คัดลอกลิงก์เเล้ว

เร้นใจในเงารัก

โดย Paii-2244

เมื่อหัวใจที่ถูกซ้อนเร้นเอาไว้ต้องการบางสิ่งที่ขาดหายมาเติมเต็ม ธนภพ ผู้ซึ่งไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งใดกลับหวั่นไหวต่อคนที่อยู่ตรงหน้า เมื่อใจนั้นโหยหาก็ยากที่จะต้านทาน ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ตามเขาก็ยอม

ยอดวิวรวม

17

ยอดวิวเดือนนี้

0

ยอดวิวรวม


17

ความคิดเห็น


0

คนติดตาม


1
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  30 มี.ค. 62 / 23:56 น.
นิยาย ѡ

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง อัปเดต 30 มี.ค. 62 / 23:56


     ท้องฟ้าในขณะนี้แบ่งเป็นสองสีอย่างชัดเจน สีน้ำเงินแกมม่วงของราตรีกาลกำลังผ่านเข้ามาในขณะที่แสงอาทิตย์อัสดงกำลังจะลับขอบฟ้าไป อากาศบริเวณรอบๆเริ่มเย็นลง มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะรู้ว่ามีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่แสนจะพิเศษนี้ ซึ่งไม่ห่างจากตัวเมืองมากนัก

“จริงๆแล้ว แกไม่ต้องมาก็ได้นะ” ชายผู้ที่กำลังนั่งริมผาเอ่ยขึ้นเบาๆ

“ไม่ได้หรอกครับ”คนที่ยืนอยู่ห่างออกไปด้านหลังตอบ “เพราะนี่มันหน้าที่”

“แต่ตรงนี้ เป็นที่ที่ปลอดภัยสำหรับฉัน...” คนที่นั่งอยู่หันกลับไปคุย “ไม่มีใครรู้จักที่นี่หรอก แล้วอีกอย่างทางเข้าก็ค่อนข้างซับซ้อน” สีหน้ามั่นคงหนักแน่นแบบนั้นเป็นนิสัยที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้ว ทำให้คนที่ยืนอยู่ต้องถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเหนื่อยใจเล็กน้อยกับนิสัยของชายผู้นี้

“ครับท่า...”

“แล้วแกก็ไม่ต้องใช้สรรพนามอะไรแบบนี้กับฉันเวลาอยู่ด้วยกัน เข้าใจไหมไอ้ต้น” ยังไม่ทันจบประโยคของต้น คนที่นั่งก็แทรกขึ้นก่อน

“เออน่า...” ต้นถอนหายใจอีกครั้ง “ฝึกไว้ไง แกก็รู้ว่ายายของแกเป็นคนยังไง” คนที่มีนิ่งขรึมในตอนแรกมีท่าทีผ่อนคลายลงแล้วเดินมานั่งตรงริมหน้าผาข้างๆ “แล้ววันนี้คิดยังไง ถึงได้อยากมาที่นี่ ในเวลานี้” ต้นถามข้อสงสัยภายใจตนกับเพื่อนรัก

“รู้สึกแย่ว่ะ...”

“อะไรกัน อย่าบอกนะว่าเรื่องงานวันนี้จะทำให้รู้สึกแย่”

“เปล่าหรอก” คนนั่งอยู่ก่อน ถอนหายใจบ้าง “แค่รู้สึกว่า คิดถึงคุณแม่...” คนพูดชะงักเล็กน้อยก่อนจะกลั้นน้ำตา และความรู้สึกต่างๆนานาที่ถาโถมเข้ามาในใจ คนเป็นเพื่อนได้แต่มองด้วยความรู้สึกห่วงใย ต้นรู้จักเพื่อนเขาดี ถึงแม้ภายนอกจะเข้มแข็งขนาดไหนไม่เกรงกลัวต่อทุกอุปสรรค แต่จิตใจกลับเป็นคนอ่อนโยน บางครั้งก็หวั่นไหวง่ายเช่นกัน

