ตอนที่ 148 : ภาค2:ตอนที่ 48 การประลองยุทธ์เจิ้งโจว 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 228
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    11 เม.ย. 62

       อี้หยางร่ายรำเพลงหมัดโหมเข้าใส่จอมยุทธ์นับสิบ กระแสลมโบกสะบัดพัดออกมาราวกับเกิดคลื่นมรสุม เพลงยุทธ์ของอี้หยางรุนแรงและรวดเร็วหาตัวจับได้ยากนัก ไม่นานจอมยุทธ์คนสุดท้ายก็ถูกหมัดต่อยจนล้มกลิ้งอาวุธหลุดมือ ร่างกายสะบักสะบอมบาดเจ็บสาหัสก่อนที่จะกลายเป็นแสงออกจากสนามไป เป็นการบ่งบอกได้เลยว่า อี้หยางไม่เคยยั้งมือให้พวกเขาเลยแม้แต่น้อย



       “ต่อไปก็คือเจ้า!” อี้หยางหันไปพูดกับชายร่างกำยำพร้อมกับตั้งท่าเตรียมรับมือ



       ชายร่างกำยำเหลือเพียงผู้เดียวโดยที่ยังไม่ลงมือทำอะไรเลย เขาเพียงแค่ยืนกอดอกจ้องมองอี้หยางลงมืออยู่ฝ่ายเดียวจนลูกน้องคนสุดท้ายกลายเป็นแสงออกไปนอกสนาม



       ชายร่างกำยำแสยะยิ้มไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นเกรง “ฝีมือใช้ได้นี่เจ้าหนู ผู้ใหญ่อย่างข้าคงต้องสั่งสอนเด็กก้าวร้าวอย่างเจ้าซะแล้ว” เขาปลดผ้าท่อนบนออกจนเห็นกล้ามเป็นมัดๆ พร้อมกับตั้งท่าเตรียมลงมือ “ยุทธภพนี้กว้างเกินกว่าที่เด็กอมมืออย่างเจ้าจะล่วงรู้ได้หมด.. เตรียมใจซะเถอะ!”


       เสียงผู้ชมรอบสนามส่งเสียงเชียร์ดังสนั่น ไม่เคยคาดคิดว่าอี้หยางที่เป็นเพียงแค่เด็กน้อยตัวจ้อยจะเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการประลองยุทธ์



       “สู้ๆ เจ้าหนู!”



       “สุดยอดจริงๆ อายุแค่นี่แต่ฝีมือร้ายกาจนัก”



       “ไปให้ถึงรอบชิงเลยนะ ฮ่ะๆๆๆ”



       “อ้าวๆ เปิดเดิมพัน! ใครเดิมพันข้างเด็กน้อยว่าไปถึงรอบชิงให้หนึ่งต่อห้าเลย”



       ฝีมือได้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาผู้คน เจ้าเมืองทั้งสามถึงกับเงียบกริบไม่ปริปาก แม้แต่โฆษกทั้งสองเสี่ยวเจ่อกับเตี่ยวหู่ยังนิ่งงันคอยลุ้นจนลืมวิเคราะห์การต่อสู้ไปเลย



       “ฮ่ะๆๆ ไม่นึกเลยว่าเวลาผ่านไปไม่ถึงสามวัน ผู้ติดตามของพ่อค้าจางซื่อหลงจะพัฒนาฝีมือจนสามารถจัดการกับเหล่าจอมยุทธ์ได้” หมื่นภูผาพูดขึ้นชอบใจ นี่เป็นการยืนยันได้ว่าเขาเลือกคนไม่ผิด ในขณะที่เตี้ยนหยี่ก็ยอมรับด้วยเช่นเดียวกัน ถ้าเปลี่ยนเป็นนางที่ต้องต่อสู้กับจอมยุทธ์นับสิบคงไม่รอดตั้งแต่การจู่โจมในระลอกแรกแล้ว อีกประการหนึ่งนางถนัดการรอบสังหารซะมากกว่า



