ตอนที่ 134 : ภาค2:ตอนที่ 34 จอมกระบี่วายุกับจอมดาบอัคคี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 217
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    17 ม.ค. 62

       จางซื่อหลงหน้านิ้วคิ้วขมวด พึ่งออกมาจากดันเจี้ยนก็มีเพื่อนมารอต้อนรับพวกเขาเสียแล้ว ดูจากฝีมือสองคนนี่เห็นท่าคงไม่ต่ำกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงเป็นแน่ แต่ถ้าเกิดทั้งสองเป็นระดับจอมยุทธ์กันเล่า



       จางซื่อหลงเหลือบตามองอี้หยาง เขานึกได้ว่าระบบแจ้งเตือนว่าอี้หยางผ่านระดับจอมยุทธ์ไปแล้วซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามข้อมูลที่เขารู้มา แต่ทว่าอี้หยางได้ใช้พลังกายและกำลังภายในหมดไปแลัวมากกว่าครึ่ง ส่วนเขาเองก็สิ้นเปลืองพละกำลังและกำลังภายในไปกับวิชายุทธ์กายาไร้เงาไม่ใช่น้อย จะมีก็เพียงอี้หยินเท่านั้นที่ดูเหมือนนางจะพร้อมมากกว่าคนอื่น



       จางซื่อหลงส่ายหน้า คงทำได้เพียงอย่างเดียว อย่าเสี่ยงจะดีกว่า! รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง แต่นี่รู้แค่เราไม่รู้เลยว่าบุรุษท่าทางมาดมั่นทั้งสองนี้เป็นใครกันแน่



       “เอานี่! รับไป! แล้วพวกข้าไปได้แล้วใช่ไหม” จางซื่อหลงหยิบตำรายุทธ์ออกมายื่นให้จากนั้นจึงพาอี้หยางกับอี้หยินเดินผ่านสองบุรุษน่ายำเกรงนั่นไป



       บุรุษมาดมั่นสองคนไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเซินหย่ากับฉางเกานั่นเอง พวกเขาถูกส่งมาให้ช่วยเหลือเซียนจื่อเพื่อทำภารกิจกำจัดราชาหมาป่าและบุกดันเจี้ยนแต่กับโดนจางซื่อหลงตัดหน้าไปเสียก่อน



       เซินหย่าถือตำรายุทธ์ที่จางซื่อหลงยื่นให้ทั้งแสยะยิ้ม



       จางซื่อหลงเดินออกไปได้เพียงสิบก้าว…



       เซินหย่าหัวเราะฮ่ะๆเสียงดัง “พวกเจ้าเห็นข้าเป็นตัวตลกงั้นรึ!” เขาโยนตำรายุทธ์ขึ้นไปบนอากาศ ฉับพลันชักกระบี่ออกจากฟักฟันออกไปอย่างรวดเร็วจนมิอาจจะนับได้ว่าฟันไปกี่ครั้ง ไม่รู้ว่ากระบี่กลับเข้าไปอยู่ในฟักตั้งแต่เมื่อใด



       บึ้ม!



       ตำรายุทธ์ที่อยู่กลางอากาศแตกออกกระจัดกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงโรยเกลื่อนพื้นดิน



       จางซื่อหลงเบิกตากว้างอึ้งทึ่ง มีความคิดเดียววิ่งแล่นเข้ามาในหัว



       ระดับจอมยุทธ์!



       เซินหย่าพูดขึ้นด้วยใบหน้าบิดเบี้ยว “เอาของปลอมมาให้ข้า! คงอยากตายสินะ!”