     ต้นโอบไหล่แล้วโยกแรงๆก่อนจะปลอบใจ “ถ้ารู้สึกแย่ก็ไม่เป็นไร ชั้นเข้าใจแกนะ...” ต้นลุกขึ้นยืน “ถ้าอย่างนั้นชั้นไปยิงกระต่ายแป๊บ ใกล้ๆเรียกก็ได้ยิน” ต้นจากไปทางด้านข้างลับหายไปยังพุ่มไม้ที่ขึ้นตามทางตามธรรมชาติของป่าเขา ทิ้งให้คนที่นั่งทอดอารมณ์มองไปยังวิวของแม่น้ำและป่าเขาเบื้องหน้า อาทิตย์อัสดงกำลังจะลับเหลี่ยมเขาไกลลิบตานั้น ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินแกมทมิฬอย่างเต็มตัว เหลืองไว้เพียงแสงสุดท้ายก่อนที่ดวงตะวันจะลับไป เป็นธรรมชาติที่แสนจะงดงาม แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าใกล้ๆตัวเมืองจะมีสถานที่พิเศษแบบนี้อยู่

ทั้งสองใช้เวลาไม่นานนัก คุณหญิงอุ่น คุณยายของดินก็โทรตามเนื่องจาก ยังไม่ถึงบ้านตามเวลาที่ควร ทั้งสองจึงรีบกลับโดยทันทีเนื่องด้วยไม่อยากมีปัญหากับคุณหญิงอุ่น

ระหว่างทางกลับบ้าน ดินหรือธนภพเป็นคนขับรถเอง โดยมีต้นหรือจิรวัฒน์นั่งด้านข้างคนขับ เมื่อรถหรูเคลื่อนเข้าสู่ตัวบ้านก็พบคุณหญิงอุ่นยืนรออยู่ สีหน้าค่อนข้างไม่พอใจ

“ไปไหนมาหรือพ่อดิน” คนเป็นยายถามน้ำเสียงไม่พอใจ “ทำไมกลับบ้านเอาป่านนี้”

“โถ่ คุณยายครับ ผมแค่แวะทำธุระเล็กน้อยเองครับ” ดินเดินเขาไปกอดคุณยายท่าทีออดอ้อน “คุณยายอย่ากังวลมากนักสิครับ เดี๋ยวไม่สวยน้า” คนเป็นหลานพูดเย้าหยอกเอาใจ หวังคลายความไม่สบายใจของคนเป็นยาย ซึ่งนั่นก็ได้ผล เนื่องด้วยธนภพเป็นหลายชายที่คุณยายอุ่นรักมากคนหนึ่ง ทำให้ความไม่พอใจถ่ายมายังจิรวัฒน์แทน

“แล้วทำไมไม่ดูแลหลานชั้นดีๆยะนายต้น” คนถูกพาดพิงยิ้มเจื่อนๆ “แล้วให้พ่อดินเขาขับรถมาเองอีก ทำไมไม่ขับให้ นี่ถ้าหลานชั้นเป็นอะไรไปนะ...” ยังไม่ทันที่เจ้าตัวจะได้อธิบายก็โดนตำหนิชุดใหญ่ ได้แต่เหลือบมองไปยังเพื่อนรักซึ่งตอนนี้อมยิ้มอยู่ คล้ายสนุกที่ได้แกล้งจิรวัฒน์ แต่ตัวคนถูกด่าไม่คิดว่าสนุกแต่อย่างใด

“คุณยายอย่าไปว่าต้นเลยครับ นี่รถของผม ผมก็อยากขับสิครับ” ธนภพพยายามช่วยเพื่อนไว้เพราะเขาก็ไม่อยากฟังคุณหญิงอุ่นบ่นเช่นกัน “แล้วอีกอย่างเขาก็เป็นถึงนายตำรวจนะครับไม่ใช่คนขับรถของเราซะหน่อย”

“เพราะอย่างนั้นยายถึงอยากให้นายต้นเป็นคนดูแลหลานยังไงล่ะ” คุณยายว่า

“ครับผม แค่เขามีเวลามาดูแลผมนี่ก็ดีเท่าไหร่แล้วครับ ผมดูแลตัวเองได้น่า” ธนภพยิ้มกว้าง ก่อนจะตัดบทชวนคุณยายเข้าบ้าน และทานมื้อค่ำด้วยกันโดยไม่ลืมชวนเพื่อรักด้วย แต่จิรวัฒน์มีงานที่ยังค้างอยู่ที่สน.จึงขอตัวกลับไปก่อน อันที่จริง จิรวัฒน์พักในบ้านเดียวกันกับธนภพ แต่ด้วยหน้าที่การงาน ทำให้อยู่แฟลตตำรวจจะสะดวกมากกว่า

