บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 29 : มันเป็นซิกเนเจอร์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,759
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 264 ครั้ง
    11 ก.ค. 63

ณ ลานประลอง

"ข้าขอถามเจ้าอีกครั้งหนึ่ง…ไหวแน่นะ?"

เซียงฮวากล่าวถามสหายต่างเพศของตนที่ตอนนี้เหงื่อเริ่มเต็มขมับแล้วเมื่อชาวเมืองจากไหนบ้างก็สุดจะรู้ ต่างหลั่งไหลเข้ามาที่ลานประลองมากขึ้นเรื่อยๆ

"ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าการประลองระหว่างพี่ใหญ่กับพี่ชายจอมยุทธ์แขนใหญ่ตัวโตผู้นั้น จะดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ขนาดนี้ คนในโรงเตี๊ยมชั่งมากฝีมือ กระจายข่าวสารได้ไวว่องยิ่ง"

เหมยฮวาแสดงความคิดเห็นออกมาบ้าง สายตากวาดมองรอบลานประลองที่เริ่มมีผู้คนมาเฝ้าดูเรื่องที่น่าตื่นเต้นนี้ ก่อนจะหันมาให้กำลังใจพี่ชายตนเองบ้าง

"งานนี้จะให้ขายหน้าผู้ใดไม่ได้นะ ข้าเป็นกำลังใจให้"

"หูซ้ายกับหูขวาของข้าฟังไม่ผิดไปใช่หรือไม่ เหตุใดมันถึงได้ยินเหมือนกันว่านี่มันคือคำข่มขู่ หาได้เป็นการให้กำลังใจไม่!"

หัวคิ้วของเจี่ยนเฉิงแทบจะจรดกันอีกครั้ง ริมฝีปากอมลมเข้ากระพุ้งแก้มแล้วพ่นมันออกให้คลายความประหม่า พลันใบหน้าเขาก็หันไปอีกด้านหนึ่งเมื่อรับรู้ถึงแรงสะกิดที่แขน

"ได้ตกลงกันหรือยังว่าจะเริ่มเมื่อใด แล้วจะประลองกันด้วยพลังยุทธ์ อาวุธ หรือพลังธาตุ?"

เซียงฮวากล่าวถามพร้อมกับเอื้อมมือเข้าไปนวดไหล่นวดแขนให้กับสหายประหนึ่งว่าตนเองเป็นพี่เลี้ยงนักมวยเพื่อเตรียมกล้ามเนื้อก่อนที่จะขึ้นสังเวียน 

"ตอนนี้พี่ชายผู้นั้นกำลังไปเชิญแม่ทัพสักคนในค่ายทหารให้มาเป็นกรรมการในการประลองในครั้งนี้ ได้ยินมาว่าพี่ท่านจะถือโอกาสขอประลองกับทหารในใต้อาณัติของท่านแม่ทัพสักนายสองนาย"

"โอ้ว!นี่เขาข่มขู่เราแล้ว ชัดเจนเลยหรือไม่เล่าว่าเขาเห็นเจ้าเป็นเพียงเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!"

"ปากขายังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมได้อย่างไร ข้าหย่านมจากอกของแม่นมมาเป็นสิบปีแล้ว"

เซียงฮวาได้ยินเช่นนั้นก็จิ๊ปาก มือเอื้อมไปหยิบดาบจากองรักษ์ที่ท่านพ่อเฟิงหยูของนางส่งมาดูแล แล้วเอามันยื่นไปด้านหน้าของเจี่ยนเฉิง

"เจ้าต้องแนบดาบไว้ที่รักแร้ให้มันตั้งตรงแนบกับอกอย่างนี้เลยนะ แล้วก็เอามือกอดอกไว้"

เจี่ยนเฉิงทำหน้างงแล้วกล่าวถาม

"แล้วข้าจะทำไปทำไม?"

เซียงฮวาถอนหายใจพรืดใหญ่ แล้วมองสหายของตนเองอย่างคนที่ไม่รู้อันใดสักอย่าง

"มันเป็นซิกเนเจอร์ ยูโนว? ถ้าไม่ทำท่านี้ถือว่าเจ้าไม่ใช่จอมยุทธ์นะ จะทำหรือไม่ทำ!"

