บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 2 : เหตุใดจึงรู้สึกราวกับโดนตบหน้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 14,781
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 908 ครั้ง
    13 พ.ค. 63

ณ แคว้นฝู(富)หนึ่งในสี่แคว้นใหญ่อันได้แก่ ฝู(富) เหลียง(良)จิน(金) และจู(珠) กำลังอยู่ในช่วงที่คึกคักที่สุดแห่งปี เนื่องจากในวันนี้ของทุกปีจะมีการประกอบพิธีที่สำคัญของเด็กชายหญิงในวัย 8 ขวบ นั้นก็คือการตรวจสอบพลังธาตุ อันเป็นตัวตัดสินชะตาชีวิตของเด็กๆทั้งหลายในอนาคต

ในเมืองหลวงแคว้นฝูยามนี้ หนั่นแน่นไปด้วยฝูงชนที่มาร่วมส่งกำลังใจให้แก่ลูกหลานของตน โรงเตี๊ยมทั้งหลายต่างถูกจับจองลูกค้าเข้าออกกันอย่างเนืองแน่นกว่าทุกปี

หากถามว่าเหตุใดปีนี้ถึงได้คึกคักกว่าทุกปี คำตอบก็คือปีนี้ต่างจากทุกปีในด้านของโอกาส จากแต่เดิมถูกจำกัดสิทธิ์การเข้าตรวจพลังธาตุได้เฉพาะเชื้อพระวงศ์ ลูกหลานขุนนางและลูกหลานพ่อค้าอันมีจะกินเท่านั้น ชาวบ้านตาดำๆแม้จะฝันก็ยังอาจเอื้อมเกินไปด้วยซ้ำ

ด้วยเหตุนี้ วีรบุรุษของลูกหลานชาวบ้านอย่างองค์ไท่จื่อฝูจินหลง(富金龙)ในวัย 11พรรษา ที่ทรงเล็งเห็นถึงความต่างนี้จึงได้ยื่นฎีกาถวายแด่ฝูหวงตี้ให้ทรงพิจารณาถึงผลดีผลได้ของคนกลุ่มนี้

"ควรแล้วหรือที่จะสนเพียงฐานันดรจนละเลยความสามารถที่แท้จริง ในหมู่มวลผกาที่เหาะเวหา อยู่ใต้ฟ้าบนดินนี้ อาจจะซ่อนหงษารอวันทยานโผลบินอยู่ก็อาจจะเป็นได้"

เสียงใสของเด็กหญิงคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาภายในรถม้าที่เงียบสนิท ขัดกับบรรยากาศข้างนอกรถม้าที่การจราจรหนาแน่นอย่างสิ้นเชิง

"เพราะฎีกาฉบับนั้นเลยแท้ๆที่ทำให้ชั้นต่ำพวกนี้ มีสิทธิ์มาร่วมพื้นที่หายใจเดียวกันกับข้า" กล่าวประโยคนี้จบไช่ฮั่วฮวา(菜火花)ก็ปลายตาไปทางเด็กหญิงใบหน้าหน้ารักคนหนึ่งทางที่นั่งตรงข้ามกันกับตน

"พี่ใหญ่กล่าวเช่นนี้จะมิเป็นการหลบหลู่องค์ไท่จื่อผู้บุกเบิกโอกาสนี้ให้กับคนที่ด้อยหรือเจ้าคะ" ไช่ปิงฮวา(菜冰花)เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย แต่แววตาที่หลุบลงกลับแข็งกร้าวเกินกว่าที่เด็กวัย 8 ขวบด้วยกันพึงจะมี

ฟู่ว มันเริ่มแล้วสินะ

เด็กหญิงอีกหนึ่งคนนามว่าไช่เซียงฮวา(菜香花)ที่นั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสงครามน้ำลายที่ได้เริ่มขึ้นแล้วสำหรับวันนี้ กำลังไว้อาลัยให้กับหูของตนเองอยู่

สี่ปีแรกของชีวิตนี้ ก็คิดว่าชั่งสงบดีแท้ๆ ชีวิตเด็กที่นอกจากกินแล้วนอนก็ไม่ต้องทำอะไรอีก ไม่มีเรื่องให้ปวดหัวรำคาญใจเหมือนภพก่อนที่ต้องตายตั้งแต่ยังสาวและยังสวย คิดไม่ถึงเลยว่าสี่ปีให้หลังต่อจากนี้ของเธอจะไม่ต่างกันมากเท่าใดนัก

