ตอนที่ 111 : ภาค2:ตอนที่ 11 หลักฐานเพียงน้อยนิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 314
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    14 ต.ค. 61

       “ท่านพี่! หลวงจีนนั่นไม่อยู่แล้วครับ” อี้หยางพูดขึ้น หลังจากที่หลวงจีนอู่จี้ถูกเหล่าหลวงจีนผู้ถือพลองกระชับมือใช้วิชาตัวเบาวิ่งไล่ตามลับตาหายไปด้วยกัน



       จางซื่อหลงคิดว่า หลวงจีนอู่จี้ผู้นี้คงไม่ได้รับคำสั่งให้มาปิดทางขึ้นเขาเส้าซื่อเป็นแน่ แต่ก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดจึงต้องห้ามไม่ให้ไปวัดเส้าหลินกันด้วย ทั้งที่เขามีจดหมายจากสำนักลมปราณมาให้กับท่านเจ้าอาวาสแท้ๆ ‘อืม.. ราวกับมีเงื่อนงำ’ จางซื่อหลงเริ่มสวมบทนักสืบโคนันไปเสียแล้ว



       ยิ่งคิดยิ่งปวดสมอง จางซื่อหลงจึงพาอี้หยางกับอี้หยินและลิงแสบหลินจื่อออกเดินทางกันต่อ เพื่อขึ้นเขาเส้าซื่อไปให้ถึงวัดเส้าหลินอันเป็นจุดหมายปลายทางของการทำภารกิจค้นหาและจับคนร้ายที่ลักลอบเข้าไปในหอตำรายุทธ์เส้าหลินนั่นเอง



       ขณะเดียวกัน หลินจื่อเมียงมองกลับไปทางด้านหลัง กระซิบข้างหูของจางซื่อหลง ในขณะที่เขายังคงทำสีหน้าเรียบนิ่งอยู่



       จางซื่อหลงยกยิ้มเล็กน้อย “เจ้านี่ยังคงติดตามมาไม่เลิก มันต้องการสิ่งใดกันนะ”


       ---


       ที่หน้าประตูบานใหญ่ทางเข้าวัดเส้าหลิน…



       “ข้าน้อยจางซื่อหลง นำจดหมายจากสำนักลมปราณมามอบให้กับท่านเจ้าอาวาสขอรับ” จางซื่อหลงพูดอย่างนอบน้อมเนื่องจากหลวงจีนอาวุโสผู้อยู่ทางเข้าออกล้วนแต่เป็นยอดฝีมือทั้งสิ้น การอ่อนน้อมถ่อมตนให้ความเคารพย่อมเป็นที่รักของเหล่าปรมาจารย์ยอดยุทธ์โดยถ้วนทั่ว เขาจดจำเรื่องเล่าขานของกล่องปิดผนึกตำรายุทธ์มาจากจิ๋นหลาง ที่หลวงจีนเฮยเซ่อได้รับการถ่ายทอดวิชายุทธ์เส้าหลินจนหมดทุกวิชาก็เพราะมีความอ่อนน้อมถ่อมตนให้กับเหล่าคณาจารย์นั่นเอง



       หลวงจีนอาวุโสรูปหนึ่งรับเอาจดหมายไป แล้วหายเข้าไปในวัดอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะมาเชื้อเชิญจางซื่อหลงให้เข้าไปยังด้านในของวัดเส้าหลิน



       ครั้นประตูบานใหญ่ทางเข้าถูกปิดสนิทดังตึ้ง!



       หลวงจีนอาวุโสอีกรูปตะโกนออกไปยังป่าเบื้องหน้าด้วยท่าทางขึงขังจริงจัง “เจ้าเป็นใคร! ถ้าไม่ปรากฎตัวออกมา! จะมาว่าอาตมาไม่ยั้งมือไม่ได้นะ!”



