บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 24 : หากใช่กดหนึ่ง ไม่ใช่กดสอง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,473
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 440 ครั้ง
    13 มิ.ย. 63

"รองขอถามท่านอาอีกเป็นครั้งที่สอง...มีสิ่งใดอยากจะบอกรองหรือไม่เจ้าคะ? "

             เสียงที่สะท้อนไปมาในหูของเขามันให้ความรู้สึกอื้ออึงไปหมด แม้จะทำใจไว้แล้วบ้างว่าหลังจากที่นางกลับมาถึงที่พรรคจะต้องรู้สิ่งใดมาเพิ่มแน่ๆ แต่เมื่อเป็นเช่นนั้นจริงๆ เขาก็รู้สึกไม่แน่ใจในความเข้มแข็งของเขาขึ้นมาอย่างฉับพลัน

              เขากล้าบอกได้เต็มปากเลยว่าคนเราไม่ว่าจะเก่งกล้าสามารถเพียงใด ล้วนมีจุดอ่อนเป็นของตนเอง

มันต้องมีสักเรื่องที่ผู้ใดก็ไม่สามารถแตะต้องมันได้แม้สะกิดแค่เพียงเล็กน้อย ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

พลันในหัวประดังประเดภาพเหตุการณ์มากมายในชีวิตที่ผ่านมาหลายสิบปีของตน ไม่ว่าจะช่วงเวลาที่เขามีความสุขที่สุดหรือทุกข์ที่สุด ก็ยังคงฉายชัดในความคิดพร้อมถ่ายทอดออกมาทางสายตาอย่างชัดเจน

ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เขาไม่คิดเลยสักแวบว่าจะอธิบายกับนางอย่างไร

แต่ตรงกันข้าม ทุกอย่างที่เกี่ยวกับนางมันผ่านการคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าจะเกิดผลดีกับนางหรือไม่ หรือว่าจะส่งผลเสียอย่างไร

หลายคนอาจไม่เข้าใจเขาว่าเหตุใดจะต้องทำอะไรหลายๆอย่างให้มันวกวน ให้มันวุ่นวาย

คำถามของคำตอบนี้มันจะไม่เกิดขึ้นเลย หากท่านเข้าใจความรู้สึกของการที่เรารักใครสักคนหนึ่งด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันเป็นอย่างไร

คงจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า บิดามารดามักจะคิดเผื่อบุตรของตนไว้สิบก้าวก่อนเสมอ เป็นเช่นนี้ต่อให้คิดว่าเคยเตรียมพร้อมไว้มากเพียงใด เมื่อมาอยู่ในอารมณ์นั้นจริงๆมันก็ไม่ได้ง่ายเลย

เซียงฮวาเองก็สัมผัสได้ถึงอารมณ์นั้นของบุรุษตรงหน้าตนเช่นกัน จึงได้เอื้อมมือน้อยไปสัมผัสใบหน้าซึ่งมีเนื้อสัมผัสขรุขระของไรเครา

"เคราเริ่มขึ้นแล้วนะเจ้าคะ รองไม่ชอบเลยเจ้าค่ะ มันจั๊กจี้"

จากอารมณที่กำลังกดต่ำลงไปเรื่อยๆของเฟิงหยูกลายเป็นพลิกคว่ำพลิกหงายกลับมาอีกครั้ง ทำให้เขามีรอยยิ้มประดับที่มุมปากขึ้นมาบ้าง          

"ความจริงจังเป็นเพียงความไม่จริงจังของเจ้ามันทำเอาอาพลิกอารมณ์กลับมาไม่ทัน"

"สัมผัสไม่ได้ใช่ว่าจะไม่มีนะเจ้าคะ แล้วอีกอย่างจะดึงดราม่าให้ได้อันใดนอกจากความปวดตับปวดม้ามเล่า"

มือหนาเอื้อมไปขยี้หัวเล็กอย่างเบามือ พลางถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"ไม่รู้จะเริ่มยังไงใช่หรือไม่เจ้าคะ?"

