ตอนที่ 115 : ภาค2:ตอนที่ 15 สอบสวนหรือหาเรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 286
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    21 ต.ค. 61

       ไต้ซือเทียนจื่อถึงกับหน้าขึ้นชา ไม่เคยมีผู้ใดจะกล้าพูดคำหยาบคายกับตนหลังจากที่เป็นถึงคณาจารย์ยอดยุทธ์ของวัดเส้าหลิน แต่นี่อะไรกัน? ผู้ถูกส่งมาจากสำนักลมปราณผู้นี้กับพูดอย่างไม่ไว้หน้ากัน แม้แต่ท่านเจ้าอาวาสยังไม่เคยที่จะพูดถ้อยคำอย่างนี้กับตนเลย



       “อ้าว.. อ้าว.. จะนิ่งอยู่อีกนานไหม? ข้าไม่ได้มีเวลาอยู่กับเจ้าทั้งวันนะ!” จางซื่อหลงจ้องตาเขม็งราวกับว่ากำลังสอบสวนผู้กระทำความผิด



       ไต้ซือเทียนจื่อถอนหายใจก่อนพูดขึ้น “อาตมากำลังภาวนาอยู่ในกุฏิ จึงไม่ได้สนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายนอก”



       “แล้วผู้ใดจะยืนยันได้! ว่าเจ้าจะไม่พูดโป้ปดมดเท็จ” จางซื่อหลงทำสีหน้าจริงจัง



       ไต้ซือเทียนจื่อยังคงแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง “ท่านจะถามผู้ใดก็ได้ อาตมาปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวัน”



       จางซื่อหลงหันไปมองเจ้าอาวาสถ่างกี่ซัวที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก ซึ่งอี้หยางกับอี้หยินและหลินจื่อก็อยู่ในบริเวณนั้นด้วยเช่นกัน



       เจ้าอาวาสถ่างกี่ซัวพยักหน้ายืนยันคำพูดของไต้ซือเทียนจื่อ ในขณะที่จางซื่อหลงหันหน้ากลับแล้วไต่ถามหาความจริง “แล้วคืนที่มีคนร้ายลอบเข้าหอตำรายุทธ์ เจ้าอยู่ที่ใด?!”



       “อาตมาอยู่ในกุฏิ มิได้ออกไปที่ใด” ไต้ซือเทียนจือพูดวาจาหนักแน่น



       “มีคนยืนยันได้รึ!” จางซื่อหลงยังคงไถ่ถามจับผิด



       ไต้ซือเทียนจื่อเงียบนิ่งก่อนพูด “อาตมามิอาจหาผู้ใดมายืนยันให้ชัดเจนได้ แต่โดยปกติแล้วอาตมาจะใช้ชีวิตสันโดษมิค่อยไปยุ่งกับผู้ใด มืดค่ำเมื่อไรก็เข้ากุฏิเร่งความเพียรหาทางหลุดพ้น”



       จางซื่อหลงยืนนิ่ง ก่อนที่จะโค้งคำนับเล็กน้อย “ข้อสงสัยของข้าน้อยหมดแล้ว เชิญท่านไต้ซือขึ้นด้านบนชั้นสองได้เลยขอรับ” คำพูดของจางซื่อหลงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ



       ทำให้ทุกคนเข้าใจถึงวิธีการสอบสวนของจางซื่อหลงแล้วว่า จะอ่อนข้อกับการที่จะหาความจริงไปมิได้



       หลังจากการสอบสวนเสร็จสิ้น หลวงจีนลูกวัดจะเชิญหลวงจีนผู้ที่ผ่านการสอบสวนไปยังชั้นสองเสียก่อน โดยยังไม่อนุญาตให้ออกจากหอปรมาจารย์ตั๊กม้อจนกว่าจะสอบสวนจนครบกันหมดทุกคน จางซื่อหลงได้วางรูปแบบการสอบสวนไว้แล้วเพื่อไม่ให้หลวงจีนด้านนอกล่วงรู้ถึงการสืบสวน



