ตอนที่ 136 : ภาค2:ตอนที่ 36 มู่เจียงเป็นอะไรไป!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 238
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    20 ม.ค. 62

       ขณะเดียวกันกลุ่มคนเกือบ 20 คนรวมทั้งเซียนจื่อกำลังวิ่งไล่ตามเซินหย่ากับฉางเกาที่ทิ้งห่างพวกเขาไปซะมองไม่เห็นหลัง



       “พวกระดับจอมยุทธ์นี่ วิชาตัวเบาเลิศล้ำจริงๆ”



       “ใช่! เล่นเอาข้าเริ่มอยากจะถอดใจไม่คิดตามไปแล้ว”



       “อย่าให้ข้าบรรลุถึงระดับจอมยุทธ์บ้างก็แล้วกัน”



       “แล้วเจ้าจะทำไม?!”



       “ข้าก็จะให้ท่านฉางกับท่านเซิน วิ่งไล่ตามข้าบ้างน่ะซิ”



       ข้าด้วย! ข้าด้วย! ข้าด้วยโว้ย! ทุกคนต่างมีความคิดเห็นตรงกัน ยังไงเสียพวกเอไอจะต้องด้อยกว่าผู้เล่นเกมอยู่วันยังค่ำเมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนเชื่อว่าอย่างนั้น



        “พวกเจ้าอย่ามัวแต่บ่นกันอยู่เลย รีบเร่งฝีเท้าเร็วเข้า ดูเหมือนว่าท่านฉางกับท่านเซินกำลังตรงไปยังทิศทางของเสียงนั่น” เซียนจื่อพูดขึ้นในขณะที่ทุกคนต่างเร่งฝีเท้าไปยังทิศทางของเสียงที่ยังความสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่าเมื่อครู่นี้



       เซียนจื่อคิดกังวล ‘นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีผู้อื่นรอดักช่วงชิงตำรายุทธ์อีกรึนี่’ เขาคิดว่าคงมีกลุ่มอื่นอีกเป็นแน่ที่ต้องการตำรายุทธ์ แล้วพวกมันเป็นใครและรู้ได้อย่างไรกัน เมื่อไปถึงเรื่องทุกอย่างคงคลี่คลาย


       ---


       บูมมม! เสียงระเบิดสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่าเมื่อหมัดสีทองโปร่งแสงขนาดมหึมาที่ราวกับว่าความเกรี้ยวโกรธของเทพเจ้าพุ่งตกลงมาจากฟากฟ้าพร้อมกับร่างของอี้หยางที่ปลดปล่อยพลังยุทธ์ออกมาอย่างเต็มอัตราศึก ทั่วอาณาบริเวณผืนป่าถูกทำลายเป็นหลุมกว้างขนาดใหญ่ภายในพริบตา



       ฟึ้มมม!! พลันเกิดคลื่นกระแทกอย่างรุนแรงออกจากพื้นที่ปะทะไปทุกทิศทุกทาง



       อ๊ากกก! มู่เจียงร้องลั่นแม้ว่าเขาจะไหวตัวหลบได้ทันแต่ก็ถูกคลื่นกระแทกซัดร่างจนกระเด็นออกไป



       จางซื่อหลงผ่อนลมหายใจออกจากปากโล่งอก หลังจากที่รีบอุ้มอี้หยินพาหนีออกนอกพื้นที่รัศมีการทำลายล้างของพลังหมัดเหล็กทำลาย เขารับรู้ถึงอานุภาพของพลังหมัดเหล็กทำลายขั้นหกตั้งแต่ที่อี้หยางใช้มันแลัวในดันเจี้ยน และในตอนนี้อี้หยางได้ก้าวผ่านระดับจอมยุทธ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอานุภาพของมันว่าจะทรงพลังเพียงใด



       ขณะเดียวกันร่างมู่เจียงกลิ้งคลุกฝุ่นไปหลายตลบ พลันชุกคิดได้ในทันที ‘แน่ใจนะ! ว่าเจ้าหนูนี่ใช้พลังแค่ระดับจอมยุทธ์เท่านั้น’ เขาตกใจนักว่าทำไมมันถึงได้รุนแรงและทรงพลังถึงเพียงนี้เมื่อเทียบกับพลังโจมตีคัมภีร์ยุทธ์ของตัวเอง



       อี้หยางไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขาใช้วิชาตัวเบาทะยานร่างที่เหนือกว่าคำว่าเลิศล้ำพุ่งตรงเข้าหามู่เจียงอย่างรวดเร็ว



       มู่เจียงเห็นพลันเบิกตาโพลงจนตาแทบจะถล่นหลุดออกมาจากเบ้า ‘สาบานนะ! นั่นเรียกว่าวิชาตัวเบา!’ ทำไมมันถึงรวดเร็วกว่าระดับจอมยุทธ์ทั่วไปล่ะ อย่างนี้เขาเรียกว่า จรวดติดไอพ่นแล้ว!



