ตอนที่ 141 : ภาค2:ตอนที่ 41 เงื่อนไข

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 214
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    5 ก.พ. 62

       ที่สนามประลองขนาดใหญ่ของเมืองเจิ้งโจว...



       สนามประลองขนาดใหญ่มีเวทีตั้งกลางสนามเป็นวงกลมรัศมีกว้างกว่าร้อยเมตร พอที่ทุกคนจะสามารถเห็นการประลองได้จากเบื้องล่างรอบทิศทาง สนามนี้น่าจะเอาไว้สำหรับการประลองเพลงยุทธ์เป็นแน่



       ส่วนเวทีข้างๆกันเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีกลองยักษ์ขนาดใหญ่อยู่ด้านข้าง มันมีไว้สำหรับใช้วัดพลังของคัมภีร์ยุทธ์ว่าผู้ใดจะทรงพลังกว่ากัน



       จุดประสงค์หลักของการจัดงานประจำปีเพื่อต้องการชี้วัดระดับความสามารถทางการทหารของเมืองทั้งสามด้วยการจัดการประลองยุทธ์ขึ้นมานั่นเอง สำหรับเหล่ายอดยุทธ์ที่มีฝีมือถ้าชนะการประลองนอกจากรางวัลที่ได้แล้วยังมีโอกาสที่จะได้ถูกเชื้อเชิญให้มาเป็นทหารประจำเมืองอีกด้วย



       ฉะนั้นผู้คนที่แห่กันเข้ามาประลองยุทธ์ บางคนต้องการรางวัล บางคนต้องการพิสูจน์ความสามารถของตน บางคนต้องการชื่อเสียงและบางคนต้องการรับราชการเป็นทหารระดับสูง สรุปให้ง่ายขอเพียงเป็นผู้ชนะการแข่งขันจะได้ทั้งลาภยศ ชื่อเสียงและเงินทองที่จะสามารถอยู่สุขสบายได้ทั้งชีวิตเลยทีเดียว


       ---


       เสียงเอะอะดังมาจากจุดที่รับป้ายเพื่อขอเข้าร่วมการประลองยุทธ์ ผู้คนต่างมุงดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่



       “เกิดอะไรขึ้น! ไปดูสิ!” ชายท่าทางมาดเข้มผู้หนึ่งออกคำสั่ง



       “ครับ” ชายผู้ติดตามรับคำ รีบวิ่งไปถามความทันที



       ไม่นานชายผู้ที่ไปสอบถามกลับมารายงาน “เรียนท่านนายกอง ดูเหมือนว่านายทะเบียนจะไม่ยอมมอบป้ายการประลองให้กับผู้มาขอเข้าร่วมน่ะครับ เลยมีปากเสียงกัน”



       “อืม.. มีเรื่องอย่างนี้ด้วยเหรอ เพราะโดยปกติพวกเราจะมอบให้ผู้มาขอเข้าร่วมทุกคนนี่หน่า” ชายมาดเข้มยศนายกอง เขาสวมใส่ชุดลำลองสำหรับการประลองยุทธ์จับปลายคางอย่างครุ่นคิด



       “ครับ! ถ้าโดยปกติพวกเราจะมอบให้กับผู้ขอเข้าร่วมทุกคน ตะ.. แต่ว่า...” ชายผู้ติดตามพูดไม่ทันจบ ชายมาดเข้มรีบเดินตรงเข้าไปหานายทะเบียนหวังไก่เกี่ยเรื่องที่เกิดขึ้นว่าเป็นมาอย่างไรกันแน่



       หยางมี่กำลังเถียงอยู่กับนายทะเบียน “ทำไมเข้าร่วมไม่ได้ล่ะคะ ในเมื่อป้ายประกาศว่าสามารถเข้าร่วมได้หมดทุกคน”



       นายทะเบียนโต้ตอบ “ที่นี่ไม่ใช่สนามประลองให้เด็กมาวิ่งเล่น ขืนข้ามอบป้ายเข้าร่วมให้ไปมีหวังคงได้โดนหัวเราะเยาะจากผู้อื่นเป็นแน่”



       แล้วหยางมี่กับนายทะเบียนก็ยังคงโต้เถียงกันไม่ได้หยุดหย่อน



       ชายหนุ่มมาดเข้มขมวดคิ้ว ‘แม่นางผู้นี้จะขอเข้าร่วมการประลองงั้นรึ’ เขาเดินเข้าไปหานายทะเบียน