เมื่อเห็นเฟิงหยูพยักหน้า เซียงฮวาจึงเอื้อมมือของนางไปยังข้างเอวของเขาซึ่งมีถุงหอมลายดอกเหมยกุ้ยสีขาวที่เซียงเคยปักไว้ให้อยู่

เฟิงหยูเลิกคิ้วมองตาม เมื่อความสนใจของนางมาอยู่ที่นี่ เขาจึงเอ่ยขึ้น

"ของที่เจ้าทำให้ อาพกมันไว้ติดกายตลอดเวลา"

"ไม่เคยถอดเปลี่ยนดอกไม้ข้างในบ้างเลยหรือเจ้าคะ?"

"ไม่เคย"

"แม้แต่ครั้งเดียว?"

เมื่อเห็นคนข้างหน้าพยักหน้าแทนการตอบรับ นางก็ตบหน้าผากตัวเองเป็นการลงโทษกลายๆ

โอ้ มิน่าล่ะ!!

"เหตุใดต้องทำท่าทางเช่นนั้นด้วย สิ่งนี้มีอันใดแอบแฝงไว้หรือ?"

เซียงฮวาพยักเพยิดหน้าไปทางถุงหอม แล้วบอกเขา

"แกะดูเองสิเจ้าคะ"

เมื่อนางบอกเช่นนั้นเขาก็ปลดเชือกถุงหอมออกจากข้างเอว แล้วเปิดมันขึ้นมาด้วยความทะนุถนอม

"เทมันออกมาเลยเจ้าค่ะ"

เมื่อเห็นท่าทางเช่นนั้น นางก็อดรู้สึกร้อนใจขึ้นมาไม่ได้ จึงกล่าวเช่นนั้นออกมา 

เมื่อเฟิงหยูทำตามอย่างที่นางกล่าว ก็พบว่าในนี้นอกจากดอกไม้แห้งแล้ว ยังมีวัตถุชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งที่อยู่ในถุงนี้ด้วย

"ไม้ไผ่นี้มีสิ่งใดอยู่ด้วยใช่หรือไม่?"

"ของมันแน่อยู่แล้วเจ้าคะท่านอา ที่จริงรองไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ จะบอกเฉยๆก็ยังได้ แต่ขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืด"

สายตาคมเหลือบมองของที่อยู่ในมือแวบหนึ่งแล้วก้มหน้ามองคนตัวเล็กที่นั่งกอดอกทำหน้ายุ่งใส่เขาอยู่ เขาจึงถอดจุกและเทสิ่งที่เห็นอยู่ในไม้ไผ่หลอดเล็กนี้ออกมา

"ดูเหมือนว่าในกระดาษอันนี้จะมีข้อความอยู่ด้วย ถ้าอาไม่รักษามันไว้อย่างดี ไม่แน่ว่าสิ่งนี้อาจจะเลือนรางไปแล้วเป็นแน่"

"รักษาดีจนน่าทึ่งเลยเจ้าค่ะ รู้สึกว่าตนเองเป็นของล้ำค่าขึ้นมาทันที"

"ของมันแน่นอนอยู่แล้วเซียงฮวา"

เฟิงหยูเลียนแบบคำพูดของเซียงฮวากลับไปบ้าง ท่าทางผ่อนคลายขึ้นกว่าเดิมจากก่อนหน้านี้หลายส่วน

มือหนาค่อยๆคลายม้วนกระดาษแผ่นเล็กอันกลมนี้ออกมา ข้อความทุกอย่างในนี้ไม่เพียงแต่ไม่เรือนราง แต่มันยังชัดเจนทุกถ้อยคำราวกับเหล็กแหลมๆที่จารไปที่ใจเขาอย่างไรอย่างนั้น

พลันเสียงของนางก็ดังขึ้นมา แล้วกล่าวในข้อความที่คล้ายในกระดาษแผ่นนี้ไม่ผิดเพี้ยน

"ดอกเหมยกุ้ยสีขาว รองได้ยินเขาว่ากันว่าแสดงถึงความรักที่ใสสะอาด บริสุทธิ์ และน่าทะนุถนอม โดยไม่คิดเลยว่าความรักที่มอบให้ไปนั้น จะได้ความรักตอบกลับมาหรือไม่

