AU: INTO THE WALKING DEAD "ทะยานสู่โลกล่มสลาย"

ตอนที่ 1 : Ep. 1 : Lose "สูญเสีย"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    27 ส.ค. 63

     ....โลก....


     คำนิยามของสถานที่ที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมถึงมนุษย์ต่างคุ้นชินกับมันเป็นอย่างดีและเรียกมันว่าบ้าน


     ซึ่ง.... เมื่อก่อนน่ะใช่ แต่ตอนนี้ถ้าให้ผมเรียกมันว่าบ้านอีกก็คงไม่แล้ว เพราะว่าบ้านควรเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดซึ่งตอนนี้มันไม่ได้เป็นอย่างที่ว่าไว้เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งหลายคนอาจสงสัยสินะว่าเกิดอะไรขึ้น....


     ได้.... งั้นผมจะเล่าให้ฟัง....


.

.

.


    ย้อนกลับไปสักเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนซึ่งมันก็เป็นวันปกติธรรมดาทั่วๆไปนี่แหละ ทุกคนต่างออกมาใช้ชีวิตทั้งกิน เดิน เล่น พูดคุย ไปโรงเรียนและไปทำงาน ดูเหมือนวันที่สดใสวันหนึ่งเลยใช่มั้ยล่ะ แต่ไม่หรอก... เพราะวันนี้นี่แหละเป็นวันที่ทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป


     เริ่มต้นจากการที่มีคลิปคลิปหนึ่งหลุดว่อนไปทั่วโซเชียลมีเดีย ยอดคนกดแชร์เป็นล้านเลยล่ะ มันเป็นคลิปของชายคนหนึ่งที่คล้ายว่ากำลังนั่งกินใบหน้าของชายอีกคนหนึ่งอยู่ริมถนน ซึ่งในคลิปจะเห็นได้เลยว่าพอตำรวจไปถึงชายคนนั้นก็มีท่าทีจะลูกขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าหาตำรวจและใช่ ชายคนนั้นถูกยิงไปหลายนัดเลยแหละแต่มันก็ดูเหมือนว่าเขาจะไม่รู้สึกอะหรเลยด้วยซ้ำ จนตำรวจยิงจบนัดสุดท้ายที่หัวของเขานั่นแหละที่ทำให้เขาล้มลง หลังจากเหตุการณ์นั้นก็มีเหตุการณ์อื่นๆตามมาอีกหลายเหตุการณ์จนทำให้รัฐแต่ละรัฐต้องประกาศให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน มีการก่อจราจลในเมืองใหญ่ๆของหลายๆรัฐและจากนั้นเหตุการณ์มันก็เริ่มที่จะควบคุมไม่อยู่ ผู้คนเริ่มกักตุนเสบียงและปืนเพื่อที่จะทำการอพยพ พวกคนตายแล้วฟื้นเริ่มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นซึ่งพวกมันเพิ่มจำนวนกันได้รวดเร็วมากและภายในเวลาไม่นานพวกมันก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลกในที่สุด กลุ่มผู้ที่ยังมีชีวิตต่างต้องดิ้นรนต่อสู้และหาที่ที่คิดว่าปลอดภัยเพื่อที่จะเอาตัวรอด ซึ่งครอบครัวผมก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน


     ครอบครัวของผมซึ่งประกอบไปด้วยพ่อแม่และผม พยายามที่จะเก็บของใส่กระเป๋ามาให้ได้มากที่สุดเพื่อจะหนีออกจากเมือง ซึ่งในระหว่างทางผมได้เห็นภาพต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฆ่ากันทั้งคนเป็นและพวกคนตาย ซึ่งมันทำให้ผมรู้สึกกลัวและรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก แม่ที่นั่งอยู่ข้างๆพยายามที่จะปลอบผมอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้ผมกลัว แต่ภาพอย่างนั้นใครจะไม่กลัวบ้างล่ะ ส่วนพ่อของผมก็ขับรถไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมายปลายทางเพื่อที่จะพาผมและแม่ไปหาที่ปลอดภัย 


     ซึ่ง.... 


     ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ที่แบบนั้นมันจะมีเหลืออยู่รึเปล่าเหมือน....