ธนภพกับจิรวัฒน์ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก จิรวัฒน์เป็นหลานของแม่พิมพ์ซึ่งเป็นแม่ครัวภายในบ้าน  “วงษ์บริรักษ์” พ่อแม่ของเขาทิ้งไปตั้งแต่ยังป็นเด็ก และด้วยความเมตตาพ่อและแม่ธนภพ จึงรับเลี้ยงจิรวัฒน์เอาไว้ ซึ่งแม่พิมพ์นั้นเกรงใจเป็นมาก แต่ก็ไม่รู้จะปฏิเสธเช่นไร จิรวัฒ์ที่มีอายุไล่เลี่ยกับธนภพ จึงเป็นเหมือนเพื่อนและพี่น้องที่คลานตามกันมา

แต่ความโชคร้ายไม่ได้มีแต่แค่จิรวัฒน์เท่านั้น พ่อและแม่ของธนภพประสบอุบัติเหตุขณะเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดและเสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนั้น คุณหญิงอุ่นผู้เป็นยายจึงเป็นคนที่เลี้ยงดูทั้งสองคนมาโดยตลอด

จิรวัฒน์ที่เป็นแค่บุตรบุญธรรม คุณยายอุ่นจึงไม่ค่อยประทับใจในตัวจิรวัฒน์มากเท่าไร แต่ด้วยนิสัยที่อ่อนน้อมถ่อมตน กล้าหาญ และเฉลียวฉลาดจนสอบติดนายร้อยตำรวจได้ นั่นทำให้กับคุณหญิงอุ่นใจอ่อนลงมาก 

“เรียบร้อยครับ” ธนภพกล่าวขอบคุณทีมงานในห้องผ่าตัดหลังจากผ่าตัดให้ผู้ป่วยคนสุดท้ายในเวรของตนสำเร็จ ก่อนจะออกไปคุยอาการกับญาติผู้ป่วยด้วยความยินดี

ธนภพเป็นนายแพทย์ศัลยกรรมระบบประสาทที่มีความชำนาญมากจนกระทั่งได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรและอาจารย์พิเศษให้กับมหาวิทยาลัยชื่อดังหลายแห่ง

ระหว่างที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้านนั้น โสตประสาทก็แว่วเสียงตามสาย เรียกแพทย์เวรระบบประสาทไปยังห้องฉุกเฉินอย่างเร่งด่วน ใจหนึ่งของธนภพบอกกับตนเองว่าหมดเวรแล้วรอแพทย์อีกท่านไปดีกว่า แต่ด้วยว่าแพทย์ท่านนั้นกำลังเข้าห้องผ่าตัดอยู่ตนเองจึงไปยังห้องฉุกเฉินแทน

เมื่อถึงที่หมายก็ต้องรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุนลงชั่วขณะ เลือดในกายแทบจับเป็นก้อน เพราะคนที่อยู่ในห้องคือคุณหญิงอุ่น ที่กำลังนอนหมดสติ ใส่เฝือกคอไว้ ในขณะเจ้าหน้าที่ภายในห้องฉุกเฉินกำลังทำงานอย่างวุ่นวาย ไม่กี่อึดใจธนภพก็เรียกสติคืนมาได้ รีบเข้าไปประเมินอาการของคุณยายในทันที

เบื้องต้นหลังจากที่ประเมินอาการโดยทั่วไปไม่มีอะไรผิดปกติ ไม่พบรอยฟกช้ำหรือบาดแผล แต่แค่หมดสติเท่านั้น อาการระบบต่างๆไม่พบปัญหา แต่ก็ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและตรวจพิเศษเพิ่มเติม และที่ทำได้ตอนนี้คือภาวนาให้ผลตรวจออกมาเป็นปกติเพียงเท่านั้น

“คุณยายเป็นอะไรมาหรอครับ” ธนภพสอบถามพยาบาลด้วยความสงบ แต่ในใจกลับร้อนรุ่มเกินกว่าบรรยาย