ความรักของรองที่มีให้อาเป็นเช่นนั้นเจ้าคะ"

เฟิงหยูสายตาสั่นระริกเล็กน้อย ใบหน้ายังคงไม่เงยขึ้นมาอยู่เช่นเคย สายตาอ่านข้อความต่อจากนางในใจ

ดอกเหมยกุ้ยสีนี้นิยมใช้เพื่อแสดงความรักที่จริงใจของตนเอง เช่น ผู้ใต้บังคับบัญชามอบให้เจ้านาย ศิษย์มอบให้ครูบาอาจารย์... 

ลูกมอบให้พ่อแม่!!!

"ฝีมือข้าดีหรือไม่เจ้าค่ะ"

เสียงเซียงฮวากล่าวข้อความสุดท้ายขึ้นมา เฟิงหยูจึงเงยหน้าขึ้นมาแล้วกล่าวถาม

"รู้ตั้งแต่สองปีก่อนแล้วหรือ?"

รู้มาสิบปีแล้วเจ้าค่ะ

แม้ใจนางจะคิดเช่นนั้นแต่นางก็ยังพยักหน้ารับ เมื่อเฟิงหยูเห็นจึงยกร่างเล็กเข้ามากอดในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น กายหนาสั่นระริกอย่างที่ไม่เคยเผยให้ใครเห็นมาก่อน แต่ยามนี้กลับเผยออกมาให้เซียงฮวาได้เห็น 

แขนเล็กสั้นที่กอดตอบจึงลูบแผ่นหลังเขาอย่างปลอบประโลม ในหัวโลดแล่นไปยังห้วงอดีตที่ยังจำได้ดีไม่มีวันลืม

วันแรกที่ตนมาที่นี่

คำพูดที่เคยลั่นไว้ว่าตนมาที่นี่ได้อย่างไร แล้วก็ไม่เคยถามฟ้าถามดินมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ซึ่งนั้นก็เป็นเรื่องของก่อนที่นางจะมาที่นี่

แต่ในเมื่อวิญญาณสาวโสดและซิงโบยบินมาอยู่ท่ามกลางสายฝนประหนึ่งวิญญาณไร้ที่ให้ไปเป็นเวลาสามวันสามคืนนั้น ตนจำได้ไม่ลืม

ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถลืมได้ง่ายๆเช่นกัน ยามมีชีวิตไม่เคยต้องแม้แต่หยาดน้ำค้าง ยามที่ตายตกแล้วกลับต้องมาตากฝนอยู่กลางป่ากลางเขาอยู่คนเดียวตั้งนาน 

ผู้ชักนำวิญญาณสักตนยังไม่เห็น อย่าคิดถามหามนุษย์สักคนเดินผ่านมาให้ตนติดตามเลย

ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติที่แล้ว นางคิดว่าตนเองเป็นคนที่ยึดติดกับผู้มีพระคุณต่อตนเองมากที่สุด และใครที่ดีต่อนางที่สุดนางย่อมรักเขาผู้นั้นจนหมดใจมากที่สุดเช่นกัน

ซึ่งท่านอาย่อมเป็นคนที่อยู่ในจำพวกนั้น คนที่เป็นแสงสว่างในยามที่ชีวิตมืดมน

เป็นตะเกียงนำทางให้ชีวิตได้หลุดพ้นจากความเดียวดาย 

เป็นคนแรกที่นางได้เจอบนโลกที่กว้างใหญ่ในภพนี้ 

จะด้วยความบังเอิญ ชะตาฟ้าลิขิตหรืออย่างไรนางไม่ทราบ แต่วิญญาณไร้กายหยาบในตอนนั้นได้ล่องลอยตามบุรุษผู้นี้ไปอย่างไม่ลังเล 