       นั้นสินะ! ใครกันจะยอมเอาตำรายุทธ์ระดับปรมาจารย์ให้กับผู้อื่นง่ายๆกันเล่า จางซื่อหลงทำเป็นเนียนเอาตำรายุทธ์ที่ถูกตาเฒ่าบัณฑิตหลอกขายให้มานั้นยื่นให้กับเซินหย่า แต่สีของตำรายุทธ์ถ้าไม่ถึงขั้นโง่แล้วล่ะก็คงดูออกกันทุกคน ดันเจี้ยนระดับปรมาจารย์จะได้เพียงแค่ตำรายุทธ์ระดับกลางได้อย่างไรกันเล่า มีแต่คนที่คิดตื้นๆแบบจางซื่อหลงเท่านั้นที่กล้าทำ ดันไปกระตุกหนวดเสืออย่างเซินหย่าเข้าจนได้



       “มันดูออกได้ยังไงกัน! ว่าเป็นของปลอม!” จางซื่อหลงตื่นตะลึงทำสีหน้าเหรอหร่าที่ฝ่ายตรงข้ามรู้เท่าทัน



       “คงไม่มีใครรู้ม้างท่านพี่ =_=^ =_=^ ” อี้หยางกับอี้หยินทำสีหน้าเจื่อน ขนาดพวกเขาเองยังดูออกเลย สีของตำรากับทางเข้าดันเจี้ยนต่างกันซะขนาดนั้น



       เร็วเท่าความคิดจางซื่อหลงใช้กายาไร้เงาอุ้มอี้หยางกับอี้หยินออกจากพื้นที่



       เซินหย่าร้องคำราม กระบี่วายุพัด!



       บูมมม!



       เกิดคลื่นพายุพุ่งถล่มราวกับกำลังพลิกผืนปฐพี ทุ่งหญ้ากระจุยกระจายกับกลายเป็นผุยผงราวกับพายุกระบี่นับพันฉีกกระชากสิ่งที่อยู่ด้านหน้าให้ย่อยยับ



       “เจ้าจะหนักมือไปแล้วนะ.. เซินหย่า!” ฉางเกาต่อว่าเล็กน้อย



       เซินหย่าฉีกยิ้มพูดอย่างอารมณ์ดีหลังจากที่เขาระเบิดคัมภีร์ยุทธ์ออกไป “ข้าไม่คิดว่าพวกมันจะตายด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวหรอกนะ แล้วถ้าตายไปจริงๆก็ต้องโทษที่ฝีมือของพวกมันเองนั้นแหละที่อ่อนเกินไป”



       อีกด้านหนึ่งไม่ไกลนัก กลุ่มของเซียนจื่อกำลังจ้องมองเซินหย่าอย่างตื่นตะลึงที่พึ่งปล่อยคัมภีร์ยุทธ์กระบี่พายุพัดออกไป



       “นี่มันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว!”



       “เจ้าพวกนั้นคงตายไปไม่เหลือแม้แต่ซากแล้วกระมัง… ”



       “นี่เหรอจอมกระบี่วายุ! วิชายุทธ์ธาตุลม! สมแล้วที่พี่อั้งยี่คุยนักคุยหนา”



       “น่าเสียดายจริงๆ ถ้าเจ้าพวกนั้นไม่ตายไปเสียก่อน พวกเราคงได้เห็นฝีมือของท่านฉางเกาแสดงความสามารถของจอมดาบอัคคีวิชายุทธ์ธาตุไฟเป็นแน่”



       “แล้วมีใครเห็นเจ้ามู่เจียงบ้างล่ะเนี่ย! หายไปโดยไม่ได้บอกกล่าวเลยซักคำ” เซียนจื่อพูดขึ้นไต่ถามทุกคน



       ทุกคนต่างหันหน้ามองกัน ไม่มีใครเห็นมู่เจียงเลยว่าหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่เพราะต่างคนก็ต่างรีบจะไล่ตามเซินหย่ากับฉางเกาให้ทัน



       “อย่ามัวแต่สนใจเจ้ามู่เจียงเลยพี่เซียนจื่อ! ท่านเซินหย่ากับท่านฉางเกาวิ่งหรี้ไปทางนู้นแล้ว” ชายผู้หนึ่งพูดขึ้น ทุกคนต่างจ้องมองเห็นเซินหย่ากับฉางเกาใช้วิชาตัวเบาเข้าป่าไปอย่างรีบร้อน



       เกิดอะไรขึ้น!