เจี่ยนเฉิงตีหน้ายุ่งแล้วบ่นเซียงฮวากระปอดกระแปดแต่ก็ทำตามที่นางบอก "พอใจเจ้าแล้วใช่หรือไม่?"

เซียงฮวาไม่ตอบแต่ปรบมือตนเองแปะๆ "เท่านี้ก็ดูดีขึ้นอีกแปดระดับแล้ว"

"ดูองอาจแต่ก็ยังมีความผ่อนคลาย มากอิสระตามวิถีของชาวยุทธ์เลยเจ้าค่ะ พี่ใหญ่"

เจี่ยนเฉิงมองหน้าทั้งสองสาวสลับกันไปมา พร้อมกับส่ายหน้าอย่างยอมใจ แต่เมื่อนึกขึ้นได้ถึงใครอีกคนที่วันนี้ตนเองยังไม่ได้เห็นหน้าเลยจึงเอ่ยถามเซียงฮวาขึ้นมา

"องค์ชายหน้าน้ำแข็งของเจ้าเล่า เหตุใดไม่ตัวติดกันเหมือนอย่างทุกที?"

"คนเรามันก็ต้องมีระยะห่างกันเสียบ้าง มีแต่ปรสิตเท่านั้นแหละที่จะเกาะติดกันได้ตลอดเวลาโดยไม่ถามความเต็มใจของผู้อื่นก่อน"

"อ่อ…งั้นเจ้าก็เป็นปรสิตสินะ เพราะเจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าองค์ชายผู้นั้นเต็มใจให้เจ้าเกาะติดตลอด"

เซียงฮวาเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับหันไปมองหน้าเจี่ยนเฉิงแบบสองจังหวะในทันที จากสายตาเคลือบแคลงสงสัยว่าฝ่ายตรงข้ามตนจะเสี้ยมอะไรตนอีก ก็กลายเป็นสง่างวาบขึ้นมาเมื่อคิดอันใดได้

"เออจริงด้วย หรือว่าเฮยหลงจะจำใจให้ข้าเกาะติดกันนะ…ฮะ ฮือๆ เจ้าทำให้ข้าคิดมาก เจ้ามันตัวร้าย!"

เจี่ยนเฉิงที่โดนกล่าวหาเช่นนั้นก็ทำเพียงกระตุกยิ้มมุมปากอย่างมาดร้าย เมื่อเห็นว่าเซียงฮวาอ่อนไหวในเรื่องนี้ เขาจึงใส่ไฟเพิ่มเข้าไปอีก เป็นการแก้แค้นนางคืนทางคำพูดบ้าง

“เจ้าก็คิดดูเถิดหนา อะไรที่เราอยู่กับมันทุกวัน ติดตัวกับเราทุกวัน เราก็เห็นมันด้วยความเคยชิน นานๆเข้าก็อาจจะหมดความสนใจต่อสิ่งนั้นไป จนสุดท้ายกลายเป็นการละเลย แล้วยิ่งเป็นบุรุษมากศักดิ์อย่างองค์ชายผู้นั้น โอกาสมากมายที่จะไขว้คว้าสิ่งใหม่ๆมาไว้ข้างกายแทนสิ่งที่คุ้นชินแล้วชั่งง่าย แค่เพียงสะบัดมือ"

เมื่อเซียงฮวาคิดตามที่เจี่ยนเฉิงกล่าว นางก็ยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างเย็นชา สายตาเริ่มเหม่อลอยคล้ายกับว่า ตัวอยู่นี่แต่ใจไปถึงไหนแล้วก็สุดรู้ น้ำเสียงเยือกเย็นพลันเอื้อนเอ่ย

"ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ เราจะได้เห็นดีกัน!"

