ตอนที่ 142 : ภาค2:ตอนที่ 42 มีแต่เรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 22 ครั้ง
    11 ก.พ. 62

        หลังจากที่ชายแก่หายไปก็เหลือไว้แค่เสื่อและเหรียญที่วางอยู่บนโต๊ะเท่านั้น



       ชายสี่คนมองเหรียญที่อยู่บนโต๊ะ



       ก้อยยย!!!! ร้องออกมาแทบจะพร้อมกัน



       ชายที่เสี่ยงทายพูดขึ้นอย่างงงงัน “นี่ข้าทายผิดหรือเนี่ย!”



       ชายอีกคนพูด “จะทายผิดหรือถูก แต่ตาแก่นั่นจงใจฉกเอาเงินของเราไปชัดๆ”



       “ใช่ลูกพี่! ตั้งสิบตำลึงทองพวกเราต้องไปเอาคืนมานะครับ” หนึ่งในสี่คนพูดเสริม



       ผู้เป็นลูกพี่ครุ่นคิดก่อนพูด “แล้วพวกเราจะไปตามมันที่ไหนล่ะ คนออกจะเต็มเมืองซะขนาดนี้ มันไม่ต่างจากงมเข็มเล่มเดียวในมหาสมุทร”



       จริงอย่างที่ลูกพี่พูด ทุกคนต่างขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างจนใจ การหาชายแก่ที่พึ่งฉกเอาเงินไปแม้จะพลิกแผ่นดินหาก็ไม่รู้จะเจอหรือเปล่าและที่ต้องนักใจที่สุดคือเงินจำนวนนั้นทำให้พวกเขาอยู่ได้สบายๆจนกว่าจะถึงงานประจำปีปีหน้าเลยทีเดียว แต่แล้วก็มาเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ขึ้น สิ่งที่พวกเขาต้องคิดกันในตอนนี้คือจะหาเงินจากที่ไหนมาชดเชยกับเงินที่สูญเสียไปต่างหาก



       ผู้เป็นลูกพี่หยิบเหรียญขึ้นมาจากโต๊ะพร้อมกับฉีกยิ้ม “ข้ารู้แล้วว่าพวกเราจะหาเงินคืนมาได้ยังไง”



       ทุกคนต่างมองหน้ากันพูดขึ้น “อย่าบอกนะว่าลูกพี่จะ… ”


       ---


       ปั่นแปะ! ปั่นแปะ! ตาดีได้ตาร้ายเสีย~ เสียงเชิญชวนให้มาเสี่ยงทายดังไม่หยุดในขณะที่มีคนสนใจมารายล้อมกันมากขึ้นเรื่อยๆ



       แต่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่โต๊ะเดียวเหมือนก่อน ชายทั้งสี่คนแยกย้ายกันปั่นแปะให้คนมาเสี่ยงทายกันอย่างคับคั่ง พวกเขาใช้วิธีเดียวกับที่ชายแก่ทำคือถ้าใครทายได้แม่นยำก็จะให้ทายเพียงแค่สามครั้งเท่านั้น แต่ลูกเล่นของทั้งสี่คนดูเหมือนว่าจะเหนือกว่าชายแก่เสียด้วยซ้ำ และหลังจากนั้นในทุกๆวันแม้งานประจำปีจะเลิกลาไปแล้ว ชายทั้งสี่คนยอมหันหลังให้กับวงการหน้าม้าแล้วหันหน้ามาเอาดีทางปั่นแปะแทน พวกเขาเจอเส้นทางสายใหม่ที่หาเงินได้มากกว่าการเป็นหน้าม้าเสียอีก ชายทั้งสี่คนอยากจะเจอกับชายแก่นั้นอีกครั้งเหลือเกินแต่ไม่ได้จะไปทวงเงินคืนหรอกนะ ตรงกันข้ามพวกเขาอยากขอบคุณที่ชี้เส้นทางชีวิตใหม่ให้กับพวกเขาแม้จะโดยไม่ได้ตั้งใจก็ตาม


       ---


       หลังจากที่จางซื่อหลงในร่างชายแก่ใช้กายาไร้เงาหลบหนีเข้าไปในมุมมืด เขาก็ต้องขมวดคิ้วกับเสียงจากระบบที่แจ้งเตือนเกี่ยวกับทักษะใหม่ “ฟังดูแล้วเหมือนเป็นคนไม่ดีเลยแฮะ หัวขโมย… ” เขาฉีกยิ้มเล็กน้อย “แต่มันก็สาสมแล้วล่ะนะ”



       “ข้อมูลระบบ” จางซื่อหลงพูดขึ้น เขาต้องการศึกษาเกี่ยวกับทักษะใหม่ที่พึ่งได้มา



       เสียงจากระบบ “ผู้เล่นจางซื่อหลงต้องการทราบข้อมูลอะไรคะ?”



