กล่าวจบ สายตาสงสัยเคลือบแคลงก็ถูกส่งไล่หลังทั้งสองคนที่เดินจากไป

“ข้าก็ว่าเช่นนั้นแหละ แต่ว่าท่านยายผู้นี้จะทำกับข้าวให้เราเช่นนั้นหรือ แล้วนางจะวางยาพิษเราหรือไม่"

“เฮือก! ไม่แน่ว่าในโคมไฟพวกนี้ก็คงผสมพิษอ่อนๆเข้าไปด้วย”

เหมยฮวาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถอยออกมาให้ห่างจากโคมไฟที่ตนเองนั่งใกล้  “ละ แล้วเราจะทำเช่นไรกันดี ข้ายังไม่อยากตายนะ เรารีบหนีไปจากที่นี่กันเถอะ” 

กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกไปทางประตูอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อไม่รู้สึกว่าด้านหลังมีผู้ใดตามมาเลย นางจึงได้เดินเข้าไปที่ห้องรับแขกใหม่ จึงเห็นว่าเซียงฮวายังคงนั่งอยู่ที่เดิม

“เหตุใดไม่รีบหนีกันเล่า”

ใบหน้าหลากอารมณ์ของเหมยฮวาทำให้เซียงฮวาทนไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆๆๆ โถ่ เด็กน้อยนะเด็กน้อย ให้พี่สาวหลอกคนเดียวก็พอนะ อย่าไปให้บุรุษที่ใดหลอกเล่า มานี่มะ…มานั่งรออาหารอย่างใจเย็นดีกว่า” 

เหมยฮวาทำหน้าเซ็งเมื่อตนเองเสียรู้สหายอีกแล้ว นางเดินกระทืบเท้าเข้าไปนั่งที่เดิมของนางแล้วกอดอกตนเองแน่น “เหอะ! อย่าให้เจ้าพลาดบ้างก็แล้วกัน”

“ไม่มีทาง นอกเสียจากว่าข้าจะยอมให้ตนเองพลาดเอง…แต่ก็ไหนๆก็ไหนๆแล้ว มานั่งรอเฉยๆในบ้านผู้อื่นเช่นนี้ก็คงดูไม่ดีไม่งามสักเท่าไร ไปเป็นลูกมือเจ้าบ้านเล็กๆน้อยๆก็ยังดีนะ ไปเถอะ”

เหมยฮวาพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย จากนั้นทั้งสองสหายก็พากันเดินเข้าไปในครัว จึงเห็นว่าหญิงชรากำลังจุดเตาอยู่

“ท่านยายพอจะมีอันใดให้เราช่วยหรือไม่เจ้าคะ”

เซียงฮวาถามขึ้นมาเสียงใส หญิงชราเองเมื่อได้ยินเสียงแขกของนางเดินเข้ามาโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงก็เกิดอาการสะดุ้งขึ้นมานิดหนึ่ง นางหันใบหน้าของตนเองมาที่ทั้งสองสาวก่อนจะตอบแบบอ้ำๆอึ้งๆ

“เอ่อ…งั้น ช่วยข้าจุดเตาก็แล้วกัน แล้วก็มีหั่นผักพวกนี้ แล้วก็มะเขือเทศที่อยู่ในแปลงด้านหลังจวน เลือกเอาแล้วกันว่าจะช่วยอันใด”

หญิงชราทำเป็นตอบเสียงเคร่งขรึม แสร้งสั่งงานนั่นนี่ แต่แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงการกลบเกลื่อนของนางต่างหาก จุดเตาเช่นนี้นางหาได้ทำเป็นไม่ บ่าวไพร่ที่จวนในเมืองล้วนทำทั้งนั้น

“อ่อ ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นเจ้าจุดเตาไปนะเหมยฮวา เดี๋ยวข้าจะไปเก็บมะเขือเทศเอง”

“ได้ เจ้าไปเถอะ”

เซียงฮวาพยักหน้ารับ ใบหน้าของนางสดใสขึ้นมาทันทีที่หยิบตะกร้าไม้สานใบเล็กขึ้นมาถือไว้ในมือ นางจับฮูดที่ติดกับเสื้อขนสัตว์ของนางสวมลงที่ศีรษะ แล้วหันไปกล่าวกับหญิงชราเสียงใส

