[Fantasyland] ดินแดนต่างมิติ

ตอนที่ 15 : เรื่องในตอนนั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    21 ต.ค. 60

ก๊อกๆ
"ขออนุญาตินะคะ...เชสเชอร์..คุณ--"
มัมลี่หยุดชะงักทันที ที่เห็นร่างของคนสองคนนอนกอดกันอยู่
".....ชู่..."
เชสเชอร์ยกมือขึ้นห้ามเป็นเชิง อย่าทำเสียงดัง ก่อนจะก้มลงมองคนในอ้อมกอด
"อะ..อะ เอ่อ...??"
มัมลี่เสียงกระตุก ทำอะไรไม่ถูก เธอแค่...ไม่รู้ว่า
"คะ..คะ..คือว่า.."
"ไว้ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังทีหลังนะ มัมลี่"
เชสเชอร์พูดและยิ้มเขินๆให้ มัมลี่ยังคง งงอยู่ หน้าขึ้นสีแทน เพราะเขินกับภาพตรงหน้า
"มัมลี่ ทำไรอยู่น่ะ.....อุ้ย!!"
เสียงของไวท์ดังขึ้น เขาเดินเข้ามาก่อนจะตกใจตามมัมลี่ไป
"พวกเจ้าเงียบๆก่อน!"
เชสเชอร์ยกมือห้ามอีกครั้ง มัมลี่กับไวท์ได้แต่ยืนอ้าปากค้าง พวกเขาแค่ไม่รู้ว่าจะมาเห็นอะไรแบบนี้
"อืมม.."
เสียงอลิซดังขึ้น เชสเชอร์หันควับมามอง เขากลัวว่าอลิซจะตื่นขึ้นมาสะก่อน เขารู้ว่า เวลาที่อลิซนอนไม่เต็มอิ่ม เธอจะวีนหนักมาก(เคยโดนวีนใส่มาตอนเด็ก - -) แต่ก็โล่งใจ เพราะเธอแค่ขยับร่างกายเฉยๆ
"เฮ้ออ.. ตกใจหมด"
เชสเชอร์พูดกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันมาหาอีกสองคนที่ยังยืนอึ้งอยู่
"เชส..ตกลง..เจ้ากับอลิซนี่.."
ไวท์พูดพลางชี้ไปที่เชสเชอร์
"เออ ใช่ ก็ข้าเคยบอกแล้วหนิ"
เชสเชอร์ยิ้มและหยักไหล่ให้ ไวท์อ้าปากเหวอนิดๆ ก่อนจะพูด อ๋อ และกลับมาทำหน้าปกติ
"อะ..อะไรงั้นเหรอคะ คุณไวท์"
มัมลี่หันมาถาม ไวท์หันมาอ่ำอึ้งให้ เขาไม่แน่ใจว่าจะบอกเลยดีมั้ย   เลยหันไปหาเชสเชอร์ เชสเชอร์พยักหน้าให้พร้อมยิ้มตามสไตล์เจ้าตัว
"...เอ่อ.. คะ..คืองี้นะมัมลี่ ข้าว่าเราไปคุยกันข้างนอกดีกว่าเนอะ  เจ้าจะได้เข้าใจง่ายๆ"
ไวท์พูดและค่อยๆดันตัวมัมลี่ออกไป ก่อนออก เขาหันมองที่เชสเชอร์กับอลิซ ก่อนจะยิ้มให้ที่มุมปากและปิดประตูลงให้เบาที่สุด
"พวกคุณคุยอะไรกันน่ะ ฉันไม่เข้าใจ"
พอออกมา มัมลี่ไม่รอช้า ตวัดตัวไปถามไวท์ทันที
"..เจ้ายังไม่รู้เรื่องที่เชสเชอร์ออกไปอีกมิติสินะ"
"คะ... ค่ะ.."
มัมลี่พยักหน้า ไวท์เกาหัวตัวเองนิดนึงก่อนจะดันตัวมัมลี่ให้เดินไปตามทาง
"งั้นข้า จะเล่าให้ฟัง"
.
.
.
.
.
จิ๊บๆ
"อะ...อืมม..แสบตา.."
อลิซงัวเงียตื่นขึ้นมา เธอขยี้ตาตัวเองสองสามที ก่อนจะหันมองไปรอบๆ ซึ่ง.. รู้สึกว่ามันแปลกไป นี่มันไม่ใช่ห้องของเธอหนิ?
"ตื่นแล้วเหรอ องค์หญิง"
"อืมม.. ตื่นแล้ว..............เห๊ยยย!!!!"