พี่สาวน้องสาวมหาภัยโดยแท้

คิดประโยคนี้เสร็จก็แอบเหร่ตามองซ้ายทีขวาทีอีกครั้งนึงว่าจะมีแนวโน้มไปทางไหนแล้วบ้าง

พูดถึงพี่สาวน้องสาวทั้งในภพที่แล้วและในภพปัจจุบัน หาได้มีคำว่าพอดีไม่ หากให้แยกเป็นสิบส่วน นางทั้งสองไม่ทำสิบก็ทำหนึ่ง ไม่เป็นหยินก็เป็นหยาง ไม่เป็นนางร้ายก็เป็นนางเอกไปเลย หาคำว่าเทาๆไม่เจอเลยสินะ!!แต่นี้มันก็เป็นเรื่องของการแสดงภายนอกหรอกหนา ภายในเน่าเฟะเพียงใดย่อมประจักษ์แจ้งในจิตใจ

เสียงใสสองเสียงไม่ได้ทำให้สะท้านสะเทือนความคิดของคนเทาๆที่กำลังโลดแล่นอยู่ในตอนนี้ได้เลย บ่อยๆค่อยๆชิน วลีคลาสสิกทั้งภพที่แล้วและภพนี้ยังคงใช้ได้ผลอยู่เสมอ

ย้อนไปที่ว่าแรกเริ่มชีวิตตนผกผันมาอยู่ในจุดนี้ได้อย่างไร ก็คงต้องตอบว่าจะรู้ได้อย่างไรกัน รู้เพียงแค่ว่าตนตายแล้วและอันที่ไม่รู้ก็ไม่คิดที่จะถามฟ้าถามดินให้วุ่นวาย มีชีวิตใหม่ที่ยังร่ำรวยความรักและเงินทองดั่งเดิมมีสิ่งใดไม่ดีกัน จะว่าไปแล้วก็ตื่นเต้นไม่เบาเลยอีกเพียงนิดก็จะได้รู้แล้วว่าตนมีพลังธาตุใด

หยุดดดด เสียงบ่าวบังคับรถม้าดังขึ้นเมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว

"เอาล่ะ พี่สาวน้องสาว ถึงที่หมายแล้วก็อย่าได้ชักช้าให้เสียเวลาเถิด" เซียงฮวากล่าวออกไปอย่างร่าเริงเรียกสติของทั้งสองคนให้กลับเข้าที่เข้าทาง ก็รู้หรอกว่าศักดิ์ศรีมันค้ำคอ พี่ใหญ่ของบ้านจึงลงจากรถมาตามความช่วยเหลือของบ่าวรับใช้ไปด้วยความกระฟัดกระเฟียด

สามเด็กหญิงเมื่อลงจากรถม้ามากันเรียบร้อยแล้วจึงเดินไปยังรถม้าอีกหนึ่งคันที่เป็นของหลินเหม่ยลี่(林美丽)แม่ใหญ่ของทั้งสามที่นำทัพเด็กบ้านสกุลไช่มาร่วมพิธีในครั้งนี้ ส่วนนายท่านรองของบ้าน ไช่ฝูลี่(菜福利) ผู้ซึ่งเป็นรองเสนาบดีกรมพิธีการก็ไม่สะดวกจะพาลูกๆของเขาเข้างานด้วยตนเอง เนื่องจากมีภาระหน้าที่ในการจัดงานนี้โดยตรงจึงทำได้เพียงแต่ส่งตัวแทนไปรับเท่านั้น

"นั่นคนของบิดาพวกเจ้ามารับแล้ว แม่ใหญ่เองจะรอพวกเจ้าอยู่แถวนี้แหละ ไปเถิด" หลินเหม่ยลี่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนมีเมตตา มาดแม่เลี้ยงใจร้ายถูกเก็บไว้ทันทีที่อยู่ในที่สาธารณะ

"ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเจ้าคะ ลูกจะไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวังอย่างแน่นอน" ฮั่วฮวาพูดกับมารดาของตนด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

"แม่เชื่อเจ้า ดูแลน้องๆให้ดีด้วยละ อย่าให้พวกนางกระทำการอันใดให้จวนไช่ของเราต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงเป็นอันขาด รู้หรือไม่?"