       เร็วยิ่งกว่าการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ มู่เจียงปลดปล่อยปราณน้ำแข็งออกจากร่างเพื่อจะหยุดยั้งอี้หยางเอาไว้



       แต่ทว่า... เพร้งงง! เพร้งงง! เพร้งงง!...



       มู่เจียงแทบช็อค! หัวใจของเขาแทบจะหลุดร่วงตกลงไปที่ตาตุ่ม พอปราณน้ำแข็งสัมผัสร่างของอี้หยางไม่ทันได้ตกผนึกมันก็แตกกระจายออกมาทันทีราวกับว่ามิอาจต้านทานพละกำลังของอี้หยางเอาไว้ได้



       “โอ้ยยย~ O[]O บ่าาาไป่แหล้ววว~(บ้าไปแล้ว)” มู่เจียงตกใจร้องออกมาแทบจะไม่เป็นภาษาคน



       อี้หยางร้องคำรามมาแต่ไกลอย่างเดือดดาล “บังอาจแช่แข็งน้องข้าจนสลบ! อภัยให้ไม่ได้!” ในช่วงที่ปะทะกันด้วยเพลงยุทธ์อี้หยางเหลือบไปเห็นอี้หยินนอนสลบพอดิบพอดียิ่งนำพาให้เขาโกรธเกรี้ยวจนเลือดขึ้นไปทั้งหน้า



       ตูมมม! ตูมมม! ตูมมม!...



       เสียงระเบิดตูมตามดังสนั่นสั่นสะเทือนของพลังหมัดเหล็กทำลายติดกันอย่างไปว่างเว้นแบบไม่ยั้งมือ



       “อ๊ากกก~ O[]O! บูจ่าดอดไพ่เบี่ย!(ตูจะรอดไหมเนี่ย!)” มู่เจียงตกใจร้องไม่เป็นภาษามนุษย์แล้ว ขณะเดียวกันเขาใช้วิชาตัวเบากระโดดหลบล้มลุกคลุกคลานหนีตายน้ำหูน้ำตาไหลอย่างน่าเวทนา ถ้าเขามีขาเพิ่มขึ้นอีกซักสิบขาคงจะหนีได้เร็วมากกว่านี้เป็นแน่



       แต่แล้วมู่เจียงก็มิอาจหนีไปได้จนตลอดรอดฝั่ง



       พลังหมัดเหล็กทำลายขั้นหก! ไปลงนรกซะ! ย๊ากกก!



       บูมมม!



       มู่เจียงไม่มีโอกาสได้ร้องอีกต่อไป



       เสียงจากระบบ “ผู้เล่นมู่เจียงถูกสังหาร! ผู้ติดตามอี้หยางเป็นฝ่ายชนะ!”



       จางซื่อหลงพูดทั้งสีหน้าเศร้าสลดราวกับรู้อยู่แล้วว่าอี้หยางต้องเป็นฝ่ายชนะ “ขอเขาจงไปสู่สุคติเถอะนะ หมูเชียง.. อาเมน..” จนมาถึงบัดนี้จางซื่อหลงก็ยังคงเรียกชื่อมู่เจียงเพี้ยนไปเหมือนเดิม


       ---


       ---


       เวลาผ่านไปพักใหญ่…



       เซินหย่ากับฉางเกายืนเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง นี่มันสงครามเทพมารหรืออย่างไรกันทั่วอาณาบริเวณกว่าสองลี้จึงถูกทำลายล้างได้ถึงเพียงนี้



       เซินหย่าพูดขึ้น “พวกเรามาช้าเกินไป พวกมันสลายตัวไปจนหมดแล้ว”



       “เจ้าว่าพวกไหนกันที่ดักซุ้มโจมตีเจ้าพวกนั่น” ฉางเกาถามความเห็น



       เซินหย่าส่ายหน้ายากจะตอบได้ “พวกเราคงต้องหาเบาะแสกันใหม่ เพราะร่องรอยส่วนใหญ่ถูกทำลายล้างมัวซั่วไปหมด”