อลิซร้องลั่น เธอตกใจกับสายตาสีม่วงของแมวเจ้าเล่ห์ที่มองเธออยู่ข้างเตียง
"ตกใจอะไรละ ข้าเองนะ"
เชสเชอร์พูดพลางเดินไปเปิดหน้าต่าง
"อรุณสวัสดิ์นะอลิซ"
เขาพูดและหันมายิ้มให้  อลิซอ่ำอึ้ง ก่อนจะตอบรับ
"เอ่อ..ที่นี่ห้องของนายสินะ... ฉะ..ฉันมาอยู่นี่ได้ไงอ่ะ"
"หืมม?...หึ..นี่เจ้าเป็นคนลืมเหรอกเหรอ"
เชสเชอร์ขำออกมา พร้อมมัดผ้าม่านให้เข้าที่
"..ปะ..เปล่า ..ฉันแค่ลืมนิดหน่อย...มั้ง?"
อลิซเกาแก้มตัวเองแก้เก้อ  หรือว่าเราจะขี้ลืมจริง 0-0
"ลองนึกสิ"
เชสเชอร์เดินมานั่งข้างๆเตียงและเอามือท้าวค้างมองอลิซ ที่มุมปากมีรอยยิ้มอยู่นิดๆ  อลิซขมวดคิ้วตัวเองและมองขึ้นไปบนเพดาน พยายามนึกถึงเมื่อคืน
".....อ๊ะ!!..มะ..เมื่อคืน!!!"
อลิซตาโตและหันมามองเชสเชอร์ อีกฝ่ายยิ้มแฉ่งจนเห็นเขี้ยวพร้อมหน้าขึ้นสีนิดๆ
"โอ้...พระเจ้า.."
อลิซจับแก้มตัวเองที่ร้อนฉ่าขึ้นมาด้วยความเขิน เมื่อตัวเองจำได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคืน เชสเชอร์ยังคงยิ้มอยู่และยื่นมือของเขาไปจับมืออีกข้างของอลิซไว้
"จำได้แล้วเนอะ"
.
.
.
.
"เฮ้อออ..อิ่มแล้วละ"
อลิซพูดและวางช้อนซ่อมให้เรียบร้อย
"กินเยอะเหมือนเคยเลยนะครับ ที่รักของกระผมทำอาหารอร่อยสินะ"
แมดที่นั่งอยู่ข้างๆพูดและยิ้มให้มัมลี่ มัมลี่ยิ้มบางด้วยความเขินและทำท่าจะตีแขนแมด
"จ้าา พ่อคุณ มีแฟนทำอาหารเก่งแบบนี้ รักกันไว้นานๆนะรู้มั้ย"
อลิซพูดแซวทั้งสองคนเล่นๆ พอรู้ว่าทั้งคู่ตกลงคบหากัน ก็พลอยรู้สึกยินดีไปด้วย
"ครับๆ คุณอลิซก็เหมือนกันนะครับ"
"อืม........หะ.....อะไรนะ?"
อลิซตาโตและหันมาหน้ามาหาแมด เขายิ้มให้อลิซ แถมยังสังเกตุเห็นมัมลี่กำลังกลั้นขำอยู่ด้วย
"แหม่.. ก็คุณกับเชสเชอร์ไง แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเหรอครับเนี่ย"
"อะ..เอ่อ.. ฉัน..กะ...กับหมอนั่น..ทะ..ทำไมเหรอ"
อลิซพยายามทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ลึกๆก็รู้อยู่แล้ว0//0
"แหม่ คุณอลิซโกหกไม่เนียนอย่างที่เชสเชอร์บอกเลยนะครับ  หมอนั่นน่ะ บอกพวกเรื่องของคุณให้ผมและทุกๆคนรู้หมดแล้วครับ"
"แล้วก็ไม่ต้องอายนะคะคุณอลิซ พวกเรายินดีที่จะให้พวกคุณรักกัน"
"แหม่ มันก็แน่สิมัมลี่  พวกเขาเจอกันตั้งแต่เด็กๆ คงจะรักกันตอนนั้นมั้งง"
แมดลากเสียงยาวหลอกล้ออลิซที่นั่งอ่ำอึ้งและหน้าแดงก่ำอย่างกะมะเขือเทศ
"ทะ..ทำไม ไอแมวนั่นถึงบอกละ.."