“สาวน้อยหมวกขาวจะไปเก็บผักแล้วนะเจ้าคะท่านยาย จะไม่หลงเชื่อคำพูดของหมาป่าเจ้าเล่ห์เด็ดขาดเจ้าค่ะ” 

กล่าวจบนางก็เดินออกไปจากในครัวอย่างร่าเริง ส่วนหญิงชรานั้นเพียงแค่ขมวดคิ้วเข้ากันแล้วหันไปบอกเหมยฮวาอย่างที่ใจคิด

“ภายในรั้วของจวนข้าไม่น่าจะมีหมาป่าหลุดเข้ามาได้นะ”

เหมยฮวาหลุดขำนิดนึง มือบางโบกไปมา “ไม่ใช่เจ้าค่ะๆ มันคือนิ ทะ เอ่อ…เจ้าค่ะ ที่นี่ก็ติดภูเขา นางอาจจะระวังหมาป่าจริงอย่างที่ว่าก็ได้เจ้าค่ะ” 

ด้วยความที่กลัวว่าผู้อื่นจะมองสหายตนในทางที่ไม่ดี นางจึงได้ไม่อยากอธิบายให้หญิงชราตรงหน้าฟังว่าแท้จริงแล้วสหายตนเพียงแค่กำลังสวมบทบาทของตัวละครในนิทานขึ้นมาเท่านั้น หญิงชราเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับแล้วเริ่มหั่นผักของนางต่อไป

 

ทางด้านสาวน้อยหมวกขาวนั้นก็ฮัมเพลงไปตลอดทั้งทางที่เดินไปยังแปลงมะเขือเทศ ระหว่างทางนางเจอหวงเถาที่ถือตะกร้าผ่านทางมาพอดีจึงได้เอ่ยทัก

“เด็กน้อย เก็บผักมาได้เยอะเลยทีเดียว เนี่ย…ท่านยายให้พี่สาวไปเก็บมะเขือเทศมาเพิ่ม”

“มะเขือเทศทางด้านนั้นเลยขอรับ หิมะเริ่มตกแล้ว พี่สาวรีบไปรีบกลับ ระวังจะไม่สบายนะขอรับ”

เซียงฮวายิ้มปลาบปลื้มใจที่เด็กตัวแค่นี้ยังมีใจอุตส่าห์คิดถึงกัน มือเรียวลูบศีระษะเล็กของหวงเถาด้วยความเอ็นดู 

“ได้เลย แล้วพี่สาวจะรีบไปรีบกลับนะ เจ้าเองก็เถอะ สวมเสื้อผ้าหนาเพียงเท่านี้ ไม่รู้สึกอันใดเลยหรือ”

“ไม่เลยขอรับ ท่านยายบอกว่าเพราะตัวของเสี่ยวเถานั้นพิเศษกว่าใคร เสี่ยวเถาจึงไม่รู้สึกอันใดเลยขอรับ”

“เสี่ยวเถา? แท้จริงแล้วเจ้าแซ่อันใดรึ”

เด็กน้อยกำลังจะอ้าปากเอ่ยแซ่ของตนเองออกไป แต่เมื่อคิดได้ก็รีบหุบปากลง แล้วรีบขอตัวไปที่ครัวในทันที 

“ท่านยายคงรอผักจากเสี่ยวเถาแล้ว เสี่ยวเถาขอตัวก่อนนะขอรับ”

“อ้าว เดี๋ยวก่อนสิ” 

เมื่อยังไม่ได้ความอันใด เด็กน้อยที่นางกำลังจะหลอกถามก็ตีจากไปเสียแล้ว “เหอะ! เฮยหลิงไม่บอกอันใดก็ยังพอจะเข้าใจได้ แต่นี่แม้แต่เด็กก็ยังไม่คายความลับออกมาเลย อารมณ์เสีย! เหตุใดต้องหวงชื่อแซ่กันขนาดนี้ด้วยนะ ที่โลกปัจจุบันแซ่เดียวกันก็ใช่ว่าจะเป็นญาติกันเสียหน่อย"

