บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 56 : ใหญ่กว่าเป็นไหนๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 837
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    12 พ.ย. 63

เมื่อเซียงฮวาขึ้นมาด้านบนเนินเขาแล้ว ภาพที่นางเห็นกลับไม่ใช่ภาพของการต่อสู้อีกต่อไป แต่เป็นภาพของเลือดที่นองเต็มพื้นหญ้า ทุกสิ่งที่อยู่อาณาบริเวณการต่อสู้ล้วนย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี แววตาของคนมองเศร้าซึมขึ้นมาไม่น้อย เมื่อเห็นสมาชิกของพรรคมารจื่อถานยกร่างอันไร้สติขององครักษ์ประจำสำนักศึกษามาวางเรียงกันที่พื้น

เหมยฮวาที่เดินตามมาด้านหลังตบไหล่เซียงฮวาเบาๆเป็นการปลอบประโลม ท่าทางปั้นปึ่งใส่กันก่อนหน้านี้ราวกับเป็นภาพลวงตาทั้งสิ้น เซียงฮวาเองเมื่อรับรู้ว่าไออุ่นที่สัมผัสไหล่ตนมีความห่วงใยอยู่เต็มเปี่ยม นางจึงใช้มือของตนเองตบเบาๆที่มือของเหมยฮวากลับ สายตามองสำรวจรอบๆอีกครั้งอย่างต้องการประเมินความเสียหายในวันนี้

การต่อสู้ในครั้งนี้หากวัดระดับพลังกันจริงๆแล้ว แน่นอนว่าองครักษ์ของสำนักศึกษาย่อมมีระดับพลังยุทธ์และพลังธาตุที่ต่ำที่สุด การจะรักษาชีวิตเอาไว้ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก ต่างจากคนของพรรคมารทั้งหลายที่มีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยถึงปานกลางเท่านั้น

“เฮือก! ชีหลินเล่า” เซียงฮวาสะดุ้งขึ้นมาสุดตัวเมื่อไม่เห็นชีหลินอยู่ในบริเวณนี้ “อาจารย์ผู้ช่วยทั้งสองคนก็อยู่ที่นี่ แล้วตอนนี้นางไปอยู่ที่ไหน!”

เหมยฮวาเม้มปากแน่นแล้วส่ายหน้าไปมารัวๆ “ไม่นะ…ข้าจะไม่มองไปที่ศพเด็ดขาด”

"ตบปากตนเองเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่ได้ยินเสียงจะตบให้เอง สหายเราต้องรอดสิเหมยฮวา”

“ใช่ ข้ายังไม่ตาย”

ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้หันกลับไปมองยังที่มาของเสียง แรงจู่โจมของบางสิ่งก็เข้าถึงตัวพวกนางเสียก่อน “ฮือ…ข้าเกือบไม่รอดแล้ว หากไม่ได้ท่านน้ารูปงามทั้งสองช่วยเอาไว้ ข้าได้กลายเป็นผีเฝ้าป่าแน่”

นางร้องไห้คร่ำครวญในขณะที่กำลังกอดทั้งสองคนแน่น น้ำตาที่เปียกชุ่มบนไหล่บางของเซียงฮวาเป็นตัวบอกได้ว่านางรู้สึกเสียขวัญมากแค่ไหน เซียงฮวาและเหมยฮวาจึงได้กอดปลอบลูบหลังลูบไหล่นางเป็นการใหญ่ เวลาผ่านไปสักพักนางจึงได้หยุดสะอื้นไห้

ชีหลินเช็ดน้ำตาจากใบหน้าตนเองปลกๆ แล้วชี้มือไปยังชายชุดขาวและชายชุดดำด้านหลังนาง “ท่านน้าทั้งสองนี่ไงที่เป็นผู้ช่วยชีวิตข้าไว้"

เซียงฮวาหันไปมองตามก่อนที่ดวงตาจะเบิกโพลง “เฮือก! ท่านอา~ท่านประมุข!"

“ว่าไงเจ้าแสบ โลดแล่นมาถึงที่นี่จนได้นะ”

เซียงฮวาอยากจะกระโดดกอดท่านพ่อเฟิงหยูของนางยิ่งนัก แต่ก็ต้องตัดใจ นางเป็นสตรีที่ผ่านการปักปิ่นแล้ว การจะทำเช่นนี้ต่อหน้าคนหมู่มากคงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสมสักเท่าไร

‘ทำเป็นคิดเล็กคิดน้อย ทีกับเฮยหลงข้าไม่เห็นเจ้าจะเป็นเช่นนี้เลย’

‘เจ้า!’

