[Yaoi] Why am I like this ทำไมใจสั่น

ตอนที่ 2 : #ไม่สิตี๋ : เพราะคำขอพร

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 76
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    11 พ.ค. 61



เพราะคำขอพร

วันต่อมา

เวลาหกนาฬิกามาถึงนั่นหมายความว่าผมมายืนอยู่หน้าบ้านไอ้หมีเรียบร้อยตามนัด  แน่นอนครับว่าผมไม่เชื่อหรอกว่ามันจะตื่นเช้าเพราะปกติมันสายตลอดที่ผมนัดเช้าหน่อยเพราะเผื่อเวลามันเท่านั้น  ตอนนี้คงจะนอนอยู่บนเตียงแน่ๆ  โทรไปก็ไม่รับ  โทรศัพท์มึงลงหม้อแกงจืดไปแล้วหรอ

“โอ๊ยยย  อย่างไอ้หมีหรอจะตื่น  ขึ้นไปปลุกมันเลยตี๋ถ้าไม่ตื่นอีกค่อยถีบมันทีหลัง”  นั่นคือคำแนะนำจากน้าเหมียว  แม่ผู้ประเสริฐของไอ้หมีที่กำลังมัดถุงแกงติ้วๆเหมือนไม่อยากให้ลูกค้าแกะออกได้ 

ได้ยินแบบนั้นผมก็พยักหน้าพลางยิ้มให้น้าเหมียวก่อนจะเดินเข้าไปภายในบ้านแล้วขึ้นบันไดตรงไปห้องนอนไอ้หมีที่ผมมักจะมาสิงเป็นประจำเวลาม๊ามาเล่นไพ่  อย่างที่คิดว่าคนสารชั่ว ขี้เกียจสันหลังยาว  อย่างมันชอบนอนดึกตื่นสายคงไม่ลุกขึ้นมาตอบหกโมงง่ายๆแน่

ก็อกๆๆ

“ไอ้หมี!”  ผมตะโกนเรียกหลังเคาะประตูไปแต่ไร้เสียงตอบรับ  คือมึงนอนหรือโดนฆ่าหมกศพไปแล้ววะถึงได้เงียบสงัดแบบนี้  เอาเถอะ  ยังไงซะมันก็เป็นคนที่ไม่เคยล็อคประตูห้องอยู่แล้วผมจึงเปิดประตูเข้าไปเหมือนเป็นบ้านตัวเอง

นั่นไง  หลับลึกเลยนะมึง

แหม  ไอ้คนหน้าด้าน  แล้วก็นัดให้กูมาเช้าแต่ตัวเองก็สายประจำ  ตั้งแต่รู้จักกันมาหน้าที่ประจำของผมทุกครั้งที่มันนัดไปไหนมาไหนตอนเช้าคือการปลุกมันครับ  ซึ่งไอ้หมีก็เหมือนหมีที่จำศีลในถ้ำตามสารคดีสัตว์โลกนั่นแหละเป็นคนที่ตื่นยากมาก  หลับลึกชนิดที่ว่าถ้าเสียงไม่ดังแรงถีบไม่เยอะก็ไม่สามารถปลุกได้

“ไอ้หมี”   ผมเรียกมันด้วยใบหน้าเอือม  ท่านอนก็ตีลังกาจนนึกว่าเล่นกายกรรม  ห้องรก ข้าวของไปคนละทิศละทาง  ผมไม่ใช่คนสะอาดอะไรมากมายหรอกแต่สภาพห้องมันตอนนี้อุบาทว์กว่าผมหลายแสนเท่ามากๆ ขอบ่นหน่อยเถอะ

ผมจ้องไปทางเจ้าของเตียงที่ยังรับบทเจ้าชายนิทราหน้าด้านหลับไม่ยอมลุกขึ้นมาจากเตียงเสียทีก่อนที่สายตาเจ้ากรรมจะเหลือบไปเห็นหน้าท้องขาวเนียนที่ถูกเปิดเผยเพราะเสื้อกล้ามที่ใส่นอนเลิกขึ้นสูงกับกางเกงบ็อกเซอร์ที่สั้นกว่ากางเกงนักเรียนเท่านึงได้ด้วยอากาศที่ร้อนจัดเหมือนนรกโลกันต์ก็ไม่แปลกที่มันจะทิ้งผ้าห่มแล้วโชว์หวิวคนเดียว

อื้อหือ  ช็อตเด็ดแห่งความเซ็กซี่ทำเอาอีพี่อย่างผมหายใจไม่ทั่วท้อง  บางทีการที่เราเติบโตมากับใครสักคนก็ทำให้เราไม่ทันได้สังเกตความเปลี่ยนแปลงในตัวมันสักเท่าไหร่  แต่ทำไม๊ทำไมตอนนี้ผมถึงให้ความสนใจกับมันมากขนาดนี้  และผมก็เพิ่งสังเกตหน้ามันชัดๆนะเนี่ย  เออไอ้หมี  มึงก็โตขึ้นแบบมีคุณภาพเหมือนกันนะถ้าตัดเรื่องสันดานออกไป

ก็น่ารักเหมือนกันนี่หว่า

ไม่สิตี๋ไม่น่ารักเลย  นึกภาพตอนมันแย่งไก่ไปกินสิตี๋!

หลังจากที่ดึงสติตัวเองจนแทบจะเอาหัวโขกผนังแล้วผมก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึกก่อนจะเริ่มต้นปลุกมันอย่างจริงจังแทนการมายืนจ้องมันตอนหลับแบบนี้   คิดได้ดังนั้นผมจึงใช้เท้าเขี่ยตูดมันก่อนจะเริ่มยันสารร่างขี้เซาด้วยแรงแค้นทั้งหมดที่มีจนไอ้หมีกลิ้งตกเตียงอีกฝั่งเสียงดัง

โครม!

ถ้าไม่ตื่นก็แสดงว่าตายแล้วนะ

“โอ๊ยยย  ใครถีบกูวะ!

