บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 36 : ต้นกล้าพันธุ์ดีเพราะปุ๋ยดี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,087
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 186 ครั้ง
    27 ส.ค. 63

ณ จวนเสนาบดีกรมพิธีการ

เขาว่ากันว่า คนเรามักจะชอบคนอยู่สองประเภท หนึ่งคือคนที่เหมือนกับเรา และสองคือคนที่เราอยากเป็น ดังนั้นหากเรารู้สึกไม่ถูกชะตาหรือว่าไม่ชอบคนไหน นั่นเป็นเพราะว่าเขาอยู่ตรงข้ามกับสิ่งที่เราเป็น

หากยึดทฤษฎีนี้มาปรับใช้ในเรื่องของตนเอง ข้าคิดว่าตนเองน่าจะอยู่คนละขั้วกับท่านปู่อย่างแน่นอน คนอะไรชั่งเก่งในเรื่องทำอย่างไรให้ผู้อื่นไม่อยากเข้าใกล้เสียจริง

“ที่ปู่เรียกพวกเจ้ามาที่นี่เพราะว่ามีเรื่องสำคัญจะพูดด้วย” ไช่ซิ๋งช่านกล่าวเสียงเรียบก่อนจะหยิบเทียบเชิญสีแดงออกมาวางไว้บนโต๊ะหนึ่งใบ

“นี่คือเทียบเชิญให้เจ้าใหญ่เข้ารับการทดสอบที่สำนักศึกษากลาง” ฮั่วฮวายิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะกล่าวรับคำเสนาบดีเฒ่าเสียงเบา

“แล้วส่วนนี่ก็คือ…” มือเหี่ยวย่นยกเทียบเชิญอีกหนึ่งใบมาวางไว้ที่โต๊ะ ก่อนที่จะพยักหน้าให้เซียงฮวาหยิบขึ้นไปเปิดอ่านเอง


พลิกฟ้าเพื่อตามหาคนทำดี 

สารฉบับนี้ขอเชิญคุณหนูไช่เซียงฮวาเข้ารับการทดสอบที่สำนักศึกษากลาง แต่ต้นกล้าที่ดีเช่นนี้ย่อมมีผู้เพราะพันธ์ุอบรมสอนสั่งเป็นอย่างดี เราเชื่อว่าบุตรหลานตระกูลของท่านย่อมเป็นผู้ที่เปี่ยมไปด้วยจิตใจอันมีเมตตาและความสามารถ ทั้งนี้จึงขอเชิญคุณหนูไช่ปิงฮวาเข้ารับทดสอบยังสำนักศึกษากลางด้วยเช่นกัน 

ด้วยความเคารพ

มู่เถา

อาจารย์ใหญ่สำนักศึกษากลา

 

เมื่อเซียงฮวาอ่านเทียบเชิญฉบับนี้เสร็จก็ยื่นมันออกไปให้ปิงฮวาได้อ่าน สีหน้าเมื่ออ่านข้อความจบของนางดีใจยิ่งกว่าฮั่วฮวาในยามที่ท่านปู่บอกกล่าวเสียอีก 

อาจจะเป็นเพราะว่าฮั่วฮวานางไม่ต้องลุ้นอันใดให้มากความ ก็ย่อมได้รับเทียบเชิญให้เข้ารับการทดสอบที่นั่นอยู่แล้วกระมัง แต่กับเซียงฮวาและปิงฮวาที่ได้รับโอกาสนี้จึงเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายของผู้คนอยู่เช่นกัน

“นี่มันเรื่องจริงหรือเจ้าคะท่านปู่” ปิงฮวาถามออกไปด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ดีใจจนมือไม้สั่นไปหมด ชั่งสวนทางกับอากัปกิริยาซึ่งคิ้วทั้งสองข้างแทบจะชนเข้าหากันของฮั่วฮวายิ่งนัก

“เรื่องจริง ปู่ไม่รู้หรอกนะว่าเจ้ารองไปทำความดีความชอบอันใดไว้ แต่ปู่ดีใจที่หลานของปู่ทั้งสามคนได้รับโอกาสให้เข้ารับการทดสอบนี้”