.

.

.


4 weeks later...


     "โอ๊ย... ให้ตายสิ" ชายร่างท้วมคนหนึ่งบ่นขึ้นอย่างหงุดหงิดพร้อมกับยืนจ้องรถยนต์ของตนเองที่จอดอยู่กับที่


     "เกิดอะไรขึ้นคะคุณ" เสียงหญิงร่างบางผมสีน้ำตาลที่ตอนนี้นั่งอยู่ภายในรถเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง


     "หม้อน้ำของรถมันแห้งน่ะคุณ ถ้าจะไปต่อคงต้องหาน้ำมาเติม"


     "เราจะทำไงดีล่ะ ตอนนี้น้ำที่พวกเรามีก็เหลือน้อยแล้ว"


     "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าเราหาน้ำมาเติมไม่ได้ก็คงต้องที่รถไว้นี่แล้วล่ะ"


      ในระหว่างที่ทั้งสองสามีภรรยากำลังพูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก็ได้มีเสียงของคนคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมา "ในแผนที่บอกว่ามีปั๊มน้ำมันอยู่ห่างไปอีกครึ่งไมล์" เสียงของเด็กชายอายุ 14 คนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงฝากระโปรงหลังของรถดังขึ้น 'แซม' ลูกชายคนเดียวของครอบครัวนี้ได้พูดขึ้น


     "ผมคิดว่าถ้าให้ผมเดินไปดูสักหน่อยคงได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง ซึ่งอาจรวมถึงน้ำด้วย"


     "ไม่จ้ะลูกรักมันเสี่ยงเกินไปที่ให้ลูกไป"


     "แม่ฮะผมอายุสิบสี่แล้ว ในระหว่างทางที่ผ่านมาผมฆ่าพวกมันไป 3 ตัวแล้ว แค่นี้ผมไม่เป็นไรหรอกน่า"


     "แต่แม่เป็นห่วงลูกนี่หน่าถ้าเกิดลูกเป็นอะไรขึ้นมาล่ะ"


     "เคท" เสียง แพตตินสัน ผู้เป็นสามีเอ่ยขึ้นตัดบทของภรรยาตนเอง


     "ให้ลูกไปเถอะน่า ลูกไม่เป็นอะไรหรอก"


     "ผมดูแลตัวเองได้ ไม่ห่วงหรอกฮะ"


     "ก็ได้จ้ะ.... แต่ลูกห้ามไปนานนะ"


     "ครับแม่.... ผมจะรีบกลับมาผมสัญญา" กล่าวลากันเสร็จแซมก็ได้หยิบกระเป๋าเป้ใบหนึ่งพร้อมกับมีดพกของตนขึ้นมาเก็บที่ปลอกข้างเข็มขัดแล้วจึงค่อยๆเดินออกไป ซึ่งในระหว่างนั้นก็มีสายตาจากเคทผู้เป็นแม่เฝ้ามามองตามหลังมาด้วยความเป็นห่วง


.

.

.


     หลังจากเดินมาจากจุดที่ครอบครัวของแซมรถเสียไม่นานนักประมาณสัก 10 นาที ก็มาถึงยังปั๊มน้ำมันที่อยู่ในแผนที่ ซึ่งพอเดินมาถึงก็มีผีดิบตัวหนึ่งเดินออกมาทักทายจากข้างหลังปั๊มโดยดูจากลักษณะการแต่งตัวแล้วผีดิบตัวนี้น่าจะเคยเป็นเจ้าของปั๊มน้ำมันแห่งนี้ ตอนแรกที่เห็นเขารู้สึกสะดุ้งตกใจนิดหน่อยจากนั้นจึงหยิบมีดพกของตัวเองขึ้นมาแล้วค่อยๆเดินเข้าไปอย่างๆช้าๆอ้อมไปทางข้างหลังผีดิบตัวนั้นก่อนที่จะวิ่งเข้าไปแล้วนำมีดแทงเข้าที่หัวของมันจนมันล้มลงในที่สุด นับเป็นผีดิบตัวที่ 4 ที่เขาได้ฆ่าไปซึ่งถือว่าไม่ธรรมดาสำหรับเด็กอายุเพียงแค่นี้