แม้จะบ่นออกมาเช่นนั้น แต่เท้าของนางก็ยังเดินมุ่งหน้าเข้าไปยังท้ายจวนแห่งนี้ เมื่อไปถึงก็เห็นว่ามีแปลงผักหลายแปลงที่มีถึงแปดส่วนที่ถูกเก็บไปแล้ว ยามนี้เหลือเพียงมะเขือเทศกับผักกาดขาวที่ยังคงเหลือไว้ให้ดูอยู่บ้าง

“โถ่~น้องมะเขือเทศถูกปล่อยให้อยู่กับตนท่ามกลางหิมะที่โปรยปราย ไม่เป็นไรนะคะลูก เดี๋ยวแม่จะเก็บหนูไปใช้ให้เกิดประโยชน์เองนะ” 

นางใช้เวลาเลือกผลที่สุกดีแล้วนานอยู่พอสมควร ระหว่างที่เก็บในหัวของนางก็จินตนาการไปด้วยว่าท่านยายจะทำเมนูอันใดให้นางกิน 

“ลูกใหญ่มาก เต็มตะกร้าซะแล้ว แต่ว่าเท่านี้คงพอมั้ง จะเอาไปผัดกับผักอื่นๆ ใส่ในส้มตำหรือว่ากินสดๆเซียงฮวาล้วนกินได้ ก็หวังว่าจะไม่เอาไปทำซุปก็แล้วกันนะ โอ้ย!”

ด้วยความที่นางหยิบมะเขือเทศขึ้นมาสำรวจไปด้วยคิดไปด้วยจึงไม่ได้ระวังทาง เป็นเหตุให้นางสะดุดหิมะก้อนใหญ่ที่หวงเถามาปั้นเล่นเอาไว้ มะเขือเทศที่อยู่ในตะกร้าหกระเนระนาดไปทั้งพื้นหิมะ

“โอ้ย~ให้ตายเถอะ! เหตุใดเป็นเช่นนี้ทุกครั้งเลยนะ คนงามต้องเสียภาพลักษณ์อีกแล้ว” 

นางค่อยๆลุกขึ้นนั่งยองๆแล้วเก็บมะเขือเทศใส่ไว้ในตะกร้าดังเดิม มีอยู่หลายลูกที่กลิ้งไปอยู่ชิดกำแพงรั้ว นางจึงได้เดินเข้าไปเก็บก่อนจะดวงตาเบิกโพลงเมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้นหลังกำแพงที่นางอยู่ชิดใกล้

“ท่านตา กำลังทำการละเล่นอันใดกันอยู่หรือขอรับ เหตุใดต้องหลอกล่อนางให้มาที่จวนหลังนี้ของตระกูลด้วย”

หลอกล่อ? เซียงฮวาทวนคำนี้ขึ้นมาในหัวหลังจากที่ได้ยินประโยคทั้งหมด หัวคิ้วเริ่มขมวดเข้าหากัน

“โถ่! องค์ชาย หลอกล่ออันใดกัน นี่แค่เป็นการเชิญมาทานข้าวที่จวนอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น ตาเองก็เคยกล่าวไปแล้วไม่ใช่หรือว่าจะชวนคุณหนูผู้นี้มาทานข้าวฝีมือท่านยายขององค์ชาย เป็นแม่ทัพกล่าวแล้วจะคืนคำได้อย่างไร”

“ท่านตา” ถอนหายใจออกมาอย่างไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไร “แล้วเหตุใดจึงไม่ส่งเทียบเชิญให้แบบปกติที่เขาทำกันเล่าขอรับ หรือจะให้หลานกล่าวชวนตรงๆก็ได้”

“อัยยา~เช่นนั้นมันไร้ความพิเศษ เอาเป็นว่านี่ก็เป็นการทดสอบคุณหนูผู้นี้เล็กๆน้อยๆก็แล้วกัน คงไม่เสียหายอันใดใช่หรือไม่”

“ผู้อื่นคงไม่ได้รับผลกระทบอันใดหรอกขอรับ แต่สำหรับตัวหลานแล้วก็ไม่แน่”

เซียงฮวาได้ยินเช่นนั้นก็แสยะยิ้มที่มุมปากขึ้นมา ‘หึ! ใช่ ในเมื่อข้าลงกับผู้อื่นไม่ได้ ข้าก็จะเก็บไว้มาลงกับเจ้าผู้เดียวนี่ละ เฮยหลง!’