อลิซจับแก้มตัวเองทั้งสองข้างที่ร้อนเอามากๆ
"แล้วทำไมจะบอกไม่ได้ละ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างๆหู อลิซหันขวับไปมองก็เห็บกับเชสเชอร์กำลังยิ้มให้
"อะ...ไอ..ไอแมวบ้านี่!"
อลิซตีหน้าอีกฝ่าย แต่เชสเชอร์ก็ยังยิ้มเหมือนเดิม เขาจับมืออลิซที่พยายามจะตีเขาอีกครั้ง และอ้อมมากอดอลิซด้านหลังพร้อมเอาคางวางไว้บนไหล่
"ทะ..ทำไรเนี่ย! คนอื่นเขามองอยู่นะ ตาบ้า!"
อลิซพยายามแกะมือของเชสเชอร์ บริเวณรอบๆไหล่และคอของเธอออก
"ก็กอดเจ้าไง เจ้าก็รู้หนิ ว่าข้ารักเจ้า"
ประโยคนั่นทำเอา อลิซหยุดนิ่งเธอได้แต่มองพื้นพร้อมหน้าแดงๆที่ร้อนฉ่า
"หรือว่า...."
เชสเชอร์พูดและดึงมือตัวเองออก
"เจ้าไม่รักข้าเหรอ?.."
เสียงและหน้าตาที่หงอยลงทำเอา อลิซอยากจะโอ๋ แต่เธอไม่กล้าทำ
"กะ..ก็..ก็..มะ..ไม่ได้บอกว่า..ไม่รัก..สักหน่อย.."
อลิซปากสั่นและพูด สายตามองพื้นเพราะความเขินอายไม่อยากมองหน้าใคร
"แล้วรักมั้ยล่ะ"
เชสเชอร์ยิ้มกว้างจนจะฉีกถึงรู้หู อลิซมั่นไส้และยื่นมือไปบีบจมูก
"ฉันเกลียดนาย ไอแมวบ้า!"
ถึงจะพูดแบบนั่น อลิซกลับยิ้มขึ้นมาเฉยๆ หน้ายังคงแดงก่ำเพราะความเขิน เชสเชอร์รู้ดีว่า อลิซไม่กล้าพูด แต่เขาก็รู้ความรู้สึกของอีกฝ่ายอยู่แล้ว
"ไม่เห็นต้องเขินเลยหนิคะ อลิซ  ขอให้รักกันนานๆนะคะ"
มัมลี่พูดพร้อมยิ้มกว้าง อลิซเหงื่อตกนิดหน่อย รู้สึกเหมือนโดนแซวกลับเลยแฮะ
.
.
.
.
แอ๊ดด..
"เชิญเข้ามาเลยขอรับ"
แอ๊บโซเล็มพูดพร้อมเปิดประตูให้อลิซเดินเข้าไปในห้องโถงที่กว้างใหญ่ ภายในห้องเป็นเหมือนกึ่งสวนกึ่งห้องสมุดขนาดใหญ่ บ่อน้ำขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตรงกลางห้อง พุ่มดอกไม้หลากสีที่ถูกปลูกเรียงรายกันเป็นแถวและขั้นบันไดเล็กๆ รวมถึงตู้ที่ไว้ใช้สำหรับวางหนังสือทั้งหลาย ตั้งเรียงกันเป็นวงกลม ดูสวยงาม
"....ว้าว..."
อลิซพูด เมื่อได้มองขึ้นไปบนเพดาลที่เป็นเหมือนกระจกหลากสี ถ้ามองไล่ลงมา จะเห็นเหมือนขั้นบันไดเล็กๆให้เดินขึ้นไปบนนั้น
"ตามกระผมมาขอรับ"
"อะ..อืม"
อลิซเดินตามแอ๊บโซเล็มที่กำลังเดินผ่านชั้นหนังสือมากมาย เธอสังเกตุเห็น พวกผีเสื้อ กระต่าย และนก ที่อยู่รอบๆบริเวณนี้ มันดูร่มรื่นและสวยงามเหลือเกิน  ทั้งคู่เดินขึ้นมาเลี่อยๆจนถึงชั้นบนที่เป็นกระจก
"อุ่ย.."