       เจ้าอาวาสไต้ซือถ่างกี่ซัวพอใจกับการสอบสวนของจางซื่อหลงยิ่งนัก



       หลวงจีนรูปแล้วรูปเล่าถูกขานชื่อเรียกโดยหลวงจีนลูกวัดเฝ้าหน้าประตูทางเข้า จากนั้นจะมีหลวงจีนลูกวัดอีกรูปพาไปยืนต่อหน้ารูปปั้นทองคำปรมาจารย์ตั๊กม้อ โดยจางซื่อหลงยังคงยิงคำถามด้วยถ้อยคำหยาบช้าเช่นเดิมจนหลวงจีนหลายรูปที่ถูกสอบสอนต่างยืนกันอึ้ง บ้างโกรธจัดจนแทบอยากจะลงไม้ลงมือกับจางซื่อหลง ถ้าไม่ติดที่เจ้าอาวาสยังอยู่ด้วยแล้วล่ะก็ จางซื่อหลงคงจะโดนยำจนกลายเป็นโจ๊กใส่ไข่ไปแล้วล่ะกระมัง แต่แล้วจางซื่อหลงก็จบลงด้วยถ้อยคำนอบน้อมเช่นเคยราวกับว่าตบหัวแล้วลูบหลังอย่างไรอย่างนั้น จนเวลาล่วงผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง หลวงจีนถูกสอบสวนไปแล้วมากกว่า 30 รูป



       “ไต้ซือหยู่เลี่ยง! เชิญขอรับ!” หลวงจีนลูกวัดขานชื่อเชื้อเชิญ



       ครั้นไต้ซือหยู่เลี่ยงหยุดยืนอยู่ต่อหน้ารูปปั้นทองคำองค์ปรมาจารย์ตั๊กม้อ จางซื่อหลงรู้สึกคับคล้ายคับคาราวกับว่าเคยเห็นที่ใด เขานึกไปนึกมาก็ได้ความ ที่แท้คณาจารย์รูปนี้เป็นผู้เอ่ยว่าจางซื่อหลงอาจจะจับแพะมารับบาปเพราะไม่เชื่อในวิธีการของเขา



       จางซื่อหลงยิ้มเยาะในใจเดินวนรอบไต้ซือหยู่เลี่ยง “ไต้ซือหยู่เลี่ยง! เป็นคณาจารย์ยอดยุทธ์ อยู่วัดเส้าหลินมาสิบปี เข้าออกวัดเส้าหลินร้อยห้าสิบเอ็ดครั้ง โอ้! นี่มันมากกว่าผู้อื่นไม่รู้กี่เท่าเลยนะเนี่ย” จางซื่อหลงจ้องมองสงสัยแล้วพูดขึ้นเสียงดุดัน “เจ้าออกไปทำอะไรมากันแน่! บอกความจริงออกมา!”



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงตกใจไม่คาดว่าจางซื่อหลงจะพูดถ้อยคำหยาบกระด้างกับตน “เจ้าหมายความว่ายังไง!”



       จางซื่อหลงหัวเราะหึพูดอย่างหน้าตาเฉย “ข้ากำลังสงสัยว่า เจ้าสมคบคิดหมายชิงกล่องปิดผนึกตำรายุทธ์น่ะสิ”



       “นี่เจ้า!...” ไต้ซือหยู่เลี่ยงไม่รู้จะหาคำใดมาพูดที่อยู่ๆกับกลายเป็นผู้ต้องหาไปได้ มันมีเหตุผลอะไร ออกนอกวัดมากกว่าผู้อื่นจะเป็นคนร้ายกัน



       “พูดไม่ออกงั้นรึ! แสดงว่าการออกนอกวัดของเจ้านั้นมีมูล” จางซื่อหลงแสยะยิ้มออกมาราวกับว่ากำลังได้ตัวคนผิด