 

“ลองดู นี่เป็นเมนูที่ข้าได้ลองฝึกทำอยู่บ่อยๆ แต่ว่าถ้วยนี้ข้าเพิ่งลองทำเป็นครั้งแรก ได้ยินจากสหายเจ้ามาว่าเจ้าโปรดปรานอาหารทุกอย่างที่เกี่ยวกับมะเขือเทศใช่หรือไม่”

เซียงฮวามองอาหารทั้งหมดที่อยู่ตรงหน้าของตนเอง เมนูทุกอย่างที่เจ้าบ้านทำนางไม่ขัดเลยสักนิด แต่มีอยู่ถ้วยหนึ่งที่นางไม่กล้าแม้แต่จะชิมมัน

“เอ่อ…ซุปมะเขือเทศนี้ด้วยหรือเจ้าคะ” สายตาของเซียงฮวาจ้องไปที่มันเขม็งจนหญิงชราเข้าใจว่ามันคืออาหารที่นางโปรดปรานมากที่สุด จึงได้หวังดีเลื่อนมันเข้าไปใกล้นางมากขึ้น

“หากเจ้าชอบก็กินเยอะๆเถิด นี่ตะเกียบ” 

หญิงชราตอบกลับมาด้วยความเอื้ออารีมากกว่าก่อนหน้านี้หลายส่วน เพราะท่านพี่ของนางได้แอบมาบอกนางว่าหลานชายสูงศักดิ์กำลังจับตามองอยู่ นางไม่อยากให้หลานชายของนางไม่สบายใจ 

อีกทั้ง นางก็คร้านจะเล่นสนุกกับบทยายแก่นี้แล้วด้วย แม้นางจะอายุอานามใกล้เลขหก แต่ใบหน้านางก็ไม่ได้มีริ้วรอยมากถึงเพียงนี้ เป็นไปได้นางก็อยากจะลอกหน้ากากหนังนี่ออกไปสักที

“เอ่อ…เจ้าค่ะ”

เซียงฮวาที่สัมผัสได้ถึงความเอื้ออารีนี้เช่นกัน หากจะปฏิเสธออกไปตรงๆก็กลัวว่าจะทำร้ายจิตใจคนที่ทำอาหารให้กินจนเกินไป ที่สำคัญนางเป็นท่านยายของเฮยหลง เป็นมารดาของพระสนมยศกุ้ยเฟย เรื่องอาหารอันเป็นเรื่องน้อยนิดเช่นนี้ ถนอมน้ำใจกันได้ก็คงเป็นการดีเสียกว่า

“เหมยฮวาไม่กินหรือ” ก่อนจะคีบผักในผัดผักชิ้นแรกเข้าปาก นางก็ชะงักเมื่อรู้สึกว่าคนด้านข้างกำลังจดจ้องอยู่ 

“อ่อ…ข้าให้เกียรติเจ้าก่อนเลย เพราะเจ้าสำคัญที่สุด”

เหมยฮวาตอบออกไปด้วยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะก่อนหน้านี้เซียงฮวาได้กระซิบบอกนางแล้วว่าหญิงชราตรงหน้าตนนั้นเป็นท่านยายของเฮยหลง การบอกสหายว่าห้ามกินของที่ญาติผู้ใหญ่ฝั่งนั้นทำ ดูจะไม่เกิดผลดีต่อสหายของนางเลยสักนิด แต่ว่าอีกด้านหนึ่งนางก็อยากบอกออกไปว่าอาหารที่อยู่ตรงหน้านั้น มีจานหนึ่งที่ทำไตนางสะเทือนมาแล้ว

“เช่นนั้นจะกินแล้วนะ”

“เอาเลยขอรับพี่สาว”

แม้แต่หวงเถาเองก็ยังเชื้อเชิญให้เซียงฮวารับประทานเป็นคนแรก คนชิมจึงเต็มใจเอาผัดผักชินแรกเข้าปากไป แต่เพียงเท่านั้น ความเผ็ดร้อนก็ได้ซึบซาบไปทั้งลิ้นของนางชนิดที่ว่ากินเกลือทั้งมหาสมุทร หรือนมทั้งโรงงานก็คงไม่หายเผ็ดในเร็วนี้

“ฮืือ~เผ็ดมาก เผ็ดมากเลยเจ้าค่ะ”

