บุบผาเยียวยาใจ

ตอนที่ 15 : ความเงื่อนงำมักนำพามาซึ่งความเสน่ห์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6,754
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 525 ครั้ง
    22 พ.ค. 63

ในค่ำคืนที่พระจันทร์มืดมิดคืนหนึ่ง

"อื้อ!!!!อื้อ!!!!โอ้ย...ข้าไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะท่านหมอ"

เสียงของสตรีนางหนึ่งกรี๊ดร้องออกมาด้วยความทรมาน ใบหน้าและร่างกายท่วมท้นไปด้วยเม็ดเหงื่อผุดพรายไปหมด ลมหายใจของนางแผ่วเบาขาดช่วงลงเรื่อยๆ คล้ายว่าใกล้จะดับลงไปทุกที

"เจ้าแข็งใจอีกนิดเถอะ ตอนนี้เห็นหัวเด็กโผล่ออกมาแล้ว เบ่ง!!!"

สตรีนางนี้ เมื่อได้ยินคำว่า 'ลูก' ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมานิดนึง รวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย แล้วเบ่งออกมา

"อื้อ!!!!อื้อ!!!!"

"อีกนิด ใกล้แล้ว" เสียงหมอตำแยเร่งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับสั่งให้บ่าวอีกคนไปเอาน้ำมาเพิ่ม

"อื้อ!!!!อื้อ!!!! แอ้ๆๆๆๆ"

เหมือนความพยายามในหลายชั่วยามของนางจะเห็นผลแล้ว เมื่อเสียงทารกที่เพิ่งออกมาสัมผัสกับโลกภายนอก กรี๊ดร้องไปทั่วท้ายจวนของบ่าวไพร่ในยามนี้

"เป็นทารกชาย" หลังจากตัดสายสะดือและทำความสะอาดทารกจนหมดจดแล้ว หมอตำแยนางนี้ก็ยื่นทารกในอ้อมแขนของตนให้กับคนเป็นแม่ที่เบ่งมันออกมา

คนเป็นแม่เมื่อได้เห็นทารกหน้าตายับยู่ยี่ น้ำตาสายเล็กๆสายหนึ่งก็ร่วงหล่นลงมา เมื่อนางคิดได้ว่าต่อจากนี้ไป ตนคงจะไม่มีโอกาสได้อุ้มชูเลือดเนื้อเชื้อไขคนนี้ของตนอีกแล้ว

ด้วยความที่บ่าวคนนี้เป็นบ่าวในเรือนของฮูหยินรอง เมื่อนางได้รับการแจ้งว่าเด็กได้คลอดออกมาแล้วจึงได้มาดูด้วยตนเอง 

แม้ว่าจะถูกทัดทานแล้วก็ตามว่าอาจจะเอากลิ่นอายที่ไม่ดี และอัปมงคลมาสู่ก้อนเนื้อที่อยู่ในท้องของนางเองได้ แต่นางก็ยังยืนกรานที่จะมาให้ได้อยู่ดี

"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

จางซิ่วลี่ถามด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม เอื้อมมือไปรับเด็กทารกที่หมอตำรานางนี้ยื่นส่งมาให้ดู

"เป็นบุญของบ่าวแล้วที่นายหญิงรองต้องมาเยือนด้วยตนเอง บ่าวซาบซึ้งยิ่งนักเจ้าคะ"

จางซิ่วลี่มองทารกชายในมือของตนเอง แล้วยื่นกลับไปให้หมอตำแยดังเดิม พลางกล่าว

"ให้นางได้อยู่กับลูกของนางได้นานเท่านานเถอะ"

ก่อนหน้าที่นางจะเข้ามาในนี้ ท่านหมออีกคนที่เชิญมาตรวจดูอาการหลังคลอด ได้แอบกระซิบบอกนางแล้วว่าชีพจรของนางเต้นช้าลงทุกที อาจจะไม่รอดพ้นในคืนนี้

สตรีที่เพิ่งคลอดได้แต่น้ำตาไหลอาบใบหน้า เมื่อได้ยินนายหญิงของตนกล่าวย้ำกับความเป็นจริงในตอนนี้ เมื่อนั้นลมหายใจของนางก็แผ่วเบาลงไปทุกที