       “เกิดอะไรขึ้นรึ!” ชายหนุ่มมาดเข้มไถ่ถาม นายทะเบียนชะงักเล็กน้อย ส่วนหยางมี่หันมามอง ในขณะที่ผู้คนโดยรอบให้ความสนใจ



       “ทะ.. ท่านโข่วหลง... ” นายทะเบียนพูดทั้งทำสีหน้ายำเกรงนายกองโข่วหลงผู้นี้ยิ่งนัก



       ว่าตามความจริง ในคราแรกหยางมี่ไม่เห็นด้วยที่จางซื่อหลงจะใช้อี้หยางเป็นเครื่องมือในการหาประโยชน์ของตน แต่ทว่าส่วนหนึ่งก็มาจากอี้หยางที่จะเข้าร่วมการประลองเพื่อพิสูจน์ฝีมือของตนให้จงได้ด้วยเช่นเดียวกัน ครั้นมาถึงจุดรับป้ายเพื่อขอเข้าร่วมการประลอง นายทะเบียนต่างหัวเราะเยาะเย้อหยันต่อว่าอี้หยางเป็นเจ้าเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมแถมยังผลักร่างอี้หยางทั้งพูดขึ้นว่าให้ไปวิ่งเล่นที่อื่นซะไป ที่นี่รับเฉพาะชายชาตรีอกสามศอกเท่านั้น



       หยางมี่ถึงกับเดือดดาลแทนอี้หยาง แม้ว่าอี้หยางจะยังเด็กแต่ฝีมือที่นางเคยเห็นกับเกินคำว่าเด็กไปแล้ว ถึงนางจะไม่เห็นด้วยที่อี้หยางจะเข้าร่วมการประลองแต่ก็ไม่อยากให้ใครมาดูถูกเหยียดหยามด้วยเช่นเดียวกัน



       อันที่จริงจะกล่าวหาว่านายทะเบียนเป็นผู้ผิดก็ไม่ถูก นายทะเบียนมีหน้าที่คัดกรองผู้มาขอเข้าร่วมการประลอง เป็นใครก็ไม่กล้าให้เด็กวัยสิบสามปีเข้าร่วม อย่างที่รู้กันเมื่ออยู่ในสนามประลองจะไม่ออมมือให้กันเด็ดขาด



       โข่วหลงฟังอยู่พักหนึ่งก็พอท้าวความได้ จะว่าไปการประลองก็มิได้ระบุไว้ว่าห้ามเด็กเข้าร่วมการประลองจริงๆเพราะตลอดการจัดการประลองนับสิบปีไม่เคยมีเด็กคนไหนมาขอเข้าร่วมนั่นเอง แต่พอมาตอนนี้อย่าว่าแต่เด็กเลยถ้าเป็นอิสตรีมาขอเข้าร่วมการประลองคงจะหาข้อยุติได้ยาก ต่อไปคงต้องระบุผู้ที่สามารถเข้าร่วมการประลองได้ให้ชัดเจนกว่านี้



       โข่วหลงเข้าไปหาพร้อมทั้งจับที่หัวไหล่ของอี้หยาง “ว่ายังไงเจ้าหนู เป็นเจ้าใช่ไหมที่จะขอเข้าร่วมประลองยุทธ์น่ะ”



       อี้หยางพยักหน้าด้วยท่าทางมุ่งมั่นในขณะที่โข่วหลงหัวเราะฮ่ะๆ “ใจกล้าไม่เบานี่!”



       โข่วหลงหันไปพูดกับนายทะเบียน “เอาป้ายเข้าร่วมการประลองมาซิ”



       “เออ.. ตะ.. แต่ว่า” นายทะเบียนอ้ำอึ่ง



       โข่วหลงหรี่ตาแคบลงพูดเสียงดุดัน “ไม่ได้ยินรึไง! ว่าข้าให้เอาป้ายมา!”