“กูเอง”

“ไอ้พี่ตี๋!”   ไอ้หมีโวยวายเสียงดังพลางมองผมด้วยสายตาอาฆาตแต่ผมไม่หวั่นไหวเพราะคนที่ตื่นสายคือมันและคนที่อยากเสนอหน้าไปขอหวยเจ้าแม่ตอนเช้าก็คือมัน  เพราะฉะนั้นผมไม่ผิด  “ปลุกธรรมดาก็ได้มั้ย  มึงจะถีบกูแบบนี้ตั้งแต่เด็กยันแก่เลยหรอ”

“ก็ปลุกธรรมดาแล้วมึงไม่ตื่นเอง”

“โอ๊ยยย  เอวกูเคล็ดแล้วมั้งเนี่ย”

“ไปได้แล้ว  นัดไม่เป็นนัดตลอดแหละ”  ผมบ่นไปในขณะที่ไอ้หมียังขยี้หัวนั่งร้องโอดโอยอยู่ข้างเตียงด้วยหน้าง่วงๆทำให้ผมแอบลอบขำเพียงลำพังก่อนที่มันจะยื่นมือขึ้นมาทางผม

“ดึงแขนขึ้นหน่อยดิ  เจ็บเพราะมึงเลยอ่ะ”

“ไม่ต้องโทษกูเลยเป็นเพราะมึงสายเองต่างหาก  ลุกเองโว้ย”

“พี่ตี๋   ช่วยหน่อยยย”

“ตัวหนักแบบมึงยังจะให้กูดึงขึ้นอีก”

“โอ๊ยยย  แค่ช่วยดึงเอง”   ไอ้หมีร้องด้วยใบหน้างัวเงียแล้วยังชูมือมาทางผมซึ่งยืนข้างๆเตียงมันพอดี   ทำเป็นอ้อนขอความช่วยเหลือคิดว่ากูเป็นเด็กสาวม.ต้นถักเปียใจบางเวลาผู้ชายอ้อนหรอวะ  ประสาท  “พี่ตี๋จ๋าาาา  ดึงน้องขึ้นหน่อยสิ  น้องเจ็บบบบ”

“...”

เห้ย...ชีวิตติดสตั๊น

บ้าแล้วววว   มึงอย่าพูดแบบนี้  ทำเสียงงุ้งงิ้งแบบนี้สิวะ  กูใจบาง 

ไม่สิตี๋ไม่ๆๆๆ  ใจเย็น  กูเนี่ยใจเย็น  มันก็กวนพูดจ้ะจ๋าแบบนี้ประจำทำไมต้องไปใส่ใจวะ

ผมตัดปัญหาดึงสติตัวเองแล้วไปดึงแขนมันขึ้นมาจากพื้น  พอมันยืนทรงตัวได้เองก็ขยี้ตาแล้วทำหน้าเนือยจนตาตกเพราะยังไม่ตื่นดีนักก่อนที่ผมจะหาทางพาตัวเองหนีออกจากพื้นที่อันตรายต่ออัตราการเต้นของหัวใจตัวเองด้วยการเดินหนีไปข้างนอกแต่ก็ต้องชะงักเท้าไว้ก่อนเมื่อไอ้หมีเอนหัวมาพิงไหล่ผมจากด้านหลังแล้วใช้ผมเป็นเสาทรงตัวของมัน

ชิบหายแล้ว...ใจกู

ไม่สิตี๋ห้ามคิดอะไรเด็ดขาด  นี่น้องไง  น้องที่กวนชีวิตมึงทุกวันแล้วยังหน้าด้านยืนพิงมึงหลับอีก

โอ๊ยชีวิต  คิดหาทางเอามันออกไปจากไหล่ผมเถอะก่อนที่ผมจะหัวใจวาย  บ้าบอนัก  ร่างกายกระดิกไม่ได้แล้วยังหายใจผิดปกติอีก  หรือว่าผมจะอ่านหนังสือดึก  นอนไม่พอจนความดันขึ้นวะ  ไม่ดีต่อสุขภาพเสี่ยงต่อการช็อคและหัวใจวายเฉียบพลันแบบนี้คงไม่ดีแน่นอน 

“ตะ...ตื่นเลยไม่หมีจะมานอนอะไรอีก”

ติดอ่างทำไมตี๋  เสียงเนี่ยจะกระตุกกระตักทำไม  เดี๋ยวกูพาไปเรียนวอร์มเสียงกับครูอ้วนเลยนี่

“อือ...”

“รีบไปอาบน้ำเลยมึง  ไม่งั้นกูไม่พาไปหาเจ้าแม่นะ”

“เห้ย! ใจเย็นนน  ไปกินข้าวแม่รอแปป  กูอาบน้ำแปปเดียวพี่!”  มันสะดุ้งตื่นสร่างง่วงแล้ววิ่งหางจุกตูดไปคว้าผ้าเช็ดตัวก่อนจะวิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างรวดเร็ว   ให้มันได้อย่างนี้สิ  ต้องรอมันอีกตามเคยไม่มีเลยที่จะตื่นเองได้เริ่มเข้าใจน้าเหมียวที่ชอบทัพพีปลุกมันแล้วล่ะว่าต้องเกรี้ยวกราดกับลูกชายคนกากขนาดไหน

โล่งอก  ใครก็ได้CPRให้ทีเถอะ  เหตุการณ์เมื่อกี้มันคืออะไรทำไมหายใจยากขนาดนี้

ผมมองตามมันที่วิ่งเข้าห้องน้ำไปพร้อมปิดประตูเสียงลั่นก่อนจะกวาดสายตามองรอบห้องซึ่งมีโพยหวยเยอะกว่าหนังสือเรียนเสียอีก  บ่งบอกได้ว่าในชีวิตจริงจังกับเรื่องอะไรมากที่สุด  ถึงจะเห็นอย่างนั้นสายตาผมก็สะดุดกับโน้ตที่มันแปะไว้ข้างฝาผนังฝั่งโต๊ะเขียนหนังสือของมันจึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆว่ามันเขียนอะไร

หาเงิน 8000 บาทก่อนสิ้นเดือน!’

