จอมยุทธ์ก๋วยเตี๋ยวท่องยุทธจักร

ตอนที่ 110 : ภาค2:ตอนที่ 10 หลวงจีนบ้า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 321
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    13 ต.ค. 61

       จางซื่อหลงเบิกตากว้าง หลวงจีนผู้นี้ลงมือโดยไม่ยั้งคิด เป็นบ้าอะไรกันถึงห้ามไม่ให้เข้าไปในวัดเส้าหลิน หรือเป็นคำสั่งให้หลวงจีนผู้นี้เฝ้าไว้ไม่ให้ผู้ใดผ่านขึ้นไปกันแน่ พอคิดดูอีกนัยหนึ่ง ผู้ที่ออกมานอกวัดได้ต้องผ่านด่านสิบแปดอรหันต์ทองคำ แสดงว่าหลวงจีนผู้นี้อาจไม่ธรรมดา



       ‘บ้าฉิบ! ต้องรีบเปิดตัวก่อน! ว่าเราเป็นผู้ที่สำนักลมปราณส่งมา’ จางซื่อหลงคิดถึงตรงนี้จึงรีบจะเปิดปากพูด



       แต่ทว่า.. หลวงจีนกับโหมกระหน่ำกระบวนท่าอย่างไม่ลดลาวาศอก



       เดี๋ยวก่อน! จางซื่อหลงร้องลั่น แต่กับโดนหมัดมวยปะทะร่างเข้าไปเต็มรัก หมัดนั่นทั้งหนักหน่วงและรุนแรงราวกับว่าจะทำลายแผ่นหินให้แตกละเอียดได้



       ตุบ! อ๊ากกก! จางซื่อหลงร้องเสียงหลงตัวลอยคว้างกลางอากาศ



       หลินจื่อที่อยู่บนบ่าในคราวแรกก็คึกคักสนุกสนานดี พอจางซื่อหลงเสียท่าถูกซัดกำลังกระเด็น มันร้องลั่นเอามือประกบหน้าจนปากหวอ O[]O! เจี๊ยกกก!(สละยานนน!) มันกระโดดผลักตัวออกจากจางซื่อหลงอย่างไม่ใยดีเอาตัวรอดไปอยู่กับอี้หยินซะอย่างนั้น มันเอามือปาดเหงื่อที่หน้าถอนหายใจโลงอก เจี๊ยก!(รอดตายเหมือนควายขวิด!)



       ส่วนจางซื่อหลงหลังจากร่างตกถึงพื้นก็กระเด็นกระดอนกลิ้งลงจากเขาไปไกลกว่า 20 เมตร ก่อนที่ร่างของเขาจะเข้าปะทะกับต้นไม้อย่างจัง อั๊ก! จุกจนแทบร้องไม่ออก



       จางซื่อหลงก่นด่าว่าในใจ ‘หลวงจีนบ้า! ไม่เคยคิดยั้งมือ! ควายเป็นพ่อเจ้ารึ!’



       พลัน.. อี้หยางไม่ยั้งรอ รีบพุ่งเข้าใส่ร่ายรำวิชายุทธ์ เพลงยุทธ์หมัดเหล็กท่องวายุ!



       ปัง! ปัง! ปัง!... หมัดเหล็กปะทะเข้ากับหมัดและฝ่ามือของหลวงจีนที่พร้อมตะปบดุจกรงเล็บของพยัคฆ์



       ‘รับหมัดเหล็กด้วยมือปล่าว!’ อี้หยางตระหนกเล็กน้อยที่เห็นหลวงจีนรับมือด้วยมือปล่าวโดยไม่แสดงท่าทีเจ็บปวดแต่อย่างใดราวกับว่ามือของหลวงจีนผู้นี้แข็งแกร่งกว่าเหล็กยังไงยังงั้น



       “ไม่เลวนี่เจ้าหนู!” หลวงจีนกล่าวขึ้น เผยแววตาประหลาดใจ วิชาหมัดของเจ้าหนูนี่รวดเร็วยิ่งนัก “งั้นลองเพลงหมัดนี่หน่อยเป็นไร”



       หลวงจีนคำรามเสียงกึกก้อง เพลงหมัดตั๊กแตน!



       หลวงจีนเปลี่ยนท่าร่ายรำกระบวนยุทธ์ เคลื่อนไหวราวกับตั๊กแตนยงโย่ หักข้อมือทั้งสองลง ปลายนิ้วจีบราวกับแหลมคมเหมือนกับแขนของตั๊กแตน เป็นเพลงยุทธ์ที่เหมาะใช้กับคู่ต่อสู้ที่มีความรวดเร็วและว่องไว



       พละกำลังของหลวงจีนผู้นี้ไม่ธรรมดา ร่ายรำไม่กี่กระบวนท่าจู่โจม พลังยุทธ์ออร่าสีเหลืองก็ปรากฎทั่วร่างของอี้หยางเสียแล้ว อี้หยางที่รับการจู่โจมอันหนักหน่วงก็ถึงกับหอบเฮือกใหญ่



       “เจ้าหนูนี่! ช่างน่าสนใจ! ยังเหลือพลังแฝงอยู่ในกายอีกหรือเนี่ย” หลวงจีนกล่าวด้วยใบหน้าที่ดูราวกับว่ายังไม่ได้ออกแรง