เซียงฮวาเถียงไม่ออกเมื่อเฮยหลิงกล่าวขึ้นมาเช่นนั้น นางพ่นลมหายใจออกเบาๆแล้วเดินเข้าไปคารวะเฟิงหยูและเฉินยี่ด้วยท่าทางที่เรียบร้อยอ่อนหวาน

"คารวะเจ้าค่ะ"

เฟิงหยูยิ้มให้บุตรสาวตนเองอย่างอ่อนโยนแล้วกล่าวเสียงนุ่ม "มีเรื่องอันใดเอาไว้ไปคุยกันที่โรงเตี๊ยม ท่านลุงของเจ้าจะจัดการเรื่องทางนี้ต่อเอง รถม้าได้เตรียมไว้ที่ด้านโน้นแล้ว ชวนสหายกลับไปพักผ่อนเถิด"

เซียงฮวาพยักหน้ารับแล้วเดินนำทุกคนไปที่รถม้า ที่นั่นมีองครักษ์รายล้อมอยู่ข้างรถม้าเพื่ออารักขาเต็มไปหมด เกาฉายเป็นคนที่ขึ้นไปนั่งบนรถม้าเป็นคนแรก จากนั้นเขาก็ยื่นมือให้ชีหลินที่ยืนรอขึ้นเป็นคนต่อไป

“ขอบใจ” ชีหลินกล่าวขอบคุณเกาฉาย เจ้าตัวเพียงยกยิ้มบางที่มุมปากตอบรับคำขอบคุณเท่านั้น จากนั้นจึงได้ยื่นมือไปให้อีกคนที่กำลังทำท่าทางละล้าละลังอยู่ เขาเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างสงสัยว่าเหตุใดนางจึงไม่ส่งมือมาให้เขาช่วยดึงขึ้นรถม้าเสียที

"เป็นอะไรอีกเนี่ยหึ…เป็นอะไร" เซียงฮวาผู้อยากอาบน้ำชำระร่างกายเต็มทนแล้วเกาท้ายทอยของตัวเองอย่างหงุดหงิดใจ สงสัยว่าเหตุใดสหายจึงได้ชักช้า

"ก็ก่อนหน้านี้เจ้าเพิ่งฟ้องข้ากับท่านพ่ออยู่ไม่ใช่หรือว่าให้มีความหวงเนื้อหวงตัวบ้าง มายามนี้ที่ข้าพอจะมียางอยู่บนหน้าบ้าง แล้วข้าทำอะไรผิดไปอีก"

"ก็ ก็…เออน่า! ความคิดของคนงามมันเปลี่ยนได้ตลอดแหละ รีบๆขึ้นไปได้แล้ว ไม่อยากอาบน้ำผลัดผ้าใหม่หรือ" เซียงฮวากล่าวเฉไฉไปเรื่องอื่น แล้วเร่งเร้าให้เหมยฮวาขึ้นไปบนรถม้า

"เหอะ! ความคิดไม่ได้เปลี่ยนหรอก อารมณ์วัยทองของเจ้าต่างหากที่เปลี่ยน!" เหมยฮวากล่าวออกมาเบาๆแล้วเป็นฝ่ายดึงมือของเกาฉายเอาไว้เสียเอง ยามนี้ความรู้สึกเหนียมอายของนางที่เพิ่งจะมีมันได้หายไปแบบกู่ไม่กลับแล้ว

"ก็แค่นั้น" เซียงฮวายักไหล่แล้วตั้งท่าจะขึ้นรถม้าเป็นคนต่อไป แต่นางก็ต้องชะงักเมื่ออยู่ๆก็มีคนเสนอความช่วยเหลือแก่นางเสียก่อน 

"ให้ข้าช่วยเถิด" 

เสียงทุ้มพร้อมกับไออุ่นของร่างหนาที่เข้ามาประชิดทันทีที่กล่าวจบทำให้เซียงฮวาที่ยืนนิ่งอยู่เผลอสะดุ้งขึ้นมานิดหนึ่ง ใบหน้างามเอียงไปด้านข้างแล้วค่อยๆช้อนสายตามองเขา รอยยิ้มมุมปากและลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดอยู่บนใบหน้าทำให้นางเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว

"ค่อยๆขึ้น"