สองแฝดมองบรรยากาศรอบตัวของเซียงฮวาที่ตอนนี้เริ่มเย็นเฉียบขึ้นมาแบบที่พวกเขาไม่ได้คิดไปเองแน่ๆ แล้วก็เป็นการจริงเมื่อพื้นดินที่นางอยู่ถึงกับเป็นรอยร้าว ราวกับเป็นพื้นที่ขาดน้ำมานานนับร้อยปี

“พี่ใหญ่กับท่านพ่อชั่งมีพรสวรรค์ในการ ‘พูดอย่างไรให้ผู้อื่นเขาเคลือบแคลงกันเอง’ ยิ่งนัก"

เจี่ยนเฉิงหยักไหล่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเซียงฮวาที่ออกจากโลกของตัวเองแล้วตะโกนคำว่า ‘ใช่’ ใส่หน้าเขา จากนั้นก็เดินสะบัดก้นไปนั่งรวมกับผู้เข้าชมที่ตอนนี้นั่งอยู่บนอัฒจันทร์กันซะส่วนใหญ่แล้ว 

น้องสาวของเขาเพียงตบไหล่ให้กำลังใจ จากนั้นนางก็เดินตามเซียงฮวาไป ปล่อยให้เขาต้องยืนอยู่ในสนามประลองตัวคนเดียว ซึ่งเวลาไม่นานหลังจากนั้น พี่ชายที่เขาได้ขอท้าประลองก็เดินเข้ามาในลานประลองพร้อมกับชายแปลกหน้าอีกเกือบจำนวนสิบคน เรียกเสียงฮือฮาจากผู้เข้าชมอีกเกือบร้อยกว่าคนนี้ได้ดีทีเดียว

"นะ…นั่น แม่ทัพรักษาเมืองนี่ เหตุใดจอมยุทธ์ร่างโตผู้นั้นถึงสามารถเชิญแม่ทัพผู้นี้มาในงานประลองเล็กๆเช่นนี้ได้"

"ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่โรงเตี๊ยม ข้าได้ยินเขากล่าวว่ามาทวงหาสิ่งของของนายหญิงตน เป็นไปได้หรือไม่ว่าคนผู้นี้จะมีนายหญิงที่เป็นคนใหญ่คนโต"

และอีกสารพัดความคิดเห็นอีกมากมายที่ทุกคนต่างพากันวิจารณ์ออกมา เซียงฮวาแม้จะเคืองๆเจี่ยนเฉิงอยู่บ้าง แต่หูซ้ายหูขวาก็ยังฟังว่าชาวเมืองเขาพูดสิ่งใด วิจารณ์อันใดกันบ้างเป็นการเก็บข้อมูลช่วยเพื่อน แม้ว่านางก็พอจะรู้สิ่งใดมาบ้างแล้วก็เถิด

"ไฉนเลยคนธรรมดาจึงจะสามารถเชิญแม่ทัพผู้หยิ่งในศักดิ์ศรีคนนี้มาได้ง่ายๆ เพียงเพราะเกรงใจคนใหญ่คนโตที่หนุนหลังคนผู้นี้อยู่"

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นมาข้างๆหูทำให้เซียงฮวาหันกลับไปมองในทันควัน เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดที่มานั่งอยู่ด้านข้างตน นางก็ลุกขึ้นเตรียมตัวที่จะคารวะคนผู้นั้น แต่มือหนาก็กดไหล่เล็กของเซียงฮวาให้นั่งลงไปที่เดิมเสียก่อน

"ไม่ต้องมากพิธีไป"

เซียงฮวาที่ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้ารับ จิตใจระส่ำระส่ายไปหมดกับการปรากฎตัวของคนผู้นี้ในรอบสองปีที่ไม่ได้เจอหน้าค่าตากันเลย

"เจ้าค่ะ ท่านประมุข แล้ว…"

เอ่ยเพียงเท่านั้นสายตาของนางก็สอดส่ายมองไปทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของตนเอง เผื่อจะเห็นคนที่คุ้นเคยของตนปรากฎอยู่ในครรลองสายตาบ้าง

"ท่านพ่อเจ้าไม่ได้ตามมาด้วยหรอก ข้ามาที่เมืองหลวงแคว้นฝูนี้เพราะมีธุระที่ต้องจัดการนิดหน่อย"

"อ่อ…เช่นนั้น อย่าบอกข้านะเจ้าคะว่าเป็นพี่ชายกล้ามโตผู้นั้น!"