หาเงินแปดพัน?  หาทำไมวะ?  ผมได้แต่ตั้งข้อสงสัยอยู่ภายในใจกับข้อความตรงหน้า   พอจะเดาได้ว่าที่มันขยันจดโพยหวยทุกวันนี้เพราะอยากเก็บเงินให้ถึงแปดพันแต่ก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเอาไปทำอะไร

ชาบูก็ไม่ถึงแปดพัน  หวยงวดใหม่ก็ไม่น่าจะเล่นเยอะขนาดนั้น

มันจะเอาเงินไปทำไรวะ?

 

 

เวลาต่อมา

เนื่องจากผมหิวและขี้เกียจรอไอ้หมีบนห้องจึงตัดสินใจเดินลงมากินข้าวแกงน้าเหมียวให้อิ่มท้องก่อนไปเรียนเสียหน่อยซึ่งน้าเหมียวก็ใจดีให้ข้าวเยอะเหมือนจะขุนผมให้เป็นหมูแต่ถึงจะเยอะขนาดไหนกูก็ยังหน้าด้านกินหมดเกลี้ยงจานอยู่ดี  เห็นทีว่าจะต้องไปฟิตเนสเพื่อซิคแพ็คสวยงามให้เหมาะกับหน้าตาเทพบุตรของตัวเอง  บ๊ะ!

“น้าเหมียวครับ”

“จ้ะ?”    น้าเหมียวขานรับเมื่อได้ยินผมเรียก   เวลานี้ลูกค้ายังไม่ค่อยมาจึงทำให้น้าเหมียวมีเวลาเตรียมร้านอีกเยอะซึ่งก็ตรงกับจังหวะที่ผมจะถามในเรื่องที่สงสัย

“ไอ้หมีนี่มีสาวบ้างป่ะครับ?”  ผมเอ่ยถามไปตรงๆซึ่งทำให้น้าเหมียวขมวดคิ้วสงสัย 

“ไม่รู้เหมือนกันนะลูก  เรื่องสาวๆพวกเด็กผู้ชายเขาไม่ค่อยบอกแม่กันหรอก”

“แล้วไม่มีสาวที่ไหนมาบ้านมันเลยหรอครับ?”

“อืม...”  น้าเหมียวหยุดคนแกงเขียวหวานในหม้อพลางกรอกตานึก  “เหมือนจะเคยมีนะลูก  แต่มันบอกว่ามาทำรายงานกัน”

“มาตอนไหนครับ!?

“ว๊าย!  แล้วตี๋จะเสียงดังทำไมลูก  น้าใจหายใจคว่ำหมด”  น้าเหมียวสะดุ้งโหยงแทบโยนทัพพีเมื่อผมขึ้นเสียงดังโดยไม่ได้ตั้งใจ   เอาจริงผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเสียงดังทำไม  ตกใจตัวเองเหมือนกันเนี่ย  หัวใจจะวาย

“ขอโทษครับน้า   ตี๋ก็ตกใจเหมือนกัน”

“โอ๊ย! วัยรุ่นนี่ใจร้อนจริงๆ”   น้าเหมียวกุมอกแล้วถอนหายใจก่อนจะเข้าเรื่อง  “มาอาทิตย์ก่อนเองลูก  แต่มารอบเดียวนั่นแหละหลังจากนั้นก็ไม่เห็นอีกเลย”

“อ่ออออ”

“แล้วทำไมจู่ๆตี๋ถึงถามล่ะลูก?”

“เอ่อ...ก็แค่สงสัยน่ะครับ  เห็นวันๆมันไม่ได้ทำอะไรนอกจากเล่นหวย”

“อย่างนี้แหละ  มันขี้เกียจ”   หญิงสาวตรงหน้าผมบ่นตามประสาคนเป็นแม่ที่มีลูกไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่นัก  “นั่นไงมานู้นแล้ว”

“แม่กระทะที่หมีซื้อมาเมื่อวานอยู่ไหนอ่ะ?”   ไอ้หมีลงมาปุ๊บก็ถามหากระทะปั๊บ   ถือว่าเป็นเครื่องรางของมันก็แล้วกันยังไงซะก็หอบมาขนาดนั้นแล้ว

“จะรู้มั้ยล่ะโว้ยหาเองเลย”   น้าเหมียวตวาดกลับไปด้วยน้ำเสียงรำคาญ  ไอ้หมีจึงได้แต่งมหากระทะของมันแถวห้องครัว   ผมจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปช่วยมันหาไม่งั้นพรุ่งนี้ก็คงไม่ได้ไหว้สักทีเจ้าแม่เนี่ย

“แล้วเมื่อวานมึงวางไว้ไหน”  ผมเอ่ยถามไอ้หมีที่หากระทะหน้ายุ่ง

“จำไม่ได้ว่ะ  น่าจะแถวนี้แต่หาไม่เจอ”   มันพูดด้วยน้ำเสียงกังวล  อย่างนี้แหละหวยเด็ดย่อมสำคัญกับชีวิตเสมอ  ด้วยความเวทนาผมจึงมุดตัวเข้าไปในครัวซึ่งข้าวของเยอะขนาดนี้ก็ไม่แปลกที่มึงจะหาไม่เจอ 

ผมแทบเขย่งเท้าเข้าไปข้างใน  ห้องไอ้หมีว่ารกแล้วแต่นี่รกกว่าถึงขั้นเดินแทบไม่ได้จนอยากถามไอ้คนข้างๆว่ามึงจะมาวางกระทะไว้แถวนี้ทำซากอ้อยอะไร  ตกลงกูมาหากระทะหรือมาขุดขุมทรัพย์  ผมก้าวขาไปอีกข้างจนยืนในห้องครัวอย่างเต็มตัวแล้วก้มลงไปหากระทะที่น่าจะอยู่ชั้นล่าง