"เจ้าค่ะท่านแม่"กล่าวจบก็มองไปที่น้องสาวของตนเองอย่างเหนือกว่า ใบหน้าน้อยๆที่แสดงความร้ายกาจออกมาตั้งแต่เยาว์วัยนั้น เซียงฮวาที่หากนับอายุในภพนี้กับภพปัจจุบันมารวมกันยังมากกว่ามารดานางเสียอีกกลับมองว่าน่าเอ็นดูไม่เบา

"ไปเถอะ"

"เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ/เจ้าค่ะ" ทั้งสามคนคารวะและเดินตามคนของบิดาเข้าไปนั่งตามอัฒจันทร์เพื่อรอเวลาในการเริ่มพิธี

เมื่อทั้งสามเข้านั่งตามที่ของตนแล้ว ก็มองไปรอบๆอย่างให้ความสนใจ แน่นอนเพราะฎีกาฉบับที่องค์ไท่จื่อทรงยื่น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายๆอย่าง ที่เห็นได้ชัดก็คือเด็กในวัยเดียวกันแทบจะล้นอัฒจันทร์ที่ทางกรมพิธีการได้จัดเตรียมไว้ที่เดียวเลย

ภายในลานพิธีนี้ถือได้ว่ากว้างขวางพอจะบรรจุเด็กวัยแปดขวบทั้งแคว้นได้ กะดูจากสายตาคร่าวๆ น่าจะมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นคน ด้วยเหตุเพราะคนจำนวนมากนี่กระมัง ฝูหวงตี้จึงได้เสด็จไปอัญเชิญศิลาตรวจสอบพลังธาตุด้วยตนเอง

เซียงฮวาคิดและใช้สายตาจับจ้องไปที่ศิลาอันใหญ่โตนี้ ศิลาที่เป็นตัวทดสอบธาตุและเป็นศิลาที่สามารถปลุกพลังธาตุในตัวให้เกิดขึ้นด้วย

สามเด็กหญิงบ้านตระกูลไช่ในวัยแปดขวบ แม้จะมีการแบ่งเรียกพี่ใหญ่ พี่รอง และน้องสามก็จริง แต่ทั้งหมดล้วนเกิดในปีเดียวกันทั้งนั้น จะต่างกันก็เพียงแค่คลอดก่อนคลอดทีหลัง

กล่าวถึงท่านพ่อ จะว่าไปท่านก็ชั่งเป็นบุรุษที่ฉลาดและพราวเสน่ห์ เป็นเพราะสอบเข้ารับราชการได้ในอันดับที่ดี ใช้เวลาไม่กี่ปีก็สามารถขึ้นเป็นรองอัครเสนาบดีตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นได้ ท่านปู่ไช่ซิ๋งชาน(菜行善)ที่ได้ทาบทามกับฝั่งเสนาบดีกรมกลาโหมเอาไว้แล้วจึงได้ให้ท่านพ่อแต่งแม่ใหญ่ที่เป็นบุตรของฮูหยินใหญ่จวนเจ้ากรมกลาโหมเข้าจวนมาได้

แต่แต่งแม่ใหญ่เข้าจวนได้ไม่กี่ปี ท่านย่าที่สิ้นไปแล้วเมื่อสามปีก่อน ก็ได้ทักท้วงตัดพ้อต่อว่า ว่าตน แก่จนจะลงโลงอยู่แล้ว แม้แต่หลานสักคนก็ยังไม่มีบุญที่จะได้อุ้มชู

หากกล่าวว่าแม่ใหญ่เป็นสะใภ้คนโปรดของท่านปู่ ฮูหยินรองมารดาของข้าที่เป็นบุตรของฮูหยินรองจวนเสนาบดีเจ้ากรมการคลังก็คือคนโปรดของท่านย่านั้นแหละ

แต่แล้วอย่างไรเล่าหากคนโปรดของตนเองยังไม่มี เพราะไม่กี่ปีต่อจากนั้นท่านพ่อก็ได้แต่งบุตรสาวพ่อค้าเกลือผู้ร่ำรวยเข้ามา

ผลก็อย่างที่เห็น แม้ว่าจะพยายามกันเท่าใดสุดท้ายน้ำยาของท่านพ่อก็เพิ่งมาแสดงสัมฤทธิ์เอาในตอนที่ท่านอยู่ในวัย 28 ปี เรียกได้ว่าก็หมดเงินกันมาเยอะทีเดียว ท่านอาที่อายุห่างจากท่านพ่อ 8 ปี ก็กล่าวล้อทุกครั้งที่เจอหน้า