อลิซชะงักตรงบันไดขั้นสุดท้ายจากด้านบน พื้นที่ถัดจากนี้เป็นกระจกใสมากจนมองทะลุลงไปด้านล่างได้
"เดินมาได้เลยขอรับ มันไม่แตก"
แอ๊บโซเล็มบอก  อลิซพยักหน้าให้ ก่อนจะยื่นขาออกมาเพื่อจะเดินอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่มันนิ่งปกติ กระจกไม่แตกอย่างที่แอ๊บโซเล็มบอก
"คุณอลิซมานั่งตรงนี้สิครับ"
อลิซเงยหน้า ก่อนจะมองไปรอบๆ จะเห็นได้ว่าบริเวณนี้มีเพียงพุ้มดอกไม้เป็นระยะ บ่อน้ำตรงกลาง เก้าอี้ไม้สองตัวและโต๊ะไม้กลม
"โอเค แล้ว นายมีอะไรงั้นเหรอพ่อหมอ"
"เรียกกระผมว่าแอ๊บอย่างเดียวก็ได้นะขอรับ อย่างที่คนอื่นเขาเรียกกัน พ่อหมดนั่น ถือเป็นเหมือนตำแหน่งซะมากกว่า"
"อ่า โอเค แอ๊บ?"
"ขอรับ คือ ที่กระผมเรียกมาคุณอลิซมานั่น ผมมีเรื่องอยากจะเล่าให้ฟังน่ะขอรับ"
แอ๊บโซเล็มพูดก่อนเสกหนังสือเล่มหนึ่งออกมา ที่อลิซคุ้นๆตาอยู่
"หนังสือนี่.."
"ใช่ขอรับ คุณอลิซน่าจะเคยเห็นในห้องของคุณแล้วนะขอรับ"
แอ๊บโซเล็มพูดและเปิดหนังสือออก
"อือก็นะ แต่ฉันอ่านตัวอักษรในนั่นไม่ออกเลยสักตัว ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยด้วย"
"ฮ่าๆ แน่นอนครับ มันเป็นภาษาลับ ที่ท่านเทพธิดาเป็นคนสร้างขึ้นน่ะขอรับ และจะมีแค่ท่านเท่านั่นที่อ่านได้"
"อ๋อ อย่างงั้นเหรอ.."
"ขอรับ แต่ว่า ท่านสอนภาษาพวกนี้ให้กระผมได้รู้เพียงคนน่ะขอรับ ท่านบอกว่า ไว้ใจในตัวกระผม และเห็นว่ากระผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ตอนนั้นรู้สึกเป็นเกียรติมากเลย"
แอ๊บโซเล็มพูด เขาแลดูเหม่อลอย แต่ก็ยิ้มออกมา อลิซเห็นก็ยิ้มให้อย่างเอ็นดู
"ท่านดู ใจดีกับนายมากเลยนะ"
"ท่านดีกับทุกๆคนขอรับ ด้วยความที่เป็นผู้ปกครองนครขาวแล้ว ท่านก็เหมือนกษัตริย์พระองค์นึง"
แอ๊บโซเล็มปิดหนังสือเล่มนั้นลง ก่อนจะลุกขึ้นยืน
และเดินไปตรงบริเวณกำแพงสีขาว
"กระผมจะขอเริ่มเล่าเรื่อง เรื่องแรกเลยนะขอรับ"
"...เอาสิ"
อลิซพยักหน้าให้ แอ๊บโซเล็มก้มหัวให้อย่างสุภาพ ก่อนที่เขาจะหันหลังและเสกเวทย์ขึ้นมา ปรากฎเป็นรูปภาพที่เป็นเรื่องราวส่องแสงออกมา
'นานมาแล้ว ในหลายสิบปีก่อน มีอาณาจักรแห่งหนึ่งชื่อว่า 'นครขาว' แผ่นดินที่เต็มไปด้วยเวทย์มนต์ทั้งหลาย เหล่าครึ่งคนครึ่งสัตว์ที่อาศัยอยู่ในที่แห่งนั้น ต่างพากันสวมใส่ชุดสีขาวและมุ่งหน้าไปที่วิหารแห่งหนึ่งบนภูเขา ซึ่งเรียกกันว่า 'วิหารฟ้า' ภายในนั้น มีผู้คนมากมายที่รอรับการมาถึงของคนสองคน นั่นคือพระมหากษัตริย์และราชินี ซึ่งได้ให้ กำเนิด ธิดาสองพระองค์ขึ้นมา'
