บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 54 : สร้างปีกเป็นของตนเอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 990
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 80 ครั้ง
    1 พ.ย. 63

เมืองเฟิงหานแม้จะขึ้นชื่อในเรื่องของสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี แต่ระดับความรุนแรงของความหนาวก็จะต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ

ค่ายทหารฐานทัพเหนือ หรือจะเรียกอีกอย่างว่าฐานทัพพิทักษ์ชายแดนเหนือ หลักๆเลยก็คือการเฝ้าระวังในเขตพื้นที่รอยต่อซึ่งติดกับแคว้นจิน สภาพอากาศในแถบนี้ไม่ได้หนาวในระดับที่รุนแรงมากนัก แต่ก็ยังทำให้คนที่อยู่เมืองทางใต้อย่างสองบุรุษผู้มาใหม่นี้ถึงกับขนลุกชันไปตามกัน

“ศิษย์พี่นะศิษย์พี่ แม้ท่านไม่อยากเข้าฐานทัพใต้ก็ชั่งมันเถิด แต่เหตุใดท่านจึงเลือกฐานทัพทางเหนือเช่นนี้ด้วย เราเปลี่ยนเป้าหมายแล้วรอให้ฐานทัพตะวันตกหรือฐานทัพรักษาเมืองหลวงเปิดรับสมัครดีหรือไม่”

‘ถูหลงเปา’ ผู้ที่อยู่กับอากาศอบอุ่นมาทั้งชีวิตกล่าวกับศิษย์พี่ของเขาด้วยอาการปากสั่นเล็กน้อย ขนาดแถบชายแดนยังหนาวเย็นถึงเพียงนี้ หากเป็นเหนือสุดของเมืองเลยเขาคงไม่แข็งตายก่อนใช่หรือไม่

 “ชีวิตคนเราบางทีมันก็ต้องออกมาจากพื้นที่ปลอดภัยของตนเองบ้าง อะไรที่ได้มาง่ายๆมันอยู่กับเราได้ไม่นานหรอก” คนเป็นศิษย์พี่ยังคงมุ่งมั่น ความคิดไม่สั่นคลอนเลยสักนิด

“โถ่ ศิษย์พี่” ถูหลงเปาผู้เป็นศิษย์น้องโอดครวญเป็นการใหญ่ แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเขาเลือกติดตามศิษย์พี่มาที่นี่เอง

ถูหลงเปาและ ‘ฟู่เหยียนชิง’ ล้วนเป็นศิษย์เก่าของสำนักศึกษากลาง ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ไม่ได้เริ่มกันตอนที่อยู่สำนักศึกษา แต่มันมีความเป็นมาตั้งแต่รุ่นบิดาของพวกเขาจากการเป็นสหายเคยร่วมรบกันตั้งแต่ครั้งในอดีต ตราบเท่าทุกวันนี้รุ่นลูกก็ยังสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ข้าไม่คิดเปลี่ยนใจ แต่ถ้าหากเจ้าคิดว่าตนเองไม่ไหว จะถอดใจตอนนี้ก็ยังทัน” เขากล่าวเสียงเรียบ พร้อมจมดิ่งลงไปในความคิดของตนเองถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องดั้นด้นมาถึงที่นี่

ตระกูลฟู่ของเขารับราชการทหารกันตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ บิดาเขาเองปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของฐานทัพใต้ ซึ่งในอนาคตตำแหน่งนี้ก็จะถูกสืบทอดมาให้เขาผู้เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว 

บิดาของเขาเป็นบุรุษที่ยึดมั่นในรักต่อมารดาของเขายิ่ง เมื่อมารดาของเขาได้จากไปเพราะโรคประจำตัว ท่านก็มิได้ตบแต่งสตรีใดเข้าจวนอีก ตัวแทนความรักเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่เช่นเขา จึงถูกเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดีมาตั้งแต่เล็กยันโต 