       กลุ่มของเซียนจื่อพึ่งมาถึง ทุกคนต่างเบิกตากว้างเช่นเดียวกันเมื่อเห็นพื้นที่ป่าถูกทำลายจนเตียนแลัวยังมีหลุมขนาดใหญ่เต็มไปหมด



       “มันเกิดอะไรขึ้นครับ! ท่านเซินหย่า” เซียนจื่อสอบถามทันทีที่มาถึง



       “ข้ายังหาเบาะแสอะไรไม่ได้เพราะอาณาบริเวณที่ถูกทำลายมันกว้างเกินไป” เซินหย่าพูดขึ้นทั้งส่ายหน้าจับทางไม่ถูกว่าจะเริ่มตรงไหนดี



       “เอาอย่างนี้เดี๋ยวให้พวกข้าช่วยหาเบาะแสกันอีกแรง” เซียนจื่อพูดจบสั่งการให้ทุกคนแยกย้ายช่วยกันหาร่องรอยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นที่นี่กันแน่



       ผ่านไปไม่นานมีคนวิ่งกลับมาหน้าตาตื่น “พี่เซียนจื่อ! พี่เซียนจื่อ! แย่แล้วครับ! แย่แล้ว!”



       “มีอะไรรึ!” เซียนจื่อรีบถามทั้งหน้าตาตื่นตามไปด้วย



       “พวกเราพบมู่เจียงครับ!” ชายคนนั้นรายงาน



       “อ้าว! เจ้ามู่เจียงอยู่ที่นี่ด้วยรึ ทำเป็นแตกตื่นไปได้” เซียนจื่อฟังแล้วถอดใจไม่รู้จะแตกตื่นกันไปทำไม เจ้านั่นก็คงมาตามเสียงที่ดังอึกทึกครึกโครมด้วยเหมือนกันนั่นแหละ



       “พี่เซียนจื่อ พี่ไปดูเองดีกว่า ข้าไม่รู้จะอธิบายยังไง” ชายคนนั้นคะยั้นคะยอจะให้เซียนจื่อตามไปให้ได้



       “เอาๆๆ แล้วตอนนี้เจ้านั่นมันอยู่ที่ไหนล่ะ?” เซียนจื่อถาม


       ---


       มู่เจียงนั่งยองๆหันหน้าเข้าหาต้นไม้ราวกับว่ากำลังทำใจยอมรับไม่ได้กับอะไรบางอย่างอยู่



       “ข้าแพ้เด็กหรือเนี่ย.. ข้าแพ้เด็กหรือเนี่ย..” มู่เจียงพูดคำซ้ำๆในขณะที่เอามือแกะเปลือกไม้ไปเรื่อย



       ทุกคนกำลังมุงดูมู่เจียงอย่างงวยงงซึ่งมันผิดกับนิสัยจอมขี้เกียจและไม่แยแสต่อสิ่งใดนัก



       “หลบไป.. หลบไป.. พี่เซียนจื่อมาแล้ว” ชายที่ไปตามเซึยนจื่อมาแหวกกลุ่มคนที่กำลังมุงดูอยู่



       เซียนจื่อขมวดคิ้วพูดขึ้นเมื่อเห็นมู่เจียงมีอาการแปลกๆ “เจ้ามู่เจียง! มันเป็นอะไร?”



       ต่างคนต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่มีใครรู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น



       ชายคนหนึ่งพูด “พอพวกเรามาถึงก็เห็นมู่เจียงเป็นอย่างนี้แลัวครับ”



       เซียนจื่อเห็นท่าแล้วน่าจะไม่ได้ความจึงเดินเข้าไปจับตัวมู่เจียง “มู่เจียง!”



       แทบจะในทันทีที่เซียนจื่อถูกตัว! มู่เจียงร้องลั่นอย่างตกใจ “อ๊ากกก!” เขากระโดดตัวปลิวพร้อมกับลุกขึ้นยืนจับที่หน้าอก พอเห็นว่าเป็นเซียนจื่อจึงพูดขึ้นพร้อมกับผ่อนลมหายใจเบาๆ “ข้าตกใจหมดเลย พี่เซียนจื่อเองรึ… ”



       อย่าว่าแต่มู่เจียงตกใจเลยแม้แต่เซียนจื่อเองยังชักมือกลับมาแทบไม่ทัน ‘เล่นทำเอาข้าใจหายใจคว่ำหมด เจ้านี่!’ พอเซียนจื่อตั้งสติได้จึงเอ่ยถาม “เป็นอะไรของเจ้า? ทำไมถึงมานั่งตรงนี้ได้ฮึ? แล้วพื้นที่แถวนี้ที่ถูกทำลายเจ้ารู้เรื่องรึเปล่า?” เล่นยิงคำถามออกมาเป็นชุดจนมู่เจียงที่ยังอกสั่นขวัญแขวนอยู่ไม่รู้จะตอบคำถามไหนก่อนดี