แม้จะมาคิดเอาในภายหลังว่าเหตุใดท่านอาถึงไม่ใช่วรยุทธ์ในการเดินทางท่ามกลางป่าเขา แต่นางก็ต้องนึกขอบคุณ เพราะมันทำให้นางได้มีร่างเป็นของตนเองในยามนี้

ยามนั้นที่วิญญาณได้ล่องลอยตามท่านอามาถึงที่กระท่อมแห่งหนึ่งพร้อมกับมีเสียงกรีดร้องของสตรีดังระงมไปทั่ว ไม่ต้องเข้ามาให้เห็นกับตาก็รู้ว่านางกำลังใกล้คลอด

แต่ของแบบนี้สายตาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ความจริงได้ทั้งหมด ครานั้นยังหลงคิดว่าตนอาจจะโชคร้ายแล้วเป็นแน่ที่เข้ามาอยู่ในเหตุการณ์ของแม่นากที่กำลังคลอดลูกโดยไร้เงาพี่มาก

เพราะสิ่งแรกที่นางกับท่านอาได้เห็นร่วมกันมันทำให้นางหัวใจแทบจะหยุดเต้นอีกครั้งกับเลือดไม่รู้ปริมาณกี่มิลลิลิตรที่เจิ่งนองไปทั่วกระท่อมแห่งนี้ 

มันเยอะมากเสียจนจะรอดไปได้อย่างไรหากเสียเลือดขนาดนี้แล้วยังไม่มีเลือดสำรองไว้รองรับ 

สตรีคลอดลูกสมัยโบราณเขาก็ว่ากันอยู่แล้วว่าขาข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าไปเหยียบปากประตูผี แต่สตรีผู้นี้แม้ไม่ได้เป็นหมอนางก็ทราบได้ว่าขานางได้ก้าวเข้าไปแล้วเรียบร้อยทั้งสองข้าง

แล้วก็เป็นเช่นนั้น นางผู้เป็นมารดาที่แท้จริงของร่างนี้ที่เห็นเพียงแค่กี่ไม่นาที ต้องจบสิ้นลมหายใจไป ทิ้งไว้เพียงเด็กทารกที่มีแรงดึงดูดของพลังอะไรบางอย่างที่ทำให้นางเข้ามาในร่างเปราะบางนี้ ร่างที่เพิ่งลืมตาขึ้นมาดูโลกหนึ่งชีวิต แล้วพรากอีกหนึ่งชีวิตนี้ไป

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เซียงฮวาก็เอื้อมมือไปจับมือหนาคู่นั้นไว้ มือที่ตัดสายสะดือให้นางยามถือกำเนิด และยังเป็นมือที่ขุดหลุมฝังศพให้กับสตรีผู้เป็นมารดาร่างนี้เมื่อยามลาลับจากโลกนี้ไปอีกด้วย

"รองนับถือในความเข้มแข็งนี้ยิ่งนัก ท่านอาของรองทำดีแล้วเจ้าค่ะ"

นางคิดอย่างที่กล่าวออกมาจริงๆ เห็นคนที่รักตายไปต่อหน้าต่อตาพร้อมยังทำหลุมฝังศพให้ด้วยเช่นนี้ยังทนได้อย่างไร ขนาดนางแท้ๆยังทนเห็นคุณย่าในชาติที่แล้วยามนอนหลับไหลไม่ฟื้นคืนตอนเปิดโลงศพก่อนเผาไม่ได้เลย เป็นเรื่องที่ยากจะให้ทำใจยอมรับเสียจริง

"ขอบคุณนะเจ้าคะที่ดีต่อรองถึงเพียงนี้"

ขอบคุณที่ไม่เศร้านานจนเกินไป ขอบคุณที่ยังเก็บความรู้สึกเศร้าเสียใจไว้และยังระลึกได้ว่าเด็กทารกอายุเท่านี้เปราะบางและหิวง่ายเพียงใด

