บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 47 : เรื่องงานบ้านงานเรือนขอให้บอก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,639
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 149 ครั้ง
    27 ส.ค. 63

จื่อเหมยฮวา
ไช่เซียงฮวา

Cr.Pinterest

 

3 ปีต่อมา

"แค่ก ๆ เจ้าอย่าพัดมาทางนี้ พัดไปทางโน่นสิ ควันเข้าปากเข้าจมูกข้าหมดแล้ว" 

เสียงหวานใสเอ่ยออกมาพร้อมกับวางมือจากการปอกเปลือกวัตถุดิบที่จะนำมาทำอาหารส่งให้อาจารย์หลิวอี้ได้ลองชิม แพขนตางอนยาวกระเพื่อมขึ้นลงไปมาตามการกะพริบไล่อาการเคืองตา ใบหน้ารูปไข่เรียวเล็กของนางเต็มไปด้วยเหงื่อซึ่งผุดซึมขึ้นมาทั่วใบหน้า ใบหน้างามของนางหันหน้าไปทางอื่นเพื่อหลีกหนีจากควันที่กำลังลอยมาตามลม

"โทษทีๆ ไฟมันกำลังจะลุกได้ที่แล้วเซียงฮวา เจ้าปอกวัตถุดิบเสร็จหรือยัง" เหมยฮวาที่ก่อนหน้านี้กำลังใช้พัดวีหน้าเตาไปมาลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปยังโต๊ะที่มีผักวางอยู่บนเขียง เมื่อเห็นว่าผักที่ปอกเปลือกไว้อยู่ยังได้ไม่ถึงจำนวนที่นางต้องการ ดวงตาคมเฉี่ยวจึงตวัดไปทางสหายของตน

"เซียงฮวา นี่ข้าเตรียมเนื้อเสร็จแล้วจนย้ายมาจุดเตาเจ้าก็ยังปอกไปได้ไม่เท่าไรเองนี่นะ เหตุใดจึงช้านักเล่า แล้วเราจะเสร็จทันเวลาหรือไม่นี่"

คนที่โดนตำหนิทำหน้ามุ่ยก่อนจะก้มลงไปเพื่อหยิบถังขยะขึ้นมาให้สหายตนได้ดู "ก็ปอกแล้ว แต่ว่าเนื้อมันเหลือเท่านี้จะให้ทำอย่างไรเล่าเหมยฮวา"

เซียงฮวาก้มหน้าลงก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างระบายอารมณ์ ส่วนเหมยฮวาเองก็ไม่รู้จะตำหนิสหายต่อไปทำไมอีก ในเมื่อถังขยะที่นางยกขึ้นมาให้ดูล้วนมีแต่เปลือกของผัก ซึ่งส่วนใหญ่จะมีเนื้อตรงส่วนที่กินได้หลุดติดกันไปด้วย

"เอาละๆ ข้าควรจะเชื่อเจ้าตั้งแต่ทีแรกว่าให้เจ้าเป็นคนจุดเตาเองจะดีเสียกว่า มา! เดี๋ยวข้าทำต่อเอง เจ้าไปหุงข้าวเถิด"

เซียงฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับถี่ๆอย่างไม่เกี่ยงงอน "ได้ หุงข้าวง่ายจะตายไป ใส่น้ำเพียงหนึ่งข้อเท่านั้นรับรองไม่แฉะ ไม่แข็ง"

ช่วงเช้าของวันนี้เป็นการเรียนเรื่องงานบ้านงานเรือน อาจารย์หลิวอี้ให้ศิษย์ทุกคนจัดอาหารเป็นสำรับ กับข้าวสามน้ำแกงหนึ่ง เซียงฮวาเป็นคนหุงข้าวพร้อมทำน้ำแกงปลาและกับข้าวอีกหนึ่งจาน ส่วนอีกสองจานที่เหลือ เหมยฮวาจะเป็นผู้ทำเอง โดยนางจะเป็นผู้เตรียมวัตุดิบไว้ให้ด้วยเช่นกัน

"เซียงฮวา รสมือเจ้าดีกว่าข้าเจ้ามาปรุงได้หรือไม่ ข้าไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะปรุงออกมาแล้วกินได้" ใบหน้าที่ขาดความมั่นใจแสดงออกมาชัดเจน เซียงฮวาซึ่งกำลังเป่าน้ำแกงที่ตนเพิ่งปรุงอยู่หันไปมองเหมยฮวาก่อนจะทำนิ้วโอเค