       “ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับทักษะหัวขโมย” จางซื่อหลงถาม



       ระบบอธิบาย “ทักษะหัวขโมย คือทักษะที่สามารถฉกฉวยเงินหรือสิ่งของจากกระเป๋าของผู้อื่นได้ค่ะ โดยคิดเป็นอัตราความสำเร็จดังนี้

ทักษะหัวขโมยระดับหนึ่ง อัตราความสำเร็จสิบเปอร์เซ็น

ทักษะหัวขโมยระดับสอง อัตราความสำเร็จยี่สิบเปอร์เซ็น

ทักษะหัวขโมยระดับสาม อัตราความสำเร็จสามสิบเปอร์เซ็น

ทักษะหัวขโมยระดับสี่ อัตราความสำเร็จสี่สิบเปอร์เซ็น

ทักษะหัวขโมยระดับห้า อัตราความสำเร็จห้าสิบเปอร์เซ็น

ผู้เล่นจางซื่อหลงต้องการทราบข้อมูลอื่นอีกหรือไม่คะ”



        “แล้ววิธีการได้มาและวิธีการใช้ล่ะ” จางซื่อหลงถาม



        ระบบตอบ “ไม่มีข้อมูลค่ะ ต้องการทราบข้อมูลอื่นอีกหรือไม่คะ”



        จางซื่อหลงถอนหายใจ สุดท้ายต้องหาวิธีการเองเหมือนกับทักษะจิตสังหารอีกแล้ว เขาตอบเสียงเรียบนิ่ง “ไม่ต้องการ” จากนั้นระบบก็แจ้งการสอบถามข้อมูลตามปกติก่อนเสียงจะเงียบหายไปในที่สุด



       จางซื่อหลงขบคิด ทักษะหัวขโมยฟังดูเหมือนเป็นคนไม่ดีแต่มันก็มีประโยชน์ไม่ใช่น้อย แล้วถ้ายกระดับถึงห้าเมื่อไรล่ะก็ ‘ฮ่ะๆๆ จะฉกฉวยเอาของใครมาก็ได้’ แต่อีกใจหนึ่งคิด ‘แต่ว่า.. คนที่โดนฉกฉวยเอามา พวกเขาต้องเสียใจไม่ใช่น้อยเพราะสิ่งที่หามานั้นบางสิ่งอาจจะแรกมาด้วยชีวิตก็ได้ เราไม่อยากให้ใครมาเอาของของเรา ผู้อื่นก็เช่นเดียวกัน’



       จางซื่อหลงคิดหลายแง่หลายมุม ใจจริงก็ไม่อยากจะฉกฉวยหรือทำให้ใครเดือดร้อนหรอกนะถ้าผู้อื่นไม่มาทำร้ายเขาก่อน เขานึกถึงชายแก่ชุดบัณทิตที่หลอกขายตำราวิทยายุทธ์ของปลอมให้ ซึ่งถ้าผู้อื่นโดนเหมือนเขาก็คงรู้สึกเสียใจที่ต้องสูญเสียเงินไปเช่นเดียวกัน



       “ไม่เอาดีกว่า การไปเอาของคนอื่นโดยที่เขาไม่ยินดีที่จะให้นั้น มันเป็นบาปนะอมิตาพุทธ” จางซื่อหลงพูดเปรยออกมาพร้อมกับพนมมือด้วยดวงจิตที่สดใสราวกับว่าผู้ที่กำลังจะบรรลุธรรม



       “แต่ว่า… มันไม่ใช่เวลานี้หรอก ฮึๆๆ” จางซื่อหลงฉีกยิ้มออกมาอย่างชั่วร้าย ‘คนเยอะแยะแทบจะล้นเมืองอย่างนี้ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้เห็นบ่อยๆหรอกนะ’