เรื่องเทียบเชิญให้สามารถเข้ารับการทดสอบที่สำนักศึกษากลาง หากไม่ใช่เชื้อพระวงศ์จะต้องได้รับการทดสอบก่อนว่ามีคุณสมบัติพอที่จะเข้าสำนักศึกษาได้ คุณสมบัติที่สำคัญเลยก็คือการมีพลังธาตุตั้งแต่ระดับสามขึ้นไป

“พวกเจ้าล้วนมีพลังระดับสามด้วยกันทั้งนั้น ก็ถือว่าเป็นศิษย์ของที่นั่นไปแล้วเจ็ดส่วน รอเพียงแค่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ”

“เจ้าค่ะท่านปู่” ทั้งสามคนรับคำก่อนที่ไช่ซิ๋งช่านจะเอ่ยให้พวกนางทั้งสามไปพักได้ แล้วก็เป็นไปตามคาด เมื่อออกมาจากห้อง ฮั่วฮวาก็ถามออกมาในทันทีว่าเซียงฮวาไปทำความดีความชอบอันใดไว้

“พี่ใหญ่เอาแต่เก็บตัวเพื่อการฝึกฝนตนเองอยู่ ไม่ยักรู้ว่าน้องรองไปเป็นผู้มีจิตใจดีมีเมตตาตั้งแต่เมื่อไร พลอยให้ต้นหญ้าแถวนี้มีโอกาสไปกับเขาด้วย” 

กล่าวจบนางก็ปลายตาไปมองปิงฮวาอย่างต้องการสำทับอีกครั้งหนึ่ง แต่คนที่กำลังมีความสุขก็ไม่ได้นำพาถ้อยคำเสียดสีมาเป็นอารมณ์แต่อย่างใด นางตอบกลับพี่ใหญ่ของตนด้วยน้ำเสียงนุ่งนวล

“จะต้นหญ้าหรือต้นกล้าก็ตาม ขอเพียงแค่ได้รับโอกาสในการโผลขึ้นจากดินสู่สายตาทุกคน แค่นั้นมันก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะพี่ใหญ่ ข้าเองแม้ว่าฐานะจะไม่ได้สูงส่งมากนัก แต่ความสามารถก็ไม่ได้ด้อยนะเจ้าคะ ขอลาเจ้าค่ะ พอดีว่าต้องหมั่นฝึกปรือความสามารถไว้ จะได้ไม่อับอายขายขี้หน้าวงศ์ตระกูล”

“เหอะ! ข้าจะรอดูว่าอย่างเจ้าจะไปได้สักกี่น้ำ” กล่าวจบนางก็เดินสะบัดก้นแยกย้ายออกไปอีกคนหนึ่ง เหลือไว้เพียงเซียงฮวาที่กำลังแคะเล็บตนเองเล่นอยู่

“ต้นกล้าดีเพราะปุ๋ยดีต่างหาก แต่ใดๆแล้วก็ต้องหมั่นรดน้ำและพรวนดิน”

 

“ขึ้นมาเลยเกาฉาย ข้าตรวจสอบดูแล้วไม่มีสายสืบอยู่ละแวกนี้เลยสักผู้เดียว” 

เซียงฮวายื่นมือออกมาหวังจะช่วยดึงเขาขึ้นมาบนรถม้า แต่ยังไม่ทันที่เกาฉายจะได้ปฏิเสธความหวังนี้ของนางเลย เฮยหลงที่นั่งรถม้ามากับนางตั้งแต่ต้นก็ยื่นมือออกไปแทน ก่อนจะหันมาทำหน้าดุใส่เซียงฮวา

“ขอบใจเจ้า”เกาฉายทำสีหน้าไม่ถูกไปนิดหนึ่ง ก่อนจะช่วยดึงชิงหมิงให้ขึ้นมาบนรถม้าอีกที