"ถ้าเป็นเพราะว่าคนผู้นี้ก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ถูกต้องไปเสียทั้งหมด"

ในหัวของเซียงฮวาประมวลผลกับข้อความที่ตนเองได้ยินก่อนจะพยักหน้าเข้าใจ นางหันหน้าแล้วเลื่อนสายตาขึ้นไปมองเฉินยี่ที่ตอนนี้มีหน้ากากปิดบังใบหน้าไว้ตามแบบฉบับหัวหน้าพรรคผู้ลึกลับ

"ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ต้องโทษที่ข้าฉลาดในการเชื่อมตรงนั้น โยงตรงนี้ให้เข้ามาหากันมากเกินไปจนปะติดปะต่อเรื่องราวได้เอง แย่จัง…บุรุษสมัยนี้ชอบสตรีหัวอ่อนเสียด้วย"

สีหน้าและการถอนหายใจที่จริงจังของเด็กสาวข้างตนทำให้เฉินยี่มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มขึ้นมานิดหน่อย ดูคล้ายมีคล้ายไม่มี ก่อนที่เขาจะก้มลงแล้วกระซิบที่ข้างหูนางอย่างแผ่วเบา

"บุรุษที่คิดได้แบบทั่วไป ก็จะได้ในสิ่งที่คนทั่วไปเขาได้รับกัน หากแต่ข้าไม่ใช่บุรุษทั่วไปเสียด้วยสิ"

เซียงฮวาเงยหน้าสบตาคนที่เพิ่งกระซิบประโยคเมื่อสักครู่เสร็จ สีหน้าที่คิดเช่นไรก็แสดงออกเช่นนั้นของนางทำให้เขาหลุดขำออกมาเบาๆ

"เจ้าไม่เคยเปลี่ยนไปเลยจริงๆ"

"ขะ ข้าหรือเจ้าคะ?"

เฉินยี่ไม่ตอบ แต่พยักพเยิดหน้าไปทางคนที่อยู่ในลานประลองที่ตอนนี้ดูท่าจะได้ฤกษ์งามยามดีในการที่จะเริ่มประลองแล้ว เสียงทุ้มของเขาเอ่ยเล่าเรื่องที่ยังพูดค้างไว้ก่อนหน้านี้ให้เซียงฮวาฟัง

"เจ้าคนตัวใหญ่เทอะทะนั่น แท้จริงแล้วมีชื่อเสียงค่อนข้างจะฉาวโฉ่ในด้านการรับงานในแต่ละอย่าง เงินไม่ใช่ปัจจัยหลักให้เจ้านั่นยอมที่จะทำงานให้ผู้ใด หรือขึ้นตรงต่อใครทั้งนั้น"

เซียงฮวาพยักหน้ารับแล้วกล่าว "คนจ้างวานพี่ล่ำก็คงเข้าใจถึงลักษณะนิสัยของคนผู้นี้ดี จึงเลือกที่จะใช้ประโยชน์จากคนที่ไม่ใช่คนของตนเอง"

"ไม่ผิด แม้จะกล่าวว่าน้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง แต่ถ้าคนผู้นั้นแปรผันไปเป็นถังน้ำที่ตักได้ทั้งสองอย่าง ข้าก็ไม่แปลกใจอันใด"

"สืบเรื่องราวของต่างแคว้นต้องยอมรับจริงๆว่าใช้คนของยุทธภพมันย่อมดีกว่า"

เสียงสนทนาของทั้งสองคนทำให้เด็กสาวที่นั่งอยู่อีกข้างหนึ่งของเซียงฮวาทำหน้างุนงงอยู่ไม่น้อย นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดจึงกล้าพูดคุยเรื่องนี้กันในที่สาธารณะเช่นนี้ เพราะแม้แต่นางเองที่พอจะรู้เรื่องในยุทธภพอยู่บ้าง ก็ยังรู้สึกอยากจะเกาหัวของตนเองสักทีสองที

"ริ้นไรขึ้นหัวเจ้าหรืออย่างไร เหตุใดจึงเกาเช่นนั้น?"

"อ่ะ…พี่ใหญ่ ท่านไม่ประลองแล้วหรือเจ้าคะ?"