       ส่วนกลุ่มของเซียนจื่อนั้นจำอี้หยางได้ตั้งแต่แรก พวกเขาพบกลุ่มของจางซื่อหลงในป่าแล้วรู้ภายหลังว่ากลุ่มที่พวกเขาไล่ตามล่าเป็นกลุ่มของพ่อค้าที่ผู้คนร่ำลือ แก๊งดาบโหดที่ล่มสลายก็ด้วยฝีมือของพ่อค้าผู้นี้ พวกเขากลืนน้ำลายดังอึก โชคยังดีที่ไม่ถลำลึกหาเรื่องพ่อค้าไปมากกว่านี้ จากฝีมือของอี้หยางที่เห็นเต็มหลายตาอย่าไปยุ่งกับพ่อค้าตามคำเตือนของเซียนเจ๋อดีที่สุด



       เสี่ยวเจ่อกับเตี่ยวหู่พอได้สติจึงพูดต่อ



       “น่าแปลกใจนะครับว่าปีนี้มีเด็กเข้ามาร่วมการประลองยุทธ์ด้วย” เตี่ยวหู่พูดก่อน



       “เพลงยุทธ์หมัดเหล็กท่องวายุ จากที่ผมดูนะครับเป็นเพลงยุทธ์ที่เน้นความเร็วเป็นหลัก แต่ถ้าพูดถึงความรุนแรงก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลยครับ เพียงไม่นานก็สามารถจัดการยอดฝีมือได้นับสิบไม่ธรรมดาจริงๆครับ” เสี่ยวเจ่อวิเคราะห์เพลงยุทธ์ที่อี้หยางใช้ แต่ความเป็นจริงเขาก็พึ่งเคยเห็นเพลงยุทธ์นี้เป็นครั้งแรกและไม่มีข้อมูลราวกับว่าเพลงยุทธ์นี้พึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ยังไงยังงั้น อีกประการหนึ่งเขาพึ่งมารับตำแหน่งเป็นโฆษกประจำสนามปีนี้เป็นปีที่สองเท่านั้นจึงอาจมีเพลงยุทธ์ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่ที่เขายังไม่รู้จักก็เป็นไปได้



       ที่สนามประลองยุทธ์ในตอนนี้มีผู้ประลองยุทธ์เหลือเพียงไม่กี่คู่ หนึ่งในนั้นคืออี้หยางกับชายร่างกำยำ



       ชายไว้เคราหัวเราะอยู่ด้านหลังอี้หยาง เขานั่งคุกเข่าจนแทบจะล้มลงไปนอน “ฮ่ะๆๆ ไม่นึกเลยว่าข้าจะต้องมาตกอยู่ในสภาพเยี้ยงนี่” เขาพูดทั้งยังก้มหน้า “เจ้าหนู! เจ้านามว่าอะไร!”



       อี้หยางที่ตั้งท่าเตรียมรับมือพูดเสียงเรียบนิ่งโดยไม่ได้หันหลังกลับไปมอง “ข้า.. อี้หยาง!”



       “รับนี่ไว้!” ชายไว้เคราโยนบางสิ่งไปให้ แม้อี้หยางจะไม่ได้หันหลังไปแต่อีกมือหนึ่งรับเอาไว้อย่างแม่นยำ



       “เก็บมันไว้! ถ้าเจ้าผ่านไปแดนมังกรเพียงแค่ชูป้ายหยกนี่ให้ใครก็ได้ที่เป็นคนของสำนักทั้งสิบแปดยอดยุทธ์ พวกเขาจะต้อนรับเจ้าเป็นอย่างดี” ชายไว้เคราพูดพลางหยิบป้ายเข้าร่วมการประลองเพลงยุทธ์ออกมา “ถือว่าเป็นรางวัลที่ช่วยข้าก็แล้วกัน หวังว่าคงจะได้พบกันอีกนะ.. เจ้าหนู” จบคำเขาบีบป้ายจนแตกก่อนที่ร่างจะกลายเป็นแสงออกไปนอกสนาม



       “ที่แท้เจ้าหนวดนั่นก็เป็นคนจากสำนักสิบแปดยอดยุทธ์งั้นรึ” ชายร่างกำยำแปลกใจเล็กน้อยก่อนทำเสียงหึ “จะยังไงก็ช่าง เจ้านั่นดันหาเรื่องใส่ตัวเอง แล้วก็.. เจ้าด้วย”