“เขยิบซิ”   ผมบอกไอ้หมี

“โอ้โห  มึงดูหน่อยพี่  มีที่อื่นให้กูยืนได้มั้ย”   มันตอบด้วยความกวนตามประสาผมจึงได้แต่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจเบาๆ  พอสังเกตให้ดีก็รู้สึกได้ว่าผมยืนซ้อนหลังซึ่งใกล้มากจนเหมือนยืนพิงกันอย่างไงอย่างงั้น  “เจอแล้ว! กูว่าแล้วว่าต้องอยู่แถวนี้”

!”   ผมถึงกับสะดุ้งเมื่อจู่ๆไอ้หมีก็หันหลังกลับมาอย่างไม่ทันให้ผมตั้งตัวจนหน้ามันแทบจะติดกับหน้าผมเพราะเราสองคนตัวสูงพอๆกันถึงผมจะสูงกว่าเล็กน้อยแต่หันมาเร็วขนาดนั้นก็เกือบชนนะเว้ย  ใจจะร่วงลงไปถึงตาตุ่ม

ไม่สิตี๋ไม่เห็นจะมีอะไรเลย  ใครมีอะไร ไม่มี ไม่เลย  ใคร  อะไร  ไม่มีๆๆ

“อ้าว  มองไรพี่  นี่ไงเจอแล้ว”  ไอ้หมีพูดตรงหน้าผมพลางชูกระทะขึ้นโชว์โดยไม่รู้สึกกระดากอายกับระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราเลยสักนิด  มันก็ทำถูกแล้วล่ะเพราะเป็นเรื่องปกติที่จะบังเอิญใกล้กันก็ในเมื่อห้องครัวแทบจะไม่มีที่ยืนขนาดนี้แต่นี่มันก็ใกล้ไปนะ

“ไม่มีอะไไร!  กูมองยี่ห้อกระทะไง!  สวย  ทนทาน เหมาะแก่การใช้งานทุกประเภท”

“แม่มึงเปิดบริษัทโคเรียนคิงหรอพี่  โฆษณาทำห่าอะไร”

“เปล่าๆๆ  ไม่มีอะไร”

“เออ  เขยิบไปดิ”

“ไม่ๆ กูไม่มีอะไร”

“...”    ไอ้หมียืนมองผมนิ่งเรียกว่าจ้องถึงกระดูกผมเลยกว่าว่าได้ถ้ามันจะมองไม่หลบสายตาขนาดนี้  อะไรวะ  กูทำอะไรผิดทำไมต้องมองขนาดนั้น  หรือว่าผมเผลอพูดอะไรแปลกๆไปหรอ  ก็ไม่น่าจะมีนี่หว่า  นี่ก็คิดว่าตัวเองทำตัวปกติเป็นธรรมชาติที่สุดแล้วนะ  “มึงเป็นอะไรของมึง  กูแค่จะให้ถอยไปแล้วกินข้าวก่อนค่อยไปไหว้เจ้าแม่”

“อะ...อ้อเออๆแปปนึง  ครัวมึงแคบจะตายให้เวลากูเดินจิกตีนออกไปหน่อยสิวะ”  ผมดึงสติตัวเองกลับมาหลังฟังมันอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วจึงรีบเขย่งเท้ากระโดดดึ๋งๆออกไปจากห้องครัว  นึกแล้วก็อายย้อนหลัง หรือผมอ่านหนังสือดึกเกินไปวะทำไมสมองเบลอขนาดนี้  หรือผมจะประหม่ากับสายตาที่มันมองเพราะความใกล้เมื่อกี้มันทำให้...

ไม่สิตี๋มึงก็แค่มึนเพราะนอนไม่พอ  เดี๋ยวกระดกแบรนด์ซุปไก่สกัดพี่โต๋ก็คงจะดีขึ้น

ผมออกมาจากห้องครัวแล้วไอ้หมีจึงเขย่งเท้าตามออกมาเพราะในครัวแทบไม่มีที่เดินก่อนจะไปหาของกินในร้านแล้วนั่งโต๊ะด้านหลังน้าเหมียวที่กำลังหั่นแตงกวารอลูกค้ายามเช้า   ผมเดินตามไอ้หมีไปนั่งตรงข้ามรอมันกินข้าวตามประสาพลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถเล่นเบี่ยงเบนความสนใจจากไอ้คนตรงหน้าที่กินข้าวเหมือนยัด

แชะ!

“เห้ยไอ้พี่ตี๋มึงถ่ายรูปกูหรอ?”

!?”    ผมสะดุ้งโหยงเมื่อไอ้หมีโวยวายพร้อมกระโจนมาทางผมหวังคว้าโทรศัพท์ไปลบรูปภาพตัวเองแต่ผมดึงโทรศัพท์กลับมาทันจึงรีบเอามือผลักหัวมันออกไปจนเกือบหงายหลังตกเก้าอี้

ไม่สิตี๋มึงจะไปถ่ายรูปมันตอนกินแบบสวาปามอย่างนั้นทำไม 

ความจริงผมจะเล่นโทรศัพท์ เล่นกงเล่นเกมแต่พอเห็นมันกินข้าวอ้าปากกว้างเหมือนจะแดกทั้งร้านเข้าไปแล้ว  จู่ๆนิ้วก็ไปกดกล้องถ่ายรูปแล้วกดถ่ายรูปมันเฉยหนำซ้ำยังลืมปิดเสียงชัตเตอร์อีก   ไม่แปลกที่มันจะโวยวายทั้งที่ข้าวเต็มปากแบบนั้น

กูทำอะไรลงไป   ไม่สิตี๋ไม่ใช่แนวของตี๋  ไม่เอาาาา

“มึงถ่ายรูปแบล็คเมล์กูหรอพี่   ร้ายกาจนัก”   ไอ้คนตรงหน้ายังแยกเขี้ยวใส่ผมไม่เลิก   ขู่จนหน้ายุ่งเหมือนหมีไปกินรังแตนมาแบบนั้นแหละ  แบล็คเมล์?  แหมพ่อดาราใหญ่  ติ๊กเจษฎาภรณ์ยังไม่กลัวเท่ามึงเลยนะ  กล้าพูด

“อะไร๊  นิ้วกูแค่กดผิดไปโดน”

“เสียงสูงเลยนะมึง”

ไม่สิตี๋อย่าเสียงสูง  มึงไม่ได้โกหกอะไรสักหน่อย

“กูพูดจริ่งงง”

“นี่ก็ต่ำไป”

“อะไรวะ  เสียงสูงก็ด่า เสียงต่ำก็ด่า”

“ก็มึงโกหกอ่ะ!