"ได้ ข้าปรุงเอง" กล่าวจบก็ชิมน้ำแกงปลา "อืม…ไม่ได้เลวร้ายมาก อย่างน้อยก็กินกันตายได้" พยักหน้าให้กับตนเองเสร็จนางก็ยกหม้อน้ำแกงลงไปวางไว้ที่โต๊ะ

"ตักใส่ถ้วยเลยนะ น้ำแกงไม่ทันจะเย็นก่อนข้าทำอีกสองเมนูในความรับผิดชอบของเจ้าเสร็จแน่" คำพูดฟังดูประชดประชันของเซียงฮวาไม่ได้ทำให้เหมยฮวารู้สึกอันใดเลย นางพยักหน้ารับแล้วเตรียมจัดตกแต่งอาหารของพวกนางให้ดูมีสีสันน่ารับประทานขึ้น

"จัดแจกันด้วยดีหรือไม่ อย่างน้อยมันก็เป็นงานบ้านงานเรือนอีกแบบหนึ่ง ครั้งนี้หากอาหารไม่เข้าขั้นก็ยังดีที่มีดอกไม้ดึงดูดความสนใจ"

เซียงฮวากรอกตากับคำพูดของสหายก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบวัตถุดิบที่เหมยฮวาได้เตรียมไว้ ริมฝีปากบางกล่าวตอบ "จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ"

กล่าวจบนางก็ลงมือทำกับข้าวอีกสองจานขึ้นมา เซียงฮวาพยักหน้าไปมาอย่างพอใจ เมื่อผักทุกอย่างที่เหมยฮวาได้เตรียมไว้มีขนาดชิ้นที่ดูเท่ากันทั้งความยาวและความหนา ซึ่งมันจะส่งผลถึงความสุกโดยเท่ากันของอาหารกับเวลาที่ใช้ไป 

"เจ้านี่ใช้มีดเก่งยิ่งนัก ไม่น่าเชื่อว่าการฝึกมีดสั้นเป็นอาวุธลับของเจ้าจะมีผลดีต่อการทำอาหารด้วย" เซียงฮวากล่าวชมสหาย สามปีกว่าๆที่ได้อยู่ที่สำนักศึกษา พวกนางได้รับอะไรหลายอย่างมากมายนัก อีกไม่กี่เดือนก็จะจากที่นี่ไปแล้ว รู้สึกใจหายไม่น้อยเลย

"ให้ข้าได้มีอะไรดีบ้างเถอะ" 

กล่าวจบนางก็มองสหายร่วมสำนักคนอื่นที่กำลังยุ่งอยู่กับการทำอาหารของตนเองอยู่ พวกนางล้วนเติบโตเป็นสาวงามด้วยกันทั้งนั้น ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการมาศึกษาที่นี่จะทำให้คนๆหนึ่งต้องทำในสิ่งที่ตนเองไม่เคยต้องทำมาก่อน อย่างเช่นองค์หญิงสูงศักดิ์จากแคว้นจูผู้นั้น นางไม่ยอมก็ต้องยอมที่จะจับมีดทำครัว แล้วทำอาหารอยู่หน้าเตาร้อนๆนี่แหละ

"ไฟแรงมาก ถ้าเป็นเมื่อก่อนโบท๊อกคงละลายไปแล้ว" เซียงฮวาเอาใบหน้าห่างจากเตานิดหน่อย มือที่จับตะหลิวของนางดูคล่องแคล้วไม่น้อย ไม่คิดเหมือนกันว่านางจะมีวันนี้ได้ วันที่เข้าครัวทำอาหาร

เวลาไม่นานหลังจากนั้น อาหารทุกอย่างของสาวงามทุกคนก็ได้ถูกนำมาวางไว้ที่โต๊ะใครโต๊ะมัน พวกนางทั้งสิบคนยืนอย่างสงบเสงี่ยม ใบหน้าลุ้นระทึกในยามที่อาจารย์หลิวอี้เดินไล่ดูภาพรวมของอาหารทุกจานบนโต๊ะ พร้อมกับที่มือพัดกลิ่นของมันให้เข้ามาที่จมูก

เซียงฮวาสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะเอื้อมมือไปกุมมือของเหมยฮวาไว้ เมื่ออาจารย์หลิวอี้เดินย้อนกลับมาที่โต๊ะของพวกนางอีกครั้งหนึ่งเพื่อจะทำการชิมอาหาร มือบางหยิบตะเกียบขึ้นมาเขี่ยข้าวดูแล้วสูดกลิ่น "ข้าวสุกกำลังดี พร้อมมีความหอมของข้าวติดมาด้วย อาจารย์ให้ข้าวผ่าน"

เซียงฮวายิ้มเต็มใบหน้า เมื่ออาจารย์ให้แนะนำอาหารทุกจานบนโต๊ะ นางจึงบอกว่าในแต่ละจานมีเมนูอะไรบ้าง อาจารย์หลิวอี้เขี่ยไปที่ผัดผักจานแรกแล้วพยักหน้ารับอย่างพอใจ "ชิ้นผักหั่นเท่ากันโดยมีความสุกกำลังพอดี ส่วนรสชาติ…พอใช้ได้"

"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์/ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์" อาจารย์หลิวอี้พยักหน้ารับเท่านั้นก่อนจะใช้ตะเกียบเขี่ยๆดูที่จานต่อไป "นี่คือโสมอ่อนที่หั่นเป็นชิ้นบางๆใช่หรือไม่"

"ใช่เจ้าค่ะ" เหมยฮวาตอบออกไปด้วยเสียงเรียบนิ่ง ใจนางตุ๊มๆต้อมๆ จานนี้เซียงฮวาให้นางหั่นเป็นซี่ๆโดยให้ชิ้นมันบางที่สุด นางกล่าวว่าหากขิงนำมาผัดกับไก่ได้ แล้วทำไมนางจะเอาโสมมาผัดด้วยไม่ได้

"รสชาติแปลก แต่ว่าไม่ถือว่าเลวร้ายมากนัก ส่วนจานนี้…เจ้าดูก้างให้ดีก่อนทอดแล้วใช่หรือไม่" 

"เจ้าค่ะท่านอาจารย์ ราดน้ำยำนี้เข้าไปแล้วคนให้เข้ากันทั้งเนื้อปลาแล้วก็ผักเลยนะเจ้าคะ ผักแต่ละชนิดที่เอามาไว้ในจานนี้ล้วนเป็นสมุนไพรอีกอย่างหนึ่งที่สามารถกินแบบสดๆได้เจ้าค่ะ"

เซียงฮวากล่าวอธิบายวิธีการกินยำปลาดุกฝูให้อาจารหลิวอี้ฟัง แม้ว่าปลาที่ได้ทำในวันนี้จะไม่ใช่ปลาดุก แต่นางก็จะถือว่ามันก็เป็นปลาอีกอย่างหนึ่งที่ควรค่าในการเอามาทำเป็นอาหารก็แล้วกัน

"อืม จานนี้ไม่เลวเลย แม้ว่าปลาจะอมน้ำมันไปนิด แต่ความเปรี้ยวเค็มของน้ำยำที่เจ้ากล่าว บวกกับความขมนิดหน่อยของสมุนไพรช่วยในการตัดรสได้ แต่ว่าเรื่องความเผ็ดเจ้าลดลงนิดนึงก็ได้นะ อาจารย์ลิ้นชาไปหมดแล้ว"

เซียงฮวายิ้มกับคำแนะนำนั้นก่อนที่จะผายมือไปยังน้ำแกงปลา "แก้ได้ด้วยสิ่งนี้เจ้าค่ะ" เมื่อศิษย์ตนเองบอกเช่นนั้น อาจารย์หลิวอี้จึงยกถ้วยน้ำแกงขึ้นมาซดพร้อมกับที่ใบหน้ามีความแปลกใจอยู่หน่อยๆ

"ไม่น่าเชื่อว่าความเผ็ดก่อนหน้านี่จะเปลี่ยนไปกลายเป็นรสชาติหวานลิ้นแทน อาจารย์ชอบที่เจ้าคิดมาก่อนแล้ว ฝีมือถือว่าพัฒนาขึ้นมาก ส่วนดอกไม้นี่…ดูแล้วสบายตาดีมาก วันนี้พวกเจ้าสองคนผ่าน"