ทุกอย่างในชีวิตเขาไม่มีสิ่งใดที่ได้มาด้วยความยากลำบาก แม้แต่การเข้าสำนักศึกษากลางที่คุณหนูคุณชายต่างใฝ่ฝัน พยายามฝึกทั้งสติปัญญาและกำลังความสามารถก็ยังไม่อาจเข้าศึกษายังที่นี่ได้ ส่วนตัวเขาเองเพียงแค่อาศัยตำแหน่งของบิดาก็สามารถเป็นศิษย์ของที่นั้นได้ครึ่งหนึ่งแล้ว

หลังจากที่เรียบจบจากสำนักศึกษากลาง ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยได้รับการฝึกจากฐานทัพทางใต้มาก่อน แต่ตรงกันข้าม ตัวเขาวัย 15 ย่าง 16 ในตอนนั้น ทั้งวันทั้งคืนล้วนใช้ชีวิตอยู่ในค่าย ทุกคนภายในค่ายต่างรู้ว่าเขามีฐานะใด 

เหล่าพลทหารในค่ายเองก็มีอยู่สองประเภทด้วยกัน ประเภทแรกหากไม่ต้องการตีสนิทเขาเพื่อหวังจะใช่ฐานะสหายของบุตรชายท่านแม่ทัพเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ก็เป็นประเภทที่เกรงกลัวเขาจนไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสร้างความขุ่นเคืองให้

ในทางกลับกัน เหล่าครูฝึกผู้ซื่อตรงหรือเหล่านายกองที่ใช้ความพยายามมาทั้งชีวิตก็ยังมีตำแหน่งอยู่ที่เดิมล้วนไม่ประทับใจในตัวเขาทั้งสิ้น เขามีความคิดที่อยากจะพิสูจน์ตนเองตลอดเวลาว่าเขาไม่ใช่คนที่ทุกก้าวของชีวิตจะต้องอาศัยบารมีของบิดา เมื่อเขาได้ยินข่าวว่าทัพเหนือประกาศรับสมัครทหารใหม่ ในใจเขานั้นอยากจะตะโกนให้ก้องฟ้า ว่ามันถึงเวลานั้นแล้ว 

เวลาที่เขาจะได้สร้างปีกเป็นของตนเองเสียที!

“ในเมื่อข้าเลือกติดตามท่านมาถึงที่นี่แล้ว จะถอยเพียงเพราะยึดติดกับความสบาย มันจะไม่ดูเป็นเหตุผลที่น่าขายหน้าไปหน่อยหรือ” 

“ใช่! comfort zone มันจะทำให้เรายึดติดกับความสบายจนสุดท้ายชีวิตจะเหมือนกับหยุดนิ่ง ศิษย์พี่คิดถูกแล้วเจ้าค่ะ”

เสียงหวานใสของสตรีที่ดังมาจากด้านหลังทำให้ทั้งสองคนมองหน้ากัน “ศิษย์พี่เช่นนั้นหรือ?” ฟู่เหยียนชิงเลิกคิ้วถามถูหลงเปาก่อนที่ทั้งสองคนจะค่อยๆหันหน้าไปยังที่มาของเสียง

ในสายตาและสีหน้าของฟู่เหยียนชิงกับถูหลงเปาบ่งบอกว่าสับสนงุนงง เมื่อหันกลับไปมองแล้วเห็นเพียงบุรุษฉกรรจ์สามคนยืนทำหน้าถมึงทึงใส่พวกเขาอยู่

“อยู่นี่เจ้าค่ะศิษย์พี่!”

เซียงฮวาโผล่ขึ้นที่ด้านหลังของพวกเขาแล้วส่งเสียงทักทายออกมาอย่างร่าเริง พวกเขาจึงหันขวับไปยังที่มาของเสียงอีกครั้งหนึ่ง

………… ฟู่เหยียนชิง

“____”  ถูหลงเปา 

ศิษย์พี่ทั้งสองได้ตกอยู่ในภวังค์กันไปพักนึง สายตาของฟู่เหยียนชิงมองไปยังสาวงามด้านหน้าตนในหัวพลางคิดว่าศิษย์น้องคนใดของเขาที่มีรูปร่างหน้าตาเช่นนี้บ้าง แต่เมื่อพิจารณาดูดีๆแล้วกลับรู้สึกคุ้นเคยมากขี้นเรื่อยๆจนในหัวปรากฏภาพของศิษย์น้องตัวน้อยในวันวานขึ้นมา

“ศิษย์น้องไช่?”