     หลังจากที่จัดการกับมันเสร็จแล้วเขาจึงค่อยๆแอบย่องเข้าไปข้างในร้านสะดวกซื้อของปั๊มน้ำมันและเช็คดูให้แน่ใจก่อนว่าข้างในไม่มีผีดิบจากนั้นจึงเข้าไป ซึ่งพอเข้ามาก็ต้องถึงกับดีใจเป็นอย่างมากเนื่องจากมันมีของอยู่มากมายทั้งอาหาร ยาและของใช้ต่างๆ เมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงเปิดกระเป๋าเป้ออกและรีบหยิบเอาสิ่งของเข้ากระเป๋าให้เยอะที่สุดเท่าที่จะหยิบได้


     ด้วยความดีใจและเร่งรีบเนื่องจากเหมือนว่าเขาได้พบขุมทรัพย์เสบียงทำให้ในระหว่างที่แซมกำลังรีบโกยทุกอย่างเข้ากระเป๋ามีบางสิ่งได้เข้ามายังที่ที่เขาอยู่และได้ยืนจ้องมองเขาโดยที่แซมไม่ได้สังเกตุเห็นเลย


     "ว้าว ดูเหมือนว่าจะมีคนมาถึงนี่ก่อนฉันซะแล้วสิ" เสียงเล็กๆของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่บังเอิญเข้ามาพบแซมเอ่ยขึ้น


     "เคล้ง!!!" เสียงของตกกระจายเต็มพื้นที่สืบเนื่องมาจากอาการตกใจของแซมที่พบว่จู่ก็มีคนมายืนจ้องเขาอยู่และด้วยสัญชาตญาณทำให้เขารีบหยิบที่เข็มขัดออกมาแล้วชี้ไปที่เด็กผู้หญิงอีกคนพร้อมกับเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยท่าทีที่ตื่นตระหนก "เธอเป็นใคร?"


     "เฮ้ๆๆ ใจเย็นน่าฉันมาดีนะ" เด็กหญิงตรงหน้าเมื่อเห็นดังนั้นจึงได้รีบพูดขึ้นห้ามปรามทันทีพร้อมกับพยายามแสดงท่าทีเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นว่าตนเองปลอดภัย "นายใจเย็นๆนะ วางมีดลงก่อน ฉันไม่ทำร้ายนายหรอก"


     "ฉันลอร่า แล้วเธอล่ะ?" เด็กหญิงคนนี้หรือลอร่าได้เอ่ยถามอีกฝ่ายตรงหน้า แต่ก็ไร้ซึ่งการตอบกลับมาเนื่องจากอีกฝ่ายยังคงรู้สึกไม่ไว้ใจในลอร่า


     "ฉันอายุ 14 แล้วเธอล่ะ.... เธอพูดได้รึเปล่า?"


     "ฉันไม่คุยกับคนแปลกหน้า" แซมตอบกลับด้วยคำพูดที่แข็งกร้านพร้อมกับแสดงท่าทีที่ยังไว้ใจ


     "อืม.... ก็ได้ งั้นเอ่อ.... เธอจะว่าอะไรมั้ยถ้าฉันขอหยิบของจากที่นี่ไปสักนิดหน่อย" ลอร่ากล่าวขึ้นอย่างเรียบง่ายพร้อมกับพยายามส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับเด็กชายตรงหน้าที่เพิ่งได้พบเจอ


     แซมเมื่อได้ยินดังนั้นจึงยืนเงียบสักพักก่อนที่จะตะหงึกหน้าเพื่อเป็นการตอบรับ "ก็ได้.... เชิญเลย" แซมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง


     "ขอบใจ" ลอร่าเมื่อได้ยินเช่นนั้นเธอจึงเดินไปหยิบของที่ต้องการในร้านแล้วใส่เป้ทันที


     "เธอรู้อะไรมั้ย ตั้งแต่เกิดเรื่องเธอเป็นเด็กคนแรกที่ฉันเจอเลยนะ ถ้าไม่นับรวมน้องสาวฉันกับเด็กที่แคมป์"


     "แคมป์เหรอ?" แซมถึงกับชะงักเมื่อได้ยินลอร่าพูดถึงค่ายของเธอ


     "ใช่ แคมป์ ฉันกับกลุ่มตั้งแคมป์อยู่ห่างจากที่นี่ประมาณครึ่งไมล์ทางเหนือ แล้วเธอล่ะอยู่ไหน?" 