       ชายร่างกำยำปลดปล่อยลมปราณที่คนทั่วไปไม่สามารถสัมผัสได้



       เว้นแต่…



       “ท่านประมุขขอรับ! นั่นมัน…” หยานเซินพูดพร้อมทั้งเบิกตากว้าง



       ประมุทพรรคมารตอบด้วยสีหน้าที่เรียบนิ่ง “ถูกต้องแล้ว… นั่นคือปราณเทพของฝ่ายธรรมะ”



       กระแสปราณสีขาวจางอลวนทั่วร่างของชายกำยำที่คนทั่วไปไม่อาจมองเห็น



       “แต่กระแสปราณนี่มัน.. ขั้นสามเลยนะขอรับ” หยานเซินพูดทั้งกำมือแน่นถนัด



       “หยานเซิน.. อย่าเผลอปลดปล่อยปราณมารออกมาเชียวนะ” ประมุขพรรคมารทำสีหน้าบึ้งตรึงทันที “อย่าให้ศัตรูล่วงรู้ตำแหน่งของเราเป็นอันขาด”



       หยานเซินได้สติ พูดแผ่วเบา “ขอรับ.. ท่านประมุข”



       อี้หยินที่อยู่ไม่ไกลนัก นางสัมผัสจิตสังหารที่เล็ดลอดออกมาจากหยานเซินได้จนต้องหันไปมอง ในขณะที่อี้หยางอยู่ในสนามประลองและเตี้ยนหยี่ที่อยู่บนที่นั่งข้างสนามก็ยังสัมผัสได้เช่นเดียวกัน ทักษะจิตสังหารระดับสามเป็นทักษะของสายสังหารสัมผัสได้แม้กระทั่งจิตคุกคามมาดร้ายที่ไม่ได้มุ่งมายังตัวเอง



       “นายท่านคะ มีจิตสังหารมาจากทางทิศตะวันตกค่ะ” เตี้ยนหยี่กระซิบ



       หมื่นภูผาพูดเยือกเย็น “ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเป้าหมายก็ไม่ใช่พวกเราอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องกังวลไป”



       “ค่ะ.. นายท่าน” เตี้ยนหยี่รับคำแล้วมองไปยังสนามยุทธ์



       ชายกำยำปลดปล่อยปราณเทพขั้นสามเพิ่มสถานะทุกอย่างหกในสิบส่วน เขาเดินลมปราณใช้ทักษะของลมปราณระดับสี่เพิ่มค่าสถานะอีกหนึ่งในสิบ



       ชายกำยำคำรามลั่น เพลงยุทธ์หมัดเทวะราชัน!



       แสงสีทองห่อหุ้มหมัดทั้งสองข้างจนถึงข้อศอกราวกับเป็นท่อนแขนของเทพเจ้า กระบวนท่ารัดกุมโหมเข้าใส่อี้หยางหนักแน่นทรงพลัง ความเร็วเหนือกว่าอี้หยางเกือบเท่าตัว



       ตึ้ม! ตึ้ม! ตึ้ม!...



       เสียงดังสนั่นสะท้านลั่นสนามยุทธ์กลบเกลื่อนเสียงพูดของโฆษกทั้งสองไปโดยปริยาย



       ผู้คนรอบสนามจับจ้องกันเงียบนิ่ง ผู้เข้าประลองที่หลงเหลือในสนามถึงกับหยุดต่อสู้กันโดยไม่ได้นัดหมาย ใบหน้าแต่ละคนแตกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเอาน้ำมาสาดเข้าใส่แสกหน้า



       “นะ.. นั่น มันเพลงยุทธ์อะไรกัน” ผู้เข้าประลองคนหนึ่งพูดใบหน้าซีดเย็นวาบไปทั่วร่างโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว



       “พลังขนาดนี้ ข้าไม่เอาด้วยแล้ว” ผู้เข้าประลองอีกคนพูดพร้อมกับหยิบป้ายออกมาทำลายยอมแพ้แล้วร่างก็กลายเป็นแสงออกนอกสนามไป