“เป็นศิษย์น้องเองเจ้าค่ะ” เซียงฮวาพยักหน้าหงึกหงักยืนยันตัวตน 

เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนั้น ใบหน้าเรียบเฉยของเขาจึงปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นขึ้นมาบางเบา “ศิษย์น้องไช่ ไม่คิดว่าการเจอกันครั้งแรกในรอบสองปีจะเป็นสถานที่ที่หนาวเหน็บเช่นนี้”

“เช่นกันเจ้าค่ะ ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะเจอท่านที่นี่” ป้องปากกระซิบเสียงเบา “บุตรชายแม่ทัพใต้มาปรากฏตัวอยู่หน้าสถานที่รับสมัครทหารของแคว้นเหนือ คงไม่ได้มาเพื่อการอื่นใช่หรือไม่เจ้าคะ”

ฟู่เหยียนชิงหัวเราะเสียงอยู่ในลำคอ ดูทีรึนางก็คงมาที่นี่เพราะเหตุผลที่ไม่ต่างกันนัก กำลังจะเอ่ยปากบอกว่าบุรุษหนุ่มด้านข้างตนก็มาที่นี่เพราะเรื่องเดียวกัน แต่ก็ต้องขมวดคิ้วเมื่อเห็นถูหลงเปายังคงมองศิษย์น้องด้วยสายตาเลื่อนลอย ราวกับว่าตัวอยู่ที่นี่ แต่ใจดันลอยไปยังค่ายโจโฉแล้ว

“ศิษย์น้อง! ศิษย์น้อง!”

ฟู่เหยียนชิงเรียกก็แล้ว เอาศอกสะกิดก็แล้ว ถูหลงเปาก็ยังคงมีท่าทางเช่นเดิมอยู่ สุดท้ายเขาจึงใช้วิธีการจี้เอวอันเป็นจุดอ่อนหนึ่งเดียวของบุรุษหนุ่มผู้นี้

“อุ๊!” 

คนโดนจี้จุดอ่อนสะดุ้งตัวโยนจนคนที่เดินผ่านพวกเขาไปต่างเมียงมองท่าทางนั้นด้วยความสนใจ ส่วนคนที่เสียอาการต่อหน้าสาธารณะชนก็ให้รู้สึกเสียหน้านัก เขาหันไปทำหน้าตัดพ้อฟู่เหยียนชิง แต่เมื่อคิดได้ว่ากำลังทำท่าทางที่ไม่น่ายำเกรงต่อหน้าศิษย์น้องของตนเองอยู่ จึงได้กระแอมกระไอขึ้นมากลบเกลื่อน

“เอ่อ…ไม่เจอกันนานเลยนะศิษย์น้องไช่ สุขภาพเป็นเช่นไรบ้าง”

คำถามยอดนิยมสำหรับคนที่ไม่ได้พบกันนานถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ ตอนถามคำถามนี้แม้ว่าหน้าเขาจะมองไปทางเซียงฮวา แต่สายตากับไม่ได้อยู่ที่ใบหน้าของคู่สนทนาแต่อย่างใด

“กินอิ่มและนอนหลับดีเจ้าค่ะ” 

เซียงฮวาขำเล็กน้อยกับท่าทางของเขา เสียงหวานที่ตอบกลับมาทำให้คนฟังรู้สึกอยากจะเกาหูแก้อาการเขินอายนี้ยิ่งนัก 

ศิษย์น้องผู้นี้ ยามที่ยังไม่ปักปิ่นก็ว่าน่ารักน่าเอ็นดูอยู่แล้ว ไม่เจอกันเพียงหนึ่งปี เหตุใดจึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้กันนะ

“เอ่อ…แล้วศิษย์น้องมาที่นี่ได้อย่างไรหรือ”

“อ่อ…เดิมทีพวกข้ามีภารกิจของศาสตร์แห่งการปรุงยาเจ้าค่ะ เพียงแต่ว่าเฮยหลง…” 