ขอบคุณที่อุ้มนางอย่างระมัดระวังออกจากป่าเพื่อเข้าเมืองหานมให้นางได้กินพอประทังหิวก่อนที่จะนำนางเข้ามาสู่อ้อมกอดแม่ที่เลี้ยงนางมาตลอดสิบปีด้วยเช่นกัน

นางรู้มาตลอดว่าฮูหยินสามมิใช่แม่ รองเสนาบดีกรมพิธีการไม่ใช่พ่อ แล้วยังรู้อีกเช่นเดียวกันว่าคลอดออกมาจากหว่างขาของสตรีคนใด 

แต่สิ่งที่นางยอมปักใจเชื่อเช่นนี้มาตลอด โดยไม่ตั้งคำถามขึ้นมาแม้เพียงนิดว่าบุรุษตรงหน้าใช่พ่อที่แท้จริงหรือไม่ เพราะนางเชื่อในการกระทำของเขา 

จนวันนี้ที่มีเรื่องราวหลายๆอย่างปรากฎขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องที่เด็กแฝดพูดกันถึงสตรีที่เป็นแม่ของตนเองกับแม่ของตน 

หรือจะเป็นเรื่องที่ประมุขมารตั้งคำถามแทนใจเรื่องผู้ให้กำเนิด มันทำให้ตนตัดสินใจที่จะถามท่านอาผู้นี้ให้รู้แล้วรู้รอด แม้หลายอย่างมันจะชัดเจนแจ่มแจ้งแล้ว แต่ก็ขอให้ความมั่นใจทุกอย่างไม่สั่นคลอนสักริ้วให้เป็นรอยด่างในจิตใจ

"ช่วยยืนยันคำตอบในกระดาษได้หรือไม่? ว่าท่านใช่พ่อของข้าจริงๆ"

เซียงฮวาเขย่ามือหนาเบาๆ แต่เมื่อคนตรงหน้ายังเงียบนางก็กล่าวขึ้นมาอีก

"ช่วยยืนยันคำตอบได้หรือไม่?หากใช่กดหนึ่ง ไม่ใช่กดสอง หรือขอทวนคำถามใหม่กดสาม"

เมื่อได้ยินตัวเลือกเช่นนี้ เฟิงหยูก็ถอนหายใจยาวออกมาแล้วกล่าว 

"พ่อขอโทษเจ้าแล้วที่ปิดบังมาตลอด"

เฟิงหยูไม่ได้เลือกที่จะกดเลยสักข้อ แต่กล่าวสรรพนามแทนตนใหม่ให้รู้แล้วรู้รอด จนคนรอฟังเช่นเซียงฮวาเบะปากตื้นตันเป็นหนักหนากับคำราคาแพงนี้ จึงโผลเข้ากอดร่างหนาน้ำตาไหลออกมาราวกับเขื่อนแตก

ในที่สุดฉันก็มีวันนี้

เฟิงหยูลูบหัวลูบไหล่ใช้อุ่นไอจากมือตนปลอบประโลมทั้งนางและใช้นางเยียวยาใจเขาประหนึ่งน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงหัวใจให้ชีวิตยังเดินไปข้างหน้า

"ที่พ่อปิดบังเจ้ามาตลอดมันก็เพราะความจำเป็นในหลายๆสิ่ง

พี่สะใภ้สามดีต่อเจ้ามากหรือไม่?"

"ดีมากจนข้าไม่คิดว่าตนจะเป็นตัวแทนของใครเลยเจ้าค่ะ"

เฟิงหยูพยักหน้าแล้วกล่าว

"ดังนั้นแล้วเมื่อพี่สะใภ้ได้ความสุขกลับมาจากการได้เลี้ยงเจ้า แล้วเจ้าจะมีความสุขต่อไปหากมีทั้งบิดาและมารดา มันก็ดีกับทุกฝ่ายไม่ใช่หรือ"

เซียงฮวาพยักหน้าในอ้อมกอดอบอุ่น เพราะที่เฟิงหยูกล่าวออกมามันก็เป็นจริงอย่างที่เขาว่า แม่สามที่ลูกของนางสิ้นไปเพราะตกเลือดเหมือนกัน ก็ไม่ใช่ว่าน่าสงสารมากหรือ