เซียงฮวาแลบลิ้นออกมาแล้วเอามือพัดไปมาอย่างรวดเร็วราวกับว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้นางหายเผ็ดได้บ้าง หญิงชราเองก็ทำตัวไม่ถูก นางจึงได้หยิบนั่นนี่ไปมั่วซั่ว ซึ่งก็ซำร้ายอีกเมื่อสิ่งที่นางหยิบดันเป็นซุปมะเขือเทศที่เซียงฮวาไม่โปรดปรานเท่าใด

“ฮือ~~ระ ร้อน ไม่เอาวิธีแบบวิธีนี้ เป็นการทำให้หายเผ็ด…อย่างทรมาน…มาก” เซียงฮวาเริ่มพูดติดขัด น้ำตาจากดวงตากลมโตไหลลงมาอาบแก้ม “มีนมหรือไม่เจ้าคะ ระ หรือว่า  เกลือก็ได้”

“ได้ๆ เกลือๆอยู่ในครัว เสี่ยวเถาไปหยิบเกลือมาประเดี๋ยวนี้!”

“ขอรับท่านยาย”

เสี่ยวเถารีบวิ่งเข้าไปในครัวด้วยความเร็วสุดชีวิต เนื่องจากเห็นพี่สาวคนงามน้ำตาไหลอาบแก้มอีกทั้งยังนั่งไม่ติดที่อีกด้วย นางคงทรมานมากเป็นแน่

“เกิดอันใดขึ้นหรือขอรับ”

เสียงเด็กหนุ่มดังขึ้นมา เมื่อทุกคนหันไปมองยังที่มาของเสียงก็เห็นว่าเป็นชายที่คุ้นหน้าคุ้นตากันดีอยู่แล้ว

“ฮูหยิน เกิดอันใดขึ้นหรือ” แม่ทัพหวงที่วิ่งตามหลานชายเข้ามาเดินเข้าไปจับมือกับฮูหยินของตนเมื่อเห็นนางทำตัวไม่ถูก

“ท่านพี่ นางกินอาหารที่น้องทำขึ้นเจ้าค่ะ เพียงคำเดียวก็เผ็ดจนเกิดอาการนี้ขึ้นมา” แม่ทัพหวงพยักหน้ารับแล้วตบหลังฮูหยินของตนเบาๆ

“เกลือมาแล้วขอรับ” หวงเถาวิ่งหน้าตั้งเข้ามา

“เอามานี่”

เฮยหลงรับเกลือมาจากหวงเถาแล้วหยิบออกมาหนึ่งเม็ด จากนั้นก็ป้อนให้เซียงฮวาที่อ้าปากรอรับอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้ผลในทันที แต่อย่างน้อยสมองของนางก็ยังให้ความสนใจไปที่ความเค็มจากเกลือแทน ไม่นานจากนั้นความแสบร้อนในปากก็ค่อยๆหายไป

“เป็นเช่นไรบ้าง”

“ค่อยดีขึ้นแล้ว”

นางตอบเสียงแผ่วก่อนจะหลับตาลงรับการเช็ดหน้าจากเฮยหลงที่พยายามใช้แรงให้น้อยที่สุดในการเช็ดหน้าให้นาง เมื่อเซียงฮวาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็เห็นว่าเหมยฮวามองมาที่นางด้วยความรู้สึกหลากหลายแบบ ด้วยความสงสัยนางจึงได้เอ่ยถามออกไป

“เป็นอันใด”

“ข้า…เดี๋ยวค่อยพูดก็แล้วกัน” 

น้ำเสียงของนางเจือความรู้สึกผิดอยู่หลายส่วน แม้ว่าคราแรกนางจะได้ชิมอาหารคนละจานกับที่สหายนางได้ชิมก็ตาม แต่ท่านยายของเฮยหลงชั่งมีรสมือที่หนักยิ่งนัก ตอนนี้นางยังลิ้นชาเพราะความเค็มไม่หายเลย ไม่คิดว่าชามที่สหายของนางได้ลิ้มลองจะเผ็ดพาน้ำลายยืดเช่นนี้