"เหอะ…ก็เจ้าพี่ชายผู้นั้นกับแม่ทัพอะไรนั่นจ้องแต่จะประลองกันท่าเดียว ไม่เห็นหัวข้าที่ยืนอยู่แม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังบอกให้ข้ามานั่งรอที่อัฒจันทร์นี้อีก จะให้ข้าประลองเป็นคนสุดท้ายงั้นรึ ขอให้รอดมาถึงข้าก็แล้วกัน!"

เซียงฮวาที่ยื่นหน้าไปฟังสิ่งที่เจี่ยนเฉิงบ่นออกมาเสร็จ นางก็หันหน้าไปพูดกับเฉินยี่

"ข้ากะจะให้เจี่ยนเฉิงช่วงชิงสิ่งใดมาจากพี่ล่ำนั่นอยู่พอดีเลย เช่นนั้นแล้วตอนนี้ก็คงต้องรอไปก่อน"

เฉินยี่ชั่งใจว่าจะกล่าวเรื่องที่น่ายุ่งยากใจนี้ให้นางได้รับฟังดีหรือไม่ แต่เมื่อคิดได้ว่านางดูพร้อมที่จะเกี่ยวพันกับเรื่องนี้เต็มที่ จึงได้ร่ายพลังครอบคลุมพื้นที่รอบตัวของเขากับเซียงฮวาไว้ เพื่อป้องกันการได้ยินจากบุคคลภายนอก

"เจ้ากำลังต้องการปิ่นนั่นอยู่ใช่หรือไม่?"

"เหตุใดท่านจึงรู้?"

"หึ เจ้าก็รู้ว่าท่านพ่อของเจ้าขยันในการสร้างเรื่องยุ่งยากมากเพียงใด เพียงแค่จะช่วยเหลือจินหวงตี้อย่างลับๆ ก็ถึงกับส่งสตรีผู้นั้นไปเป็นสาวใช้ในเรือนของมารดาเลี้ยงเจ้า"

"เช่นนั้นแล้วจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ต่อไปหรือเจ้าคะ?"

"ก็ช่วยเท่าที่ไม่ข่วนเนื้อของตนเองมากจนเกินไป เรื่องนี้ทางที่ดีข้าไม่อยากให้เจ้าต้องมาพัวพันมากเกินไปกว่านี้เลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าได้หรือไม่?"

กล่าวจบก็ลงมือลูบผมนุ่มของนางเบาๆ สายตาพลันอบอุ่นขึ้นอีกหนึ่งส่วนเมื่อคนตัวเล็กตีหน้ายุ่งใส่เขา

"แต่ซาลาเปาก้อนน้อยที่จวนของข้าทั้งสองก้อนตอนนี้เป็นสหายที่เล่นด้วยกันทุกเช้าค่ำแล้วนะเจ้าคะ ไม่รู้แหละเจ้าค่ะ เรื่องนี้ข้าอยากยุ่ง"

เมื่อปฏิกิริยาตอบรับไม่ได้เป็นอย่างที่เฉินยี่หวัง เขาก็ดีดหน้าผากน้อยของนางเบาๆ ก่อนจะลูบมันอย่างปลอบโยน เมื่อมันดันเกิดรอยแดงขึ้นมานิดนึง

"ได้ เช่นนั้นข้าจะจับตาดูเจ้าไว้ทุกฝีก้าว แล้วเรื่องปิ่นนั่นเจ้ายังอยากจะได้อยู่หรือไม่?"

คำกล่าวว่าจะติดตามนางทุกฝีก้าวของเฉินยี่ ยังไม่ทันที่นางจะได้ทักท้วงสิ่งใด เขาก็เปลี่ยนเรื่องแทนเสียแล้ว นางจึงได้แต่ไหลตามน้ำเขาไป

"อยากได้เจ้าค่ะ เป็นปิ่นของพระมารดาสหายในอนาคตของข้าทั้งที ข้าย่อมต้องอยากเอามันกลับมาให้เขา"

เฉินยี่พยักหน้ารับก่อนจะกล่าว 

"อย่างที่เขาว่ากันไว้ ไม่มีแผนการใดที่สมบูรณ์แบบที่สุด เพราะตัวแปรในแต่ละจุดไม่ใช่สิ่งที่เราจะสามารถควบคุมได้ทั้งหมด เรื่องนี้มันควรจะจบที่พวกนั้นรู้ที่ซ่อนขององค์ชายน้อยไร้ยศศักดิ์ แต่เรื่องมันก็ดันบานปลายจนเป็นที่มาของการประลองนี้จนได้"

"ผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ นายจ้างคงหัวเสียไม่น้อย"

"ขึ้นชื่อว่าคนในยุทธภพ อย่างไรเสียก็ต้องชอบการต่อยตีมากกว่าสิ่งใดอยู่แล้ว"

"ถ้าเช่นนั้น พี่ล่ำก็คงจะมีในสิ่งที่ท่านแม่ทัพต้องการอยู่พอดี เรียกว่าเป็นของเดิมพันถูกต้องหรือไม่เจ้าคะ?"

"ไม่ผิด อ่อ…อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษากลางก็อยู่ที่นี่ด้วย หาโอกาสให้ตาเฒ่านั่นประทับใจในตัวเจ้าให้ได้เล่า"

เซียงฮวาได้ยินเช่นนั้นนัยน์ตาก็เบิกโพลงขึ้นในทันที ก่อนจะหันไปบอกสหายของตนเองที่นั่งอยู่ด้านข้าง

"ในลานประลองนี้มีอาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษามาด้วยนะพวกเจ้า ทำตัวให้น่าสนใจเข้าไว้นะ ส่วนเจี่ยนเฉิง เจ้าก็อย่าน้อยใจไปเลย ก็คิดเสียว่า แม้จะไม่ได้เป็นคู่เปิดตัว อย่างน้อยก็ยังเป็นคู่ฟินาเล่นะ~"

.

.

.

ตอนนี้ตรวจไปแค่ไม่กี่รอบเอง ผิดพลาดตรงไหนท้วงติงกันมาได้นะคะ ขอแบบละม่อมๆเด้ออ

Pandanus23233

2020年07月11日

 

 

 

 

 

 

 


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 264 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

366 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #288 Little_devil00 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2563 / 11:33
    จะดีใจ รึจะเสียใจดี เค้าทั้งคู่เลยอ่ะ งื้ออออออออเลือกไม่ได้
    #288
    1
    • #288-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 29)
      2 พฤศจิกายน 2563 / 11:46
      อิๆๆๆๆๆ
      #288-1
  2. #136 Mameaw555 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 13:14
    เค้าเชียร์องค์ชายน่ะ น้องก็ดูหมายมั่นปั้นมืออยู่ ท่านประมุขแสนดีสมควรเป็นแค่พระรอง หุหุ
    #136
    0
  3. #134 dokao (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 / 18:25
    น่ารักกันจิงคู่นี้
    #134
    1
    • #134-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 29)
      15 กรกฎาคม 2563 / 18:26
      ขอบคุณค่าาา วันนี้รออ่านน้าาาา เขาว่าเขาน่าจะแต่งทัน555
      #134-1
  4. #133 คุณหนอน (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 / 22:13
    ไรท์คะถ้าพระเอกไม่ใช่องค์ชายเราคงทำใจไม่ได้ แงงงงงง แสนดีขนาดนี้ อย่าทำร้ายจิตใจกันเลยนะคะไรท์ ㅠㅠ
    #133
    1
    • #133-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 29)
      13 กรกฎาคม 2563 / 00:37
      โอ๋ๆน้า ไม่ดราม่าเท่าไรหรอกืเชื่อเค้าาาาา
      #133-1
  5. #132 TuntitaJ (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 23:32
    สนุกค่ะ อยากให้มาบ่อยๆ จังค่ะ แต่พระเอกนิเป็นองค์ชาย หรือท่านประมุข กันแน่คะ
    #132
    1
    • #132-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 29)
      11 กรกฎาคม 2563 / 23:39
      เห้ออออ เราก็หนักใจเหมือนกัน 5555
      #132-1
  6. #131 swankissall (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2563 / 22:43
    อย่าว่าแต่เพื่อนน้อง ฟังไม่รู้เรื่องที่น้องคุยกันเลย นี้ยัง งงตามเลย 55555
    #131
    1
    • #131-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 29)
      11 กรกฎาคม 2563 / 22:48
      เค้ารู้เรื่องกันอยู่แค่สองคน///ฮ่าาาา
      #131-1