     "ฉันกับพ่อแม่มีรถที่จอดเสียอยู่อีกครึ่งไมล์ทางตะวันตก ฉันเจอที่นี่ในแผนที่เลยขอออกมาหาของ"


     "บอนนี่ คนที่แคมป์ฉันน่ะ เขาเคยเป็นช่างซ่อมถ้าเธอไปกับฉันเราน่าจะช่วยครอบครัวเธอได้"


     "เธอจะช่วยครอบครัวฉันจริงเหรอ?" แซมพูดด้วยความตื่นเต้นหลังจากได้ยินว่าลอร่าบอกว่าคนที่แคมป์เธอช่วยได้


     "โว้ๆๆ ใจเย็นก่อน ฉันบอกว่าจะช่วยก็จริงแต่นั่นหมายถึงจนกว่าเธอจะบอกชื่อฉันมาก่อน" ลอร่าพูดขึ้นอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งมันเป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับเวลานี้เพราะว่าเราไม่ควรที่จะพาคนไม่รู้จักไปบ้าน


     "ว่าไง? เธอจะบอกชื่อเธอได้รึยัง?"


     "แซม แซม วิลล์" แซมตอบคำถามอีกฝ่ายออกไปด้วยน้ำเสียงที่คล้ายกับว่าอยากตอบแต่ก็จำเป็นต้องตอบ


     "งั้นสวัสดีแซม แต่ฉันคงต้องถามเธออีกหนึ่งคำถามกันๆไว้ก่อนน่ะ เพื่อให้แน่ใจว่าเธอกับครอบครัวจะไม่เป็นอันตราย"


     "ถามอะไร"


     "เธอกับครอบครัวเคยฆ่าคนมั้ย?...."


.

.

.


ณ จุดตั้งแคมป์แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากปั๊มน้ำครึ่งไมล์ทางเหนือ


     แคมป์แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ติดกับริมถนนและมีสะพานที่พาดผ่านลำธารจึงทำให้ที่ตรงนี้เหมาะแก่การตั้งแคมป์เนื่องจากเป็นที่โล่งและยังมีน้ำไว้ใช้อีกด้วย


     ในแคมป์นี้มีคนอาศัยอยู่ทั้งหมด 15 คน เป็นปู้ชาย 7 คน ผู้หญิง 5 คน และเด็กๆ 3 คนที่รวมลอร่าด้วย ซึ่งมีชายคนหนึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่ม โดยแบ่งหน้าที่คือผู้ชายจะเป็นฝ่ายที่ดูแลค่ายและคอยออกไปหาเสบียง ส่วนผู้หญิงจะแบ่งกันทำงานและคอยดูแลเด็กคนอื่น


     "เดฟ!!!" เสียงเรียกของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นทำให้เดฟ ชายวัย 33 ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่ตอนนี้กำลังถือปืนไรเฟิลอยู่บนรถอาร์วีเพื่อเฝ้าสังเกตการณ์สิ่งๆต่างรอบๆแคมป์ต้องหันไปมอง


     "มีอะไรแคริส?" เดฟตะโกนถามกลับ แคริสที่วิ่งมายืนหยุดพักอยู่ครู่หนึ่งเนื่องจากอาการเหนื่อยจากนั้นพอเริ่มดีขึ้นเธอจึงเริ่มตอบคำถามของเดฟ


     "ลอร่า"


     "ลอร่าเหรอ? เธอทำไม?"