“กูไม่ได้โกหก”   ผมเถียงมันกลับเมื่อเห็นมันพูดแบบนั้น  เอ่อ  แต่เมื่อกี้กูโกหกหรือเปล่าวะ  ไม่หนิ  ไม่ได้โกหกอะไรเลยความจริงสิ่งไม่ตายเพราะฉะนั้นผมไม่ผิด

“อย่าให้ถึงคราวกูบ้างนะพี่  กูจะเอาประจานจนขึ้นหน้าหนึ่งเลย”   ไอ้หมีคาดโทษผมไว้แต่ใครจะแคร์ในเมื่อผมไม่ได้ทำอะไรเลย  ไม่ได้ทำเลยเว้ยแค่เผลอไปกดถ่ายรูปมึงเท่านั้นเอง  นี่ไม่ทันรู้ตัวเลยนะ

ผมลอยหน้าลอยตาไม่รับความผิดก่อนจะเปิดรูปในโทรศัพท์ขึ้นมาดูว่าตัวเองถ่ายอะไรมาซึ่งก็เป็นรูปไอ้หมีตอนยัดข้าวเข้าปากพอดี  เหมือนพิธีกรรายการพากินทั่วราชอาณาจักร  แค่เห็นมันกินก็เหมือนเห็นคนทั้งหมู่บ้านกินเพราะแค่ดูก็อิ่มตามไปแล้ว  คนอะไรกินต้องอ้าปากกว้างจนตาปิดยังดูน่ารักอีก

ไม่สิตี๋!!  น่ารักห่าอะไร  ไม่มีเลย  อ้าปากเหมือนจะแดกหัวมึงนี่น่ารักหรอตี๋  ไม่ใช่เว้ย!

 

 

@ศาลเจ้าแม่หน้าบาน

หลังจากที่รอจนไอ้หมีกินข้าวเสร็จก็ได้เวลาที่ต้องพามันมาหาเจ้าแม่หน้าบาน  แหล่งทำธุรกิจใหม่ของมันซึ่งอยู่ในซอยบ้านไอ้มิกซ์พอดี  ไอ้หมีเตรียมกระทะมาอย่างดีก่อนจะก้าวขาลงจากรถมอเตอร์ไซค์ของผมแล้วย่างกรายเข้าไปใกล้ศาลมากขึ้น

ศาลเจ้าแม่หน้าบานก็คล้ายศาลพระภูมิทั่วไปเพียงแต่เป็นไม้ทั้งหลัง  สูงประมาณเอวผม  ตั้งอยู่ด้านหน้าต้นโพธิ์สูงใหญ่ที่ผูกผ้าเจ็ดสีมณีเจ็ดแสงรอบต้นบ่งบอกถึงความขลังมากมายก่ายกองของศาลเจ้าแม่ที่นักเล่นหวยต้องแห่มาสักการะบูชาอย่างล้นหลามในอนาคตแน่นอน

ผมเดินตามไอ้หมีมายืนหน้าศาล  ไอ้หมีนั่งยองๆแล้วเอาธูปมาจุดไฟแช็คที่มันเตรียมมาเอง  เป็นการเตรียมพร้อมที่บอกได้เลยกับการเรียนไม่เคยจะเตรียมอะไรแบบนี้แน่นอน  ดอกไม้ธูปเทียนครบครันจนอยากให้มันมาตั้งร้านขายหน้าศาลให้รู้แล้วรู้รอดกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว   ถือว่าเป็นที่พึ่งพิงทางใจและความหวังในการเล่นหวยของมันก็แล้วกัน

“มึงไม่มาไหว้บ้างหรอพี่”  ไอ้หมีเอ่ยถามผม

“ไม่อ่ะ  มึงไหว้ไปเถอะ”

“เสี่ยงดวงเพื่อวิศวะมึงไงพี่  วันหลังค่อยเอากระทะมาถวายเพิ่มก็ได้”

“ช่างเถอะ  ถ้ากูจะขอเดี๋ยวก็มาขอเองแหละ”  ผมพูดปัดรำคาญไปตามนั้นเพราะโดยส่วนตัวก็ไม่ค่อยเชื่อเรื่องผีสางนางไม้เจ้าแม่เจ้าพ่ออะไรสักเท่าไหร่   ปล่อยให้ไอ้หมีมันขอพรของมันไปให้มันจบๆจะได้ไปโรงเรียนสักที

เรื่องดีคือโรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากซอยบ้านของพวกเรานักจึงทำให้ไม่ต้องรีบตื่นเช้าตั้งแต่ไก่โห่  นั่นคือสาเหตุที่ไอ้หมีไปโรงเรียนสายอยู่ตลอดเพราะกะเวลาแบบฉิวเฉียดเพียงเพราะบ้านใกล้  ชื่อก็หมี  กินเยอะเหมือนหมีแถมยังมีสันดานขี้เซาเป็นหมีอีก  ไอ้หมีนี่มันไอ้หมีจริงๆ

สังเกตเหลือเกิน...กูเนี่ยสังเกตชีวิตมันเหลือเกิน  ขี้เผือกจริงๆ

“กูจะขอพรยังไงให้ครบครันกับชีวิตกูดีวะ”  ไอ้หมีหันมาถามผมด้วยสีหน้าจริงจัง 

“มึงอยากได้อะไรก็ขอไปตามนั้นสิวะ”

“นอกจากเรื่องเงินกูก็ไม่ค่อยอยากได้อะไรแล้วนะ”