“เห็นว่า กู้ภัยนำส่งมานะคะ มีญาติมาด้วย...” พลางพยาบาลก็มองหาญาติ “บอกว่าเห็นคุณหญิงท่านสลบอยู่...อ้อนั่นไงคะญาติ” พยาบาลผายมือไปทางญาติที่นั่งรออยู่ภายนอก

เมื่อธนภพมองไปก็ต้องแปลกใจ เพราะคนที่นั่งรอไม่ใช่คนที่เขารู้จักเลย หญิงสาวผมยาวรวบไว้เรียบร้อยในชุดสุภาพคนนี้คือใคร

“ขอโทษนะครับ...” ธนภพกล่าวขณะที่เขาไปหาเธอ “เป็นอะไรกับผู้ป่วยครับ” เขาสอบถามด้วยความสงสัย

“คุณยายเป็นอะไรหรือเปล่าคะคุณหมอ” เธอแทบไม่สนใจคำถามของเขาแต่กลับสอบถามด้วยความเป็นห่วง

“ตอนนี้อาการคงที่ครับ รอผลเลือดกับผลสแกนสมองก่อนเพื่อยืนยันว่าภายในไม่มีอะไรผิดปกติ” ถึงจะพบกับผู้หญิงมาหลายคนแต่กับหญิงสาวคนนี้กลับต่างออกไป ใจเขาสั่นไหวชั่วขณะ

“จริงเหรอคะ” สายตาเธอดูคลายกังวลมากขึ้น "ขอบคุณจริงๆ" รอยยิ้มที่ผุดมาทำให้คนบอกนั้นมีความสุขเช่นกัน

“แล้วคุณเป็นอะไรกับผู้ป่วยครับ” เขายังคงถามด้วยความสงสัย

“พอดี ดิฉันเห็นคุณยายนอนหมดสติอยู่จึงเข้าไปช่วยไว้แล้วแจ้งรถพยาบาลให้มาส่งที่นี่ค่ะ” เธอตอบ

“อ๋อครับ... แล้วพอจะเล่าเหตุการณ์อะไรเพิ่มเติมได้ไหมครับ” ธนภพสอบถามได้ความว่าหญิงสาวผู้นี้ผ่านมาทางหน้าบ้านของเขาและพบคุณหญิงอุ่นนอนหมดสติอยู่ จึงได้เข้าไปช่วยเหลือ แต่ก่อนที่ธนภพจะได้ทันซักถามะไรเพิ่มเติม หญิงสาวก็รีบขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์ที่ดังขึ้นเสียก่อน

“ดิน” เสียงคุ้นเคยดังมาจากทางด้านหลัง จิรวัฒน์เข้ามาพร้อมกับลูกน้องตำรวจอีกหนึ่งนาย สีหน้าเขาดูเป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด “อาการคุณยายอุ่นเป็นไงบ้าง”

“ตอนนี้ไม่มีอะไรน่าเป็นน่าเป็นห่วงนะ อาการคงที่” เขาตอบและอธิบายแก่เพื่อนรัก

“ตอนนั้นฉันลืมของไว้ที่บ้านกลับไปก็เห็นคุณยายล้มลงไปแล้ว ลุงนัดแกเข้ามาช่วยไว้” จิรวัฒน์เล่า “แกบอกว่าเห็นคนวิ่งหนีไปหลังจากที่คุณยายล้ม ฉันก็เลยโทรแจ้งรถพยาบาล แล้วก็วิ่งตามไป” ในขณะที่เขาเล่าสีหน้าดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด “แต่ว่าฉันไม่พบร่องรอยใครหรืออะไรเลย ราวกับว่าคนร้ายจะไม่มีตัวตนซะงั้น” จริวัฒน์ยิ้มแค่นๆ ธนภพเองจึงได้แต่ปลอบใจ แต่ในใจกลับครุ่นคิดว่าทำไมที่หญิงสาวคนนั้นกับเพื่อนรักของเขาเล่านั้นไม่ตรงกัน

“เอาน่า ผู้กอง เดี๋ยวค่อยๆสืบไปก็รู้ตัวคนร้ายเอง ตอนนี้คุณยายก็แค่รอผลตรวจ แล้วก็ไม่มีของหายไม่ใช่เหรอ” ประโยคสุดท้ายเขาถามจิรวัฒน์