     "เธอออกไปหาของที่ปั๊มนำมันแล้วตอนนี้เธอพาเด็กคนหนึ่งมาที่แคมป์ด้วย" แคริสตอบไปพร้อมหอบแฮ่กๆไปด้วย ซึ่งเดฟเมื่อได้ยินดังนั้นจึงรีบลงจากรถอาร์วีและวิ่งไปดูทันทีโดยที่แคริสที่ยืนหอบอยู่ต้องรีบวิ่งตามไปด้วย


     ตัดมาที่ลอร่าซึ่งกลับมาที่แคมป์โดยมีแซมตามกลับมาด้วยทำให้ตอนนี้คนที่แคมป์ดูจะตื่นตระหนกกันอยู่พอควรก่อนที่เดฟจะมาถึง


     "ลอร่า"


     "เดฟ เอ่อ....คือหนูอธิบายได้" ลอร่ามองเดฟด้วยท่าทางที่ดูเลิกลั่ก ก่อนที่เดฟจะเริ่มซักคำถามใส่เธอ "เธอทำอะไรของเธอเนี่ย แล้วเด็กคนนี้เป็นใคร?"


     "เอ่อ....นี่แซมค่ะ หนูเจอเขาที่ปั๊มเขาแบ่งของให้หนู" ลอร่าเริ่มอธิบายให้ฟังก่อนที่เดฟจะพูดตัดบทของเธอแล้วหันไปถามแซมต่อ "พอ แล้วเธอล่ะมาที่นี่ทำไม? ต้องการอะไร?"


     "ผมเอ่อ.... คือครอบครัวผมรถเสียอยู่ทางตะวันตกห่างจากปั๊มน้ำมันครึ่งไมล์ ลอร่าเธอบอกผมว่าคนที่นี่ช่วยได้เธอเลยพาผมมา" แซมตอบเดฟด้วยน้ำเสียงดูกดดัน


     "เราต้องช่วยเขานะคะเดฟ ครอบครัวแซมต้องการความช่วยเหลือ" ลอร่าพูดขึ้นก่อนที่จะถูกเดฟดุกลับไป 


     "เงียบน่าลอร่า! ฉันกำลังคิดอยู่ว่าการที่เราจะเอาคนของเราไปเสี่ยงกับคนแปลกหน้ามันสมควรรึเปล่า"


     "แต่เขาต้องการความช่วยเหลือนะ"


     "ฉันบอกว่ากำลังคิดอยู่ไงลอร่า" เดฟพูดตวาดลอร่าไปอีกครั้งจนทำให้เธอหน้าบูดหน้างอด้วยความไม่พอใจ ก่อนที่จะหันกลับมาสนใจที่แซมต่อ


     "ขอร้องล่ะ ช่วยครอบครัวของผม" แซมเอ่ยอ้อนวอนเดฟพร้อมกับสีหน้าที่ดูเศร้าเพราะตอนนี้เขาเป็นห่วงครอบครัวของเขา ซึ่งเดฟที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกใจอ่อนอยู่บ้างแต่ด้วยความที่เขานั้นเป็นคนหนักแน่นและประกอบกับว่าเขาก็ห่วงคนของตัวเองเช่นกันจึงทำให้เรื่องแบบนี้ต้องใช้เวลาคิดอยู่พอสมควร


     "เดฟ นี่เองก็บ่ายสามแล้วอีกไม่กี่ชั่วโมงจะมืดและตอนกลางคืนพวกผีดิบมีเยอะมาก ช่วยพวกเขาเถอะ" แคริสที่ยืนมองอยู่พูดขึ้นมาอย่างมีเหตุผล เพราะว่าตอนกลางคืนอันตรายกว่าตอนกลางวันเสียอีก


     "ขอร้องล่ะ ได้โปรด" แซมขอร้องอีกครั้ง เดฟมองเห็นว่าหลายๆคนรอบข้างต้องการที่จะช่วยเหลือแซมและครอบครัวเขาจึงตัดสินใจได้ในที่สุด


     "บอนนี่" เดฟได้เรียกชายร่างท้วมคนหนึ่งของแคมป์ที่ใส่ชุดของอู่ซ่อมรถสีกรมท่าออกมา


     "คุณไปเตรียมเครื่องมือแล้วตามผมไปที่รถ" เดฟออกคำสั่ง


     "ได้เลยเดฟ" เมื่อบอนนี่ได้ยินดังนั้นจึงรีบไปเตรียมเครื่องมือของตนเองทันที


     "ส่วนเธอตามฉันไปที่รถตอนนี้เลย แล้วขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นแม้แต่นิดเดียวละก็ฉันไม่ปล่อยเธอไปแน่" เดฟสั่งแซมและพูดกำชับอย่างหนักแน่น