"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์/ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์" ทั้งสองคนโค้งตัวลงอย่างดีใจที่ได้ยินคำนี้ออกมาจากปากของอาจารย์หลิวอี้ เพราะสามปีที่ผ่านมานี้พวกนางไม่เคยได้รับคำชมเลยแม้แต่นิดเดียว เพียงแค่คำว่าพอใช้ พวกนางก็ดีใจจนแทบจะแก้ผ้าวิ่งรอบสำนักศึกษาอยู่แล้ว

"พวกเจ้าทั้งสองคนได้ผ่านพิธีการปักปิ่นกันมาแล้ว อาจารย์ดีใจที่อย่างน้อยพวกเจ้าก็ยังพอจะมีฝีมือติดตัวไว้บ้าง เอาละ พวกเจ้าไปพักเถิด อาจารย์จะตรวจของคู่อื่นต่อ"

"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์/ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์"

 

"เฮ้อ เข้าครัวทีไรรู้สึกอย่างกับว่าไปออกรบมา" 

เซียงฮวานอนราบไปบนเตียงในห้องนอนของตนเอง หลังจากที่เก็บกวาดซากจากการทำอาหารเสร็จแล้ว นางก็ตรงดิ่งกลับมาที่ห้องในทันที วันนี้เรียกว่าเป็นวันแห่งงานบ้านงานเรือนโดยแท้จริง เพราะสายตาของนางเหลือบไปเห็นกองผ้าขนาดมหึมาอยู่ที่มุมห้อง แค่นี้ก็รู้สึกท้อแทนคนซักขึ้นมาแล้ว

"ที่นี่มันสำนักศึกษาหรือว่าค่ายดัดนิสัยกันนะ ชาติก่อนยังใช้เครื่องซักเลย มาตอนนี้จะให้ข้าซักมือเหรอ ไม่มีทาง!" กล่าวจบก็นอนหลับตาเอาแรงก่อนสักครู่หนึ่ง พอตื่นมาช่วงหัวค่ำนางค่อยออกจากสำนักไปหาคนซักผ้าให้อีกที

แต่สักพักของนางตื่นมาอีกทีกลับเป็นยามซวี(19.00-20.59) ในเวลาที่ประตูหน้าสำนักใกล้จะปิดอยู่เต็มทีแล้ว ร่างเล็กบอบบางลุกขึ้นมานั่งที่เตียงก่อนจะทำใจแข็งเดินไปหยิบเสื้อผ้ามาใส่ตะกร้าไว้ ประตูหน้าสำนักจะปิดแล้วอย่างไรกัน นางไม่ได้ใช้อยู่แล้ว

เมื่อเก็บเสื้อผ้าใส่ไปในตะกร้าเสร็จ นางก็ผลัดเปลี่ยนจากเสื้อผ้าของสำนักศึกษาเป็นเสื้อผ้าชุดดำให้เข้ากับบรรยากาศในยามนี้แทน มือเรียวเล็กถอดปิ่นสวยงามบนผมของตัวเองออกมา จนมันสยายเต็มแผ่นหลังราวกับม่านน้ำตก ผมดกดำส่งกลิ่นหอมของบุบผาสรรค์ออกมาจนยากที่ใครเดินผ่านแล้วจะไม่เหลียวหลังมอง 

"ถักเปียก็แล้วกัน" กล่าวจบนางก็รวบผมแล้วมัดสูงเหนือกลางศรีษะ หลังจากนั้นจึงถักเปียเพื่อความทะมัดทะแมงมากขึ้น เมื่อสภาพของตัวเองในยามนี้ดูเรียบร้อยดีแล้ว นางจึงได้เดินไปยกตะกร้าเอามาอุ้มไว้ในอ้อมแขน จากนั้นจึงทำสมาธิแล้วเคลื่อนกายให้หายวับออกไปจากห้องนี้อย่างรวดเร็ว

พรึ่บ!