“สร้อยคอของคุณยายน่ะสิ ที่มีจี้มรกตของครอบครัวแกน่ะ มันหายไป”

“เป็นไปได้ยังไง ก็มันอยู่ในเซฟข้างบ้านตลอดเลยนี่”

 “ฉันได้รับทำคดีหนึ่ง เกี่ยวข้องกับคนร้ายปริศนา ไม่ทราบข้อมูลใดๆว่าเป็นใคร มันทำการโจรกรรมอัญมณีที่มีความเก่าแก่ในสถานที่ต่างๆ ทั้งโบราณสถาน ร้านค้าอัญมณี และพิพิธภัณฑ์ แต่ยังไม่มีเบาะแสอะไร จนวันนี้ฉันกลับบ้านไปเจอคุณยาย ก็เลยเอะใจว่าบ้านเราก็มีของโบราณอยู่ เลยรีบเข้าไปในบ้าน แล้วก็เห็นเซฟถูกเปิดออก ของข้างในอยู่ครบยกเว้นสร้อยมรกตของบ้านแกที่หายไป”

ในขณะที่ฟังเพื่อนซี้เล่าเหตุการณ์ ในใจธนภพก็ครุ่นคิดนึกถึงสิ่งที่เป็นไป ทั้งประหลาดใจทั้งกังวล ไม่รู้ว่าจะต้องรับมืออย่างไรกับเหตุกาณ์นี้  อีกทั้งหญิงสาวปริศนาที่มากับคุณยาย ทั้งหมดทั้งมวลยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่รู้ว่าควรจะเริ่มต้นที่ตรงไหน

“แล้วใครมากับคุณยาย ฉันไม่เห็นคนที่บ้านมาสักคน?” จิรวัฒน์ถาม

“เออชั้นว่าจะถามแกอยู่พอดี แกบอกว่าลุงนัดเป็นคนช่วยคุณยายไว้ใช่มั้ย” ธนภพกล่าวถึงลุงคนสวน

“ใช่”

“พอดีมีผู้หญิงคนนึง ชั้นก็ไม่รู้จักกับเธอนะ ไม่คุ้นเลย เธอบอกว่าอยู่ในเหตุการณ์เลยมาส่งคุณยายกับรถฉุกเฉินด้วย” ธนภพบอกสีหน้าครุ่นคิก

“เป็นไปไม่ได้หรอก ถึงจะเกิดเหตุหน้าบ้าน แต่ตรงนั้นไม่มีคนอื่นเลยมีแต่คนในบ้านเรานะ"

“แล้วเธอเป็นใครกัน” เกิดความน่าสงสัยขึ้นกับชายหนุ่มทั้งสอง ก่อนที่จะได้ทันคิดอะไรต่อไป พยาบาลก็เข้ามาบอกธนภพถึงเรื่องผลตรวจของคุณยายอุ่น ไม่กี่อึดใจธนภพอ่านรายการการแปลผลตรวจทางห้องปฏิบัติการกับผลเอ็กซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ก็เบาใจลงได้ ผลออกมาปกติ แต่ผลเลือดพบยานอนหลับปริมาณอ่อนๆ นี่เองคงเป็นสาเหตุของการหมดสติ ทั้งสองหนุ่มโล่งอกได้บ้างแต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกหลายเรื่อง

ธนภพจึงให้ย้ายคุณหญิงอุ่นไปยังห้องพักฟื้นซึ่งตอนนี้แม่นิ่มคนใช้คนสนิทและเป็นป้าของจิรวัฒน์ก็ได้มาถึง ธนภพเล่าอาการให้ฟังและให้แม่นิ่มเฝ้าไข้คุณยายอุ่นในคืนนี้

“ผมกลับบ้านก่อนนะครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมมาเฝ้าแทนแม่นิ่มนะ” ธนภพบอก

“ไม่ต้องก็ได้ค่ะคุณดิน  เดี๋ยวป้าเฝ้าเอง”

“น่าแม่นิ่ม เปลี่ยนกันได้ พรุ่งนี้ผมไม่ได้ทำงานครับ” แล้วธนภพก็ขอตัวกลับไปพร้อมกับจิรวัฒน์ 


ผลงานอื่นๆ ของ Paii-2244

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

0 ความคิดเห็น