ละคำพูดไว้เพียงเท่านี้ สายตาของเซียงฮวาที่มองไปยังในค่าย รวมถึงความเป็นไปได้ที่เฮยหลงจะต้องมาที่นี่ในเวลานี้ด้วย ก็ชัดเจนพอจะทำให้ถูหลงเปาเข้าใจแล้ว

“เซียงฮวา รู้สึกว่าสหายของเจ้าจะต้องการความช่วยเหลือนะ ยามนี้นางมีความต้องการเจ้าไม่น้อย”

เสียงของเฮยหลิงดังขึ้นมาในหัว เซียงฮวาขมวดคิ้วแล้วถามกลับ “สหาย? นาง? หรือว่าเหมยฮวาเกิดเรื่อง!”

“มิผิด ตอนนี้สถานการณ์ยังพอควบคุมได้ แต่ถ้าหากเจ้ากลับไปหานางในตอนนี้ เรื่องมันก็คงจะจบง่ายขึ้น”

“จบเร็วได้ยิ่งดี!” เซียงฮวาหลุดพูดออกมาเสียงดัง

“จบอันใดหรือศิษย์น้อง” ถูหลงเปาถามอย่างงุนงง คนโป๊ะแตกจึงกลบเกลื่อนด้วยการหัวเราะออกมาเบาๆ 

“ศิษย์น้องหมายถึง หากภารกิจในวันนี้สำเร็จเร็วเท่าไรก็จะได้กลับไปพักเร็วขึ้นเท่านั้นเจ้าค่ะ อุ๊ยตายจริง! ข้ารบกวนเวลาทำธุระของพวกท่านจนได้”

“รบกวนอันใดกันศิษย์น้อง พบเจอกันแล้วทักทายคือเรื่องที่ควรทำ” ฟู่เหยียนชิงตอบด้วยรอยยิ้มบางเบา ถูหลงเปาเองก็ปฏิเสธด้วยการส่ายหน้าเป็นพัลวันด้วยเช่นกัน

“ข้าเองก็คงอยู่เมืองนี้อีกเป็นเดือนเลย เอาไว้หาเวลาว่างนัดจิบชาชิมขนมกันใหม่นะเจ้าคะ”

ทั้งสองคนตอบรับอย่างแข็งขันแล้วก็ขอตัวแยกย้ายกันไปทำเรื่องของตนเอง เมื่อศิษย์พี่ทั้งสองเดินลับสายตาไปแล้วเซียงฮวาจึงเม้มปากแน่นแล้วหันไปมององครักษ์ทั้งสามว่าจะเอาอย่างไรกับพวกเขาดี

สำรวจดูหน่อยสิ

คิดได้เช่นนั้น นางจึงลองใช้พลังบุบผาสำรวจจิตใจของพวกเขาว่าภักดีต่อเฮยหลงมากเพียงใด เมื่อผลลัพธ์ที่ได้ตรงใจยิ่ง นางจึงได้ตัดสินใจใช้วิธีนี้

ปัญหาจะได้จบหากพกไปสาม

เมื่อตัดสินใจแล้ว เซียงฮวาก็เดินไปยังที่ลับตาคนตรงจุดเดิมที่นางพาเฮยหลงเคลื่อนที่มาที่นี่ องครักษ์ทั้งสามไม่ได้กล่าวทัดทานอันใดให้มากความ เพียงเดินตามเซียงฮวาไปโดยไม่ให้คลาดกันสักฝีก้าว แล้วก่อนจะเคลื่อนที่จากไป นางก็ไม่ลืมใช้บุบผาแห่งมายาไปบอกกล่าวเฮยหลงไว้ก่อน

 

“รุ่ยหมิง?”