     "ตกลงครับ ไม่มีอะไรแน่นอน"


     "ดี งั้นตามฉันมา" เมื่อพูดคุยเสร็จเดฟจึงพาแซมไปขึ้นรถเพื่อรอบอนนี่เตรียมพร้อมและเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วเดฟจึงขับรถออกไปแล้วมุ่งหน้าไปตามทางที่แซมบอกทันที


.

.

.


ระหว่างการเดินทางพาแซมไปช่วยครอบครัว


     หลังจากออกมาจากแคมป์เดฟที่เป็นคนขับรถนั้นก็พยายามที่จะเร่งความเร็วของรถให้เร็วที่สุด ส่วนแซมนั้นก็นั่งเฝ้ามองออกไปนออกหน้าต่างรถอยู่ตลอดเพื่อดูว่าใกล้ถึงตรงที่ครอบครับเขารถเสียแล้วหรือยัง


     "ทุกสิ่งที่เธอพูดมันเป็นเรื่องจริงใช่มั้ย?" เดฟถามขึ้นด้วยความสงสัยและยังคงรู้สึกไม่ไว้ใจแซมอยู่บ้าง


     "จริงสิ ผมไม่ได้โกหก ครอบครัวผมรถเสียจริงๆ" แซมตอบกลับคำพูดของเดฟอย่างเร็วไว


     "ก็ขอให้เป็นอย่างที่เธอพูดเถอะ เพราะถ้าไม่เธอคงรู้นะว่าฉันจะทำอะไร" เดฟกล่าวเตือนพร้อมแสดงสีหน้าที่หนักแน่นเพื่อให้แซมรับรู้ว่าเขานั้นพูดจริง


     "ครับ.... ผมรู้แต่คุณไม่ต้องกังวลนะเพราะผมไม่โกหกคุณแน่นอน"


     "พ่อกับแม่ผมเป็นคนดี เขาจะต้องขอบคุณคุณอย่างมากแน่ๆที่คุณไปช่วยพวกเขา"


     หลังจากพูดคุยกันเสร็จนั้นเดฟจึงได้ตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป ส่วนแซมก็หันกลับไปนั่งจ้องทางข้างหน้า และบอนนี่ที่อยู่ในรถด้วยก็นั่งอยู่ในรถอย่างเงียบๆโดยไม่มีความเห็นและคำพูดใดๆ บรรยากาศบนรถเงียบไปมีแต่เสียงลมที่โกรกเข้ามาจากด้านนอกและตอนนี้ใกล้ที่จะถึงจุดที่แซมบอกแล้ว ทุกอย่างคล้ายว่าจะราบรื่นและผ่านไปได้ด้วยดีแต่ทันใดนั้นเอง....


     "....ปั๊ง!!! ....ปั๊ง!!! ....ปั๊ง!!! ....ปั๊ง!!!" มีเสียงปืนดังขึ้นประมาณสี่นัดซึ่งเสียงนั่นคล้ายว่ามันจะมาจากทางข้างหน้าของพวกเขา ซึ่งทุกคนในรถต่างตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเสียง


     "นั่นเสียงปืนนี่" บอนนี่พูดขึ้นด้วยความตกใจ


     "เสียงมาจากทางข้างหน้า พ่อกับแม่ผมอยู่ทางนั้นต้องเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาแน่" แซมเริ่มรู้สึกไม่ดีและเป็นห่วงครอบครัวของเขาเป็นอย่างมาก เดฟเมื่อเห็นดังนั้นจึงเหยียบคันเร่งจนมิดเพื่อที่จะไปถึงให้เร็วที่สุด