“เออ  กูเชื่อ”   ผมพูดไปตามความจริงเพราะไอ้หมีมันเป็นพวกเห็นแก่เงินจริงๆนั่นแหละถึงได้ลุ้นหวยทุกครึ่งเดือนแบบนี้   คติประจำใจคือเรียนแย่แต่ตังค์เยอะ  ยังคงกล่อมเกลามันให้ทำธุรกิจทุกวันนี้  “ถ้าจะขอเพิ่มจากเรื่องเงิน  มึงก็ขอเรื่องสุขภาพ  เรื่องเรียน  เรื่องเพื่อน เรื่องครอบครัว เรื่องความรักบ้างสิวะ”

“เห้ยพี่ตี๋  มึงนี่ฉลาด”

“ที่ผ่านมากูก็ไม่โง่มั้ยล่ะ”

“เรื่องสุขภาพก็สำคัญเพราะถ้ากูตายก็ใช้เงินไม่ได้”

แหน่ะ  รักสุขภาพอีก  

“เรื่องเรียนก็สำคัญเพราะถ้ากูคิดเลขไม่ทันก็จะคิดค่าหวยยาก”

ก็ยังวกมาเรื่องหวย

“เรื่องเพื่อนก็สำคัญเพราะถ้ามีเพื่อนโกงตังค์กูจะซวย”

มีแต่มึงสิไปโกงเขา

“เรื่องครอบครัวก็สำคัญเพราะถ้าแม่ยึดตังค์ความลำบากจะมาหา”

ก่อนยึดตังค์คงเอาทัพพีฟาดหัวก่อน

“เรื่องความรักก็สำคัญเพราะถ้าเรามีแฟนรวย เราก็รวยทางลัด”

เกาะแฟนกินนี่เอง

“กูได้พรครบละ  เรียงลำดับเพื่อความชัวร์แปป”   ไอ้หมีดีดนิ้วหนึ่งครั้งด้วยความมั่นใจก่อนจะยกมือพนมขึ้นพร้อมธูปเทียนและดอกไม้  เรียบเรียงคำขอพรให้ครอบคลุมกับชีวิตเพื่อความคุ้มของกระทะที่ซื้อมา  “โอม...เจ้าแม่หน้าบานครับ  วันนี้ลูกช้างมาขอพรพร้อมกระทะชั้นดี”

“อ่ะ  จัดไป”   ผมพูดเพียงแค่นั้นแล้วรอฟังคำอธิษฐานบนบานศาลกล่าวซึ่งยิ่งใหญ่ประมาณละครด้วยแรงอธิษฐานเวอร์ชั่นพี่กบผสมแพนเค้ก  มาดูกันว่าคนแบบมันจะขอพรอะไรบ้าง

“ข้อแรก  ขอให้สุขภาพลูกแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายๆจะได้มีเวลาใช้เงินเยอะๆ”

“สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องออกกำลังกาย”

“ข้อสอง  ขอให้ลูกเรียนคณิตศาสตร์และเศรษฐศาสตร์รู้เรื่องเพื่อการต่อยอดธุรกิจในอนาคต”

“ธุรกิจขายหวยของมึงเนี่ยนะ”

“ข้อสาม  ขอให้ลูกมีเพื่อนดีกัลยาณมิตร  อย่าได้มีปัญหามาเบียดเบียนเรื่องการเงินกับลูก”

“มีแต่มึงสิจะไปเบียดเบียนขายหวยให้เพื่อน”

“ข้อสี่  ขอให้ครอบครัวของลูกมีความสุข  ให้แม่เพิ่มเงินไปโรงเรียนจากวันละ 50 บาทเป็น 60 บาทก็ยังดี”

“เป็นคนมักน้อยซะด้วย”

“และข้อสุดท้ายยยยย”   ไอ้หมีทำเอคโค่ลากเสียงยาวเหมือนพิธีกรงานสุพรรณหงษ์จะประกาศชื่อดาราชายยอดนิยมก่อนปิดงานไปรับจ๊อบที่อื่นต่อซึ่งแม้มันจะเล่นใหญ่โตจนดูปัญญาอ่อนแต่ผมก็ดันเผลอลุ้นไปกับมันด้วยโดยเฉพาะไอ้ข้อสุดท้ายที่เกี่ยวกับความรักเนี่ย 

ไม่สิตี๋มึงจะไปลุ้นข้อนี้ทำซากอ้อยอะไร  ไร้สาระที่สุดในซอย

“สาธุ  ถ้ากูไม่ถูกหวยก็ขอให้ได้แฟนรวยละกันวะ!

“บ้านกูขายทองนะ” 

“ห้ะ?  เมื่อกี้มึงพูดอะไรนะพี่?”  ไอ้หมีหันมาเงี่ยหูฟังผมทันทีหลังได้ยินที่ผมเผลอพูดเสียงเบาออกไปพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นผมสะดุ้งตกใจกับคำพูดของตัวเอง  ดีนะที่มันได้ยินไม่ทัน

แหม  ก็เห็นมันอยากได้แฟนรวย

ไม่สิตี๋มึงไม่เกี่ยวตี๋  เรื่องของแฟนมันจะไปโฆษณาร้านทองบ้านมึงทำไม!

“ไม่มีอะไรๆๆๆ”

“กูไม่เชื่อ  มึงมีพิรุธ”  ไอ้หมีจ้องผมเหมือนตำรวจสอบปากคำผู้ต้องหาส่วนผมก็ส่ายหัวพร้อมสะบัดมือปฏิเสธสุดชีวิต  บ้าไปแล้ว  ผมเนี่ยนะมีพิรุธ  ไม่จริงหรอกไม่ได้มีท่าทีอะไรเลย

“บ้าบอ! กูเนี่ยนะ? ไม่มีเลยจริงๆ  เชื่อฉันอย่าหลงไปเชื่อใคร”

“มึงนินทากูแน่นอน”

“บ้า  มึงอ่ะคิดมาก”

“หรือไม่ก็ด่ากู”

“โถ  ใครจะไปทำแบบนั้น”   ผมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาก่อนที่จะหลีกเลี่ยงสายตาอาฆาตของมันด้วยการหนีไปคร่อมรถมอไซค์ของตัวเอง  “มึงจะไปโรงเรียนมั้ยเนี่ย  มัวแต่ขอพรระวังจะได้วิ่งรอบสนามนะเว้ย”