แสงของเวทย์ที่ฉายอยู่นั่น ปรากฎเป็นหน้าของเด็กสาวสองคนที่นอนหลับตาอยู่
'ธิดาองค์แรกผู้เป็นพี่นั่น นามว่า Starlight ที่แปลว่า 'แสงดาว' แต่พวกเราเรียกพระองค์ว่า เทพธิดา เพราะพระองค์เป็นคนที่ชอบแสงสว่างและเป็นคนที่มีผิวขาวตั้งแต่เกิด ส่วนผู้เป็นน้องนั่น นามว่า Moonlight ที่แปลว่า 'แสงเดือน' แต่พวกเราเรียกพระองค์ว่า โพธิ์แดง เพราะพระองค์เป็นคนที่ชื่นชอบสีแดงและใบไม้ของต้นโพธิ์ที่มีทรงสวยเอามาก ทั้งสองพระองค์เป็นที่รักของคนทั้งอาราจักรแม้จะมีนิสัยที่ต่างกัน'
เเสงของเวทย์ที่ส่องแสงอยู่ปรากฎภาพของหญิงสาวสองคนที่มีรูปร่างเหมือนกัน ยกเว้นสีผมและดวงตา แสงนั่นยังปรากฎภาพขึ้นอีกมากมาย อลิซที่นั่งอยู่เริ่มยืนขึ้น และเดินมาหยุดอยู่ข้างหน้า ภาพเหล่านั้น
'เวลาผ่านมาหลายปี พระธิดาทั้งสองพระองค์ได้มีอายุครบ18ปี พระมหากษัตริย์ทรงจัดงานเฉลิมฉลองขึ้นเนื่องในงานวันเกิดของพระธิดาทั้งสอง ภายในวันงานเกิดปัญหาระหว่างสองพี่น้องเรื่องสี ผู้เป็นพี่อยากได้สีขาวกับสีทอง แต่ผู้เป็นน้องอยากได้สีแดงและสีดำ พ่อและแม่ของทั้งสองธิดาไม่กล้าเลือกอย่างใดอย่างนึง กลัวว่าฝ่ายที่ไม่ได้เลือกจะเสียใจ แต่เทพธิดาเสียสละตามใจน้องให้เลือกสีดำแดงได้ พระองค์บอกเพียงแค่ว่า  ผู้เป็นพี่ต้องเสียสละให้น้อง พร้อมลอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนเคย  ไม่ว่าเรื่องใดที่เกิดทะเลาะกัน เทพธิดาจะเป็นฝ่ายยอมให้ โพธิ์แดงเสมอ จนผู้เป็นน้องนั่น หยิ่งทะนงในตนจนเป็นนิสัยเสียของพระองค์'
เเสงเวทย์ปรากฎเป็นหน้าของหญิงสาวที่ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ คิ้วของอลิซกระตุก เธอรู้สึกว่ามันไม่สมควรเลยสักนิด
'ความเอาแต่ใจที่ไม่สามารถแก้ได้นั้น เริ่มหนักจนเป็นปัญหา ไม่ใช่ว่า พ่อและแม่ของพระองค์ไม่สั่งสอน แต่พระองค์กลับรับมือมันไม่ไหว ความต้องการของ โพธิ์แดงมากเกินไปจน น่ากลัว ทั้งๆที่เมื่อก่อนไม่เคยเป็นถึงขนาดนี้  ผู้เป็นพ่อพยายามดันนิสัยของเธอเสมอ แม้จะถึงขั้นใช้กำลัง โพธิ์แดงก็ไม่เคยหยุด จนวันหนึ่ง ที่มันร้ายแรงเกินไป วันที่ผู้เป็นพ่อได้ล้มป่วยลงตามสภาพอายุที่แก่ชราลง พระองค์ต้องการที่จะแต่งตั้งลูกทั้งสองให้ขึ้นครองราชแทน แต่ โพธิ์แดงกลับอิจฉา เทพธิดา