     หลังจากที่เหยียบคันเร่งจนมิดในที่สุดพวกเขาทั้งสามก็มาถึงยังที่หมาย แต่เมื่อมาถึงพวกเขานั้นก็ต้องพบกับผีดิบจำนวนหนึ่งที่กำลังล้อมรอบรถของแพตตินสันและเคทที่เป็นพ่อและแม่ของแซมอยู่ ส่วนเขาทั้ง 2 ได้ยืนอยู่บนหลังคารถเพื่อพยายามหนีให้พ้นจากพวกผีดิบโดยมีแพตตินสันที่พยายามยิงปืนใส่พวกผีดิบ เมื่อเห็นนั้น เดฟ แซมและบอนนี่จึงรีบลงจากรถทันทีก่อนที่จะหยิบปืนมาช่วยยิงเพื่อเคลียร์ทางให้พ่อและแม่ของแซมหนี แต่ในระหว่างนั้นมีผีดิบตัวหนึ่งสามารถปีนขึ้นไปบนหลังคารถได้จากกระโปรงหลังของรถ มันได้กัดเข้าที่คอของเคทที่แม่ของแซมจนเธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและทรมาน แพตตินสันพ่อของแซมเมื่อเห็นดังนั้นเขาจึงพยายามที่จะดึงภรรยาของเขาออกมาจากผีดิบตนนั้นจนทั้งคู่ที่ยืนอยู่บนรถเสียหลักตกลงไปยังฝูงผีดิบในที่สุด และสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้นก็เกิดขึ้น เคทและแพตตินสันพ่อและแม่ของแซมถูกผีดับรุมฉีกเนื้อกินอย่างสยดสยองพวกเขาทั้งคู่กรีดร้องออกมาอย่างทรมาน ทำให้แซมผู้เป็นลูกชายเมื่อเห็นพ่อและแม่ของเขากำลังถูกฉีกเนื้อกินเช่นนั้น เขาจึงได้ร้องไห้และตะโกนออกมาอย่างเสียสติก่อนที่จะพยายามวิ่งเข้าไปยังจุดที่ผีดิบกำลังฉีกกินพ่อและแม่ของเขาเพื่อหวังว่าจะพอทำอะไรได้บ้างแต่กลับถูกเดฟคว้าตัวห้ามไว้เสียก่อน จากนั้นบอนนี่จึงได้นำปืนไปไล่ยิงจัดการพวกผีดิบเพื่อเคลียร์ทางให้โล่งในที่สุด


     หลังจากที่บอนนี่จัดการผีดิบอยู่สักพักเพื่อที่จะเคลียร์ทางให้แซมเข้าไปหาศพพ่อและแม่ของเขา เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วแซมจึงสลัดตัวออกจากเดฟแล้วพุ่งไปหาพ่อและแม่ของเขาทันที แซมทรุดเข่าลงที่ศพผู้ที่เป็นพ่อและแม่พร้อมกับร้องไห้ฟูมฟายออกมาด้วยความเสียใจที่พ่อและแม่ของเขาต้องมาเป็นสภาพแบบนี้เขากอดที่ร่างที่นอนแน่นิ่งของผู้ที่เป็นพ่อและแม่ค้างเช่นนั้นอยู่นานมากและไม่มีท่าทีที่จะลุกจากไปไหน เดฟและบอนนี่เมื่อเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเศร้าใจไปตามๆกันแต่อีกใจนั้นก็คิดว่าควรจัดการที่หัวของศพพ่อและแม่ของแซมให้เรียบร้อยเสียก่อนที่พวกเขาจะกลายร่างและฟื้นขึ้นมา แต่จากสภาพของแซมตอนนี้แล้วทั้งคู่จึงยังไม่กล้าพูดอะไร 


     "แซม.... ฉันเข้าใจนะว่าเธอรู้สึกยังไง แต่เธอรู้ใช่มั้ยว่าต้องทำยังไงกับพวกเขา" เดฟรวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มีอยู่สักพักและพูดออกมาให้แซมฟังว่าควรทำอย่างไรแต่ก็ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใดๆ แซมยังคงนั่งจ้องศพผู้เป็นพ่อและแม่อย่างอาลัย


     "เฮ้.... เธอได้ยินฉันรึเปล่า? นี่ฟังนะอีกสักพักพวกเขาจะกลายร่างซึ่งเธอคงไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้นแน่ฉันมั่นใจ" เดฟพูดขึ้นอีกครั้งโดยเขานั้นพยายามที่จะใช้คำพูดที่นุ่มนวลที่สุดเพื่อให้แซมรู้สึกเสียใจไปกว่านี้