“ขออภัยเจ้า น่าอายยิ่งนัก เพียงวันแรกที่พบหน้ากัน ข้าก็แสดงความไม่ประทับใจให้เจ้าได้พบเสียแล้ว ฝีมือข้ามันคงเกินเยียวยาแล้วจริงๆ ผัดผักธรรมดาก็ยังทำให้มันเผ็ดได้”

“ข้าไม่ถือโทษโกรธหรอกเจ้าค่ะท่านยาย”

“เช่นนั้นหรือ แต่ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ข้าคงไม่อาจปิดบังอันใดต่อไปได้อีก แท้จริงแล้วข้าเป็นฮูหยินของแม่ทัพหวง หรือว่าท่านยายขององค์ชายผู้นี้เอง ขออภัยด้วยที่ต้องให้เสี่ยวเถาล่อหลอกเจ้ามาถึงที่นี่”

“อย่าได้ต้องกล่าวคำนั้นเลยเจ้าค่ะท่านยาย…เอ่อ ข้ายังจะเรียกเช่นนั้นได้หรือไม่เจ้าคะ”

“ได้สิ เหตุใดจะไม่ได้กัน”

“เจ้าค่ะ ท่านยาย” 

นางยิ้มหวานออกมาและย่อกายลงทำความเคารพหวงฮูหยิน หลังจากนั้นทั้งหมดก็นั่งพูดคุยกันสักพักหนึ่ง โดยอาหารทั้งหมดถูกปรุงขึ้นมาใหม่โดยเฮยหลง และมีสองสาวเป็นลูกมือช่วย ระหว่างที่ทำอาหารไปจวบจนกินข้าว เซียงฮวาแม้จะมีการพูดคุยกับเฮยหลงบ้าง แต่สายตาของนางที่มองเขากลับมีความคาดโทษตลอดเวลา

“เวลาไม่เช้าแล้ว เห็นทีพวกหลานเองคงต้องขอตัวลาก่อนที่คนฝั่งโน่นจะเป็นกังวล ท่านยายกับท่านตาจะอยู่ที่นี่ต่อหรือใช่หรือขอรับ”

“ใช่ องค์ชายกลับตอนนี้คงจะเหมาะที่สุด หิมะด้านนอกไม่ตกแล้ว”

“ขอรับ เช่นนั้นหลานขอลา”

กล่าวจบทั้งหมดก็ทำความเคารพชายหญิงสูงวัยทั้งคู่ ผู้เยาว์วัยที่สุดอย่างหวงเถาเองก็ขอติดตามพี่สาวพี่ชายทั้งหลายกลับค่ายด้วย เรือนที่นี่จึงเงียบเหงาลงไปถนัดตา

“เป็นเช่นไรบ้าง ว่าที่หลานสะใภ้เรา” แม่ทัพหวงเอ่ยถามฮูหยินรักของเขาขึ้นมาในระหว่างที่กำลังจะเดินเข้าไปในเรือนหลังจากออกไปส่งผู้วัยเยาว์ทั้งหลายที่หน้ารั้ว

“ทักษะเรื่องอื่นน้องยังไม่ทราบว่าเป็นเช่นไร ซึ่งความจริงแล้วจะมีหรือไม่น้องก็ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว สำคัญที่สุดคือหลานชายมากศักดิ์ของเราพึงใจก็นับว่าพอแล้ว 

เหนือไปกว่านั้น อุปนิสัยเช่นนางคงเอาตัวรอดได้ไม่ยากหากต้องเจอขวากหนามอันใดในอนาคต น้องว่าหลานชายเราคงจะรู้ดีที่สุด”

“เช่นนั้นหรือ ในเมื่อน้องว่าดี พี่ก็จะช่วยสนับสนุนนางก็แล้วกัน”

“เจ้าค่ะ เดี๋ยวน้องจะส่งจดหมายเขียนเรื่องราวในวันนี้ให้พระสนมได้รับรู้ด้วยดีหรือไม่เจ้าคะ”

“ตามใจเจ้า”

 

ในระหว่างที่เดินกลับกันสี่คน โดยหวงเถากับเหมยฮวาเดินจับมือกันนำหน้า มีบรรยากาศที่สดใสราวกับอยู่กลางทุ่งดอกไม้ แต่คู่ที่เดินตามหลังอย่างเฮยหลงกับเซียงฮวานั้นดันมีบรรยากาศที่ต่างกันออกไป