       ไม่ต้องพูดกันให้มากความ เมื่อมีคนหนึ่งทำก็จะมีคนที่สองสามตามไปเช่นเดียวกันด้วยสำนึกถึงพลังที่ไม่อาจจะไปเทียบเทียมได้ แต่ก็ยังมีไม่กี่คนที่ขอรอดูสถานะการณ์บนสนามไปก่อน



       ด้วยพลังที่รุนแรงราวกับจะถล่มทลายได้แม้กระทั่งภูผา เสียงหมัดปะทะหมัดดังสนั่น ทั้งที่เห็นได้ชัดว่าเพลงยุทธ์ของชายร่างกำยำเหนือกว่าแต่อี้หยางกับรับมือได้หลายกระบวนท่าโดนไม่เพลี่ยงพล้ำ



       “เป็นไปได้ยังไงกัน!” ชายร่างกำยำเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ เพลงยุทธ์หมัดเทวะราชันที่แม้กระทั่งสัตว์อสูรที่ทรงพลังยังต้องถอยหลังไปหลายก้าว ภูผาที่สูงผงาดฟ้ายังต้องสั่นสะเทือน แต่เด็กที่อยู่ตรงหน้ากับรับมันได้อย่างง่ายดายมั่นคงไม่ไหวติง ‘ผิดแปลกเกินไปแล้ว!’



       ไม่ได้มีแต่เพียงชายร่างกำยำเท่านั้นที่คิด ผู้คนทั้งสนามก็ยังอดที่จะแปลกใจไม่ได้เช่นเดียวกัน ไม่มีเพลงยุทธ์ใดที่จะสามารถรับมือการจู่โจมที่รุนแรงได้โดยไม่สั่นไหว นอกซะจากว่า…



       หลายคนเริ่มจะรู้แล้วว่าเพราะเหตุใดอี้หยางจึงหยุดยืนรับการโจมตีได้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าหินผา โดยเฉพาะผู้ที่ผ่านยุทธภพมามากอย่างชายร่างกำยำเรื่องนี้จึงมิอาจเล็ดลอดสายตาของเขาไปได้



       คิดได้ดังนั้น ชายร่างกำยำจึงรีบถอยออกมาตั้งหลัก



       เออหม่าที่ยืนอยู่ด้านหลังเจ้าเมืองทั้งสามถึงกับยกยิ้มที่มุมปาก “รู้แล้วสินะ...” เขารู้จักเพลงยุทธ์ของอี้หยางมากกว่าใครๆ เมื่อสิบปีที่แล้วเขาพ่ายแพ้ให้กับบุรุษไร้นามด้วยเพลงยุทธ์นี้แต่ว่าในคราวนั้นบุรุษไร้นามต่อสู้กับเขาโดยปราศจากอาวุธ



       ชายกำยำหัวเราะฮึๆ เขาหยิบง้าวยาวเล่มหนึ่งออกมา “ดูเหมือนว่า.. ถุงมือหมัดเหล็กนั่นคงเป็นของดีสินะ” เขารู้ว่าที่อี้หยางรับมือกับเพลงยุทธ์หมัดเทวะราชันได้เพราะหมัดเหล็กคู่นั้น



       อี้หยางไม่พูดสิ่งใด เขาเพียงตั้งท่าเตรียมรับมือเท่านั้น



       ชายกำยำยิ้มเหี้ยม “นึกว่ามีแต่เพียงเจ้าเท่านั้นรึที่มีของดี”



       เพลงง้าวเทพสวรรค์!



       ชายกำยำร้องคำราม พลัน! ปรากฎแสงสีทองหอหุ้มอาวุธ เขาหมุนง้าวกลางอากาศ ใช้วิชาตัวเบากระโจนเข้าหาอี้หยางด้วยเพลงยุทธ์สุดเลิศล้ำ



       อี้หยางสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร ด้วยสัญชาตญาณเคลื่อนไหวตัวหลบไม่รับมือ ง้าวยาวของชายกำยำฟันลงพื้นสนามที่ปราศจากร่างของอี้หยาง



       เปรี้ยง! ตูม!