     "พวกเขาตายแล้ว.... ฮึก. พวกเขาตายหมดแล้ว.... ผมไม่เหลือใครแล้ว...." แซมพูดออกมาพร้อมกับเสียงสะอื้น เวลานี้เขารู้สึกเศร้าและสิ้นหวังเป็นอย่างมากเพราะคนที่เขารักที่สุดต้องมาตายไปต่อหน้าต่อตาของเขา


     "ฉันเข้าใจแซม ฉันเองก็เคยเจอแบบนี้มาแล้ว ภรรยากับลูกสาวฉัน ฉันเองก็สูญเสียคนที่รักไปเหมือนกัน บอนนี่เองก็ด้วย แต่คนที่ยังอยู่ต้องสู้ต่อไป เธอเองก็เช่นกัน ฉันว่าพ่อแม่ของเธอคงต้องการแบบนั้น" เดฟพยายามพูดและอธิบายเหตุผลเพื่อให้แซมเข้าใจและสู้ต่อไป


     "ผมไม่รู้ว่าจะสู้ต่อไปเพื่ออะไรแล้วในโลกแบบนี้" แซมพูดขึ้นอย่างสิ้นหวังพร้อมกับหันไปมองหน้าของเดฟ


     "แล้วสักวันเธอจะรู้แซม แต่ตอนนี้เธอแค่ต้องทำในสิ่งที่ต้องทำ ปลดปล่อยพวกเขา" เดฟตอบกลับคำพูดของแซมพร้อมกับส่งรอยยิ้มแห่งความหวังให้ ก่อนที่เขาจะเดินจากไปตรงบอนนี่ที่ตอนนี้กำลังซ่อมรถอยู่


     แซมหลังจากที่พยายามคิดทบทวนตัวเองและคำพูดของเดฟดูอีกครั้งว่าตอนนี้เขาควรทำอะไรถึงจะดี จากนั้นแซมจึงค่อยหยิบมีดพกของตัวเองออกมาแล้วถือมันไว้อยู่ครู่หนึ่ง


     "ผมรักพ่อกับแม่นะ...."


     "ฉึบ!...."


     "ฉึบ!...." เสียงของมีดที่ลงไปที่หัวของผู้เป็นพ่อและแม่จากนั้นทุกอย่างก็เสร็จสิ้น หลังจากจาดการเสร็จแซมนั่งร้องไห้อยู่พักหนึ่งจนในที่สุดเดฟจึงเอาผ้ามาคลุมที่ศพก่อนที่จะนำไปไว้ท้ายรถกระบะ ฝ่ายบอยนี่เองนั้นตอนนี้ก็ซ่อมรถเสร็จแล้วเรียบร้อย จากนั้นทั้งหมดจึงค่อยเดินทางกลับไปที่แคมป์พร้อมกับนำศพครอบครัวของแซมกลับไปด้วยเพื่อทำการฝัง


.

.

.


EP.1 END


.

.

.


     สวัสดีค้าบบบ จบไปแล้วสำหรับตอนแรก ยังไงก็ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยเน้อๆๆๆ ไรท์ตั้งใจเขียนมาก และหากมีอะไรผิดพลาดยังไงก็คอมเม้นท์บอกไรท์กันได้เน้อ

     สุดท้ายนี้ก็เอาอิมเมจจำลองตัวครของเดฟมาฝากงับ เผื่อจะนึกภาพกันไม่ออก^^


     ก็ไม่รู้นึกยังไงเหมือนกันถึงเอาเมจคุณฮิวจ์ แดนซี่ มาใช้5555 แต่โดยส่วนตัวของไรท์เองมันรู้สึกว่าต้องใช้เมจของคุณเค้าง่ะ5555 สำหรับไรท์มันให้ฟีลจริงๆ

     รู้สึกว่าตัวเองพูดมากไปแล้ว555 งั้นบ๊ายบายค้าบบ....


********************

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

0 ความคิดเห็น