“เอาเป็นว่าเรื่องทุกอย่างข้าขอยอมรับผิดแต่เพียงผู้เดียว หากเจ้าจะลงโทษข้า ก็ปรานีข้าด้วยเถิดหนา”

เฮยหลงจับแขนเซียงฮวาให้หยุดเดินก่อนที่เขาจะกล่าวขึ้นมาอีกประโยค “สะสางมันให้จบตั้งแต่ตอนนี้เลยได้หรือไม่”

 “ได้ ถ้าจะเคลียร์กันวันนี้ให้จบเลยก็ได้” เซียงฮวากอดอกตนเองแล้วกล่าวออกมาเสียงนิ่ง นางส่งสายตาไปให้เหมยฮวาพาหวงเถากลับไปก่อน เหมยฮวาเองเมื่อได้ยินว่าทั้งคู่มีเรื่องให้ต้องปรับทัศนคติกันสักหน่อย นางจึงได้พยักหน้ารับแล้วพาหวงเถากลับค่ายไปด้วยกัน

 “ไง ผ่านไปไม่กี่วันเอง เจ้าก็มีการพัฒนาหนิ วันนี้ถึงกับรับบทเป็นตากล้องอย่างเดียวเลยใช่ไหม คิดว่าอยู่ในรายการตามติดชีวิตซุปตาร์หรืออย่างไร”

เฮยหลงถอนหายใจออกมา เขาเอื้อมมือออกไปแกะแขนของเซียงฮวาออกจากกันแล้วกระชับมือบางแน่น  

“ข้าขออภัยเจ้า ข้าควรจะแสดงตนให้เร็วกว่านี้”

 “แล้วเช่นไรอีก” 

 “ก็ไม่เช่นไรอีก ข้าไม่อยากอธิบายอะไรไปมากกว่านี้ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็คือคำแก้ตัว เอาเป็นว่าผิดก็คือผิด ดีหรือไม่”

เซียงฮวาสะบัดมือออกจากเฮยหลง แล้วถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว  “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องอธิบาย ในอนาคตหากข้าเข้าใจผิดว่าเจ้าได้เสียเป็นผัวเป็นเมียกับหญิงอื่น เจ้าก็ไม่ต้องอธิบายนะ ปล่อยให้อกข้าช้ำเลือดกลัดหนองตายไปเลย”

 “เหตุใดจึงกลายเป็นเรื่องนี้ไปได้เล่า ข้าไม่มีวันพลาด” 

แต่ถ้าหากมีวันนั้นจริงๆ ข้าก็คงต้องปลิดชีพสตรีผู้นั้น รวมถึงทุกคนที่รู้เห็นทิ้งไปให้หมด ก่อนที่มันผู้นั้นจะคาบข่าวมาบอกเจ้าอยู่แล้ว

ข้อความด้านหลังเขากล่าวกับตนเองในใจ

 “เหอะ! อวดดี”

 “หาได้อวดดีไม่ กลับกันเถิด ก่อนที่หิมะจะตกลงมาอีกครั้ง”

 “ไม่! ไม่กลับ”

เซียงฮวายืนอยู่ที่เดิมนิ่ง เฮยหลงเอื้อมมือไปดึงให้นางตามมาก็ไม่มีผลเลยสักนิด หากใช้แรงมากกว่านี้อีกหน่อยก็กลัวว่านางจะเจ็บ เขาจึงได้เดินเข้าไปยืนนิ่งๆตรงหน้านางในระยะประชิด 

นางเองก็ไม่ยอมแพ้ นอกจากแววตาไม่ได้มีความเกรงกลัวเขาแล้ว ยังเชิดหน้าขึ้นมาใส่เขาอย่างท้าทายอีกด้วย

 “ยิ้มอันใด ขนจมูกข้าโผล่หรือ”

เซียงฮวาถามขึ้นมาเมื่อเห็นรอยยิ้มของเขา นางรีบก้มหน้าต่ำในทันทีเมื่อคิดว่าเขาหัวเราะนางเพราะเหตุผลนั้น 

โดยไม่ทันได้ตั้งตัว เฮยหลงก็อุ้มนางขึ้นมาเหนือพื้นโดยใช้ลำแขนพาดไปที่เอวบางของนาง