       นายทะเบียนหน้าซีด “คะ.. ครับ” เขารีบหยิบป้ายลายมังกรเต็มตัวที่มีขนาดกว้างยาวหนึ่งนิ้วอันหนึ่งสีเหลืองส่วนอีกอันสีฟ้าแล้วยื่นให้กับโข่วหลงทันที



       “เอาแหละเจ้าหนู นี่คือป้ายเข้าร่วมการประลอง ป้ายสีเหลืองสำหรับเข้าประลองเพลงยุทธ์ ป้ายสีฟ้าสำหรับเข้าประลองคัมภีร์ยุทธ์” โข่วหลงยิ้มที่มุมปาก “สองป้ายนี้จะเป็นของเจ้า ถ้าเจ้าผ่านเงื่อนไข”



       “เงื่อนไข...” อี้หยางทำสีหน้างวยงง



       “ใช่แล้ว เงื่อนไข” โข่วหลงฉีกยิ้มพลันทำสีหน้าเรียบนิ่ง เขาตั้งท่าเตรียมรับมือ “ถ้าเจ้าต่อยโดนตัวข้าเพียงหมัดเดียว ข้าจะมอบป้ายเข้าร่วมการประลองเพลงยุทธ์และถ้าเจ้าทำให้ข้าต้องถอยหลังแม้เพียงก้าวเดียว เจ้าเอาป้ายเข้าร่วมประลองคัมภีร์ยุทธ์ไปได้เลย”



       นายทะเบียนได้ยินเช่นนั้นก็เริ่มเข้าใจ โข่วหลงก็ไม่สามารถปล่อยให้เด็กผู้นี้เข้าไปร่วมการประลองได้เช่นเดียวกัน จึงสร้างเงื่อนไขที่มิอาจก้าวผ่านไปโดยง่าย



       “ข้าจำได้แล้ว! โข่วหลงหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน เมื่อปีที่แล้วเป็นรองแค่เออหม่าหัวหน้ารักษาเมืองเท่านั้น” ชายผู้หนึ่งพูดขึ้นยิ่งทำให้โข่งหลงเป็นจุดสนใจของเหล่าชาวยุทธ์



       “นั่นเค้าจริงๆเหรอ ข้าได้ยินมาว่าเออหม่าไม่ขอเข้าร่วมการประลอง โข่วหลงจึงมีโอกาสเป็นผู้ชนะประจำปีนี้มากที่สุด” ชายอีกคนพูดเสริม



       เสียงพูดคุยกันเริ่มดังระงมเซ็งแซ่



       “อ้าว! ว่ายังไงล่ะเจ้าหนู ถ้าเจ้าไม่ผ่านเงื่อนไขล่ะก็ ไว้ให้เจ้าเติบโตมากกว่านี้แล้วกลับมาใหม่ก็ไม่สายนะ” โข่วหลงพูดเสียงเรียบนิ่ง ถ้าเขาปล่อยให้เด็กคนนี้เข้าไปในสนามประลอง งานประจำปีปีนี้คงมีเรื่องโจ๊กได้สนุกปากเป็นแน่



       อี้หยางขมวดคิ้วทั้งเตรียมตั้งท่าเข้าจู่โจม



       โข่วหลงยิ้มที่มุมปาก “เจ้านี่! ใจกล้าไม่เบาเลยนะ” เขาเอามือขวาไขว้ไว้ที่หลังแล้วใช้เพียงแค่มือซ้ายวางฝ่ามือไปเบื้องหน้า



       “เข้ามาได้ เจ้าหนู...”


       ---


       อีกมุมหนึ่งของงานประจำปี



       “ฮ่ะๆๆๆ เสียใจด้วยเจ้าทายผิด ออกหัวต่างหาก” จางซื่อหลงในร่างชายแก่มีสีหน้ายินดีที่ผู้เสี่ยงทายเมื่อครู่ทายผิด



      “จะทายอีกรอบไหม” ชายแก่ถามผู้มาเสี่ยงทาย



      ผู้เสี่ยงทายคนนั้นส่ายหน้าดูเหมือนว่าเงินที่เสียไปให้กับชายแก่เมื่อครู่จะเป็นเงินก้อนสุดท้ายของเขาแล้ว



       จางซื่อหลงไม่ได้ใช้กลเม็ดเด็ดอะไร ใครตาดีได้ตาร้ายก็เสียจริงๆ คนที่มาเสี่ยงทายกับเขามีทั้งได้บ้างทั้งเสียบ้างปะปนกันไป ถ้าผู้ใดทายได้แม่นยำเขาก็จะบอกว่าให้ทายเป็นครั้งสุดท้ายในรอบถัดไปแล้วส่วนใหญ่ก็ได้เงินกลับไปกันทุกคน แต่ถ้าใครทายไม่แม่นก็ได้เล่นไปเรื่อยๆจนเงินหมดตัว พอจางซื่อหลงเอาเงินที่ได้กับเงินที่เสียมาบวกลบคูณหารกันแล้วยังมีกำไรมากกว่าหนึ่งตำลึงทองเสียอีก นี่แหละการพนันมีได้มีเสียแต่ส่วนใหญ่ที่ไม่เลิกก็รอวันหมดตัวนั่นเอง เป็นดังที่มีคำกล่าวเอาไว้ว่าโจรปล้นสิบครั้งไม่เท่ากับการเสียพนันแม้เพียงครั้งเดียว