ที่ได้ครองบันลังก์ใหญ่กว่าตน และถึงขั้นทำร้ายร่างกายผู้เป็นพี่ เทพธิดาที่มีจิตใจดีงามครั้งนี้ ไม่ตามใจอีกต่อไป แต่ให้เหตุผลที่เป็นจริงว่า ผู้น้องยังอ่อนเวทย์ กำลัง และประสบการณ์ในการปกครองทั้งเมือง ตอนนี้อยากจะขอให้ดูผู้พี่เป็นแนวทางจะดีกว่า แม่ของธิดาทั้งสอง เห็นด้วยกับสิ่งนี้ ทำให้ผู้น้องโกธรเป็นฝืนเป็นไฟ ขาเรียวยกกระทืบเท้าไม่ได้ดั้งใจ มือขวายกขึ้นชี้หน้า คนตรงหน้าทั้งสอง 'ข้าจะทำให้ทุกสิ่งเป็นของข้าคนเดียว!! '
หลังจากการที่ภาพของหญิงสาวชี้นิ้วขี้นมานั่น ควันสีดำก็ตัดภาพนั่นไปเป็นที่ห้องนอนของชายคนนึงที่นอนอยู่
'โพธิ์แดงตรงไปอ้อนวอนผู้พ่อ ในการปกครอง ซึ่งแน่นอนว่า ผู้เป็นพ่อไม่เห็นด้วย ตำแหน่งนี้ท่านอยากจะให้คนเป็นพี่ได้ดำรงเอง เพื่อเป็นผู้นำที่ดี ตัวโพธิ์แดงที่อยู่เล็กลงมาคอยช่วยแม่จะดีกว่า สิ้นประโยคนั่น ความอดทoของโพธิ์แดงก็หายไปจนหมด เย็นวันนั้นที่ฟ้ามืดครึ่มยามฝนตกหนัก ร่างของเทพธิดากำลังหลับไหลอยู่ เงาดำ ดวงตาสีแดงก็ได้พุ่งโจมตีใช่เวทย์สีดำ รัดร่างผู้พี่ให้ตึงกับที่นอน ผู้พี่ตกใจตื่นขึ้น ก่อนจะเห็นธนูสีดำลอยอยู่เหนือท้องของตน ผู้น้องที่ยืนอยู่ปรากฎตัวให้เห็นพร้อมเสียงหัวเราะ เทพธิดาหวั่นเกรงกับคนตรงหน้า มันเหมือน ไม่ใช่น้องของตนเลยสักนิด มัน..คือ ปีศาจ'
อลิซตกใจกับภาพนี้ นี่ พี่แท้ๆของตัวเองนะ ทำไมถึงอยากจะทำอะไรแบบนี้ลงไป
"ไม่นะ..."
' 'หลับตาลงเถอะพี่ข้า จะได้สบายๆ' ผู้น้องพูดก่อนจะจรดปลายธนูลงมาช้าๆ 'เจ้าคิดจะทำไร อย่านะ' ผู้พี่ร้อง ยิ้งทำให้ผู้น้องยิ้มสะใจขึ้น 'ฆ่าเจ้าไง' กระซิบบอกข้างหูก่อนจะกดปลายธนูลงมา แต่ทุกอย่างก็หยุดลง ผู้เป็นแม่ได้ยินเสียงร้องเลยเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน ปากถามทั้งน้ำตากับลูกคนเล็ก ว่าทำไม ผู้น้องตอบอย่างเกรี้ยวกราด ว่าตนต้องการสิ่งต่างๆ แต่มีพี่ที่คอยแย่งทุกอย่างที่ตนต้องการไป เลยจะกำจัดทิ้ง ผู้เป็นแม่ไม่ต้องการให้เป็นแบบนี้ ใช้เวทย์ตึงร่างขังลูกคนเล็กไว้ในกรง แต่พลังที่มหาศาลและมืดมัวนั่น ทำลายทุกสิ่งออก กลายเป็นธนูแหลมพุ่งผ่านผู้เป็นแม่ไปที่คนด้านหลัง หวังจะแท่งแค่คนนั้น แต่ธนูทั้งหลายกลับแท่งเข้าร่างหญิงชราที่เข้ามาขวางแทน เทพธิดากรี๊ดร้องพร้อมกอดร่างไร้วิญญาณขอมแม่ที่รัก ผู้น้องที่เห็นก็ไม่ได้อาลัยอาวรณ์แต่สิ่ง แต่กลับสบถที่แม่เข้ามาขวาง '
"โหดร้าย..."