"นายหญิง เด็กคนนี้...เมตตาเขาด้วยได้หรือไม่เจ้าค่ะ บ่าวเป็นคนไร้ญาติ บิดาของเขาเองก็ไม่อยู่แล้ว"

"เจ้าวางใจเถอะ...เขาจะมีชีวิตที่ดีภายใต้การคุ้มครองของข้า"

จางซิ่วลี่กล่าวจบ ก็เดินนำทุกคนในที่นี้ให้ออกมาจากห้อง เพื่อปล่อยให้แม่ลูกได้ใช้ช่วงเวลาสุดท้ายนี้ด้วยกัน

ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต ความทรงจำมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาในหัวของนาง ดั่งน้ำตาที่กำลังร่วงพรูใส่ใบหน้าเล็กนี้

มืออันสั่นเทาของคนเป็นแม่ ยื่นไปเช็ดน้ำตาของตนเองที่ตกกระทบบนใบหน้าของลูกน้อยอย่างแผ่วเบา คล้ายกลัวว่ามันจะแตกร้าวร้าว

เสียงอันสั่นเทาเอื้อนเอ่ย "ลูกอยู่ที่นี่จะดีกว่าที่ใดทั้งหมด ให้ความลับนี้มันได้ตายไปพร้อมกับแม่เถิด"

พรึบ!!!

"เอาอีกแล้ว คนสมัยนี้ชอบทำอันใดให้เป็นความลับไปหมดเลยเนาะ หรือถือคติ 'ความเงื่อนงำมักนำพามาซึ่งความเสน่ห์หรือ'?"

เสียงพูดพร้อมการปรากฎตัวของคนชุดขาว มีหมวกที่คลุมด้วยผ้าสีขาวปิดบังใบหน้าไว้ ร่างกายดูจากความสูงแล้วคงไม่กี่สิบขวบ ได้ปรากฎขึ้นมาต่อหน้านางผู้นี้จนนางสะดุ้งโหยง ระล่ำระลักกล่าวถาม

"ทะ ท่าน...จะมารับตัวข้าใช่หรือไม่?"

เมื่อสังเกตุว่าคนตรงหน้าไม่น่าจะมาร้าย อีกทั้งชุดที่ใส่ก็ดูให้ความสูงส่งราวกับว่า ไม่มีความชั่วร้ายใดๆจะสามารถมากร้ำกรายนางได้ 

นางเลยคิดว่าคงจะเป็นผู้มากฤทธิ์ มารับตนไปสู่เส้นทางหลังความตายเป็นแน่ พลันเสียงใสที่คุ้นหูนางอยู่บ้างก็กล่าวถามนางขึ้นมา

"เจ้านามว่าอันใด...ขอนามที่แท้จริง"

เสียงใสกล่าวดักไว้เหมือนจะรู้ว่านางจะโกหก

"หยางชิงซิน(杨清心)ข้า..." 

ยังไม่ทันที่นางจะได้กล่าวให้จบประโยค เสียงใสของคนตรงหน้าก็พูดขัดขึ้นมาก่อน ในมือของนางถือตำราสีดำไว้ แล้วอ่านในสิ่งที่นางถืออยู่

"หยางชิงซิน บุตรสาวอนุของท่านแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจิน ได้ลักลอบมีความสัมพันธ์ศวาสกับจินหวงตี้ตอนเสด็จประพาสเยี่ยมเยือนชาวบ้านจนเกิดเลือดเนื้อเชื้อไขนี้ขึ้นมา ...จุ๊ๆๆ"

เมื่อนางกล่าวสิ่งที่เห็นในตำราถึงห้วงความนึกคิดของนางในช่วงชีวิตสุดท้ายนี้ขึ้นมา ก็จุ๊ปาก ส่ายหน้าไปมาจนผ้าคลุมหน้าพลิ้วไหวไปมา 

ริมฝีปากเล็กที่กำลังจะเอื้อนเอ่ยต่อพลันหุบฉับ เมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าที่ย่ำแย่ของนาง จึงได้เปลี่ยนคำพูดอื่นแทน

"ชะตาของเจ้าจะสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่เค่อข้างหน้านี้แล้ว คงต้องขออภัยหากข้าต้องกล่าวคำว่าข้าคงไม่อาจช่วยชีวิตเจ้าได้ 