       ---


       ที่สนามประลองยุทธ์เจิ้งโจว…



       “เอ้! นี่ก็ใกล้จะเริ่มการประลองแล้ว ทำไมหมอนั่นยังไม่มาอีกเนี่ย” หยางมี่บ่นพำในขณะที่กำลังเดินไปส่งอี้หยางยังหน้าห้องโถงขนาดใหญ่สำหรับเก็บตัวผู้เข้าร่วมการประลองยุทธ์



       เมื่อถึงทางเข้าห้องเก็บตัว อี้หยางลูบหัวตัวเองหันมายิ้มแฉ่งหัวเราะแฮะๆ “ข้าเข้าไปก่อนนะ”



       “สู้ๆนะอี้หยาง เดี๋ยวข้ากับอี้หยินจะไปเชียร์ติดขอบข้างสนามเลย” หยางมี่กำมือตัวเองแน่นทั้งพูดให้กำลังใจ



       “พี่อี้หยาง! เอารางวัลกลับมาให้ท่านพี่ให้ได้นะ” อี้หยินเผยสายตาเชื่อมั่น



       อี้หยางยกนิ้วโป้งขึ้นยิ้มแฉ่ง “ของมันแน่อยู่แล้วอี้หยิน ข้าจะไม่ทำให้ท่านพี่จางผิดหวัง ไปล่ะนะ” พูดจบหันหน้าเดินจะเข้าประตูทางเข้า



       หน้าประตูทางเข้ามีทหารสวมเกราะรูปร่างกำยำสองนายหรี่ตาแคบลงจับหอกกระชับขว้างทางดังแกร้ง! “ผิดทางแล้วเจ้าหนู! ไปเล่นที่อื่นไป” ทหารทั้งสองนายคือผู้ดูแลทางเข้ามีหน้าที่ขว้างทางไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป



       อี้หยางขมวดคิ้ว มีเรื่องอีกแล้วหรือนี่ เขารีบชูป้ายเข้าร่วมการประลองขึ้นมา



       นายทหารมองหน้ากัน เจ้าหนูนี่มีป้ายเข้าร่วมการประลองได้ไง!



       นายทหารกำลังเค้นเอาความ เสียงหนึ่งดังมาจากทางด้านหลัง “ปล่อยเจ้าหนูนั่นเข้ามาเถอะ! เรื่องนี้ข้ารับผิดชอบเอง!” ชายมาดเข้มเดินออกมารับหน้า



       “ท่านโข่วหลง!!” นายทหารทั้งสองหันมาพร้อมกับทำสีหน้ายำเกรง



       “ไม่ได้ยินที่ข้าพูดรึยังไง!” โข่วหลงพูดเสียงเคร่งขรึม



       แม้นายทหารทั้งสองจะสงสัยแต่ไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงรีบเปิดทางให้อี้หยางทันที “ครับ!!”



       โข่วหลงรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้นจึงมาดักรออี้หยางที่ประตูทางเข้า



       หลังจากที่โข่วหลงพาอี้หยางเข้าไปยังด้านใน นายทหารกระซิบกัน



       “นี่มันเรื่องอะไรกัน เจ้ารู้ไหม”



       “จะรู้ยังไงล่ะ ก็อยู่ด้วยกันเนี่ย ถ้าอยากรู้ลองไปถามท่านโข่วหลงดูสิ”



       “...” นายทหารทั้งสองเก็บความงุ่นงงไว้ในใจเช่นเดิม เรื่องอย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เจ้าหนูอายุราว 13 ปีเข้าร่วมการประลองงั้นรึ ช่างน่าขันนัก แค่รอบแรกก็กระเด็นตกออกจากเวทีประลองแล้วกระมัง



       อี้หยางเดินตามโข่วหลงเข้าไปทางด้านใน ผู้คนมากมายต่างจดจ้องเริ่มพูดเสียงอื่ออึงกันไปทั่ว เรื่องที่หนึ่งคือทุกคนรู้ว่าโข่วหลงเป็นตัวเต็งของการประลองครั้งนี้ ส่วนเรื่องที่สองเด็กที่ติดตามมานั้นใครกัน มีเด็กอายุน้อยมาเข้าร่วมการประลองด้วยรึ แต่ดันมีส่วนเกี่ยวข้องกับโข่วหลงนี่สิ ช่างเป็นเรื่องที่ให้น่าขบคิดยิ่งนัก