เสียงของชายสูงวัยดังขึ้นภายในจวนบัญชาการใหญ่อันเป็นห้องทำงานหลักของแม่ทัพเหนือ คนถามไม่ได้แสดงสีหน้าใดออกมาเป็นพิเศษ เพียงแค่อ่านนามในแผ่นป้ายแสดงตัวตนแล้ววางมันบนโต๊ะก่อนจะเลื่อนมันคืนให้กับคนที่นั่งอยู่ตรงข้าม

“ขอรับท่านตา”

เฮยหลงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน ใบหน้าเย็นชากับดวงตาคมกริบอันเป็นตัวตนที่แท้จริงของเขามองสบกับดวงตาของแม่ทัพหวงผู้เป็นท่านตาในสายเลือดอย่างไม่หวั่นเกรงในกลิ่นอายอันน่าเกรงขามและมากยุทธ์ของเขา 

“เสด็จแม่ขององค์ชายเป็นเช่นใดบ้าง”

“เสด็จแม่พลานามัยสมบูรณ์ดีขอรับ ยามที่ได้รับจดหมายจากพระองค์ มักจะมีท่านตาอยู่ในสารด้วยทุกครั้ง แล้วท่านตาเล่า เป็นเช่นไรบ้างขอรับ”

เฮยหลงถามกลับ แม้จะรู้ว่าท่านตาของเขาแข็งแรงมากเพียงใดก็ตาม การเคลื่อนที่กระชับกระเฉงดั่งคนหนุ่มราวกับไม่ใช่บุรุษในวัย 60 หนาว หากไม่เห็นเส้นผมที่ขาวโพลนซะส่วนใหญ่ ก็คงไม่มีผู้ใดคิดว่าบุรุษท่านนี้เป็นตาแก่ไปแล้วแน่

“ก็อย่างที่เห็น หม่อมฉันยังไม่ยอมเข้าโลงในเร็วๆนี้แน่”

กิริยานอบน้อมสามส่วน มุทะลุเจ็ดส่วนชั่งสมกับเป็นกิริยาของบุรษผู้อยู่ในค่ายทหารมาทั้งชีวิต เขากอดอกตนเองแน่นแล้วเอ่ยตามที่คิด

“เสด็จพ่อของพระองค์ก่อนขึ้นครองราชย์ก็เคยเป็นแม่ทัพใหญ่มาก่อน ยามนี่องค์ไท่จื่อเองก็กำลังฝึกตนอยู่ในค่ายทหารรักษาเมืองของพระอัยกาตนเอง(ตา) แล้วส่งองค์ชายรองเช่นท่านมาเข้าฐานทัพนี้ ก็เพื่อให้พระโอรสทั้งสองพิสูจน์ตนเองก่อนเข้ารับตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ 

แต่ก่อนที่จะถึงเวลานั้น จงสั่งสมประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เมื่อถึงเวลาที่พระองค์ต้องแบกรับชีวิตของผู้อื่นไว้ การตัดสินใจทุกอย่างล้วนเป็นตัวกำหนดชีวิตของผู้คน”

“ขอบพระคุณท่านตาที่อบรมสั่งสอน”

เฮยหลงพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ความกดดันไม่เคยทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ แต่มันคือตัวผลักดันที่จะทำให้เขาเอาชนะตัวเองให้ได้มากขึ้น เขามั่นใจ ว่าเขาจะใช้ความพยายามของเขาไต่เต้าจากคนที่ไม่มีอันใดเลยไปสู่ตำแหน่งที่เสด็จพ่อทรงวางไว้ในใจท่านให้ได้

“นอกจากหม่อมฉันและทหารคนสนิทแล้ว จะไม่มีผู้ใดทราบทั้งนั้นว่าพระองค์มีตำแหน่งฐานะอันใด ท่านจะได้รับการปฏิบัติเหมือนกับทุกคนในค่ายนี้”

“ขอรับ ข้าเองก็ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งองค์ชายรองของแคว้นฝูมานานแล้วเช่นกัน ท่านตาอย่าได้กังวล”

“อืม ข้าเชื่อว่าพระองค์ต้องทำได้อย่างแน่นอน ศิษย์เอกของจอมยุทธ์อันดับต้นๆในยุทธภพทั้งที ฝึกทหารเพียงเท่านี้นับเป็นอันใดได้”

เฮยหลงผุดยิ้มมุมปากขึ้น “ท่านตากล่าวชมเกินไปแล้ว”