 “ว้าย! เฮยหลง นี่มันท่าทางอันใดกันเนี่ย ข้าไม่ใช่รูปปั้นนะ จะมายกกันเช่นนี้ไม่ได้”

 “ก็ข้าเห็นว่าเจ้ายืนนิ่ง จึงคิดว่าเป็นรูปปั้นไปแล้ว”

 “โห้ย~ ไม่เอาท่านี้ ปล่อยลงเดี๋ยวนี้เลยนะ”

แม้จะสั่งเสียงแข็งออกไปแล้ว คนผู้นี้ก็ยังไม่หยุดที่จะอุ้มท่านี้กับนางเสียที จะให้ใช้มือทุบไปที่หน้าอกเขาก็กลัวว่าเขาจะเจ็บอีก นางจึงได้เอื้อมแขนทั้งสองข้างไปคว้ารอบคอของเขาไว้แทน

 “เจ้าอ่า~ไม่โรแมนติกเลยสักนิด ขี่หลังท่ามกลางหิมะก็ยังนับว่าดีกว่าเป็นไหนๆ อันนี้ท่าทางอันใดกัน ข้าไม่ชอบท่านี้”

 “รอไว้ให้เราแต่งกันก่อนค่อยเปลี่ยนท่าก็ได้”

 “ว่าเช่นไรนะ?” คนคิดไม่ซื่อถามขึ้นมาเสียงดัง

 “หึๆๆๆ”

 “เจ้าหมายถึงท่าอุ้มใช่หรือไม่”

 “หรือเจ้าคิดว่าเป็นอย่างอื่น” 

เขาเลิกคิ้วถามขึ้นมาอย่างกวนอารมณ์ ซึ่งก็ถือว่าทำสำเร็จ เพราะว่าเซียงฮวาปล่อยมือออกจากลำคอของเขาทันที

 “ไม่อยากจะจับแล้ว ว้าย!” 

เมื่อมือของนางไม่มีทึ่ยึดเกาะเอาไว้แล้ว ทำให้เฮยหลงถือโอกาสเปลี่ยนท่าอุ้มเล็กน้อย โดยยังคงใช้แขนพาดไปที่เอวบางของนางเช่นเดิม แต่ให้ครึ่งบนของลำตัวคว่ำไปที่พื้น แต่ยังคงอยู่ข้างๆลำตัวของเขา

 “ท่านี้ก็ดีเช่นกัน เหมือนได้ยกอันใดนะ ดัม-เบล...ข้างละยี่สิบกิโล”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็แทบจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด เสียงใสตะโกนออกมาเสียงดัง “เจ้ามันใจร้าย เจ้ามันร้ายกาจ ข้าบอกว่า ข้า-ไม่-ชอบ-ท่า-นี้!!!”

.

.

.

เพิ่งมีเวลาว่างช่วงวันสองวันนี่เองค่ะ โทษทีที่หายไปหลายวันนะคะ

Pandanus23233

2020年12月10日

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 69 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

366 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #341 Close my eye (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 15 ธันวาคม 2563 / 23:48
    เกลียดดดทุกความเซียงฮวา

    น้องโว้ยยยยน้องเป็นนางเอก ไม่ต้องคีพตลกก็ได้ แง้
    #341
    1
    • #341-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 61)
      15 ธันวาคม 2563 / 23:49
      55555555
      #341-1
  2. #339 ChaDaSay (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 13 ธันวาคม 2563 / 08:40
    ท่านยายจริงด้วย เฮยหลงกวนน้องขึ้นรึเปล่านะ แบบขี้แกล้งขึ้นอ่ะ 5555555555 ชอบบบบบ
    #339
    1
    • #339-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 61)
      13 ธันวาคม 2563 / 09:34
      น้องอัพสกิล55555
      #339-1
  3. #324 kanokwan2538 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 01:22
    ชื่อตอนคิดดีไม่ได้เลย 55555
    #324
    1
    • #324-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 61)
      11 ธันวาคม 2563 / 01:55
      555555
      #324-1
  4. #321 manbigbang (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 10 ธันวาคม 2563 / 07:30
    ชื่อตอนคิดดีไม่ได้เลย เรามันคนบาป
    #321
    1
    • #321-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 61)
      10 ธันวาคม 2563 / 07:31
      5555555
      #321-1