“เหมือนมึงหนีความผิด”

“บังอาจมาใส่ร้ายป้ายสีกู   เดี๋ยวกูทิ้งมึงนอนเฝ้าเจ้าแม่เลยนี่”

“อู๊ยยยย พี่ตี๋ของน้องงง  อย่าเพิ่งเกรี้ยวกราดแบบนั้นสิน้องขอซ้อนไปด้วย  เก็บของแปปนึงไม่เกินสองนาที”  มันเปลี่ยนเสียงพูดเป็นเสียงสองทันทีก่อนจะรีบรวบธูปเทียนเข้ากระเป๋าด้วยความเร็วประหนึ่งฟาสสิบแล้วรีบกระโดดขึ้นซ้อนรถผมแบบไม่สนใจน้ำหนักและไขมันของมัน  รถกูเกือบคว่ำ  อ้วนนัก!

 

 

@ โรงเรียนของเราน่าอยู่  คุณครูเล่นป้อกทุกคน

ในท้ายที่สุดแล้วผมก็มาถึงโรงเรียนโดยสวัสดิภาพ  ขอบคุณพระเจ้าที่ไม่ทำให้ล้อรถรั่วระหว่างทางจากน้ำหนักไอ้หมีที่นั่งมาด้วย  เราสองคนเดินเข้าประตูรั้วโรงเรียนอย่างบอยแบรนด์ถึงไม่หล่อมากแต่ก็หล่อชิบหายนะจะบอกให้  ไหว้ครูหน้าโรงเรียนเสร็จเรียบร้อยก็เดินตรงไปทางตึกเรียนซึ่งตึกผมกับตึกมันไม่ได้ห่างไกลกันเท่าไหร่

“พี่หมีคะ!”   เสียงเด็กสาวเรียกไอ้คนข้างๆผมก่อนที่เราทั้งสองจะหันไปมองเธอพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย   ตรงหน้าคือน้องนานะ ม.4 ตัวเต็งดาวโรงเรียนปีนี้   ทำไมผมถึงรู้จักน่ะหรอเพราะอีเจ๊จุนมันเคยเม้าท์มาว่าน้องเป็นเน็ตไอดอลขายครีมในโลกออนไลน์  

นานะ  ชื่อญี่ปุ่นคาวาอิซูซูกิอิไตอิไตซะด้วย 

ข้อความวันนั้นข้อความนั้นเป็นของน้องนานะแน่นอน  ถ้างั้นก็แสดงว่าสองคนนี้อาจจะเป็นแฟนกันหรือกำลังจีบกันอยู่ก็เป็นได้  เรดาห์ความขี้เผือกของผมไม่น่าพลาดแต่ถึงจะรู้แบบนั้นแล้วทำไมถึงรู้สึกเจ็บแปล๊บๆวะ  รู้สึกหน้าช้าเหมือนไปฉีดโบท็อกซ์มาใหม่

ไม่สิตี๋มึงแค่ขี้เผือก  ไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจอะไรเลยจริงๆ  จริง! จริง!

“มึงเป็นอะไรพี่?”   ไอ้หมีสะกิดถามผมด้วยหน้างง 

“?”

“ทำไมจู่ๆน้ำตาซึม  มึงไม่อยากมาโรงเรียนจนร้องไห้เลยหรอวะ?”   ไอ้อ้วนหมีพูดแบบนั้นผมจึงรีบตั้งสติสูดลมหายใจเข้าปอดแล้วเงยหน้ากรอกตาไล่น้ำตาที่ไม่รู้ว่ามึงจะซึมมาทำไมให้ได้จังหวะขนาดนี้

“เปล่า  ที่มึงเห็นแค่ฝุ่นเข้าตา  กูไม่ได้ร้องไห้”

“พ่อมึงเป็นอะตอมชนกันต์หรอ”

“เรื่องของพ่อกู”

“อ้าว  นานะ”   ไอ้หมีละสายตาจากผมแล้วหันไปทักทายน้องนานะกลับพร้อมยิ้มหวาน  คนมันหัวงูก็แบบนี้แหละเห็นสาวน่ารักก็หลีเขาไปทั่ว  สักวันกูจะฟ้องแม่มึงให้เอามึงไปหุงแทนข้าว  ยังไงก็หน้าหม้ออยู่แล้ว

นี่ไม่ได้รู้สึกอะไรเลย  แค่หมั่นไส้มันเฉยๆ  เด็กไม่ดีมีแฟนแล้วไม่บอกแม่

“พี่ตี๋ใช่มั้ยคะ?  สวัสดีค่ะ”   น้องนานะ ชิสุกะ อาริกาโตะ โออิชิ ยกมือไหว้ผมอย่างมีมารยาท  ขอบอกตรงนี้เลยว่าน้องน่ารักและดูเป็นเด็กดีมาก  ไม่สมควรที่จะมารู้จักมักจี่กับคนสังคังอย่างไอ้หมีเลย  อยากจะตะโกนให้น้องหนีไปอย่าได้มาแปดเปื้อนราคีตรงนี้  น้องครับ  หนีไป!

“ไหว้หมาเถอะนานะ”  ไอ้หมีพูดดักด้วยความกวนตีนผมจึงตวัดสายตาคาดโทษมันพร้อมชูนิ้วกลางใส่แต่เพราะความหน้าด้านมันจึงไม่ได้สะทกสะท้านต่อแรงแค้นใดๆ

“สวัสดีครับ  รู้จักพี่ด้วยหรอ?”

“รู้จักค่ะ  พี่หมีเคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ”

“เล่าเรื่องพี่?”