       “อ้าวต่อไปใครจะมาเสี่ยงทายกับข้าต่อ” ชายชราเรียกทั้งปลายตามองชายสี่คนที่อยู่เบื้องหน้าซึ่งเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของเขา



       “ข้าขอเสี่ยงทายต่อก็แล้วกัน” หนึ่งในชายสี่คนพูด เขาเป็นคนรอบคอบยิ่งนักไม่ได้ตัดสินใจด่วนเล่นก่อนทันทีจนกระทั้งได้เห็นผู้เล่นก่อนหน้านี้แล้วจึงมั่นใจว่าชายแก่ปั่นแปะผู้นี้ไม่มีลูกเล่นอะไรนอกจากคนที่เสี่ยงทายดันทายผิดไปซะเอง ชายหนุ่มเผยสายตามั่นใจ



       ชายแก่ฉีกยิ้มแล้วปั่นเหรียญบนโต๊ะ



       แปะ! เหรียญถูกปิดเอาไว้แน่นิ่งอย่างรวดเร็ว



       ชายหนุ่มแสยะยิ้ม “ออกหัวแน่นอน!” เขาวางเงินห้าสิบชั่งเป็นการลองเชิง



       พอเปิดออกเท่านั้น “นั้นไง! ออกหัวจริงๆ ฮ่ะๆๆๆ” ชายหนุ่มดีใจทั้งลูกพี่กับพวกของตนด้วย



       ชายแก่ทำสีหน้างุดงิดยื่นเงินห้าสิบชั่งไปให้ “ข้าให้ทายอีกตาก็แล้วกัน”



       ชายแก่ปั่นเหรียญอีกครั้งอย่างรวดเร็วราวกับว่าคราวนี้จะไม่ให้รู้ได้ว่าออกหัวหรือออกก้อย



       แปะ! เหรียญถูกปิดอีกครั้ง ชายแก่แสยะยิ้มพูดขึ้น “ยังไงล่ะ คราวนี้เจ้าจะทายแม่นอีกหรือไม่”



       ชายหนุ่มตาดีราวกับตาเหยี่ยวรีบตอบทันที “ออกหัวเหมือนเดิม” เขาเอาเงินหนึ่งตำลึงทองวางตรงหัวแม่มือของชายแก่



       พอเปิดออกมาราวกับประกาศิตประกาศถึงชัยชนะ “ฮ่ะๆๆๆ เห็นไหมล่ะ เจ้าไม่อาจหลอกสายตาข้าไปได้ ออกหัวเช่นเดิม”



       ชายแก่ถึงกับถอดสีที่หน้า เขาควักเงินออกมาหนึ่งตำลึงทองยื่นให้แล้วพูด “ข้าให้เจ้าทายอีกเป็นครั้งสุดท้าย”



       ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วว่าตาแก่ต้องมาไม้นี้ เขาพูดออกมาอย่างสบายใจ “ย่อมได้ ย่อมได้”


       ---


       ในเวลาเดียวกันนั้นเองที่จุดขอรับป้ายเข้าร่วมการประลอง



       ทุกคนเบิกตากว้าง หลายคนอ้าปากค้าง มีบางคนเดินเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น



       ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนโข่วหลงพูดไม่ออก เขามองไปยังจุดที่เตรียมรับมือกับอี้หยางก่อนหน้านี้ห่างจากจุดที่เขายืนอยู่นับสิบก้าว “ฝีมือระดับจอมยุทธ์!” เป็นคำเดียวที่เขาพึงจะนึกได้ เขามิอาจต้านกระบวนยุทธ์ที่รวดเร็วและหนักหน่วงเกินเด็กของอี้หยางได้จนต้องถอยร่นออกมานับสิบก้าว จากใช้แขนเดียวในคราแรกรับมือกับต้องเผลอเอามืออีกข้างออกมาต้านทานเอาไว้ เขานึกเสียใจที่ดันประเมินฝีมือของคนจากรูปลักษณ์ภายนอก



       อี้หยางเห็นว่าโข่วหลงไม่ใช่คนไร้เหตุผลจึงออกตัวให้ “ขอบคุณที่ออมมือครับ” เขาฉีกยิ้มกว้างอย่างใสซื่อ