"อะ เอ่อ…ขอบคุณเจ้าค่ะท่านประมุข" เมื่อสติกลับมาเซียงฮวาจึงได้กล่าวขอบคุณเขาด้วยท่าท่างเก้ๆกังนิดหน่อย "ท่านประมุขกับท่านอาจะไปที่โรงเตี๊ยมด้วยหรือไม่เจ้าคะ"

เมื่อเห็นเด็กสาวทำตัวไม่ถูกหลังจากที่ตัวเขาแสดงความใกล้ชิดกับนางมากขึ้น เจ้าตัวจึงได้ระบายรอยยิ้มเอ็นดูเต็มใบหน้า เขาพยักหน้ารับเบาๆ "แล้วเจอกันที่โรงเตี๊ยม…ไปได้" 

กล่าวตอบเซียงฮวาออกไปแล้วสั่งองครักษ์ที่ขับรถม้าให้ออกเดินทางได้ ดวงตาคมกริบมองส่งรถม้าที่นางนั่งจนหายลับสายตาออกไป จากนั้นใบหน้าคมสันจึงค่อยๆเงยขึ้นไปมองบนท้องฟ้า

"แน่นอนว่ามนุษย์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตที่เจ้าเขียนเอาไว้ได้…แต่หากคนที่เปลี่ยนไม่ใช่มนุษย์เล่า?" ดั่งกับรู้ว่าคนบนท้องฟ้ากำลังมองมาที่ตนเองอยู่ เฉินยี่จึงได้ส่งรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ขึ้นไป

"ก็มารอดูกัน ว่าเทพผู้สูงศักดิ์เช่นข้า จะเปลี่ยนความคิดของตนเองได้ตลอดเวลา เหมือนที่กำลังจะพยายามเปลี่ยนชะตาชีวิตของมนุษย์หรือไม่!"

บรรยากาศสูงส่งต่างจากมนุษย์ที่ควรจะมีแพร่ขยายออกไปโดยทั่วจนเฟิงหยูที่กำลังเดินมาข้างหลังของเฉินยี่ชะงัก ผู้ที่มีพลังธาตุอยู่ในระดับทั่วไปจะเห็นเฉินยี่เป็นอย่างไรเขาไม่รู้ แต่สำหรับตัวเขาที่มีพลังธาตุอยู่ในระดับสิบด้วยเช่นกันแล้วนั้น ล้วนสัมผัสได้ถึงอารมณ์ความต้องการส่วนลึกของเจ้าตัวได้ดีที่สุด

"ข้อดีของการบรรลุพลังระดับสิบคือคนผู้นั้นมีโอกาสทำให้ตนเองเข้าสู่หนทางของการเป็นเซียนได้ แต่เราแตกต่างตรงที่เป็นเทพเซียนชั้นสูงอยู่แล้ว คิดจะละกายหยาบของมนุษย์ก่อนเวลาที่ซือมิ่งขีดเขียนไว้ให้ ใช่ว่าจะทำไม่ได้" เดินเข้าไปประจันหน้ากับเฉินยี่

"เจ้าทำได้ ข้าทำได้ แต่ตอนนี้นางไม่…ขอเตือนให้เจ้าหยุดความคิดที่เปลี่ยนแปลงอะไรไว้ตรงนี้ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าเจ้าตกลงกับตนเองแล้วหรือ ว่าจะไม่เข้าไปแทรกแซงเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับชะตาชีวิตของนาง"

เฉิยยี่แค่นยิ้มออกมาแล้วสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด "ก็หวังใจว่าความอดทนที่ข้ามีมาโดยตลอด จะไม่หมดลงในเร็วๆนี้ เพราะความคิดของเทพเซียนเองก็เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเช่นกันไม่ใช่หรือ"

-_-

 

"บึ้ย! อยู่ๆก็ขนลุก"

เซียงฮวาลูบแขนของตนเองไปมา ความรู้สึกหนาวไปทั้งกระดูกสันหลังมันเป็นอย่างไรนางเพิ่งจะเข้าใจในวันนี้ หวังว่านี้จะไม่เป็นลางบอกเหตุอันใดหรอกนะ

"โดนลมหนาวกระมัง อย่างไรซะเราก็เข้าเขตเมืองเฟิงหานแล้ว"

เกาฉายเอ่ยในสิ่งที่เขาคิดก่อนจะสำรวจม่านว่าปิดสนิทดีหรือยัง ต่างจากเหมยฮวาที่ส่งเสียงจิ๊จ๊ะแล้วส่ายหน้าปฏิเสธคำกล่าวของเกาฉาย