       เสียงฟ้าผ่าที่ปราศจากเมฆฝนดังสนั่นสั่นสะเทือนจนทุกคนพากันหูอื้อไปตามๆกัน



       “โอ้! หลบงั้นรึ.. ไหวตัวได้เร็วนี่” ชายกำยำพูดราวกับสิ่งที่เขาทำเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะผู้คนทั่วไปต่างพากันตื่นตะลึง



       มีเสียงหนึ่งร้องออกมาจากขอบสนาม “นะ นั่น มันต้องเป็นง้าวอัสนีพิฆาตที่คนเค้าร่ำลือกันแน่ๆ”



       เสียงพูดคุยกันเริ่มหนาหู



       “ข้าก็คิดว่าใช่นะ”



       “หรือว่า! คนผู้นี้คือ.. สือจื่อ เจ้าของฉายาหมัดเทพเจ้า”



       “เขาดั่นด้นมาจากแดนธรรมะเลยรึนี่!”



       “ถ้าเป็นเขา! เจ้าหนูนั่นไม่มีทางรอดแน่ ข้าได้ยินมาว่า เขาสังหารคนของพรรคมารไปมากว่าสามร้อยคนเลยเชียวนะ” ดูเหมือนว่าสือจื่อผู้นี้จะมีชื่อเสียงไม่ใช่น้อยในดินแดนของฝ่ายธรรมะ



       เสียงจากผู้คนทำให้ชายร่างกำยำนามว่าสือจื่อถึงกับหัวเราะฮ่ะๆออกมาอย่างไม่ปิดบัง “โอ้! ไม่นึกเลยว่า ที่นี่จะมีคนรู้จักข้าด้วย” สำหรับจอมยุทธ์แล้วชื่อเสียงเป็นสิ่งหนึ่งที่พวกเขาต้องการ



       “เตรียมกลับไปดูดนมแม่ได้แล้วเจ้าหนู!” สือจื่อพูดจบร่ายรำเพลงง้าวเทพสวรรค์กระโจนเข้าใส่อี้หยางรวดเร็วยากเกินรับมือ เขาแสยะยิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นอี้หยางตั้งท่ารับมือโดยไม่หลบไปไหน “ถ้างั้น! ก็จงตายซะเถอะ!” เป็นที่แน่นอนว่าการประลองยุทธ์อาจจะมีบางครั้งที่มีคนเสียชีวิตจากการประลองซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่อาจจะเกิดขึ้นได้



       มีหลายคนตะโกนลงมาจากข้างสนาม



       “นี่มันจะโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!”



       “หลบเร็วเข้าเจ้าหนู!”



       “กรี๊ด!” มีเสียงผู้หญิงร้องลั่นยากจะห้ามใจไว้ได้และมีหลายคนหลับตาปี๋ไม่อยากเห็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น



       แกร้งงง!!



       เสียงง้าวยาวกับหมัดเหล็กดังก้องกังวาลไปทั่วทั้งสนามกับความตื่นตะลึงของผู้คนและมีหลายคนที่ลืมตามองดูอีกครั้ง



       ไม่มีเสียงฟ้าผ่าลงมาพอๆกับเสียงของผู้คนที่เงียบงัน



       “นะ นี่ มัน!” สือจื่อเบิกตากว้างที่ง้าวอัสนีพิฆาตไม่ทำงาน แต่ตกใจยิ่งกว่าที่ร่างของอี้หยางมีออร่าสีเหลืองจางเปล่งประกายออกมาและเขาก็รู้จักมัน “พลังยุทธ์ O[]O!”



       อี้หยางเผยนิสัยของจางซื่อหลงออกมาอย่างไม่รู้ตัว เขาแสยะยิ้มอย่างผู้ชนะและนึกถึงตอนที่ถูกชายผู้นี้รังแกเขาตอนที่อยู่ในห้องแปด “ได้เวลาเด็กก้าวร้าวอย่างข้า.. เอาคืนแล้ววะ! ไอ้.. เง่า!”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 เมษายน 2562 / 07:14
    อี้หยางอย่าติดสิ แหมๆ
    #414
    0
  2. วันที่ 11 เมษายน 2562 / 00:17
    ง้อววว จัดเลยยอี้หยางง
    #413
    0