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ไม่นานหลังจากนั้นก็มีขันทีกล่าวนำเสด็จของผู้ยิ่งใหญ่ในแคว้นนี้

"หวงตี้/หวงโฮ่ว/ไท่จื่อ เสด็จจจจจจจจ"

หลังจากการมาถึงของผู้ยิ่งใหญ่ในงาน ในลานพิธีที่มีเสียงจ๊อกแจ็กจอแจไม่หยุดก็เงียบลงพร้อมเสียงถวายพระพรให้ก้องทั้งลานพิธี

"ลุกขึ้น เริ่มพิธีได้" เสียงทุ้มที่ตรัสออกมาจากการช่วยของพลังธาตุให้เสียงก้องไปทั่วลานพิธีดูมีอำนาจและเด็ดขาดสมกับที่เป็นเจ้าครองแคว้นก็มิผิด กฎของราชวงศ์คือห้ามมองพระพักตร์อันสูงค่าของเจ้าเหนือหัวโดยเด็ดขาด ก็ตามนั้น ไม่ให้มองเซียงฮวาก็มิคิดอยากมองแต่อย่างใด สายตาจับจ้องไปที่ศิลาเท่านั้นไม่ว้อกแว้กไปไหน

พิธีการในการตรวจสอบพลังธาตุมิมีอันใดยุ่งยากมาก เนื่องจากว่ามีคนค่อนข้างเยอะ ดังนั้นฝูหวงตี้จึงอยากให้รวบรัดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การตรวจสอบพลังธาตุด้วยจำนวนคนเกือบหมื่นคน หากใช้วิธีเดิมที่เรียกขานชื่อแล้วหยดเลือดลงใส่ศิลาเห็นทีสามวันรึก็คงยังไม่เสร็จ ในท้องพระโรงจึงมีการประชุมหารือกันว่าจะใช้วิธีใดจนสุดท้ายก็เป็นวิธีนี้ขึ้นมา นั่นคือการตรวจสอบเป็นรอบ รอบละหนึ่งร้อยคนโดยการหยดเลือดของแต่ละคนลงในศิลานี้เลยโดยไม่มีการขานชื่อเสียงเรียงนามให้วุ่นวาย เมื่อผลออกมาว่าเป็นพลังธาตุใด ก็จะปรากฎอยู่ตรงข้อมือเหนือชีพจรของคนๆนั้น

ในความคิดของเซียงฮวา ต่อให้ประกาศว่าเด็ก8ขวบทุกคนของแคว้นฝูสามารถเข้าทดสอบพลังธาตุได้ทุกคน เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมให้น้อยลงไปบ้าง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ทั้งหมด เพราะแต่ละรอบที่ต้องเข้ารับการตรวจสอบนั้นถูกจัดให้นั่งแยกไว้ตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว เซียงฮวาและพี่สาวน้องสาวที่อยู่ในรอบแรกก็ล้วนแล้วแต่เป็นลูกหลานขุนนางคนสำคัญมาไว้ในรอบเดียวกัน

"นั่นๆ เจ้าเห็นฝั่งตรงข้ามพวกเราหรือไม่ ที่ทรงสวมฉลองพระองค์สีดำสนิท นั่นองค์ชายรองฝูเฮยหลง(富黑龙)"

ระหว่างที่กำลังจะเดินเข้ามาในลานพิธี เซียงฮวาที่สายตามองตรงไปข้างหน้า แต่หูทำงานอยู่ตลอดเวลาก็แอบได้ยินประโยคซุบซิบเมื่อครู่ก็พลันคิดขึ้นมาได้

หืม??เราลืมไปได้อย่างไรว่าเจ้าคนหน้านิ่งนั้นอายุเท่ากันกับเรา

องค์ชายรองฝูเฮยหลง สหายเพียงคนเดียวของเซียงฮวาที่ชอบทำตัวเป็นพี่ชายของผู้อื่น จนเซียงฮวาหลงคิดไปแล้วว่าตนเป็นน้องสาวของคนผู้นั้นจริงๆ

เมื่อเซียงฮวาคิดได้ตรงนี้ก็มองหาเจ้าของหัวข้อสนทนาของเด็กชายทั้งสองคนนี้ ไม่ต้องเสียเวลาในการมองหานาน ก็พบเข้ากับใบหน้านิ่งเย็นชาเกินอายุของเด็กคนหนึ่งที่กำลังมองมาที่เซียงฮวาพอดี