“ส่วนใหญ่เป็นเรื่องชั่วค่ะ”

บักขวงหมี   ไอ้คนสังคัง  กูล่ะเกลียดมึงนัก

“แต่ไม่ต้องห่วงนะคะพี่ตี๋เพราะพี่หมีชั่วกว่านั้นเยอะค่ะ”   น้องนานะพูดแก้ต่างให้ด้วยใบหน้าใสซื่อ  คือนานะครับ  มึงพูดปลอบใจแบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้กูรู้สึกดีขึ้นมาเลยมั้ยล่ะเว้ย

“อ้าวอีน้องนานะ  ปากดีนะมึงเนี่ย”   ไอ้หมีพูดเสียงเขียวก่อนที่น้องนานะจะหัวเราะจนตาหยีแล้วเอื้อมมือไปล้วงกระเป๋ากระโปรงนักเรียนเอาเงินจำนวนหนึ่งออกมายื่นให้ไอ้หมีซึ่งไอ้หมีก็รับไว้โดยไม่ถามอะไร

อะไรวะ?  เดี๋ยวนี้เป็นยุคที่ผู้หญิงเอาเงินเปย์ผู้ชายในโรงเรียนแบบนี้แล้วหรอ

“เอาไปค่ะ  ค่าหวยงวดล่าสุด”  น้องนานะพูดด้วยน้ำเสียงเซ็งซึ่งแม้จะไม่เคยรู้มาก่อนว่าน้องเล่นหวยแต่ฟังจากเสียงแล้วมันโดนหวยกินแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์  “โดนกินทุกเดือน  เซ็ง”

“กูก็ไม่เคยถูกมั้ยล่ะ”   ไอ้หมีตอบกลับ

“งวดหน้าเอาใหม่  ถ้ามีเลขเด็ดช่วยไลน์มาบอกนิดนึงนะคะ”   เด็กสาวพูดด้วยสายตาเต็มไปด้วยความหวังของปัญญาชนคนแทงหวยก่อนที่ไอ้หมีจะพยักหน้า   “ซื้อง่ายขายคล่องต้องหวยพี่หมี”

“แน่นอน  ขอบใจมาก  พี่ไปเรียนละนะงวดหน้าเจอกัน”

“โอเคค่ะพี่”   ไอ้หมีกับน้องนานะคุยกันแค่นั้นก่อนที่จะโบกมือลากันไปทิ้งให้ผมยืนงงอยู่เพียงลำพัง   สรุปคือเป็นแค่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจค้าหวยของมันหรอวะ  งั้นก็แสดงว่าข้อความนั้นก็แค่นัดมาจ่ายค่าหวยไม่ได้คุยกันในเชิงจีบจี๋จ๋า

“ไอ้หมี  มึงไม่ได้จีบน้องนานะหรอวะ?”   ผมตัดสินใจเอ่ยถามไปตามตรงด้วยความอยากรู้อยากเห็นเต็มประดา  ไอ้หมีหันมามองหน้าผมแล้วขมวดคิ้วด้วยความฉงนแล้วส่ายหน้า

“ไม่หนิ  น้องมาซื้อหวยกูเฉยๆ”

“อ้าว”

“ทำไมวะ?”

“อะ...อ่อ  ไม่มีอะไร  แค่นึกว่ามึงมีแฟน”

“ห้ะ! กูเนี่ยนะมีแฟน?  ให้กูมีตังค์ก่อนดีมั้ยพี่”   ไอ้หมีชี้นิ้วไปทางตัวเองแล้วส่ายหน้าอีกครั้งพลางหัวเราะออกมาเมื่อรู้ถึงข้อสันนิษฐานของผม  “แค่มีมึงก็ยิ่งกว่ามีผัวแล้วมั้ยวะ  อยู่ด้วยกันทุกวันขนาดนี้”

“...”

แค่มีมึงก็ยิ่งกว่ามีผัวแล้วมั้ยวะ  อยู่ด้วยกันทุกวันขนาดนี้

แค่มีมึงก็ยิ่งกว่ามีผัวแล้วมั้ยวะ  อยู่ด้วยกันทุกวันขนาดนี้

แค่มีมึงก็ยิ่งกว่ามีผัวแล้วมั้ยวะ  อยู่ด้วยกันทุกวันขนาดนี้

เห้ย  โลกหยุดหมุนเฉยเลยว่ะ

ตาย...กูเนี่ยตาย

“มึง  กูว่าจะไปห้องพยาบาลว่ะ”   ผมเอ่ยออกไปโดยไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น

“อ้าว  เป็นไรวะ?”

“รู้สึกปวดหัว ตัวร้อน ไม่สบาย ไข้จับ ตับแข็ง ม้ามขาด หมดเรี่ยวแรง เลือดไม่เลี้ยง สรุปคือใจไม่ดีมากๆ  มีความต้องการทางแพทย์สูง  ช่วยพยุงกูขึ้นเตียงหน่อย”

“เป็นขนาดนั้นมึงตายเลยดีมั้ย?”

“เออ  กูกำลังจะตาย  ไปละ”

“อ้าวเดี๋ยวไอ้พี่ตี๋มึงจะรีบทำไมขนาดนั้น!”   ไอ้หมีตะโกนถามผมทันทีที่ผมปิดทุกโสตประสาทการรับรู้แล้วรีบวิ่งใส่เกียร์หมาหนีมันออกมาจากตรงนั้น   ถึงจะรู้ว่าไอ้คำพูดของมันจะเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญแต่ทำไมถึงรู้สึกอัดอั้นตันใจอยากจะร้องดังๆให้ใครต่อใครได้รู้ทั่วกันแบบปาล์มมี่  แบบนี้ต้องอันเชิญพี่ป้างมาอีกรอบ

หัวใจเต้นแรง หน้าแดงทุกที 

ไม่สิตี๋!  มึงไม่ได้หวั่นไหว  ไม่ได้ชอบมัน  ไม่เว้ยยยยย




--------------------------------------------------------

นี่มันนิยายความใจสั่นของพี่ตี๋หรือนิยายขายหวยของน้องหมีคะ  5555

#ไม่สิตี๋

B
E
R
L
I
N
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

5 ความคิดเห็น

  1. #4 DayLemons (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 11 พฤษภาคม 2561 / 15:41
    น้องหมีจะพูดแบบนี้ไม่ได้นะลูก พี่ตี๋เขาหวั่นไหวง่าย /ฮอลลลล
    #4
    0