นางมาโผล่อีกครั้งยังหมู่บ้านชุมชนท้ายตลาดของเมืองหลวง เท้าเล็กเดินฝ่าไปตามความมืดอย่างไม่เกรงกลัวอันใดทั้งนั้น เมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงตรอกแคบแห่งหนึ่งซึ่งมีเรือนใกล้จะผุพังเข้าไปเต็มที นางจึงได้เคาะประตูเรือนหลังนั้นในจังหวะที่รู้กัน

ไม่นานหลังจากที่นางเคาะ ประตูตรงหน้านางก็เปิดออกมาจนเผยให้เห็นเด็กชายร่างกายผอมแห้งคนหนึ่งส่งยิ้มให้นางอย่างดีใจ "พี่สาว! เชิญขอรับ"

เมื่อเห็นว่าพี่สาวคนดีแวะมาหา เขาก็ยิ้มออกมาจนปากแทบจะฉีกถึงหู รูปร่างที่สูงเพียงแค่ช่วงเอวของเซียงฮวาเอื้อมมือมาเพื่อจะรับตะกร้าผ้ามาช่วยถือ

"ไม่เป็นไรหรอกเด็กน้อย เดี๋ยวพี่สาวถือไปเอง ขอโทษด้วยนะที่มาในเวลากลางดึกเช่นนี้ พอดีว่าพี่สาวเพิ่งตื่นนะ" เซียงฮวายิ้มแห้งๆตอบเด็กน้อยตรงหน้านางพร้อมกับเดินเข้าไปในเรือนอย่างคุ้นเคย หากถามว่านางมีความสัมพันธ์เช่นไรกับคนเรือนนี้ คงตอบได้ว่าเป็นความสัมพันธ์แบบโชคชะตาฟ้าลิขิตกระมัง

"ท่านแม่เจ้าเข้านอนแล้วหรือยัง"

"ยังขอรับ ท่านแม่กำลังรอพี่สาวอยู่ขอรับ" ยิ่งเด็กชายตัวน้อยกล่าวเช่นนี้ เซียงฮวายิ่งรู้สึกผิด แต่เพราะว่านางมักจะมาที่นี่ทุกอาทิตย์ ดังนั้นแล้วไม่มาเลยนางคงรู้สึกผิดยิ่งกว่า เพราะท่านน้าผู้นี้ยังรอนางอยู่จริงๆด้วย

"สวัสดีเจ้าค่ะท่านน้า ขออภัยที่ข้ามาเสียดึกดื่นนะเจ้าคะ" เซียงฮวาเมื่อเดินเข้ามาด้านในจึงเห็นว่ามารดาของเจ้าตัวเล็กกำลังนั่งปักผ้าอยู่ ฝ่ายนั้นเมื่อเห็นคุณหนูผู้ใจดีที่ช่วยชีวิตนางหลายปีมานี้หอบตะกร้าใบใหญ่เข้ามา นางจึงรีบลุกขึ้นจากตั่งที่นั่งอยู่ เพื่อเข้าไปช่วยเซียงฮวาถือ

"ครั้งนี้ผ้าเยอะกว่าเดิมมากเลยนะเจ้าคะ" 

ใบหน้าของนางไม่ได้มีร่องรอยของความดีใจแม้แต่น้อย คุณหนูท่านนี้จ้างนางอย่างกับทำบุญ ให้เงินนางหนึ่งตำลึงเงินต่อเสื้อตัวหนึ่ง มาแต่ละครั้งก็มีเสื้อผ้าไม่ต่ำกว่าสิบตัว นับๆดูแล้วนางได้ค่าจ้างจากการซักเสื้อผ้าให้คุณหนูคนนี้มากกว่าเบี้ยหวัดนางกำนัลในวังหลวงบางคนเสียอีก 

"เอาเถอะเจ้าค่ะท่านน้า น้ำที่ใช้ซักก็เป็นน้ำจากบ่อของท่านน้า ออกแรงซักตากท่านน้าล้วนเป็นผู้ทำ เพียงเท่านี้เล็กน้อยมากเจ้าค่ะ ขนหน้าแข้งข้าไม่ร่วงแน่นอน"

เซียงฮวาเมื่อเห็นสีหน้าเกรงใจของหญิงวัยกลางคนตรงหน้า นางจึงกล่าวปลอบ เงินเพียงเท่านี้ยังไม่ได้สักเศษเสี้ยวกระเป๋าใบหนึ่งเลยด้วยซ้ำ ให้ไปเพียงเท่านี้แต่สามารถต่อชีวิตคนได้ มีอะไรให้ต้องเสียดายกัน