       มู่เจียงหายใจเข้าลึกๆตั้งสติแล้วเริ่มเล่าเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฟัง ไม่สิ! ยกเว้นเรื่องการประลองที่เขาปิดบังเอาไว้ขืนได้รู้กันถึงไหนคงต้องได้อับอายกันถึงนั่นเป็นแน่



       “เป็นพ่อค้าเองรึ!” เซียนจื่อพอได้ยินว่ากลุ่มที่พวกเขาไล่ติดตามแท้จริงแล้วเป็นพ่อค้าก๋วยเตี๋ยวนามว่าจางซื่อหลงที่ได้สร้างชื่อเสียงดังไปทั่วช่องสื่อสารยุทธภพในช่วงไม่กี่วันมานี้ก็ยิ่งทำให้ตกใจ เซียนเจ๋อพี่ชายของเขาสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามไปมีเรื่องกับคนผู้นี้เป็นอันขาดและถ้ายิ่งผูกมิตรได้ยิ่งเป็นการดี แต่ใครจะไปตรัสรู้กันว่าเขากำลังหาเสี้ยนเอามาตำที่เท้าของตัวเอง



       ขณะเดียวกันทุกคนต่างชื่นชมมู่เจียงที่กล้ารับมือกับพ่อค้าอยู่เพียงลำพัง



       “โห! นี่ท่านมู่เจียงบรรลุระดับจอมยุทธ์แล้วยังบรรลุสายอาชีพจอมยุทธ์ปราณน้ำแข็งด้วยหรือนี่” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นในขณะที่มู่เจียงกอดอกยืด



       มู่เจียงพูดขึ้นอย่างมาดมั่น “นี่ถ้าข้าฝึกฝนจนปราณน้ำแข็งกล้าแกร่งกว่านี้ล่ะก็ ฮึๆ คงจะต้านทานพลังของพ่อค้านั่นและไม่ให้หลุดรอดไปได้เป็นแน่”



       เซียนจื่อฟังแล้วยิ่งปวดกระบาน เขาเคยบอกแล้วว่าห้ามมีเรื่องกับพ่อค้าแต่มู่เจียงดันพลั้งมือไปจนได้



       มู่เจียงพูดจนหมดให้ทุกคนได้ฟังแล้ว เขาก็เริ่มบิดขี้เกียจแล้วเดินจากไปอย่างไม่แยแสเยี้ยงทุกครั้งที่เคยทำ



       เซียนจื่อพูดขึ้น “เจ้าจะไปไหนน่ะ!”



       มู่เจียงโบกมือลาทั้งที่ยังหันหลังอยู่ “ข้าเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว ขอกลับไปพักที่ในเมืองก่อน ไปล่ะ!” พูดจบก็ใช้วิชาตัวเบาล้ำเลิศออกไปทันที



       เซียนจื่อพูดบ่นไล่หลัง “เจ้านี่! ทิ้งขี้ไว้ให้ข้าอีกจนได้...” จากนั้นเซียนจื่อจึงประกาศให้รู้กันทั่วเกี่ยวกับล้มเลิกภารกิจของวันนี้และยังขออภัยเซินหย่ากับฉางเกาที่ต้องมาเสียเวลาแล้วคว้าน้ำเหลวกันในครั้งนี้ด้วย



       หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันกลับ ดูเหมือนว่าเซินหย่ากับฉางเกาจะไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปง่ายๆ ทั้งสองแสยะยิ้ม “พ่อค้างั้นรึ! ชักสนใจขึ้นมาแล้วสิ” พวกเขาแอบฟังมู่เจียงเล่าเกี่ยวกับการปะทะกับพ่อค้ามาตั้งแต่ต้นและในตอนนี้ยิ่งทำให้พวกเขาทั้งสองเริ่มจะคันไม้คันมือกันขึ้นมา “แล้วเราจะได้พบกัน.. อย่างแน่นอน”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 มกราคม 2562 / 23:46
    พิจางต้องอัพเวลละเด้อ
    #391
    0
  2. วันที่ 20 มกราคม 2562 / 18:37
    เมื่อ/หร่จะได้กินเตีษยว
    #390
    0