อลิซยกมือขึ้นมาป้องปิดปากตัวเอง แอ๊บโซเล็มที่เล่าเรื่องอยู่ก็เจ็บปวดทุกครั้งที่ได้เล่า แต่เพราะมันเป็นหน้าที่ เขาจึงต้องทำ
'เสียงร้องดังระงมไปทั่ว ทำให้ผู้เป็นพ่อที่ถึงจะป่วยหนักก็ทุรังมาดู เพราะเป็นห่วงภรรยาและลูกๆ แต่เมื่อได้เห็นกับสิ่งตรงหน้า สติก็แทบจะขาดหาย ลูกคนเล็กที่พยายามจะทำร้ายพี่ของตัวเองอย่างเอาตาย กับร่างของคนรักที่อยู่ด้วยกันมาหลายปีนอนจมกองเลือดอยู่ ผู้พ่อเลือดพลาน จับโพธิ์แดงออกมา แต่เธอไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆ หันมาสู้กับพ่อคนตัวเองที่ป่วยหนัก แล้วผู้พ่อก็พลาดท่าไป เพราะความชราภาพและอาการป่วยหนัก ร่างที่ถูกแท่งอีกร่างทรุดลงข้างกับหญิงชราก่อนหน้า และหลับตาตามไป เทพธิดากรี๊ดร้อง น้ำตาอาบแก้มทั้งสองข้าง ช่างดูน่าเวททนา มือขาวชูขึ้นใช้มนต์ตราสีทอง เวทย์ที่เธอไม่เคยคิดว่า จะต้องมาใช้กับคนเป็นน้อง มนต์ตราสีทอง จับปีศาจให้อยู่หมัดและพ่ายแพ้ไป ท้าวเรียวตรงมา ก่อนจะยืนตรงหน้าผู้น้องที่บาดเจ็บหนัก 'ต่อไปนี้..ข้าขอ.. ขับไล่เจ้าออกไปจากนครขาว...เจ้า ไม่ใช่คนของที่นี่..และน้องของข้า..อีกต่อไป..' กล่าวพร้อมน้ำตา แต่สายตากลับเยือกเย็น ผู้น้องสบถ ก่อนจะหายวับออกไปจากวิหารฟ้าท่ามกลางสายฝน ผู้เป็นพี่เดินโซซัดโซเซมาหาร่างพ่อแม่ แขนขาวกอดรัดทั้งสองฝ่าย และร้องไห้ แทบขาดใจ'
ตึง!!
อลิซสะดุ้งเฮือก อยู่ๆมือของแอ๊บโซเล็มก็เขามาทุบถาพที่เป็นใบหน้าของ เทพธิดาที่มีแต่หยาดน้ำตาออกไป มือข้างนั่นสั่นระริกจากการกำมือแน่น
"เฮ้ออ.."
เขาถอนหายใจอกมา ก้มหน้าก้มตามองพื้น ปากเม้มเข้าหากัน
"แอ๊บ...นายโอเค..มั้ย?.."
อลิซเดินไปจับบ่าอีกฝ่าย แอ๊บโซเล็มถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา
"ขออภัยขอรับ กระผมแค่.. ไม่ไหวแล้ว.."
"...."
"หลายปีที่ผ่านมา กระผมต้องเล่าเรื่องเหล่านี้ให้กับอลิซทุกๆคนได้รับรู้ มันบาดจิตใจเหลือเกินขอรับ..."
"..ฉันเข้าใจ"
"...เฮ้อ.. หลังจากนั่น ท่านเทพธิดาได้ทรงจัดงานศพของท่านพ่อและท่านแม่เรียบร้อย ก็ขึ้นปกครองบ้านเมืองเเห่งนี้เต็มตัว"
แอ๊บโซเล็มเล่าต่อด้วยปากเปล่า ไม่มีภาพบรรยายแต่อย่างใด
"ระหว่าง ระยะการปกครอง เมืองแห่งนี้ก็ถูกรุกรานด้วยพลังของ ราชินีโพธิ์แดงตลอดทุกปี แต่ท่านเทพธิดาก็ค้นพบว่า เมื่องแห่งนี้ หรือโลกที่ท่านอาศัยอยู่เป็นเพียงมิติหนึ่ง และท่านก็ได้ค้นพบวิธีการที่จะออกไปอีกมิตินึงได้ โดยการสร้างประตูกระจกขึ้นมา ซึ่งมันอยู่ที่วิหารฟ้า ท่านแค่ต้องการให้มิตินี้เหมือนกับโลกอื่นๆ และไปไหนมาไหนได้ทุกที่"
"อ๋อ.. เพราะอย่างงี้เอง เชสเชอร์ถึงออกไปเจอฉันข้างนอกได้"
อลิซย่อตัวลงนั่งบนพื้นข้างแอ๊บโซแล็ม นึกถึงตอนที่เธอกำลังเรียนอยู่แล้วมีเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟังอยู่เลย