หลังจากเรียนวิชาพลังธาตุเสร็จ นางกับเฮยหลงก็นั่งรถม้ามายังโรงเตี๊ยมที่สองคนต่างถิ่นนี้อยู่ เพื่อจะพาพวกเขาไปยังจวนของนาง เฮยหลงเล่าให้นางฟังว่าเกาฉายมีสีหน้าตกใจมากเมื่อรู้ว่าน้องชายของตัวเองอาศัยอยู่ที่จวนของนาง ถ้าเขาฉลาดพอ เขาคงจะปะติดปะต่อเรื่องทุกอย่างเองได้

เซียงฮวาเหลือบมองผู้มาใหม่ทั้งสองคน เกาฉายนั้นดูมีความตื่นเต้นแฝงอยู่เล็กน้อย แต่กับชายอีกคนที่นางกับเฮยหลงได้ทำการสลับตัวจากในคุกออกมา ดูมีอาการเกร็งๆอย่างไรชอบกล 

“พี่ชายดูใบหน้าไม่สู้ดีเลยนะเจ้าคะ” เมื่อเซียงฮวาทักขึ้นมา คนทั้งหมดก็หันเหความสนใจไปที่เขา เขาจึงหลบสายตาของเซียงฮวาแล้วสะกิดเกาฉายให้รับหน้านางแทน

“เขาเป็นคนที่ค่อนข้างขี้อายเท่านั้น ขอบใจเจ้าที่ถามด้วยความเป็นห่วง” เมื่อได้รับคำตอบ เซียงฮวาก็ชวนคนบนรถคุยเรื่องนั่นนี่เพื่อไม่ให้บรรยากาศบนรถม้ามันอึดอัดจนเกินไปนัก ชิงหมิงจึงหายเกร็งแล้วหัวเราะกับเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันบ้าง

ยามแรกเซียงฮวาตั้งใจจะคุยเกี่ยวกับเรื่องเทียบเชิญ แต่เมื่อคิดได้ว่าชิงหมิงที่เป็นบุตรของอนุแม้จะเป็นบุรุษก็เถิด แต่ก็ไม่สามารถเข้าเรียนที่นั่นได้ นางจึงเลือกเปลี่ยนไปพูดอีกเรื่องแทน จะได้ไม่เป็นการทำให้เขาต้องน้อยเนื้อต่ำใจ

“เจ้าก้อนแป้งน้องชายกับหลานชายของท่านอายุได้ 2 หนาวแล้ว ท่านแม่ข้าถือวิสาสะตั้งชื่อให้เขาว่าหลี่จิน(李金)ไปก่อน หวังว่าเจ้าจะไม่ถือสานะ และตอนนี้เขาก็เป็นสหายเล่นด้วยกันกับน้องชายข้า นามว่าไช่จงซิน(菜中心

"ไม่ถือสาเลยเพียงนิด เสด็จพ่อของข้าย่อมเข้าใจได้ อีกทั้งยังเป็นพระคุณยิ่งเสียอีกที่พวกท่านดีต่อเขาถึงเพียงนั้น จนตายข้าก็ไม่มีวันลืมพระคุณ"

"ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด โอ๊ะ...อาเหมา ท่านยายขายขนมๆ หยุดรถม้าก่อน"

อาเหมาคิดไว้แล้วว่าคุณหนูของตนต้องสั่งให้หยุดรถม้า เขาจึงชะลอม้าลงตั้งแต่เห็นท่านยายคนนั้นเข้ามาอยู่ในครรลองสายตาแล้ว วันนี้ได้อิ่มยิ่งกว่าอิ่มอีกแล้วอาเหมาเอ๋ย

"ท่านยายๆ ขนมของท่านมีเจ้าประจำจับจองไว้อยู่หรือไม่เจ้าคะ"

"ไม่มีหรอกคุณหนู"เสียงของแม่ค้าสูงวัยตอบกลับมาจนคนถามยิ้มหน้าระรื่น เซียงฮวายื่นหน้าออกไปจากหน้าต่างเพื่อส่งถุงเงินให้แก่นางทั้งถุง พลางเอื้อนเอ่ยออกมา