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงเกรงว่าจะเข้าทางฝ่ายตรงข้าม จึงตั้งสติแล้วพูดออกมา “อาตมาไปเยี่ยมโยมแม่ที่เจ็บป่วยยังต่างเมือง จึงต้องออกนอกวัดบ่อยครั้งกว่าผู้อื่น”



       จางซื่อหลงตบมือแปะๆ ทำสีหน้าตีมึนไม่เชื่อคำพูด “โอ๊ะโอ้ย! พ่อคุณทูนหัวยอดคนกตัญญู” จางซื่อหลงหยุดเดินรอบตัวไต้ซือหยู่เลี่ยงพลันจ้องหน้าเลิกคิ้วต่อหน้าต่อตา “คิดว่าข้าจะเชื่อเจ้างั้นรึ! มุกตื้นเกินไปแล้ว มีใครพอจะยืนยันคำพูดของเจ้าได้บ้างล่ะ”



       “เจ้า!...” ไต้ซือหยู่เลี่ยงกัดฟันกำมือแน่น เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้ให้ผู้ใดรับรู้ถึงการออกไป เพราะโดยปกติเมื่อผ่านด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำก็เข้าออกนอกในได้อย่างสบายแต่ก็ต้องมีการลงชื่อขออนุญาตกับเจ้าอาวาสเสียก่อนตามระเบียบ ส่วนเรื่องจะไปที่ใดนั้นไม่จำเป็นต้องบอกรายละเอียดก็ได้



       “นั่นไงล่ะ! ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าไปทำอะไรนอกวัด แต่ต่อให้บอกว่าไปไหน จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าไม่พูดโป้ปดกันเล่า” จางซื่อหลงพูดพร้อมกับเดินวนรอบตัวไต้ซือหยู่เลี่ยงอีกครั้ง เขาปรายตามองราวกับไม่เชื่อผู้ร้ายปากแข็ง จากนั้นจึงไต่ถามเสียงเข้ม “เมื่อเช้าเจ้าอยู่ที่ใดกันแน่! ถึงไม่ได้ไปยังเขตที่พักฆราวาสเหมือนผู้อื่นเขา”



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงครุ่นคิดก่อนจะพูดด้วยสีหน้าจริงจัง หรือว่าเจ้านี่จะคิด! “เจ้าจะจับข้าเป็นแพะงั้นรึ!”



       จางซื่อหลงหยุดยืนพูดเสียงดุดันลั่นใส่ “นี่คือการสอบสวน! ข้ายังไม่ได้บอกว่าเจ้าเป็นคนร้าย! ใยเจ้าจึงต้องร้อนตัวด้วย!” เขาฉีกยิ้มแล้วพูดเสียงเรียบนิ่ง “หรือว่าเจ้าเป็นผู้บุกรุกหอตำรายุทธ์จริงๆกันแน่ เลยร้อนตัวกลัวความผิด”



       “เจ้า!...” ไต้ซือหยู่เลี่ยงพูดเสียงจุกจนใบหน้าบิดเบี้ยว ในขณะเดียวกันก็ชุกคิดได้อีกว่า หรือเจ้านี่สงสัยในตัวข้าจริงๆ ขืนใจร้อนวู่วามมีหวังคงถูกควบคุมตัวไปหอลงทัณฑ์เป็นแน่



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงคิดไม่ทันไร จางซื่อหลงหันไปพูดกับท่านเจ้าอาวาสถ่างกี่ซัว “ท่านไต้ซือ! ถ้าข้าต้องการควบคุมตัวผู้ต้องหา จะนำพวกเขาเหล่านั้นไปไว้ที่ไหนได้ขอรับ”



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงได้ยินก็ถึงกับหน้าซีด อย่าบอกนะเจ้านี่จะควบคุมตัวเราไว้ บ้าไปแล้วกระมัง สอบสวนไม่กี่คำเนี่ยนะ



       “ถ้าท่านต้องการควบคุมตัวไว้จริงๆ มีที่เดียวคือหอลงทัณฑ์” เจ้าอาวาสถ่างกี่ซัวพูดขึ้นพร้อมกับลูบที่เคราของตนแล้วถามว่า “ท่านจางสงสัยในตัวไต้ซือหยู่เลี่ยงรึ?”