เรื่องนี้นางเองก็เข้าใจเช่นกัน เท่าที่นางทราบมา นอกจากท่านตาและท่านยายที่ทราบว่านางไม่ใช่หลานสาวที่แท้จริงแล้ว ผู้อื่นล้วนไม่ทราบ 

แต่เรื่องอันอัปมงคลเช่นนี้นางก็เห็นว่าไม่พูดออกไปจะได้มากกว่าเสีย ขี้ปากของชาวบ้านเป็นอะไรที่น่ากลัวไม่แพ้คมดาบเลยแม้แต่น้อย

"พ่อขออภัยที่ตามหาแม่ของเจ้าเจอช้าเกินไป 

ขออภัยที่ในอดีตโง่เขลาจนเห็นผิดเป็นถูกจนทำให้มารดาเจ้าน้อยใจ อุ้มท้องเจ้าไปในกลางป่ากลางเขา แล้วอยู่ตัวคนเดียวจนเกือบช่วงสุดท้ายของชีวิต

ขออภัยที่ปิดปังเจ้าไว้ในหลายๆเรื่อง จนยากเกินกว่าที่คำว่า 'อภัย' แค่คำเดียวแล้วจะจบเรื่องราวทุกอย่างได้"

เซียงฮวาเมื่อได้ยินคำกล่าวขออภัยก็พละออกมาจากอ้อมกอดอบอุ่น แล้วเงยหน้ามอง

เขาไม่ได้ทำสิ่งใดผิดต่อนางเลยแล้วจะขออภัยได้อย่างไรกัน

"รองไม่ใช่คนที่จะได้รับคำขออภัยนี้เลยเจ้าคะ เช็ดน้ำตาแล้วใช้ชีวิตต่อไปนี้ให้ทุกก้าวให้มีความสุขดีหรือไม่เจ้าคะ?

สิ่งที่พูดในวันนี้ก็ถือเป็นการปลดสิ่งที่ปิดบังไว้ให้เบาลง เมื่อเลือกที่จะปิดกั้นความเจ็บปวดได้ตั้งหลายสิบปี ก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไร โทษสิ่งใดให้ตนเองต้องเจ็บปวดไปมากกว่านี้ แผลที่ไม่ตกสะเก็ดดี สะกิดเพียงเท่านี้น้ำหนองก็ไหลมากพอแล้ว"

มือเล็กยกขึ้นมาแล้วชูนิ้วชี้กับนิ้วนาง

"แม้ว่ามันจะไม่เข้ากับบรรยากาศก็เถิดนะเจ้าคะ แต่ท่านพ่อเห็นสองนิ้วที่รองชูขึ้นมาหรือไม่?

นี่เป็นสัญญาณลักษณ์ของคำว่า 'สู้ๆ' แต่หากเลื่อนสองนิ้วนี้กางแยกมุมปากทั้งสองข้างแล้วกดลงไปเป็นจะเป็นรูป 'ยิ้ม' เจ้าค่ะ

ตอนนี้ท่านพ่อถือว่าตกเป็นจำเลยในชั้นนะเจ้าคะ

ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยต้องทนทุกข์อยู่กับความเจ็บปวดต่อไป จึงตัดสินว่าต้องยิ้มสู้นะเจ้าคะ"

.

.

.

แม้ว่ารอยยิ้มจะช่วยสิ่งใดไม่มากในยามที่เราใกล้จะตกงานจนแต่งนิยายไม่ออก แต่อย่างน้อยก็ทำให้ใจเราไม่ทุกข์และหม่นหมองจนเกินไปนะคะ

ฮึ้บบ!!! สู้ฮะ

Pandanus23233

2020.06.13

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 440 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

361 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #243 ไจแอนท์คุง (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 8 กันยายน 2563 / 10:20