ทั้งคู่กล่าวถามสารทุกข์สุขดิบกันเพียงสองสามประโยค เฮยหลงคำนวนเวลาตั้งแต่เข้าลงชื่อที่กระโจมรับสมัครจวบจนคนสนิทของท่านตาเขามาเชิญไปที่จวนบัญชาการก็กินเวลามาสักพักหนึ่ง องครักษ์ของเขาไม่ใช่พวกชั่งคุยเสียด้วย ป่านนี้ไม่รู้ว่าคนที่รอเขาอยู่ด้านนอกจะเป็นเช่นใดบ้าง

“หากท่านตาไม่มีคำสั่งอันใดเพิ่มเติมแล้ว เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”

ยังไม่ทันทีที่แม่ทัพหวงจะพยักหน้ารับ ทหารคนสนิทของเขาก็เดินเข้ามารายงานบางอย่างเสียก่อน

“ท่านแม่ทัพขอรับ บุตรชายของแม่ทัพฟู่ กับบุตรชายของแม่ทัพถูเองก็มาเข้ารับการสมัครที่นี่เช่นกันขอรับ ยามนี้กำลังรออยู่ที่หน้าจวนบัญชาการ พร้อมนำจดหมายจากแม่ทัพทั้งสองฝากถึงท่านด้วย”

แม่ทัพหวงพยักหน้ารับเมื่อได้ยินชื่อสหายเก่าของตนเอง เขาเหลือบตาไปมองหลานชายมากศักดิ์ก่อนที่จะยิ้มมุมปากออกมาอย่างนึกสนุก

“ใช่ฟู่เหยียนชิงกับถูหลงเป่าหรือไม่”

“ขอรับ” 

“น่าสนใจจริงๆ ทั้งสองคนไม่ใช่ว่าเป็นศิษย์พี่ที่สำนักศึกษากลางของพระองค์หรอกหรือ คงไม่ได้นัดกันมาใช่หรือไม่” 

เฮยหลงส่ายหน้าอย่างไม่ปกปิดสิ่งใด คำกล่าวของเซียงฮวาที่ว่าไว้ในอดีตชั่งทำให้เขารู้สึกประหลาดใจเสียจริง แต่เขาก็ควรจะรู้ว่าสิ่งใดที่หลุดออกมาจากปากนาง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่เป็นจริง

“เช่นนั้นก็ให้เชิญเข้ามา”

เมื่อแม่ทัพหวงอนุญาตแล้ว ผู้มารายงานจึงได้ออกไปเชื้อเชิญให้ทั้งสองคนเข้ามาด้านในจวน ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสามเมื่อพอจะรู้ความเป็นมาของกันและกันคร่าวๆแล้ว ยามที่พบเจอหน้ากันจึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใดมากไปกว่านั้น เพียงแค่ทักทายกันตามมารยาทที่ควรมี

“เชิญทั้งสองนั่งตามสบาย”

เก้าอี้เสริมถูกยกมาวางไว้ตรงข้างเฮยหลงเพิ่มอีกสองตัวตามจำนวนแขกผู้มาใหม่ แม่ทัพหวงที่เห็นทั้งสามคนไม่ได้ดูประหลาดใจในการมาของกันและกันมากนัก จึงเอ่ยถามขึ้นมาอย่างสงสัย

“ดูพวกเจ้าไม่ได้แปลกใจกันเลยสักนิด”

เฮยหลงไม่แปลกใจเพราะทหารคนสนิทของท่านตาตนได้ประกาศการมาของพวกเขาแล้ว แต่ศิษย์พี่ของเขาเองก็ไม่ได้รู้สึกตกใจยามที่เห็นเขาอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน หรือเป็นเพราะว่า…

“อ่อ เป็นเพราะว่าพวกเราเจอศิษย์น้องไช่ที่หน้าทางเข้าค่ายขอรับ จึงได้กล่าวทักทายพูดคุยกันเล็กน้อย”

ฟู่เหยียนชิงเป็นคนกล่าวแล้วมองเฮยหลงเล็กน้อย เมื่อเห็นเจ้าตัวขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น ก็เข้าใจว่าเฮยหลงคงไม่พอใจอันใดสักอย่างเป็นแน่ เขาจึงไม่ได้กล่าวอธิบายอันใดต่อ