"เช่นนั้นข้าเหมาหมดเลยเจ้าค่ะ พอดีว่าจะเอาไปฝากน้องๆที่จวน พวกเขาชอบกันมากเลยเจ้าค่ะ"

หญิงสูงวัยเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจจนยิ้มไม่หุบ ขายหมดว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีแล้ว มีคนชมว่าขนมที่นางทำมันอร่อย ยิ่งน่ายินดีเป็นสองต่อ

"ขอบคุณมากนะคุณหนู นี่ดอกไม้จากสวนที่ข้าปลูกเอง หวังว่าคุณหนูจะมีความสุขเพราะกลิ่นของมันเหมือนที่ท่านให้ความสุขข้า ให้ข้าได้ต่อชีวิตตนเองไปอีกหลายวัน"

เซียงฮวารับดอกไม้จากหญิงชราก่อนที่จะหยิบมันขึ้นมาดอมดม ริมฝีปากเล็กชมเปราะ "หอมมากเลยเจ้าค่ะ แล้วจะกลับมาอุดหนุนใหม่นะเจ้าคะ"

เมื่อเซียงฮวากล่าวจบ รถม้าซึ่งเลียบเส้นทางก่อนหน้านี้ก็เริ่มออกตัวพร้อมกับที่เซียงฮวาผลุบตัวเข้ามาในรถม้าอีกครั้งหนึ่ง นางหันใบหน้าเปื้อนยิ้มไปกล่าวขอบคุณเฮยหลงซึ่งช่วยประคองเอวนางไว้กันตกลงจากบนรถม้า

"ขอบคุณนะ~เจ้าลองดมดูสิ หอมมากเลยใช่หรือไม่ เดี๋ยวเจอท่านยายคราวหน้าต้องขอต้นมันมาปลูกเสียหน่อยแล้ว"

"หอมจริงๆด้วย"

คำกล่าวที่ว่าชายหญิงควรรักษาระยะห่างกันแต่พองามคืออันใดไม่รู้จัก ได้ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างเป็นธรรมชาติกับกิริยาท่าทางของคนทั้งสอง นำพาให้บุคคลที่สามสี่มีใบหน้าแดงก่ำเขินอายแทนพวกเขาไปเสียอย่างนั้น

จากฐานลับผ่านทางตลาดแล้วมุ่งหน้าสู่พื้นที่ฝั่งขุนนางกินเวลาไปค่อนข้างพอสมควรสำหรับรถม้า ทำให้ยามนี้เหลือเวลาไม่มากสำหรับการต้อนรับแขกในเวลาที่เหมาะสม เมื่อนางพาทุกคนเดินเข้ามายังพื้นที่ภายในเรือนนี้ ก็เห็นว่าบ่าวไพร่ภายในเรือนได้เงียบหายกันไปหมด เหลือเพียงเจ้าของเรือนกับบ่าวคนสนิทเพียงเท่านั้น ท่านแม่ชั่งรู้ใจนางยิ่งนัก 

“ท่านแม่เจ้าคะ”

ฮูหยินรองเมื่อได้ยินเสียงเรียกอันคุ้นเคยก็หันหลังไปมอง ใบหน้างดงามแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มก่อนที่นางจะถวายพระพรเฮยหลงอย่างนอบน้อม

“ฮูหยินจางอย่าได้มากพิธี” เฮยหลงกล่าวแล้วเข้าไปประคองว่าที่แม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นมาจากการย่อ ก่อนที่จะหันใบหน้าไปทางเซียงฮวาเพื่อให้นางกล่าวแนะนะผู้เข้ามาใหม่กับพวกเขาด้วย

“ท่านแม่เจ้าคะ นี่องค์ชายเก้าจินเกาฉายเจ้าค่ะ ส่วนนี่คือหยางชิงหมิง เป็นน้องชายแท้ๆของหยางชิงซิน แม่เจ้าก้อนแป้ง”