"ลมหนาวหรือจะสู้ไออุ่นจากท่านประมุขได้ อย่าคิดว่าข้าไม่เห็นนะ ว่าเจ้าก็เสียอาการด้วยเช่นกัน" 

"เจ้าไม่เข้าเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่สินะ…จะว่าอย่างไรดีละ? เอาเป็นว่าเจ้าอาจจะไม่มีวันเข้าใจอารมณ์นั้นอ่ะ ฮุๆๆ" 

เหมยฮวาเมื่อได้ยินแบบนั้นก็หัวเราะร่วน นางทำสีหน้าราวกับว่าตนเองกำลังอยู่เหนือกว่าเซียงฮวา แล้วยิ้มออกมาอย่างมาดร้าย "เจ้าค่ะ ชอบใจไปเถิด ถึงที่หมายของการทำภารกิจเมื่อไรนะ ข้าไม่เก็บเจ้าไว้แน่ เฮยหลงจะต้องรู้เรื่องนี้!"

“อย่าเชียวนะ หยุดเลยนะ ห้ามเป็นอันขาดเลยนะ”

และแล้วต่อจากนั้นเสียงของการโต้เถียงกันระหว่างสหายสนิททั้งสองก็ดังขึ้นมาตลอดทางที่ไปยังโรงเตี๊ยม สิ่งนี้เป็นตัวช่วยบรรเทาปัดเป่าจิตใจอันไม่สงบของชีหลินได้ดีทีเดียว

เกาฉายเองก็มองภาพนั้นอย่างสุขใจด้วยเช่นกัน เขาชอบบรรยากาศแห่งความสุขที่แผ่กลิ่นอายอยู่รอบตัวพวกนางเป็นที่สุด เพราะมันทำให้เขารู้สึกว่าหัวใจได้รับการปลอบโยน และทำให้เขามีกำลังใจที่จะฮึดสู้กับสิ่งที่จะต้องเผชิญในวันข้างหน้าสายตาที่ท่านประมุขพรรคมารจื่อถานทิ้งไว้ให้เขาก่อนจากมา เป็นตัวบอกเรื่องราวได้ชัดเจนที่สุดว่าชีวิตของเขาต่อจากนี้คงไม่มีคำว่าง่ายอีกต่อไป

 

ณ โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง

เช้าวันต่อมาหลังจากที่จัดการไว้อาลัยให้แก่ผู้ที่จากไปเสร็จ ขบวนเดินของสำนักศึกษาที่ยังคงเหลืออยู่ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ผู้ช่วยทั้งสอง ชีหลิน เกาฉาย เซียงฮวาและเหมยฮวา ต่างก็มาทานอาหารเช้ากันยังโรงเตี๊ยมที่พวกเขาทั้งหลายได้เข้าพักในคืนที่ผ่านมา

“อาจารย์ได้ส่งสารรายงานเรื่องนี้ต่อท่านเจ้าสำนักแล้ว ความคิดเพียงเล็กน้อยที่จะให้พวกเจ้าอยู่ทำภารกิจต่อล้วนไม่มีอยู่ในหัว แต่ในเมื่อท่านประมุขมารอาสาไปส่งขบวนของเราให้ไปถึงยังที่หมายด้วยตนเอง อีกทั้งเจ้าสำนักก็ยังไม่มีสารใดส่งกลับมา เราก็ทำได้เพียงแค่ตามแผนเดิมต่อไป”

“ไม่มีปัญหาขอรับ”

เกาฉายเป็นคนกล่าวตอบเมื่อไม่เห็นท่าทีปฏิเสธจากสหายที่นั่งร่วมโต๊ะกับตนอยู่ เมื่อคืนเขานอนไม่หลับเลยสักนิด สมองคิดวกวนไปหมดว่าเรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรต่อไป

“หากสารจากท่านเจ้าสำนักให้ทุกคนกลับ ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ แต่หากไม่มีสารใดที่บ่งบอกว่าเป็นการยกเลิกภารกิจ ลำบากพวกเจ้าทุกคนที่จะต้องมีภาระหนักมากขึ้นในสภาพที่เรามีคนน้อยลงเช่นนี้แล้ว”

“อันนี้ยิ่งไม่มีปัญหาเลยเจ้าค่ะท่านอาจารย์ เดี๋ยวข้าจะขอคนจากท่านอาของข้าไว้ให้มากหน่อย จะได้ช่วยๆกัน” 