       แต่มีคนหนึ่งที่เห็นอี้หยางเดินมาก็ถึงกับสะดุ้ง เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ “เจ้าเด็กโหดนี่มาร่วมการประลองด้วยรึ! บ้า.. ที่สุด.. ” มู่เจียงทำหน้านิ้วคิ้วขมวด คิดผิดหรือคิดถูกเนี่ยที่มาเข้าร่วมการประลองยุทธ์



       ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมการประลองเริ่มพูดคุยกันหนาหูขึ้นเรื่อยๆ อยู่ๆก็มีเสียงประกาศดังลั่นด้วยคลื่นพลังเสียงที่ทำให้ทุกคนหยุดพูดคุยกันอย่างไม่ได้นัดหมายแล้วแหงนหน้าขึ้นมองระเบียงที่อยู่ด้านบน “การแข่งขันการประลองเพลงยุทธ์จะมีด้วยกันทั้งหมดสี่รอบ… ” เจ้าของพลังเสียงที่อธิบายการประลองไม่ใช่ใครอื่นที่แท้เป็นผู้ดูแลสนามประลองยุทธ์ท่งเต้าที่ถูกเชื้อเชิญให้มาควบคุมดูแลการประลองนั่นเอง



       การประลองเพลงยุทธ์จะแบ่งเป็น 4 รอบ  รอบแรกผู้เข้าร่วมการประลองจะถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่มตามหมายเลข 1-8 ที่ระบุไว้ในป้ายเข้าร่วมการประลอง ผู้ที่สามารถหยุดยืนอยู่บนสนามประลองเหลือเป็นคนสุดท้ายในแต่ละกลุ่มจะเป็นผู้ผ่านเข้ารอบ 8 คน



       รอบสอง ผู้ชนะจากกลุ่ม1 จะได้ประลองเพลงยุทธ์กับผู้ชนะจากกลุ่ม2,ผู้ชนะจากกลุ่ม3 จะได้ประลองเพลงยุทธ์กับผู้ชนะจากกลุ่ม4,ผู้ชนะจากกลุ่ม5 จะได้ประลองเพลงยุทธ์กับผู้ชนะจากกลุ่ม6 และผู้ชนะจากกลุ่ม7 จะได้ประลองเพลงยุทธ์กับผู้ชนะจากกลุ่ม8



       รอบสาม ผู้ชนะการประลองของกลุ่ม1 กับกลุ่ม2 จะได้ประลองเพลงยุทธ์กับผู้ชนะการประลองของกลุ่ม3 กับกลุ่ม4 และผู้ชนะการประลองของกลุ่ม5 กับกลุ่ม6 จะได้ประลองเพลงยุทธ์กับผู้ชนะการประลองของกลุ่ม7 กับกลุ่ม8



       รอบสี่ รอบชิงชนะเลิศ



       การประลองคัมภีร์ยุทธ์ จะแบ่งตามกลุ่มเช่นเดิมและคัดเลือกผู้มีพลังโจมตีรุนแรงที่สุดเพียง 1 คนของแต่ละกลุ่ม จากนั้นจะมีเพียง 8 คนเท่านั้นที่จะไปแสดงพลังโจมตีบนเวทีที่ได้จัดเตรียมไว้ให้ ผู้ที่โจมตีได้รุนแรงที่สุดจะเป็นผู้ชนะ



       หลังจากอธิบายเกี่ยวกับการประลองทั้งสองประเภทจบ “ทุกคนแยกย้ายเข้าไปยังห้องตามหมายเลขของตัวเองได้แล้วครับ!” ผู้ควบคุมสนามประกาศเสียงก้องกังวาลด้วยวิชายุทธ์คลื่นพลังเสียง



       มู่เจียงดูเลขป้ายของตัวเองซึ่งเป็นหมายเลข 2 จากนั้นเขาจึงเหลือบตาไปมองอี้หยางที่กำลังจะเข้าไปในห้องหมายเลข 8 ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก “อย่างน้อยถ้าจะเจอกันก็คงเป็นรอบชิงน่ะนะ”



       ในห้องหมายเลข 8 ที่เต็มไปด้วยชายฉกรรจ์กว่า 200 คน ต่างกำลังจดจ้องอี้หยางที่ยังเด็กอยู่แต่กับได้เข้าร่วมการประลองยุทธ์ ซึ่งดูแล้วช่างแปลกตานัก