       จางซื่อหลงกลั่วหัวเราะ “มิได้ขอรับ มิได้”



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงได้ยินพลันปาดเหงื่อโลงใจ เจ้านี่หมายจะขู่เราเท่านั้นหรอกรึ



       จางซื่อหลงหันหน้ามาถามไต้ซือหยู่เลี่ยง “เจ้าอยู่ที่ไหน? ในคืนที่คนร้ายบุกรุกหอตำรา!” เขาข้ามคำถามก่อนหน้านี้พร้อมกับยิ้มสีหน้าเย็น



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงไม่กล้าขัดขืนรีบตอบทันควันไม่เฉไฉ “อาตมานอนอยู่ในกุฏิ! ไม่ได้ไปที่ใด!”



       “ใครจะยืนยันเจ้าได้กันล่ะ!” จางซือหลงเห็นท่าทีจึงรีบเร่งไถ่ถาม



       “ไต้ซือเว่ยเซินยืนยันได้ หลังพูดคุยกันตามปกติ อาตมาก็จะแยกย้ายกันเข้ากุฏิ” ไต้ซือหยู่เลี่ยงรีบตอบทันที ขืนพูดจาเฉไฉไม่ตรงประเด็นมีหวังถูกมันจับเป็นแพะตามที่คิด



       จางซื่อหลงยิ้มเย็นออกมา ทำเอาไต้ซือหยู่เลี่ยงรู้สึกเสียวไปถึงสันหลัง เหงื่อที่ไหลนั้นเย็นเฉียบทั่วใบหน้า ถ้ารู้ว่าต้องโดนอย่างนี้คงไม่พูดจาปากพล่อยตั้งแต่ต้น ถ้าตัวต่อตัวคงไม่กลัวแต่นี่มีเจ้าอาวาสนั่งหนุนหลังอยู่ด้วย ยิ่งนึกยิ่งเจ็บใจ



       พลันจางซื่อหลงโค้งคำนับ “อย่าถือสา.. อย่าถือสา.. เชิญท่านไต้ซือขึ้นชั้นสองเลยขอรับ”



       ไต้ซือหยู่เลี่ยงยืนอึ้งราวกับว่ากำลังถูกปั่นหัวเล่น แล้วถ้อยคำที่จางซื่อหลงใช้ คล้ายๆกับที่เขาเคยพูดกับจางซื่อหลงก่อนนี้ ‘ไม่เอาดีกว่าอย่าไปยุ่งกับเจ้านี่มากนักเลย ถ้ามันจับเราเป็นแพะขึ้นมาจริงๆล่ะก็ คงได้ซวยบรรไลไม่เลิกแน่’ ไต้ซือหยู่เลี่ยงพลางนึกถึงหลวงจีนพวกที่หัวเราะจางซื่อหลงก่อนหน้านี้ เตรียมใจกันไว้ได้เลยหาเรื่องใส่ตัวกันชัดๆ



       ตอนที่จางซื่อหลงออกไปหน้าหอปรมาจารย์ตั๊กม้อแม้จะทำเป็นไม่แยแสคำพูดกับเสียงหัวเราะของหลวงจีนพวกนั้น แต่พอได้เห็นหน้าแล้วจำได้ จึงอดที่จะเอาคืนไม่ได้เลยจริงๆ ‘อย่างว่า.. ก็มันคันไม้คันมือ ถ้ามีโอกาสจะปล่อยให้หลุดมือไปได้ไง ฮ่ะๆๆๆ’ สุดท้ายจางซื่อหลงเผลอท้าวเอวหัวเราะร่าออกมา



       ส่วนหลวงจีนที่ถูกขานเรียกชื่อ เมื่อเดินมาถึงจึงแปลกใจ ‘มันเป็นอะไรของมันวะนั่น!’