ตอนนี้ทำได้เพียงแค่ให้เจ้า จากไปอย่างทรมานให้น้อยที่สุด"

กล่าวจบก็เสกดอกไม้สีฟ้าขึ้นมาในมือ ลำแสงของมันเปล่งประกายสุกใส จนทำให้คนที่ใกล้จะไปจากโลกใบนี้ไปแล้วรู้สึกสงบใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อดอกไม้นั้นได้ลอยเข้ามาสู่จิตใจของนาง

และไม่นานหลังจากนั้นร่างกายก็ไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่าก่อนหน้านี้ เมื่อคนชุดขาวข้างหน้าได้เสกดอกไม้สีชมพูอีกดอกหนึ่งขึ้นมา ปรานสุกใสบริสุทธิ์ของสิ่งนั้นซึมซับเข้ามาในกายนาง จนสามารถบรรเทาอาการความเจ็บปวดลงไปได้ถนัดตา

"ปรารถนาสุดท้ายของเจ้า...มิต้องกังวล ข้าคือยอดหญิงผู้พิทักษ์คุณธรรมและนำพาโลกไปสู่ความสงบสยบความวุ่นวาย 

ใดใดต่อไปนี้ สุดแล้วแต่กุศลและผลบุญที่เจ้าเคยก่อไว้ก็แล้วกัน ขอลา"

พรึ่บ!!!!

เมื่อกล่าววลีที่ตนคิดว่าดูแม่พระจบแล้ว ก็หายไปจากตรงหน้าของสตรีนางนี้ทันที ทิ้งไว้แค่เพียงกลิ่นอายของความบริสุทธิ์ไว้เท่านั้น

.

.

พรึ่บ!!!!

ร่างในชุดสีขาวโพลนปรากฎที่เรือนหนึ่ง ท่ามกลางความสงบและความมืด มือเล็กเจ้าของร่างถอดหมวกที่คลุมด้วยผ้าสีขาวออกไป แล้วเอาวางไว้ที่เตียงนอน

"งานแรกของข้าเป็นอย่างไรบ้าง เฮยหลิง(黑铃)?"

เสียงใสกล่าวถามสร้อยที่สวมอยู่ที่คอของนาง 

เหตุผลที่ตั้งชื่อให้สิ่งนี้ว่าเฮยหลิงนั้น เป็นเพราะว่าคนตั้ง ชอบอะไรที่มันเฮยๆ ดำๆ จึงเอาคำนี้ใส่เข้าไปในชื่อนี้ด้วย 

ส่วนหลิงที่เป็นกระดิ่ง นำคำนี้มาใส่เพราะมันชอบส่งเสียงเตือนนางตลอดว่าให้ทำอย่างนั้น ว่าเกิดอย่างนี้ 

อย่างเช่นงานแรกที่นางว่าเช่นกัน เฮยหลิงก็ยังส่งเสียงเตือนมาให้นางไปทำหน้าที่ของตนได้แล้ว จนนางใส่ชุดที่เตรียมไว้แทบไม่ทัน

"เหอะ!!เจ้าได้ทำสิ่งใดกัน นอกจากกล่าววาจาที่ปรากฎในตำราเท่านั้น หากจะนับว่าเจ้าลงแรงจริง ก็เพียงแค่น้ำลายไม่กี่เม็ดที่พ้นออกมาเท่านั้นกระมัง"

เสียงบุรุษที่การใช้เสียงไม่คล้ายโทนที่บุรุษทั่วไปเค้าใช้กันนัก ออกจะค่อนไปทางสตรีมากกว่ากล่าวกระแนะกระแหนคนถามออกมา

"อ้าว!!คำนี้ควรเป็นข้าแล้วหรือไม่ที่ต้องกล่าว 

พลังบุบผาที่ข้าใช้ไปนั่นก็เสียปรานบริสุทธิ์ไปไม่น้อยเลยนะเอ็ง!!"

"นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องจ่ายเป็นค่าตอบแทนอยู่แล้ว ข้าต่างหากที่เป็นคนให้เจ้าได้ยืมพลังวับไป แวบมาได้ถึงเพียงนี้"

"โฮะ!!ก็ได้เจ้าค่ะ ยอมแล้วก็ได้เจ้าค่ะ แต่มันเรียกว่าเสียแล้วได้กลับคืนมาหรือไม่"

เซียงฮวายกมือเป็นเชิงยอมแพ้ แล้วมองไอปราณบริสุทธิ์ที่กำลังมาจากที่ห้องสตรีนางนั้น ซึ่งก็ไม่ไกลจากเรือนนี้นัก 

ตอนนี้ไอปราณนั้นกำลังลอยเข้ามายังสร้อยคอที่เซียงฮวาสวมไว้อยู่ เหมือนเจ้านี่จะรู้งานอย่างดียิ่ง จึงได้รีบดูดซับพลังปราณในส่วนนั้นเข้ามาที่ตนอย่างรวดเร็ว

"นางคงไปแล้วสินะ เสี้ยวพลังปราณบริสุทธิ์ส่วนหนึ่งของนางจึงได้ลอยมาให้เจ้าได้ดูดซับเช่นนี้"

"มิผิด ในเมื่อชื่อของนางได้ปรากฎอยู่บนตำราชะตาคาดแล้ว พร้อมเจ้าก็ยังรับปากทำตามความปรารถสุดท้ายของนาง นางย่อมจ่ายค่าตอบแทน"

เฮยหลิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

ระหว่างเฮยหลิง ตำราชะตาคาด ตำราสวรรค์หมื่นบุบผามีความเกี่ยวข้องกันในส่วนใดนั้น คงเรียกได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกันเลยก็ว่าได้

อย่างเช่นในกรณีของสตรีที่เพิ่งคลอด หยางชิงซิน

อย่างที่ท่านเทพซือมิ่งได้กล่าวเอาไว้ สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ สิ่งใดควรช่วย สิ่งใดควรแล้วหรือที่จะช่วย 

ตำราชะตาคาดนี้จะเป็นตัวชี้นำนางเอง โดยมีเฮยหลิงเป็นผู้ส่งสัญญาณให้กับเซียงฮวา เมื่อพบเป้าหมายที่ถูกกำหนดให้ได้รับความช่วยเหลือในแต่ละครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะต้องเป็นชีวิตที่อยู่ระหว่างความเป็นกับความตายอีกด้วย

หากช่วยได้ ก็จะใช้พลังแห่งบุบผาเยียวยาอาการของพวกเขาให้ดียิ่งๆขึ้นไป

หากช่วยไม่ได้ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาเท่านั้น พร้อมกับทำหน้าที่แค่ส่งวิญญาณให้จากไปด้วยความสงบ

แต่ถ้าหากฝืนช่วยคนที่ไม่ได้รับเลือกจากตำราชะตาคาดให้ช่วย ผลกรรมทั้งหมดก็จะเกิดขึ้นกับเซียงฮวาแต่เพียงผู้เดียว

หากข้าฝืนช่วยคนที่ไม่ควรช่วย แสดงว่าคนคนนั้นต้องเป็นคนที่ข้ารักมากๆเป็นแน่

.

.

.


เคยเห็นซีนที่แบ่บว่า...ใกล้จะตายห่าแล้วก็ยังสั่งลากันจนจบเบรคก่อนพักโฆษณาใช่หรือไม่?

Pandanus23233

2020年05月22号

 

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 525 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

361 ความคิดเห็น

เจ้าของบทความปิดแสดงความคิดเห็น
  1. #122 Poonchanit (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2563 / 21:47
    ลูกอนุก็น่าจะเป็นคุณหนู ทำไมเป็นบ่าว
    สัมพันธ์ศวาส_สวาท
    ไม่กี่สิบขวบ_สิบกว่าขวบ
    ไม่กี่สิบ อาจหมายถึง ยี่สิบสามสิบก็ได้ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ความสูงน่าจะปกติ กรณีนี้ ไม่เห็นหน้าไม่รู้อายุ เห็นความสูง น่าจะใช้คำว่ารูปร่างเตี้ยเล็กเหมือนเด็กสิบขวบ
    #122
    0
  2. #28 pook1819 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2563 / 22:20
    กลัวทำใจไม่ได้ถ้าต้องกล่าวลาคนที่รักอ่ะ
    #28
    0