เซียงฮวาเมื่อเห็นเช่นนั้นก็แอบหยักคิ้วใส่แบบไม่ให้ผู้ใดจับสังเกตุได้ แต่ก็ไม่พ้นสายพระเนตรของเจ้าครองแคว้นที่จดจ่อไปที่พระโอรสของตนอยู่พอดี

"กงกง เด็กหญิงผู้นั้นใครกัน?" ฝูหวงตี้ตรัสกับกงกงเบาๆ

กงกงที่สายตาจับจ้องไปจุดเดียวกันกับนายของตนก่อนหน้านี้อยู่แล้ว ก็ตอบคำถามได้เลยอย่างทันที

"ทูลฝ่าบาท เป็นคุณหนูรองจวนรองเสนาบดีกรมพิธีการพ่ะย่ะค่ะ"

"อ่อ ที่แท้ก็หลานสาวของอาจารย์เจ้ารอง"ฝูหวงตี้พยักหน้าเบาๆเป็นเชิงเข้าใจ สายพระเนตรแพรวพราวอย่างคนนึกสนุกอะไรได้ แต่เมื่อพิธีตรงหน้ากำลังจะเริ่ม จึงหยุดความคิดที่กำลังโลดแล่นของตนลง แล้วทรงจับจ้องไปที่เหตุการณ์ในประลองพิธี

ที่กลางลานพิธี เมื่อรอบแรกมีคนครบหนึ่งร้อยคนตามที่กำหนดไว้แล้ว นางกำนัลจำนวนสิบคนจึงเดินเข้ามาจัดแถวให้สิบคนแรกยืนล้อมศิลาตรวจพลังธาตุไว้ โดยยืนล้อมอย่างนี้อีกจำนวนเก้าวงก็ครบหนึ่งร้อยคนของรอบแรกพอดี โดยฝูเฮยหลงก็อยู่ในวงแรกนี้ด้วย

เมื่อเสนาบดีกรมพิธีการหรือท่านปู่ของตระกูลไช่ให้สัญญาณ เด็กชายหญิงเหล่านั้นก็หยิบของมีคมตรงหน้าตนขึ้นมาแล้วกรีดไปที่ตำแหน่งชีพจรตรงข้อมือ ยื่นมือไปที่ศิลาให้เลือดและแผลแนบไปกับเนื้อสัมผัสนั้น

เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ5ลมหายใจ แสงนานาสีก็เกิดกับศิลาที่ได้ดื่มกินเลือดเข้าไปแล้ว ไม่นานหลังจากนั้นก็ปรากฎปานสัญลักษณ์ประจำธาตุของผู้ที่เพิ่งเสียเลือดไปขึ้นมา โดยรอยปานนี้จะหายไปก็ต่อเมื่อฝึกปรือพลังธาตุได้ในระดับสามขึ้นไปแล้วเท่านัั้น

เมื่อปรากฎปานสัญลักษณ์ประจำธาตุขึ้นแล้ว ทั้งสิบคนก็เดินออกมาเพื่อให้สิบคนหลังก้าวไปที่เดิมของตน

สามเด็กหญิงประจำตระกูลไช่ที่อยู่ในสิบคนนี้ก็เดินเข้ามาแทนที่ ความตื่นเต้นที่อีกนิดตนจะได้ใช้พลังธาตุได้แล้ว ทำให้เซียงฮวาหัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลักออกมา

สาบานด้วยเกียรติของนักกีฬาเลยว่าตอนแข่งกีฑาชิงแชมป์โลกยังไม่เกร็งขนาดนี้

ฟู่ววว

เสียงพ่นลมหายใจออกมาไม่หนักไม่เบาของเซียงฮวาทำให้ฮั่วฮวาที่อยู่ข้างๆยิ้มเยาะออกมา

"มิต้องตื่นเต้นไปหรอกน้องรอง ถึงอย่างไรซะผลที่ออกมามันก็คงไม่เกินที่พี่ใหญ่คาดไว้นักหรอก"ปากพูดเหน็บแนมเซียงฮวา แต่สายตาเลื่อนไปจิกกัดยังปิงฮวาเต็มที่

คนที่โดนจิกกัดทางสายตาก็ได้แต่สะกดกลั้นอารมณ์ที่คุกรุนของตัวเองไว้ไม่ได้โต้ตอบอะไรกลับไป ไม่นานจากนั้นก็มีสัญญาณให้ลงมือทันที