ฮูหยินรองได้ถวายพระพรเกาฉายอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะน้ำตารื่นขึ้นมา เมื่อสองปีที่แล้วนางก็รู้สึกอดสูไม่ได้ที่เด็กคนนั้นต้องไร้ทั้งพ่อ ขาดทั้งแม่ ญาติสนิทที่ใดก็ไม่มีให้พึ่งพา นางจึงรับปากกับแม่ของเขาที่เป็นสาวใช้เรือนของนางในยามนั้นว่าจะดูแลเขาให้ดีที่สุดเอง แต่เมื่อไม่นานมานี้นางได้รับรู้ความจริงอะไรหลายๆอย่างพร้อมได้รับคำขออภัยจากปากน้องชายของสามี ยามนั้นนางก็ไม่รู้ว่าตนเองควรรู้สึกอย่างไรดี แต่ยามนี้นางรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจไปในคราวเดียวกัน 

ดีใจที่เขายังมีที่พึ่งเหลืออยู่ซึ่งเป็นสายเลือดเดียวกัน เสียใจที่ชะตาชีวิตของเขาราวกับยืนอยู่บนเส้นทางที่สามารถโดนปลิดชีพทิ้งเมื่อใดก็ได้ นางเลี้ยงของนางมาตั้งสองปี แม้ไม่ใช่บุตรในอุทรแต่นางก็รักเขาไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลยแม้แต่น้อย

คิดได้เช่นนั้นนางก็เดินเข้าไปอุ้มหยางหลี่จินขึ้นมาแนบอกแล้วยื่นเข้าไปให้ผู้มาใหม่ทั้งสองคนได้อุ้มดู เป็นเกาฉายที่อุ้มน้องชายตัวน้อยของตัวเองอย่างเก้เก้กังกัง แต่หัวใจกลับรู้สึกถึงสายใยอันใดบางอย่างกำลังทักทอผสานใจของเขาด้วยแววตาใสกระจ่างคู่นี้

เด็กน้อยเองแม้จะไม่คุ้นเคยกับคนที่อุ้มตนอยู่ แต่ก็ไม่ได้มีท่าทางตื่นคนแต่อย่างใด เขายิ้มแล้วหัวเราะออกมาอย่างร่าเริงราวกับดีใจที่ได้เพื่อนใหม่เพิ่มเข้ามา หยางชิงหมินเองก็น้ำตาไหลออกมาปริ่มที่ดวงตา เด็กน้อยผู้นี้หน้าตาถอดแบบจากพี่สาวเขามาเสียหลายส่วน เขาดีใจที่อย่างน้อยนางก็ยังเหลือเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองทิ้งไว้ให้เขากับแม่บ้าง

แม้ว่าการหนีออกจากจวนไปของพี่สาวเขาจะทำให้ท่านพ่อโกรธจนไม่ยอมเหลียวแลเรือนของพวกเราสองแม่ลูกอีกก็ตาม แต่ว่าท่านแม่ของเขาไม่เคยโกรธเคืองนางแม้แต่น้อย ท่านคงดีใจเป็นแน่ ที่ตนเองเป็นยายคนแล้ว และตอนนี้ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งกว่าพวกเราเสียอีก

“อุ้มๆ พี่สาวอุ้มอาซิน”

เหมือนจะมีเด็กขี้อิจฉาแถวนี้ทนไม่ไหวจนต้องเรียกร้องให้ใครต่อใครสนใจเสียแล้ว เซียงฮวาก้มลงมองเจ้าแสบของนางพร้อมยกเขาขึ้นมาแนบอก

“อาซิน~อิจฉาอาจินหรือ อิจฉาหรือ หืม~”เซียงฮวาฟัดแก้มฟัดพุงกลมๆของเจ้าก้อนแป้งอย่างเอ็นดู เป็นเด็กที่กินเก่งยิ่งนัก เนื้อตัวจ้ำม้ำน่ากัดไปหมดทุกส่วนจริงๆ

“ฮ่า~”เสียงหัวเราะเอิกอากเพราะมีคนหยอกล้อชอบอกชอบใจเป็นอย่างยิ่ง เจ้าก้อนแป้งน้อยเอื้อมแขนเล็กเป็นปล้องของตนเองโอบรอบคอของเซียงฮวาไว้