       “สนามประลองยุทธ์เจิ้งโจวเล่นตลกอะไรกัน ถึงได้รับเด็กมาเข้าร่วมการประลองเนี่ยฮะ” ชายรูปร่างกำยำพูดขึ้นกับทั้งเดินเข้าไปหาอี้หยางที่ยืนกอดอกอยู่มุมห้อง



       อี้หยางทำสีหน้าเรียบนิ่ง เขาเริ่มจะชินกับสายตาแปลกๆเหล่านี้เสียแล้ว ก็อย่างว่าเขาอายุน้อยที่สุดเลยนี่หน่า



       ชายรูปร่างกำยำขยี่ศรีษะของอี้หยางเบาๆ “เฮ้! เจ้าหนูเลิกนมแล้วรึยังฮะ เจ้านะ”



       เสียงหัวเราะดังระงมไปทั่ว ผู้เข้าร่วมการประลองในที่นี้ล้วนแล้วอยู่ในระดับจอมยุทธ์หมดทั้งสิ้น



       อี้หยางหางคิ้วกระตุกไม่พูดอะไรออกมา



       “อ้าวๆ ผู้ใหญ่ถามใยจึงไม่ตอบล่ะ รู้จักมีสัมมาคารวะซะบ้างสิ หรือไม่มีใครสั่งสอน” ชายรูปร่างกำยำพูดเสียงดุดัน



       อี้หยางกำหมัดไว้แน่น จะว่าเขาอย่างไรก็ได้แต่ถ้ามาทาบทามถึงท่านพี่จางแล้วล่ะก็หัวเริ่มจะร้อนขึ้นมาทันที



       “เฮ้ย! ดูเจ้าเด็กก้าวร้าวนี่สิ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเลยว่ะ ฮุฮ่ะๆๆ” ชายร่างกำยำชอบอกชอบใจ “เจ้าจะทำอะไร จะอัดข้าเหรอเจ้าหนู มันยังเร็วเกินไปสำหรับเจ้าว่ะ กลับไปดูดนมให้โตกว่านี้แล้วค่อยกลับมาดีกว่าม้าง” ผู้คนรอบข้างพากันหัวเราะเยาะกันใหญ่



       “รังแกผู้ใหญ่ไม่ได้ เลยหันไปรังแกเด็กแทนสินะ เฮอ.. น่าเบื่อจริงๆ น่าเบื่อจริงๆ” มีเสียงพูดสอดแทรกเข้ามา เป็นชายหนุ่มไว้เคราหลังพิงกำแพงไม่ไกลนัก เขาแสยะยิ้มพูดอีกครา “ช่างไม่รู้จักคำว่าละอายกันซะบ้างเล่ย ผู้ใหญ่สมัยนี้” จบคำมีชายฉกรรจ์กว่า 10 คนเคลื่อนไหวมาหยุดยืนอยู่ข้างๆกับชายร่างกำยำ



       ผู้คุมการแข่งขันห้อง 8 เห็นดังนั้นรีบเปล่งคลื่นพลังเสียง “หากผู้ใดทะเลาะวิวาทกันในนี้! จะถูกตัดสิทธ์เข้าร่วมการแข่งขันทันที!”



       ทุกคนหยุดเคลื่อนไหว ชายร่างกำยำหันหลังเดินกลับไปยังที่ของตนก่อนหน้านี้พร้อมกับพวก เขาแสยะยิ้มออกมาพูดอย่างแผ่วเบา “อัดเจ้าหนุ่มหน้าเครานั่นให้เละในสนามประลอง” ทุกคนต่างหัวเราะหึๆเผยแววตาชั่วร้ายออกมา



       อี้หยางยืนสงบสติอารมณ์ เขาหายใจเข้าลึกๆ ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวโดนตัดสิทธิ์เขาคงระเบิดพลังเข้าใส่ชายร่างกำยำไปแล้ว “ให้มันได้อย่างนี้สิน่า มีแต่เรื่องเข้ามา ถ้าท่านพี่จางอยู่ด้วยล่ะก็คงไม่เป็นแบบนี้” เขารู้สึกว่าเวลาท่านพี่จางไม่อยู่ทุกอย่างมันยุ่งยากไปหมดเวลาจะทำอะไรด้วยตัวเอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 22 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:23
    อย่ามัวแต่ฉกของละ
    #401
    0