"นั่น มันหลังจากนั้นขอรับ ตอนแรกถึงจะสร้างขึ้นมาได้แต่ก็ออกไปได้เฉพาะคนที่มีพลังวิเศษอย่างพวกกระผมเท่านั่น คนธรรมดาๆไม่สามารถเข้าออกได้ ท่านเทพธิดาจึงถามต่อ พ่อหมอในวังค์หลายต่อหลายคน พวกเขาบอกกับท่านเทพธิดาว่า ทางที่จะออกไปได้นั้น จะต้องมีคนจากมิติอื่นมาช่วยปลดปล่อยพวกเราเท่านั้น เพราะนั่นถือเป็นการที่คนอีกมิติเปิดประตูรับเราเข้าไป"
แอ๊บโซเล็มยังคงเล่าต่อด้วยสายตาออกจะเหม่อลอย อลิซ มองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกเห็นใจ ถึงว่า ทำไมพวกเขาทุกคนถึงต้องการ คนอย่างอลิซ
"ท่านเทพธิดาจึงสร้าง มนต์ตราสีทองขึ้นมาเพื่อทำให้คนของอีกโลกสามารถเข้ามาในนี้ได้ ในทุกๆสิบปีจะมีคำทำนายว่า จะมีคนเข้ามาในนี้ ซึ่งท่านเทพธิดาได้ทรงตั้งตำแหน่งของคนเหล่านี้ว่า อลิซ แต่ทว่า มิตินี้ได้ถูกพลังของแม่มดดำอย่างราชินีโพธิ์แดง มาสร้างความไม่บริสุทธิ์ต่อโลกอื่นๆได้ ทำให้ไม่สามารถออกไปจากที่นี้ได้ๆง่าย นอกจากจะกำจัดราชินีโพธิ์แดง และนำ เศษกระจก จากประตูกระจกที่ได้ทุกทำลายไปกลับมาที่เดิม หลายปีก่อนหน้าที่พวกกระผมยังเด็กๆ ราชินีโพธิ์แดงเข้ามาที่นี่และฆ่าผู้คนไปมาก นั่นก็รวมถึง พ่อและแม่ของพวกกระผมด้วย..."
แอ๊บโซเล็มเม้มปากอีกครั้ง ดวงตาสั่นคลอ และเหมือนจะมีน้ำตาปริ่มๆออกมา
"นางเดินทางมาที่วิหารฟ้าและทำการ ทำลายประตูกระจกทิ้งพร้อมนำเศษกระจกไป ป่าวประกาศต่อทุกๆคนว่า ถ้าจะออกไปอีกโลกได้ ตัวของนางเองก็ต้องได้ปกครองที่แห่งนี้เช่นกัน"
"โหดร้ายที่สุด.. ทำไมถึง..ต้องทำถึงขนาดนี้ด้วย โลภมาก อยากจะได้ทุกสิ่งขนาดนี้ได้ยังไงกัน"
อลิซคิ้วขมวด ได้ยินสิ่งที่ราชินีแสนร้ายนี่ได้ทำไว้ก็แสนจะปวดใจ
"เรื่องมันก็..จบแค่นี้นะขอรับ หรับเรื่องแรก ส่วนเรื่องต่อไป.."
"หืม?"
เเอ๊บโซเล็มเว้นระยะคำ ทำให้อลิซหันมามอง เขายกหนังสือเล่มนั่นที่เอามาตอนแรกออกมา
"จากนี้ จะเป็นเรื่องราวของอลิซทั้ง9คน ก่อนหน้า.."




กลับมาแล้วจร้าาาา รีดเดอร์ทุกคน คิดถึงมากมาย เชื่อว่าหลายๆคนคง จะลืมแล้วล่ะว่า ติดตามเรื่องนี้อยู่ แหม่ ก็เล่นหายไปนานขนาดนี้ ต้องขอโทษด้วยจริงๆนะคะ หลังจากที่ได้ขึ้นม.ปลายมานี่ ไรท์ไม่มีเวลาเลย ทั้งๆที่สัญญาว่าจะไม่หายไปไหนแล้วมาต่อแท้ๆ แต่ก็หายไปนานมากก ให้ตบหนึ่งที //แปะ!!!!!  แต่ก็ ไรท์คิดว่า เรื่องนี้ใกล้จะจบแล้ว แต่ก็ไม่แน่น้าา เลยคิดว่าจะลงช้าหน่อย และด้วยว่าช่วงนี้ปิดเทอม...และใกล้จะเปิดแล้ว -*- ก็เลย อาจจะมาต่อได้ไม่มาก แต่ก็จะพยายามนะคะ ถามว่า ก่อนหน้านั้นทำไมไม่มาต่อ บอกได้เต็มปากเลยว่า ขี้เกียจ และ ไปต่อเรื่องไม่ถูกมากๆ (ปัญหาระดับโลก TT) แต่ว่าตอนนี้สมองแล่นละ จะมาต่อให้ยาวๆเลย อย่าเพิ่งเบื่อกันน้า อ่านแล้วเป็นยังไงบ้าง ก็เม้นบอกไรท์ด้วยนะ ไรท์ชอบอ่านมากๆ เจอกันตอนหน้าค่าา บายย



นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น