       “พวกเรารีบตามไปกันเถอะ! ดูเหมือนว่าเจ้าพวกนั้นคงไม่ได้กระจอกอย่างที่พวกเราเข้าใจ” เซียนจื่อรู้ได้อย่างรวดเร็ว พวกเขารีบใช้วิชาตัวเบาติดตามเซินหย่ากับฉางเกาไปทันที



       ขณะเดียวกันทุกคนต่างขบคิด พวกมันรอดจากการโจมตีของเซินหย่าในระยะเผาขนไปได้อย่างไรกัน ทั้งที่เห็นว่าพวกมันราวกับตายไปแล้วต่อหน้าต่อตา


       ---


       จางซื่อหลงหอบแฮกๆ ในขณะที่อี้หยางกับอี้หยินเวียนหัวตาลายเช่นเคย



       “แฮกๆ มาไกลถึงขนาดนี้ พวกมันคงตามพวกเรามาไม่ทัน” จางซื่อหลงหยุดพักรีบกระดกน้ำยาเพิ่มพลังกายกับกำลังภายในเป็นการใหญ่ เขาหมดกำลังภายในกับพลังกายไปไม่ใช่น้อยขืนไปไกลมากกว่านี้มีหวังคงได้สลบหมดสภาพอย่างที่เคยผ่านมาเป็นแน่



       ส่วนอี้หยางกับอี้หยินถ้าทางจะแย่ พวกเขาก้มลงอวกเป็นการใหญ่ ถ้าจางซื่อหลงใช้กายาไร้เงาพาเคลื่อนไหวไปในระยะเวลาอันสั่นคงไม่เป็นไรแต่นี่เล่นยาวมาไกลหลายนาทีทำเอาพวกเขาท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด



       ผ่านไปพักหนึ่ง…



       “ท่านพี่! พวกเราจะไปไหนกันต่อครับ” อี้หยางพูดขึ้นหลังจากฟื้นฟูพลังมาพักหนึ่ง



       “กลับเมืองยังไงล่ะ! ขืนยังอยู่ในป่าพวกมันอาจหาพวกเราเจอก็เป็นได้” จางซื่อหลงตอบพลางลุกขึ้นยืนเตรียมออกเดินทาง



       ฉับพลันมีเสียงหัวเราะดังขึ้น!



       “ฮ่ะๆๆ เป็นอย่างที่คาดไว้ พวกเจ้ามาทางนี้จริงๆ”



       จางซื่อหลงหันซ้ายแลขวาไม่เห็นใคร “เสียงใครน่ะ!” เขาขมวดคิ้ว ใครกันอยู่แถวนี้! ไม่มีสิ่งใดให้สัมผัสรู้ได้ หรือจะไม่ได้มาร้ายกันแน่



       พริบตา! ในอาณาบริเวณโดยรอบพลันเยือกเย็นขึ้นมาราวกับว่าทุกอย่างกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง



       ปรากฎชายผู้หนึ่งค่อยๆเดินเข้ามาหาพร้อมพูดขึ้น “พวกเจ้าชิงตัดหน้าฆ่าราชาหมาป่า แล้วยังสามารถผ่านดันเจี้ยนออกมาได้ไม่ธรรมดาเลยนะนั้น” ชายคนนี้เผยให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาที่แท้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากมู่เจียงจอมเกียจคร้านนี่เอง



       จางซื่อหลง อี้หยางและอี้หยินจ้องมองมู่เจียงที่กำลังยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรก็ไม่ใช่ มุ่งร้ายก็ไม่เชิงแต่ที่แน่ๆพวกเขาไม่สามารถสัมผัสถึงจิตสังหารได้เลยแม้แต่น้อย



       “ฮ่ะๆๆ ดูพวกเจ้าสิ! ตกใจใช่ไหมล่ะ” มู่เจียงหัวเราะแล้วพูดเหมือนคนไม่เต็มบาท “พล่ามมม!! ข้าน้อยขอแนะนำตัว ข้านามว่า.. มู่เจียง!”