       ผู้คนเริ่มซุบซิบจนหนาหู ว่านั่นประไรโข่วหลงออมมือให้นั่นเอง แต่หลายคนที่ดูอยู่ว่ามันทะแม่ง



       หลังจากที่ยังตะลึงเหตุการณ์เมื่อครู่ไม่หายพอโข่วหลงได้สติจึงยื่นป้ายเข้าร่วมการประลองให้กับอี้หยาง “เจ้าหนู! เจ้ามีนามว่าอะไร”



       อี้หยางฉีกยิ้ม “ข้าชื่ออี้หยางครับ”



       “อี้หยาง! อืม.. ข้าจะจำชื่อเจ้าไว้” พูดจบโข่วหลงหันหลังเดินจากไปในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงงงงันกันไม่หายโดยเฉพาะนายทะเบียนซึ่งตอนนี้อยากจะพูดก็พูดไม่ออกเขาแอบถอนหายใจ งานนี้ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน



       “อี้หยาง! ในที่สุดเจ้าก็ได้เข้าร่วมการประลองจนได้ สู้ๆนะ” หยางมี่พูดให้กำลังใจ นางเคยเห็นฝีมือของอี้หยางมาแล้วถ้าเทียบกับกระบวนยุทธ์เมื่อครู่อี้หยางก้าวหน้าไปมากจนน่าตกใจ



       “พี่อี้หยาง เอารางวัลมาให้ท่านพี่จางให้ได้นะ” อี้หยินเชียร์เต็มที่ นางมั่นใจในฝีมือของอี้หยางว่าจะต้องคว้าเอารางวัลมาได้อย่างแน่นอน



       “เอ้! นี่ก็ใกล้เวลาจะประลองยุทธ์แล้ว ท่านพี่ของพวกเจ้าไม่รู้ไปมัวเถลไถลซะที่ไหน จริงๆเล้ย~” หยางมี่อดคิดในใจไม่ได้ว่า ที่จางซื่อหลงชวนนางมาเที่ยวแท้จริงแล้วจะให้นางมาดูแลอี้หยางอี้หยินแทนตนเองซะมากกว่า ‘ไม่น่าหลงกลเจ้าหมอนี่เลยจริงๆ เป็นคนร้ายลึกยิ่งนัก’


       ---


       ฮัดชิ้ว! ชายแก่เอามือเช็ดจมูกอยู่ๆก็จามออกมาซะอย่างนั้น



       “อ้าว! ตกลงตานี้เป็นตาสุดท้าย จับตาดูให้ดีๆ” ชายแก่พูดจบพลันปั่นเหรียญบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว



       แปะ! เหรียญหยุดนิ่งบนโต๊ะพร้อมกับเผยสีหน้าชั่วร้ายออกมา



       “ยังไงก็ออกหัวอีกเช่นเคย” ชายหนุ่มวางเงินไปสิบตำลึงทอง ไม่ว่าอย่างไรเสีย ตานี้ต้องเอาให้คุ้ม พวกเขาเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าจะเอาเงินส่วนกลางออกมาแทง ถ้าได้เพิ่มมาอีกสิบตำลึงทองล่ะก็เรียกว่าเศรษฐีย่อมๆ



       ชายแก่มองหน้าไม่คาดว่าพวกมันจะรวบรัดเอาไวซะขนาดนี้



       ฟิ้ว! วี๊ด! บูม! บูม! บูม! บูม!... อยู่ๆพุถูกจุดสว่างไสวเต็มท้องฟ้าในยามราตรี แสงสีเสียงดังสนั่นอึกทึกครึกโครมดุจงานครื้นเครงจากสรวงสวรรค์



       เพียงแค่ขยิบตาเดียวมัวแต่มองพุที่แตกอยู่บนท้องฟ้า ชายทั้งสี่หันกลับมา “อ้าว! ตาเฒ่าหายไปไหน!”



       ฉิบ.. หาย.. แล้ว..



       เสียงแจ้งจากระบบ “ผู้เล่นจางซื่อหลงทำตามเงื่อนไข ได้รับทักษะหัวขโมยระดับหนึ่ง”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:29
    555ทักษะใหม่
    #400
    0
  2. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 22:22
    ทักษะหัวขโมย
    #399
    0
  3. #398 Doctor_Gee (@Doctor_Gee) (จากตอนที่ 141)
    วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 / 21:37

    ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ : ปีใหม่ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย https://www0.dek-d.com/assets/article/images/sticker/yy-06.png

    #398
    0