       พลันปรากฎร่างออกมาตรงทางเดินแล้วนั่งคำนับ “ข้าน้อยมิได้มุ่งร้ายผู้ใด ขอท่านไต้ซือโปรดอภ้ยข้าด้วย” ที่แท้ชายผู้นี้คือเตี้ยนเหย่ที่หมื่นภูผาให้มาหาข้อมูลยืนยันว่าจางซื่อหลงใช่พ่อค้าที่เขาร่ำลือกันหรือไม่นั่นเอง



       “ถ้าเช่นนั้นสุดทางเจ้าแล้ว! ขืนดื้อดึงคิดเข้ามา! อย่าหาว่าอาตมาไม่เตือน!” หลวงจีนอาวุโสยังคงพูดวาจาหนักแน่นตามเดิม



       “ขอบคุณท่านไต้ซือที่ไม่ถือสา ข้าน้อยขอตัวขอรับ” เตี้ยนเหย่รีบยกมือน้อมคารวะ ก่อนที่จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย


       ---


       ในวัดเส้าหลิน ที่กุฏิเจ้าอาวาส…



       “เชิญ เชิญ เชิญท่านจางซื่อหลงนั่งลงก่อน” ไต้ซือผู้หนึ่งหนวดคิ้วขาวโพลน เชิญทุกคนให้ไปนั่งยังเก้าอี้สำหรับรับลองแขกผู้มาเยือน



       “อาตมาไต้ซือถ่างกี่ซัว เป็นเจ้าอาวาสที่รับช่วงตำแหน่งต่อจากท่านไต้ซือป่าถัวเซิน หวังว่าท่านคงได้ฟังข้อมูลเกี่ยวกับกล่องผนึกตำรายุทธ์ที่วัดเส้าหลินรับมารักษาไว้ตั้งแต่สมัยที่ท่านไต้ซือป่าถัวเซินยังเป็นเจ้าอาวาสอยู่มาบ้างแล้วใช่ไหม” ไต้ซือถ่างกี่ซัวพูดจาไม่ถือตัวเป็นผู้มักน้อยสัณโดษยิ่งนัก



       “ขอรับ.. ข้าได้ฟังมาจากอาแปะจิ๋นหลางมาบ้างแล้ว” จางซื่อหลงตอบอย่างแย้มยิ้มด้วยความยินดี ถ้าเขาจำไม่ผิดไต้ซือถ่างกี่ซัวผู้นี้คือผู้ที่รีบวิ่งไปบอกเรื่องสาสน์จากราชสำนักให้กับไต้ซือป่าถัวเซินได้ทราบ ตอนที่ราชสำนักเชื้อเชิญให้ไปกำจัดจอมมารจ่านหลงนั่นเอง โห! อายุไม่ได้น้อยเลยนะนั่น



       หลังจากพูดจาไต่ถามกันพักใหญ่…



       ไต้ซือถ่างกี่ซัวเรียกหลวงจีนลูกวัดมาให้นำจางซื่อหลงไปยังที่พักนอกเขตพุทธสถานซึ่งเป็นที่รับรองแขกฆราวาสผู้มาเยือน ถ้าจางซื่อหลงต้องการสิ่งใดที่จะช่วยในการค้นหาคนร้ายให้ตระเตรียมไปให้ครบถ้วน



       ครั้นพอจะก้าวออกหน้าประตูกุฏิเจ้าอาวาส มีเสียงโวยวายของหลวงจีนผู้หนึ่งที่ถูกหิ้วแขนโดยหลวงจีนสี่รูปถือพลองกำลังเดินเข้ากันมา



       “ปล่อยข้านะ! แน่จริงมาเล่นข้าตัวต่อตัวสิ!” เสียงนั้นพูดจาถือดีไม่แยแสผู้ใด เป็นใครไปไม่ได้นอกจากหลวงจีนอู่จี้ที่ถูกจับกุมเข้ามา



       ในขณะที่จางซื่อหลงเห็นแล้วอยากจะซัดซะให้หน่ำใจ แต่พอนึกถึงร่างกายที่ทนทานดั่งหินของหลวงจีนผู้นี้แล้วยังเข็ดเขี้ยวไม่หาย



       “เรียนท่านเจ้าอาวาส หลวงจีนอู่จี้ก่อเรื่องอีกแล้วครับ แอบหนีลงเขาเช่นเคย” หลวงจีนอาวุโสพูดทั้งทำสีหน้าระอา



       “อีกแล้วรึ! ถ้าอยากลงจากเขาเส้าซื่อ ใยเจ้าจึงไม่ทำตามกฎผ่านด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำกันเล่า” ไต้ซือถ่างกี่ซัวพูดขึ้นถากถาง