       อี้หยางกับอี้หยินส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจดังเฮ้อเพราะคุ้นเคยกับอาการของท่านพี่จางดี ประเดี๋ยวร้องไห้ประเดี๋ยวหัวเราะแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยซะอย่างนั้น ยากเข้าใจได้!



       หลินจื่อลิงน้อยกอดอกจ้องมองลูกพี่จางแม้จะเห็นมาหลายครั้ง เจี๊ยก เจี๊ยก…(เป็นโรคหัวเราะฉับพลันแล้วกระมัง! ลูกพี่ตู...)



       ในขณะที่หลวงจีนต่างพากันงงงันกับเสียงหัวเราะ เจ้าอาวาสถ่างกี่ซัวเอ่ยถาม “ท่านจางหัวเราะออกมามีอะไรรึ”



       “ไม่มีอะไรหรอกขอรับ ก็แค่ผ่อนคลายตัวเองเท่านั้น มีหมอเทวดาท่านหนึ่งเคยบอกกับข้าว่า เมื่อหัวเราะจะทำให้ผ่อนคลายความเครียด เลือดลมไหลเวียนดี หัวใจและเส้นเลือดแข็งแรงขึ้น แล้วยังช่วยระบบย่อยอาหารเผาผลาญดีอีกด้วย เป็นยาอายุวัฒนะชั้นยอดลดความแก่เฒ่าชราได้ยิ่งยวดนักขอรับ” จางซื่อหลงพูดออกมามีหลักมีการ



       “นี่หมอเทวดาที่ท่านว่ากล่าวเช่นนั้นจริงๆรึ เห็นทีอาตมาต้องลองบ้างแล้ว ฮ่ะๆๆๆ” เจ้าอาวาสถ่างกี่ซัวพูดจบหัวเราะออกมา “โอ้! จริงอย่างที่เจ้าว่า ชีพจรในร่างเลือดไหลเวียนวิ่งผ่านได้ดีนัก” เจ้าอาวาสสัมผัสจุดชีพจร



       “เห็นไหมขอรับ ข้าบอกท่านแล้วไม่มีผิด ฮ่ะๆๆๆ” จางซื่อหลงรีบพูดเสริมพลางหัวเราะตามๆกัน



       เสียงหัวเราะท่านเจ้าอาวาสกับจางซื่อหลงดังออกไปถึงด้านนอกหอ



       หลวงจีนกลุ่มหนึ่งจับกลุ่มพูดคุยกันเบาๆทางด้านหลังอย่างระแวดระวัง



       “หรือว่าจะมีใครเสร็จมันไปแล้ว”



       “จะเป็นไปได้อย่างไร มีแต่การสอบสวน หลักฐานกับทั้งพยานไม่มี”



       “ใช่! เราไม่เคยทิ้งหลักฐานใดไว้ นอกจากนายท่านผิดพลาดปิดประตูกลไกไม่สนิทเท่านั้น ตำแหน่งเลยคาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย ถ้าตาแก่นั่นไม่สังเกตให้ดี คงมองออกได้ยากนัก”



       “เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว พวกเจ้าเตรียมตัวให้ดีแล้วกัน ผิดพลาดอะไรรีบส่งข่าวให้ท่านประมุขรับทราบ”



       พอมีหลวงจีนรูปอื่นเดินเข้ามา ต่างพากันพูดอีกเรื่อง



       “เมื่อไรจะถึงตาข้าสักที!”



       “นั้นสิ! ใกล้เที่ยงเต็มทีแล้ว!”



       หลังจากนั้นการสอบสวนของจางซื่อหลงยังคงดำเนินต่อไป ครั้นถึงเวลาบ่ายคล้อยจำนวนของหลวงจีนที่ยืนอยู่หน้าหอจึงมีเหลืออยู่ไม่กี่สิบรูปเท่านั้น      

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 21 ตุลาคม 2561 / 18:43
    หมดวันไหนหรอสอบสัมภาษณ์เนี่ย
    #358
    0