“ศิษย์น้องไช่? อ่อ…คงเป็นไช่เซียงฮวากระมัง ได้ยินว่ามาที่นี่ก็เพราะว่าภารกิจของสำนักศึกษาด้วย คงต้องหาเวลาว่างเชิญมาทานข้าวที่จวนของข้าบ้างเสียแล้ว ฮูหยินของข้าคงดีใจไม่น้อย”

แม้ว่าตัวจะห่างไกลจากหลานชายมากศักดิ์ของตนเองแต่ก็ไม่ได้ละเลยข่าวสารอันใด แม่ทัพเฒ่าจึงพอจะรู้เรื่องระหว่างหลานชายตนกับสตรีจวนนี้อยู่พอสมควร

เขาละความสนใจจากเฮยหลงแล้วรับจดหมายทั้งสองฉบับมาจากมือของฟู่เหยียนชิงและถูหลงเปามาอ่าน เมื่ออ่านจบก็พูดคุยกับทั้งสองคนแล้วถามไถ่ถึงเรื่องราวของบิดาพวกเขา จึงไม่ได้มีใครสักเกตเลยว่าเฮยหลงนั้นได้หลุดออกมาจากวงสนทนานี้ตั้งแต่ที่เขาเริ่มขมวดคิ้วแล้ว

กำลังจะเกิดภาพมายารึ?

เฮยหลงหรี่ตามองแขนของตนเองที่กำลังมีเถาวัลย์เลื้อยขึ้นมาตามแขน สักพักก็มีบุบผาสีฟ้างอกขึ้นที่กลางลำต้นของเถาวัลย์ ผ่านไปไม่ถึงสามลมหายใจ บุบผาช่อนั้นก็ร่วงโรยลงไปที่พื้นแล้วกลายเป็นภาพมายาของเซียงฮวาขึ้นมาแทน

“เฮยหลง ฝั่งเหมยฮวาเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ข้าขอไปดูทางนั้นก่อนนะ รับรองว่าจะกลับมาแบบงดงามไม่ให้มีแม้แต่รอยกิ่งไม้ขีดข่วน 

อ่อ…แล้วองครักษ์ของเจ้าก็มากับข้าด้วย เทคแคร์ตัวเองด้วยนะคะ ม๊วฟ”

ร่างมายาของเซียงฮวาหายไปเมื่อนางส่งจูบสุดท้ายให้เฮยหลง เจ้าตัวขมวดคิ้วเข้าหากันยุ่งพร้อมกับกัดริมฝีปากของตนเองแรงๆ

เหตุใดนำเจ้าพวกนั้นไปได้แต่ไม่เอาข้าไปด้วย!

.

.

.

หลังจากที่ศิษย์พี่ทั้งสองจากตอน ‘ใครว่าขึ้นหลังเสือแล้วลงยาก’ ออกมาเพียงแค่ตอนเดียวก็ไม่ได้ออกอีกเลย

ลืมพวกเขาไปกันหรือยังคะ ตอนนี้มีบทเป็นของตนเองแล้วเน้ออออ 

Pandanus23233

2020年11月1日
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 80 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

366 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #335 ChaDaSay (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 12 ธันวาคม 2563 / 22:36
    คู่นี้มันน่ารักอ่ะ เซียงฮวาน้อยก็ตัวป่วนหัวใจเฮยหลงตลอดเลย 5555
    #335
    0
  2. #293 mmiah (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 7 พฤศจิกายน 2563 / 21:05
    5555 โถ่เฮยหลงโดนน้องทิ้งซะแล้ว
    #293
    1
    • #293-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 54)
      8 พฤศจิกายน 2563 / 13:11
      555555555555
      #293-1
  3. #287 manbigbang (จากตอนที่ 54)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 10:29
    ลืมไปแล้วค่ะ ต้องย้อนไปอ่านหาอีกรอบ 55
    #287
    1
    • #287-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 54)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 11:46
      555555555
      #287-1