       จางซื่อหลงฟังแล้วถึงกับถลึงตาขึ้น หลวงจีนนามว่าอู่จี้ผู้นี้ยังไม่ได้ผ่านด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำอีกหรือนี่ แต่กับมีวรยุทธ์กล้าแกร่งยิ่งนัก



       หลวงจีนอู่จี้เบะปากแล้วพูด “ใครจะไปสู้กับเหล่าคณาจารย์ยอดยุทธ์ได้กันล่ะ เชอะ!” พูดจบบ่ายหน้าไปทางอื่น



       ไต้ซือถ่างกี่ซัวกล่าวเสียงดุดัน “ถ้าเจ้าไม่ชอบแหกกฎ! คงได้เป็นพระอาจารย์ยอดยุทธ์ไปแล้ว นำตัวไปขังไว้ที่หอสำนึกผิด! ให้อ่านพระไตรปิฎกครบสามรอบแล้วค่อยปล่อยตัว”



       “ม่ายยย! ท่านเจ้าอาวาส.. ได้โปรดเปลี่ยนเป็นทุบตีข้าเถอะ ส่งข้าไปหอลงทัณฑ์ก็ได้ ที่ไม่ใช่หอสำนึกผิด มันทรมานข้านัก ม่ายยย!” หลวงจีนอู่จี้ถูกหิ้วออกไป ร้องโวยวายซะลั่นราวกับเด็กขี้เกียจอ่านหนังสือ



       ก่อนที่หลวงจีนอู่จี้จะถูกนำตัวออกไปไกล จางซื่อหลงฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย ปลายตามองไปยังก้อนหินเหมาะมือข้างๆ ‘เหอะๆ ยังไม่ผ่านด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำ แล้วยังไม่ได้ฝึกวิชายอดยุทธ์ของวัดเส้าหลินด้วย’



       กายาไร้เงา! ตุบ! ตุบ! เร็วจนไม่อาจตามได้ทันจางซื่อหลงกลับมาหยุดยืนดังที่เดิมราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น



       โอ้ยยย! ใครบังอาจชกเบ้าตาข้า! เสียงหลวงจีนอู่จี้ร้องลั่นด่าก่นหลวงจีนที่คุมตัวเขาเสียยกใหญ่ “อย่าให้ข้ารู้นะ! ใครมันลอบทำร้ายข้า! พ่อจะเล่นให้หนัก!”



       จางซื่อหลงแสยะยิ้มสะใจ ในที่สุดก็เอาคืนหลวงจีนบ้าผู้นี้ได้แล้ว ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขนาดไหน สุดท้ายเบ้าตาก็เป็นจุดที่บางที่สุด จากนั้นจางซื่อหลงจึงโยนก้อนหินกลับไปไว้ที่เดิม


       หลินจื่อกุมท้องนอนหัวเราะบนบ่าของจางซื่อหลง เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก(ฮ่ะๆๆๆ โดนลูกพี่เอาคืนจนได้ หลินจื่อชอบ หลินจื่อชอบ)



       ไต้ซื่อถ่างกี่ซัวหันกลับมาพูด “เรื่องเล็กๆน้อยๆของวัดเส้าหลิน แม้จะดื้อรั้นชอบแหกกฎไปบ้าง แต่ใจจริงแล้วไม่ใช่คนจิตใจชั่วช้าอะไร ขอท่านจางซื่อหลงอย่าถือสา”



       “เป็นเรื่องภายในของเส้าหลิน ข้าไม่เก็บมาคิดหรอกขอรับ” จางซื่อหลงพูดโค้งตัวเล็กน้อยอย่างนอบน้อม แต่ในใจคิด ‘หึๆ อย่ามายุ่งกับข้าอีกก็แล้วกัน พ่อจะเล่นให้..’