       จางซื่อหลง อี้หยางกับอี้หยินทำหน้าเจื่อน อยากถามว่า.. ใครเค้าอยากรู้จักชื่อของเจ้ากันเล่า



       จางซื่อหลงทำตาแคบลง “แล้วเจ้า! เออ.. หมูเชียง! เจ้าต้องการอะไรกันแน่บอกมา?!”



       มู่เจียงฟังแล้วริมฝีปากกระตุก พึ่งแนะนำไปหยกๆดันจำชื่อเขาผิดไปซะได้



       อี้หยินเข้าไปกระซิบ “เอ่อ.. ท่านพี่! เขาชื่อมู่เจียงต่างหากล่ะไม่ใช่หมูเชียง”



       “อ้าวเหรอ!” จางซื่อหลงพูดกับอี้หยินก่อนหันไปพูดกับมู่เจียงอีกครั้ง “ตกลงเจ้าต้องการอะไรจากพวกเรากันแน่”



       “อย่ากังวลไปพ่อค้า ข้าไม่ได้ต้องการตำรายุทธ์จากเจ้าหรอกน่า” มู่เจียงพูดทั้งฉีกยิ้ม



       จางซื่อหลงเบิกตากว้าง “เจ้ารู้จักข้ารึ!” เขาแปลกใจเล็กน้อยว่าคนผู้นี้รู้จักเขาได้อย่างไรกัน พอนึกไปนึกมาจึงยิ้มกริ่ม หรือจะเป็นแฟนคลับตามมาขอลายเซ็นกันหว่า



       “ถ้าจะมาขอลายเซ็นล่ะก็ รีบเอากระดาษปากกามา ชักช้าข้าคงต้องขอตัวไปทำธุระก่อนนะ” จางซื่อหลงกอดอกทำเป็นยืด



       มู่เจียงหางคิ้วกระตุก ขอลายเซ็นทำป๊าเจ้ารึ! เขาพูดเปิดเผย “ข้าต้องการประลองยุทธ์กับเจ้าต่างหากเล่า” เขาคิดว่าจางซื่อหลงสามารถเอาชนะฟงหวินได้และยังผ่านดันเจี้ยนระดับปรมาจารย์มาได้อีกคงจะก้าวผ่านระดับจอมยุทธ์ไปแล้วเป็นแน่ เขาต้องการพิสูจน์ฝีมือของจางซื่อหลงและอยากทดสอบฝีมือของตนกับผู้เล่นด้วยกันที่ไม่ใช่เอไอ



       “แล้วถ้าข้าปฏิเสธล่ะ!” จางซื่อหลงไม่อยากจะเสียเวลาถ้าไม่จำเป็น



       ฉับพลัน! มู่เจียงเผยจิตสังหารออกมา จางซื่อหลงกับอี้หยินรู้สึกราวกับถูกกระบี่แทงทะลุกลางอก พวกเขาเสียการควบคุมทางร่างกายไปชั่วขณะ ยกเว้นอี้หยางที่ขมวดคิ้วเตรียมพร้อมรับมือ



       จางซื่อหลงตื่นตระหนกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนราวกับว่ามิอาจก้าวข้ามภูเขาขนาดใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าไปได้



       เจ้านี่บรรลุจิตสังหารเช่นเดียวกันกับเรางั้นรึ!



       ที่น่ากลัวกว่านั้น เจ้านี่ก้าวผ่านผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูง ไม่สิ! อาจจะบรรลุระดับจอมยุทธ์ไปแล้วก็เป็นได้



       จางซื่อหลงเบิกตากว้าง ‘เวลาในเกมผ่านมาแค่สิบกว่าวันไม่ใช่เหรอ!’



       มู่เจียงพูดสายตาเยือกเย็น “ดูเหมือนพ่อค้าอย่างเจ้าคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วล่ะนะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 17 มกราคม 2562 / 05:40
    ติดตามๆ
    #388
    0