เซียงฮวาตอบเสียงใสในขณะเดียวกันกับที่เอื้อมตะเกียบแย่งน่องไก่ชิ้นใหญ่ตัดหน้าเหมยฮวาไปด้วยความเร็วที่เหมยฮวาเองยังอ้าปากค้างดวงตาเบิกโพลง

“ไม่เร็วไปหน่อยหรือ” เหมยฮวาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน

“หืม…ของเบๆ(Basic)” ตอบเสร็จนางก็กัดไก่ชิ้นนั้นด้วยท่าทางที่ดูเอร็ดอร่อยเป็นที่สุด “ไก่ที่อร่อยที่สุดต้องเป็นไก่ที่แย่งมาจากเหมยฮวาสินะ”

“เหอะ! ขอให้ไก่ติดคอตาย”

“จ้างให้ก็ไม่ติด แบร่!”

“แกล้งอันใดสหายอีกเล่าเจ้าตะกละน้อย หืม? ถ้าอยากกินอีกน่องก็มานี่สิ อายกให้” เฟิงหยูที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหนึ่งคีบน่องไก่ชิ้นใหญ่ขึ้นให้เซียงฮวาดู มุมปากก็เม้มเข้าหากันอย่างกลั้นขำเมื่อเห็นนางแสร้งเอามือลูบหนวดที่ไม่มีบนใบหน้าของตนเองเป็นเชิงว่า ‘ลาภปากแล้ว’

“เช่นนั้นข้าให้อีกน่อง ของข้าใหญ่กว่าเป็นไหนๆ”

เฉินยี่ก็คีบไก่ชิ้นใหญ่ของตนเองขึ้นให้เซียงฮวาดูด้วยเช่นกัน เซียงฮวามองไก่ชิ้นนั้นด้วยดวงตาเหม่อลอยพลางคีบข้าวเข้าปากไปด้วย ในหัววนเวียนครุ่นคิดอยู่เพียงประโยคเดียว

ใหญ่กว่าเป็นไหนๆ…ของข้าใหญ่…

"จะเอาหรือไม่ หากไม่เจ้าอดนะ ไก่ น่อง ใหญ่ เสียด้วย" เสียงที่สะท้อนอยู่ในหูของเซียงฮวาก่อนหนานี้เป็นอันสิ้นสุดลงเมื่อเหมยฮวาเน้นเสียงคำพูดของตนเองทีละคำ 

"เอ่อ…เอาเจ้าค่ะ ข้าชอบใหญ่ๆ เอ้ย! ชอบไก่ น่อง ใหญ่ โอเคๆ" เป็นอันว่ามื้อเช้าของวันนี้ เซียงฮวาก็ได้กินไก่น่องใหญ่ไปถึงสาม

“ฮือ…ท้องจะแตก หิวก็เป็นทุกข์ อิ่มแล้วก็ยังเป็นทุกข์อีกนะคนเรา ดีแค่ไหนแล้วที่ตอนปล่อยออกมาไม่เป็นทุกข์ด้วย” เซียงฮวาลูบท้องของตนเองอย่างทรมาน นางออกมาเดินย่อยกับเหมยฮวาที่ป่าไผ่ของโรงเตี๊ยมกันสองคน ส่วนชีหลินนั้นขอตัวไปพักผ่อนเอาแรงเล็กน้อยก่อนที่จะเดินทางกันต่อไป

“เจ้าว่าท่านพ่อของข้าเรียกเกาฉายเข้าไปคุยเรื่องอันใดหรือ” เหมยฮวาที่มีสีหน้าครุ่นคิดมาตลอดทั้งทางอดไม่ได้ที่จะถามเซียงฮวาขึ้นมา

“ก็คงจะคุยเรื่องของบุรุษที่สตรีอย่างเราไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยกระมัง” เซียงฮวาตอบปัดๆ ท่าทางไร้ความสนใจต่อสิ่งที่เหมยฮวากำลังกลัดกลุ้มอยู่

“แต่ว่าข้าอยากรู้นี่ หรือว่าพวกเขาจะคุยเรื่องของข้ากันนะ แย่แล้วสิ! ท่านพ่อต้องไม่ชอบใจเกาฉายแน่เลย” เหมยฮวาเขย่าแขนเซียงฮวาที่กำลังยืนงอตัวเพราะความอิ่มอยู่ด้วยความร้อนใจ สีหน้าฉายชัดว่ากังวลเป็นหนักหนา