“อีกไม่กี่วันพี่สาวก็ต้องจากบ้านไปหลายวันแล้วนะ แต่พี่สาวสัญญาว่าถ้ามีโอกาสจะแอบมาเล่นกับเจ้าอย่างแน่อน เป็นเด็กดีของท่านแม่นะเจ้า อ้วง~”

“แขนเจ้าจะอุ้มเด็กไม่ไหวอยู่แล้วก็ยังหมั่นซื้อแต่ขนมหวานมาให้เขา น่าตีนัก” ฮูหยินรองแม้จะพูดเช่นนั้นแต่ก็ยังยื่นขนมให้บุตรชายของตน นางละสายตามาจากหลี่จินแล้ว เพื่อปล่อยให้พวกเขาได้ใช้เวลาส่วนตัวด้วยกัน ริมฝีปากบางเอ่ยถามเรื่องที่ได้ยินมาจากสามีของตนเมื่อเช้านี้

“แม่ได้ยินมาหมดแล้วนะเรื่องที่พวกเจ้าทั้งสามคนกำลังจะเตรียมตัวไปศึกษาที่สำนักศึกษาแห่งนั้น เรื่องความสามารถของเจ้าแม่ไม่ห่วงเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งอาจารย์หวางเองก็ยืนยันมาว่าฝีมือเจ้าเป็นหนึ่งไม่มีสองแน่ถ้าเทียบกับคนรุ่นเดียวกัน แม่ชอบที่เจ้าเป็นคนที่ไม่อวดอ้าง แต่ก็เกลียดความเอื่อยเฉื่อยเชือนแชของเจ้าด้วยเช่นกัน”

“ท่านแม่~ลูกขี้เกียจนี่เจ้าคะ อีกอย่างก็อย่าเก่งเกินหน้าเกินตาพี่ใหญ่ไปเลยเจ้าค่ะ” เซียงฮวาพูดออกมาด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายเมื่อมานั่งคุยเรื่องพวกนี้ต่อหน้าท่านแม่ของนาง ส่วนจงซินนั้นนางยกให้เฮยหลงเอาไปเลี้ยงแล้ว เช่นนี้แหละคนเรา ยามไม่มีน้องก็โหยหาอยากจะมีหนักหนา แต่พอมีแล้วจะรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียวตัวเปล่าเล่าเปลือยมันดีที่สุด

“พลังธาตุดินของเจ้าใกล้จะลำดับที่ห้าแล้วใช่หรือไม่ เหตุใดจึงรวดเร็วเช่นนี้” คนที่เห็นต่างอย่างเซียงฮวากลับเลิกคิ้วขึ้นมาอย่างเป็นคำถามว่าใช่เหรอ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าใจนางอดรู้สึกไม่ได้ว่ามันช้ามากต่างหาก จะวัดจากมาตรฐานคนทั่วไปหรือก็ชั่งเถิด แต่นางก็คิดว่าหากเทียบกับพลังบุบผามันก็ต่างชั้นกันอย่างสิ้นเชิง แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ปากก็กล่าวออกมาว่า

“ยืนยันคำเดิมเจ้าค่ะ ว่าต้นกล้าดีเพราะปุ๋ยดี” บุบผาดี

.

.

.

2020年08月15日

Pandanus23233

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 186 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

361 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #171 metung18 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 20:20
    มีความชอบเฮยหลง ชอบตามใจน้อง
    #171
    2
    • #171-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 36)
      15 สิงหาคม 2563 / 20:28
      ต่อไปชี้นกเป็นนก ชี้ไม้ก็เป็นนกได้5555
      #171-1
  2. #170 metung18 (จากตอนที่ 36)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2563 / 20:19
    น้องเข้าสำนักศึกษาจะป่วนขนาดไหน อิอิ
    #170
    1
    • #170-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 36)
      15 สิงหาคม 2563 / 20:28
      น้องเป็นเด็กดีย์
      #170-1