เซียงฮัวที่ได้รับสัญญาณให้ลงมือก็หยิบกริชเงินที่อยู่ตรงหน้าตน กลั้นใจปาดตรงชีพจรแล้วแนบไปกับศิลาทันที

ไม่เกิน5ลมหายใจ เซียงฮวาก็รู้สึกร้อนตรงตำแหน่งแผลที่ตนใช้กริชกรีด เมื่อแสงจากศิลาในตำแหน่งตนดับไปแล้วก็เอาแขนออกมาพร้อมกับกลับไปนั่งยังตำแหน่งเดิมบนอัฒจันทร์ เพื่อที่จะได้ให้คนอื่นได้ทดสอบต่อ

เมื่อกลับมานั่งลงแล้วเซียงฮวาก็พิศมองไปที่ข้อมือของตนที่มีสีน้ำตาลไหม้ปรากฎอยู่ พร้อมกับมีดอกไม้สีฟ้าที่ค่อยๆชัดขึ้นเรื่อยๆ

ดอกไม้นี่คืออันใดกัน?หรือจะเป็นธาตุพิเศษ

"มิต้องเสียใจไปหรอกนะน้องรอง ถึงจะเป็นเพียงธาตุดินธรรมดาๆแต่หากตั้งใจฝึกสักหน่อย ก็สามารถเป็นผู้ที่แข็งแกร่งได้"

ธาตุดินธรรมดาๆเหรอ หรือพี่ใหญ่จะไม่เห็นดอกไม้นี่???

ความคิดนี่ของเซียงฮวาก็หยุดลงเมื่อพี่ใหญ่ที่น้ำเสียงกล่าวปลอบใจ แต่กลับยกข้อมือของตนขึ้นมาโชว์ให้คนอื่นได้ดู สัญญลักษณ์สายฟ้า และไฟสีแดงเด่นชัดบ่งบอกถึงพรสวรรค์ของพี่สาวคนนี้ได้อย่างชัดเจน

เมื่อหันไปมองน้องเล็กของตนบ้างก็เห็นนางก้มหน้าพร้อมกับลูบที่ข้อมือของตนที่แผลสมานเข้าหากันแล้ว หลังจากพลังธาตุได้ถูกปลุกขึ้นมา

"สีฟ้า ธาตุน้ำ หึ!!"

"ธาตุน้ำแล้วอย่างไรเจ้าคะพี่ใหญ่!!" ปิงฮวาถามเสียงเบา

"ก็ไม่แล้วอย่างไร แต่เห็นชัดแล้วใช่หรือไม่? บุตรสาวฮูหยินใหญ่อย่างไรก็เหนือกว่าบุตรอนุ!!!" เชิดหน้าพร้อมใช้สายตามองด้วยความเหนือกว่า

ปิงฮัวที่อยู่ในที่สาธารณะก็ทำได้เพียงแค่ "เจ้าค่ะพี่ใหญ่ น้องไร้ความสามารถ มิอาจหาญตีตนเสมอท่านได้" น้ำตาคลอเบ้า ทำหน้าเศร้าพร้อมก้มหน้าลง

"เอ่อ...พี่ใหญ่มีพรสวรรค์เช่นนี้ เป็นเกียรติให้แก่ตระกูลเรายิ่งนัก" หันไปทางซ้ายมองด้วยความเคารพและเทิดทูน "น้องเล็กอย่าเศร้าไปเลย เรามาตั้งใจฝึกซ้อมด้วยกันนะ" หันไปทางขวาพร้อมกับยกกำปั้นขึ้นเป็นเชิงให้กำลังใจว่าเราจะสู้ไปด้วยกัน ก่อนจะค่อยๆพรู่ลมหายใจออกจากทางปากทีละน้อยไม่ให้คนที่นั่งขนาบอยู่ทางด้านซ้ายและด้านขวาของตนรู้ตัว

เหตุใดจึงรู้สึกราวกับโดนตบหน้า

เคาท์ดาวน์ให้กับตนเองในใจ

5 4 3 2 1 ชิ้ง!!! ยิ้ม

.

.

.

Pandanus23233

2020年5月12日

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 908 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

366 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #126 111555999888Jo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2563 / 18:51
    เปิดเรื่องมาก็น่าติดตาม
    #126
    0