    ขอให้ผ่านไปได้ด้วยดีนะคะ มองหาโอกาสใหม่ๆ เช่น การติดเหรียญในนิยายเพื่อเป็นรายได้อีกทางหนึ่ง ถ้าราคาไม่แพง จะมีผู้อ่านให้การสนับสนุนเยอะเลยล่ะค่ะ แนะนำว่า ควรติดแบบแพคเกจ เพราะจะทำให้เมื่อซื้อแล้วคนอ่านสามารถอ่านได้ตลอด ลองไปศึกษาดูนะคะ เผื่อจะเป็นรายได้อีกทาง ลองปรึกษาทางเว็บดูค่ะ สู้ สู้ นะคะ

    #243
    1
    • #243-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      17 กันยายน 2563 / 14:57
      ขอบคุณค่ะ
      #243-1
  2. #198 Mayuree12345678 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 21:47
    ถึงจะเข้ามาอ่านช้าไปหน่อย แต่สู้นะคะ
    #198
    1
    • #198-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      22 สิงหาคม 2563 / 21:56
      ขอบคุณค่าาา
      #198-1
  3. #123 Poonchanit (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 / 05:36
    ฮูหยินสาม_ฮูหยินรอง
    #123
    0
  4. #109 Sn003 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2563 / 14:00

    ร้องไห้เลยยยย
    #109
    1
    • #109-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      4 กรกฎาคม 2563 / 14:01
      โอ๋เอ๋น้าาา
      #109-1
  5. #106 เบ็ญจี้ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 30 มิถุนายน 2563 / 19:55
    ต้นเรื่องบอกเป็นบุตรฮูหยินรอง
    ส่วนฮูหยินสามเป็นบุตรพ่อค้าแต่งเข้ามาทีหลัง
    ตอนที่พ่อเลือกนอนกับฮูหยินรอง ฝั่งปิงฮวาก็กรีดร้อง

    สรุปฮูหยินรอง หรือ ฮูหยินสาม เป็นคนเลี้ยงดูนางเอก
    #106
    1
    • #106-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      1 กรกฎาคม 2563 / 00:16
      รองจ้าาาา
      #106-1
  6. #74 08101989 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 23:44

    สู้ๆๆๆ
    #74
    1
    • #74-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 23:48
      ขอบคุณค่าาาา
      #74-1
  7. วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 23:31
    น้องงงงงง น้องเป็นเด็กดีมาก

    #ตอนนี้ก็ยิ้มสู้ไปด้วยกันจ้า
    #73
    1
    • #73-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 23:35
      กอดคอร่วมหัวจมท้าย555
      #73-1
  8. #72 pook1819 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 22:16
    เหมือนจะเศร้าแต่จบที่ฮานะฮุฮุ
    #72
    1
    • #72-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 22:30
      เศร้าไม่เปนนนนน
      #72-1
  9. #71 NongZaRa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 22:15

    น้องงงง เด็กดีๆ
    #71
    1
    • #71-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 22:30
      อิๆๆๆๆๆๆๆ
      #71-1
  10. #70 อ่านนิยายไปวันๆ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 21:40
    โอ้ยสนุกก เอ็นดูน้องง
    #70
    1
    • #70-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 21:46
      ขอบคุณค่าาา
      #70-1
  11. #69 wwwiisaaa (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 21:23
    น้องเซียงเซียง น่ารักมาก อยากเป็นอารองตอนนี้ ยิ้มสู้แล้วขอรับ
    #69
    1
    • #69-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 21:24
      ฮึบๆๆๆๆๆ
      #69-1
  12. #68 SONE07 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 21:22
    สู้นะคะ ✌️♥️
    #68
    1
    • #68-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 21:23
      ขอบคุณค่าาา
      #68-1
  13. #67 TuntitaJ (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 13 มิถุนายน 2563 / 21:21
    เป็นกำลังใจให้กับทุกเรื่องนะคะ นิยายสนุกมากค่ะ
    #67
    1
    • #67-1 Pandanus23233(จากตอนที่ 24)
      13 มิถุนายน 2563 / 21:21
      ขอบคุณค่าาา
      #67-1