       ไต้ซือถ่างกี่ซัวพูดกับหลวงจีนลูกวัด “เจ้าจงนำทางท่านจางซื่อหลงกับผู้ติดตามไปยังที่พักเถอะ ถ้าขาดตกบกพร่องอันใดให้รีบมาแจ้งข้าทันที”



       “ขอรับ ท่านเจ้าอาวาส” หลวงจีนลูกวัดตอบรับคำ



       ที่พักห่างจากเขตวัดเส้าหลินพอสมควร แต่ก็มีเหล่าหลวงจีนคอยตรวจตราในอาณาบริเวณอย่างเคร่งคัดเช่นเดียวกันกับในเขตวัดเส้าหลิน เพราะเมื่อมีผู้มาพักจึงต้องคอยดูแลรักษาความปลอดภัยไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมาพลุกพลานรบกวน



       หลังจากกินอาหารเจที่ทางวัดจัดเตรียมไว้ให้ ซึ่งรสชาติก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด จางซื่อหลงนั่งครุ่นคิดถึงถ้อยคำต่างๆที่ไต้ซือถ่างกี่ซัวเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกลไกที่ซ่อนกล่องผนึกตำรายุทธ์เอาไว้ การจะเข้าไปข้างในมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ในนั้นมีกลไกกับดักถึง 9 ด่านจึงจะไปถึงยังห้องที่เก็บกล่องผนึกตำรายุทธ์ได้ นอกจากไต้ซือป่าถัวเซินเจ้าอาวาสคนก่อนแล้ว ไม่มีผู้ใดรู้ถึงวิธีเข้าไปยังห้องนั้นเลยแม้แต่ไต้ซือถ่างกี่ซัวเองก็ตาม ฉะนั้นห้องนั่นไม่ต่างจากถูกปิดตาย



       เจ้าอาวาสยังกล่าวให้ฟังอีกว่า ถ้าหากเป็นคนนอกเข้ามายิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่ เพราะผู้ตรวจตราล้วนแต่เป็นหลวงจีนเลิศยุทธ์ หาผู้ใดเล็ดลอดเข้ามาในวัดนั้นยากนัก เห็นทีจะต้องเป็นคนในวัดเป็นแน่



       ส่วนที่สำนักบู๊ตึ๊ง ไต้ซือถ่างกี่ซัวทราบมาว่าไม่มีการเคลื่อนไหวที่จะถูกบุกรุกเข้าไปชิงเอากล่องผนึกตำรายุทธ์แต่อย่างใด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นกับวัดเส้าหลินแล้ว ทางสำนักบู๊ตึ๊งไม่ได้นิ่งนอนใจ จัดเวรยามตรวจตราให้หนาแน่นกว่าเดิม



       จางซื่อหลงกุมขมับคิดไม่ตก หลักฐานเพียงอย่างเดียวคือกลไกถูกทำงานทางไปห้องลับ อีกสิ่งหนึ่งก็คาดว่าน่าจะเป็นคนใน แต่จะจับมือใครมาดมกันได้เล่า พอคิดถึงตรงนี้จางซื่อหลงก็เลิกคิ้วขึ้นแล้วหันไปมองหลินจื่อที่ถือวิสาสะนอนบนเตียงกว้างอย่างสบายใจ



       “อืม.. สงสัยต้องใช้เจ้าหลินจื่อแสบนี่ หาตัวคนร้ายแล้วแหละ” จางซื่อหลงพูดเปรยออกมาในขณะที่สมองโลงโจ้งสบายหัวขึ้นมาทันที



       “ท่านพี่! พวกข้าขอตัวไปนอนก่อนนะครับ” อี้หยางเอ่ยขึ้นหาววอดๆง่วงนอนเป็นที่สุดไม่ต่างจากอี้หยินที่เริ่มจะงัวเงียขึ้นมา



       “เอาเถอะ! พวกเจ้าไปพักผ่อนกันก่อน ไว้วันพรุ่งพวกเราค่อยไปดูที่จุดเกิดเหตุกัน” จางซื่อหลงพูดเสียงเรียบเป็นงานเป็นการขึ้นมา ส่วนอี้หยางกับอี้หยินก็แยกย้ายไปนอนยังที่ของตนที่ทางวัดได้ตระเตรียมไว้ให้



       หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายไปนอนกันหมด จางซื่อหลงทำสีหน้าแย้มยิ้มหยิบตำราวิทยายุทธ์ที่ซื้อมาจากชายชราผู้สวมใส่ชุดบัณฑิต “ขออ่านเนื้อหาหน่อยนะ หวังว่าคงจะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปล่ะ”



       พอจางซื่อหลงเริ่มอ่านตาขวาก็กระตุกขึ้นมาทันที “โบราณบอกว่าเขม่นตาขวาจะโชคดีท่าทางจะจริงแฮะ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

417 ความคิดเห็น