"เจ้าค่ะคุณหนู ขอบคุณมากนะเจ้าคะ" เซียงฮวาพยักหน้าให้นางอย่างร่าเริง พร้อมกับเดินไปดูเด็กน้อยที่กำลังนั่งคัดอักษรอยู่ เด็กคนนี้ชั่งรู้ความยิ่งนัก นางจะซื้อขนมให้ก็ไม่ยอม ร้องขอเปลี่ยนจากขนมเป็นพู่กัน หมึก และกระดาษแทน โลกเราก็เช่นนี้แหละ เกิดมามีไม่เท่ากันเลยจริงๆ

"ไหนพี่สาวขอดูหน่อยเถิด คัดไปถึงไหนแล้วบ้าง" เซียงฮวาเดินเข้ามานั่งข้างๆเขาก่อนจะร้องชมจากใจจริง "นี่มันอนาคตท่านอัครเสนาบดีของแว่นแคว้นแน่แล้ว เพิ่งหัดเขียนอักษรเอง แต่เหตุใดจึงดูงดงามเช่นนี้"

เด็กน้อยยิ้มเขินก่อนจะกล่าวขอบคุณเสียงเบา "เดี๋ยววันหลังพี่สาวจะซื้อตำราเล่มใหม่มาฝากนะ"กล่าวจบนางก็ลูบศรีษะเล็กไปมาด้วยความเอ็นดู เจ้าก้อนแป้งในวัยห้าหนาวของนางจะขยันเล่าเรียนเช่นนี้หรือไม่นะ

ไม่เกินครึ่งชั่วยามนางก็ขอตัวออกจากเรือนหลังนี้เมื่อเห็นเด็กน้อยเริ่มง่วงนอนแล้ว เซียงฮวาเดินออกมาจากตรอกนี้ด้วยเท้าของตนเอง ไม่ได้ใช้พลังเคลื่อนที่แต่อย่างใด นางกอดอกและเดินทอดน่องไปตามถนนที่ยังพอจะมีชาวบ้านใช้สัญจรกันไปมาอยู่บ้าง เท้าเล็กชะงักกึกเมื่อเห็นเงาอันใดบางอย่างเคลื่อนที่ผ่านหลังนางไปอย่างรวดเร็ว 

นางหยุดเดินแล้วหันหลังกลับไปมอง สายตาสอดส่ายไปมาโดยทั่ว ในเมื่อเฮยหลิงไม่ได้เตือนอันใดนางขึ้นมา แสดงว่ามันไม่ใช่เรื่องอันตรายอันใด คิดได้เช่นนั้นก็หันหน้ากลับไปเช่นเดิม แล้วเดินไปต่ออย่างไม่มีอันใดเกิดขึ้น

.

.

.

เมื่อวานนี้ไม่ได้ลง วันนี้เลยชดให้ค่ะ

น้องโตขึ้นไปอีกนิดแล้วนะคะ ค่อยๆโตเนอะ 

Pandanus23233

2020.08.27

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 149 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

361 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #325 4458656 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 11 ธันวาคม 2563 / 01:38
    เสียดายไม่มีฉากปักปิ่นนะค่ะ
    #325
    2
    • #325-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 47)
      11 ธันวาคม 2563 / 01:54
      ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวจะเขียนเป็นตอนพิเศษให้นะคะ
      #325-1
    • #325-2 4458656(จากตอนที่ 47)
      11 ธันวาคม 2563 / 01:55

      ขอบคุณค่ะ
      #325-2
  2. #220 P1320300081486 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2563 / 03:28

    น้องโตแล้ว อยากเห็นพี่หลงคะว่าจะหวงน้องแรงเหมือนเดิมมั้ย
    #220
    1
    • #220-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 47)
      28 สิงหาคม 2563 / 08:52
      เอาให้แรงเนอะ55
      #220-1
  3. #219 Phen Laphaslada (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 22:19
    น้องปักปิ่นแล้ววววว เมื่อไหร่จิออกเรือนคะ
    #219
    2
    • #219-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 47)
      27 สิงหาคม 2563 / 23:17
      รอก่อนนนน555
      #219-1
  4. #218 TuntitaJ (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563 / 19:23
    น้องโตแล้ววว
    #218
    1
    • #218-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 47)
      27 สิงหาคม 2563 / 19:27
      ปักปิ่นแล้ว555
      #218-1