"โอ้ย! ถ้าเขย่าอีกนิดข้าจะอ้วกใส่เจ้าแล้วนะ คนเขาจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า ไม่ได้เป็นจิ้งจกตุ๊กแกที่เกาะอยู่ตามชายคาห้องนั้นเสียหน่อย"

คำว่า ‘จิ้งจกตุ๊กแก’ ของเซียงฮวา ทำให้เหมยฮวาคิดอะไรดีๆออก นางยั้งมือของตนเองไว้แล้วกะพริบตาปริบๆเป็นการขอร้องสหายของตนให้เห็นใจ "เมตตาข้าด้วยเถิดนะ สหาย~"

เซียงฮวารีบสะบัดแขนออกจากมือของเหมยฮวาราวกับต้องของร้อน นางส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยินยอมที่จะอ่อนข้อให้แก่สิ่งใดทั้งนั้น

"นะ…เห็นแก่มิตรภาพที่เรามีให้กันมาตั้งนานเถิด"

"อย่ามาถามหามิตรภาพอันใดก็ตามจากข้าเป็นอันขาดนะ!"

"ได้โปรด คนงาม~ให้ข้าเป็นม้าเป็นวัวตลอดทั้งการทำภารกิจ ข้าก็ยอม!"

เมื่อได้ยินประโยคนี้หลุดออกมาจากปากของเหมยฮวาเสียที เซียงฮวาจึงได้ยิ้มกริ่มอย่างมีความสุข "ข้าละอยากฟังคำนี้มานานหนักหนา โอเค! คำไหนคำนั้น"

เหมยฮวากระโดดโลดเต้นดีใจที่สหายของตนรับปาก แม้ในอนาคตก็พอจะรู้อยู่แล้วว่าตนเองคงได้เป็นม้าเป็นวัวอย่างที่เคยรับปากสหายไว้แน่ แต่ตอนนี้ก็ขอให้นางได้สมปรารถนาในเรื่องนี้เสียก่อนเถิด 

นางจะต้องรู้ให้ได้ว่าพวกเขาคุยเรื่องอันใดกัน บุคคลที่อยู่ในห้องนั้น คิดจะกันท่านางออกมาเช่นนี้ดูก็รู้ว่าถามใครในภายหลังก็็คงไม่มีใครยอมเปิดปากแน่ ก็ช่วยไม่ได้เสียแล้วละ หากนางจะทำตัวเสียมารยาทในการแอบฟัง!

.

.

.

เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อจ้าา(เค้าจะพยายายาม555)

2020年11月12日

Pandanus23233

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

361 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #347 Poonchanit (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 28 ธันวาคม 2563 / 23:53
    ร่างอันไร้สติ_ ไร้ชีวิต
    #347
    0
  2. #336 ChaDaSay (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 23:30
    ยังไงก็ทีมอาเฮยหลงค้าบบบ คู่รักวัยเด็กมันดีต่อใจกว่าเยอะเลย
    #336
    0
  3. #302 mmiah (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 / 07:01
    พระเอกของดิชั้นหายไปเลย กรี๊ดดด เรือเราจะล่มมั้ยเนี่ยย
    #302
    1
    • #302-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 56)
      15 พฤศจิกายน 2563 / 10:57
      หายไปเลย ไม่รู้วว มีเรื่องอะไรต้องทำ
      #302-1
  4. #301 Close my eye (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 13:30
    เรือไหนไม่ล่มขออยู่เรือนั้นแหล่ะค่ะ นาทีนี้ ฮือออออ
    #301
    1
    • #301-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 56)
      13 พฤศจิกายน 2563 / 13:38
      อิๆๆๆๆๆๆ
      #301-1
  5. #298 TuntitaJ (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 13 พฤศจิกายน 2563 / 08:41
    ชอบเรื่องนี้ น้องๆ น่ารักทุกคน

    แอบชอบท่านประมุขมากกว่าหน่อย 55
    #298
    1
    • #298-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 56)
      13 พฤศจิกายน 2563 / 09:11
      ว้ายยยย
      #298-1
  6. #297 manbigbang (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 / 21:26
    เกาะขอบจอ

    กริ๊ดๆเหยียบเรือสองแคมก็ได้ถ้าประมุขจะดาเมจขนาดนี้
    #297
    1
    • #297-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 56)
      12 พฤศจิกายน 2563 / 21:33
      555555555
      #297-1