       จางซื่อหลงลุกขึ้นปัดเนื้อปัดตัว เหมือนเขาจะไม่ได้ตกใจกับพลังของหลวงจีนผู้นี้เลย เขารู้ว่าหลวงจีนผู้นี้คงอยู่ในระดับจอมยุทธ์เป็นแน่ พลังถึงได้ห่างชั้นกันนัก



       “ท่านพี่! ไปเป็นอะไรมากใช่ไหมคะ?” อี้หยินพูดอย่างโลงอกเมื่อเข้าไปถึง



       จางซื่อหลงเก๊กท่าหัวเราะหึ “ไม่มีผู้ใดจะทำอะไรข้าได้หรอก อี้หยิน!” เขาจ้องมองอี้หยางที่กำลังปะทะหลวงจีนอย่างสุดกำลัง



       อี้หยางเลือกใช้วิทยายุทธ์หลังจากที่เสริมพลังด้วยพลังยุทธ์ แม้สถานะทุกอย่างจะขึ้นเป็นสองเท่า แต่ก็ไม่สามารถทะลุการปกป้องของหลวงจีนไปได้



       “ฮ่ะๆๆๆ พลังเพิ่มขึ้นหรือเนี่ย วิชายุทธ์ของเจ้าน่าสนใจจริงๆ มันเหมือนกับวิชายุทธ์ปราณระฆังทองไม่มีผิด” หลวงจีนหัวเราะชอบใจราวกับกำลังทีเล่นทีจริงกับอี้หยางอยู่



       ‘แข็งแกร่งมาก! ไม่มีช่องโหว่เลย!’ อี้หยางคิดหวั่นใจ



       “อี้หยาง! ถอยกลับมาก่อน!” จางซื่อหลงตะโกนเรียก ในขณะที่อี้หยางรีบผลักตัวถอยออกมา



       “ฮ่ะๆๆๆ ถ้าเชื่อฟังข้าตั้งแต่ต้น ข้าคงไม่ต้องลงไม้ลงมืออย่างนี้หรอก” หลวงจีนพูดขึ้น จากนั้นจึงเผยแววตาดุดันตะโกนบอกไปอีกครั้ง “วัดเส้าหลินปิดแล้ว! กลับไปซะ!”



       จางซื่อหลงขมวดคิ้วรีบหยิบจดหมายแนะนำตัวจากสำนักลมปราณขึ้นมาแล้วตะโกนออกไป “ข้านำจดหมายจากสำนักลมปราณมามอบให้กับท่านเจ้าอาวาส ขอท่านอาวุโสได้โปรดเปิดทางให้ข้าด้วย”



       จางซื่อหลงแย้มยิ้มเมื่อนึกถึงภารกิจ มีความเป็นไปได้ที่ทางวัดเส้าหลินไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกเข้าไปในเขตวัด เนื่องจากต้องสืบสวนเรื่องราวหาตัวตนของคนร้ายให้ได้เสียก่อน จึงปิดทางเข้าออกไม่ให้ผู้ใดผ่านไปโดยง่าย ฉะนั้นหลวงจีนวรยุทธ์สูงผู้นี้ต้องได้รับคำสั่งมาให้เฝ้าทางขึ้นเขาเส้าซื่อเป็นแน่



       หลวงจีนผู้นั้นได้ยินจึงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจ้องมองไปยังจดหมายที่อยู่ในมือของจางซื่อหลง



       แต่ทว่า.. หลวงจีนผู้นั้นกับพูดออกมาอย่างไม่แยแส “แล้วไง!” เสียงพูดสั้นๆเรียบนิ่งพอที่จะทำให้จางซื่อหลงถึงกับอ้าปากค้าง



       ‘แล้วไงเหรอ! เจ้าหลวงจีนบ้านี่! พึ่งพูดว่าแล้วไงงั้นรึ’ จางซื่อหลงคิดทบทวนคำพูดของหลวงจีนอย่างงงงัน ฟังแล้วช่างรู้สึกขัดหูนัก



       “หมายความว่าไง… ” จางซื่อหลงถามกลับไป ด้วยไม่คาดคิดว่าหลวงจีนผู้นี้จะกล้าปฏิเสธจดหมายจากสำนักลมปราณถึงท่านเจ้าอาวาสวัดเส้าหลินเนี่ยนะ! มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย!



       “ก็หมายความว่า.. ข้าไม่อนุญาติให้พวกเจ้าผ่านไปน่ะสิ” หลวงจีนผู้นั้นพูดอย่างไร้เยื่อใยพร้อมกับแสยะยิ้มที่มุมปาก



       จางซื่อหลงหางคิ้วกระตุก ถ้าไม่เพราะว่าหลวงจีนที่อยู่ด้านหน้ามีพลังที่เหนือกว่าแล้วล่ะก็ เขาคงจะซัดหน้าพร้อมกับกระทืบบดขยี้ให้จมลงดินไปแล้ว ได้แต่เพียงคิดเท่านั้น ปัญหาอยู่ที่ว่าแล้วเขาจะทำอย่างไรจึงจะผ่านไปให้ถึงวัดเส้าหลินได้กันเล่า จางซื่อหลงกัดเขี้ยวเคี้ยวฟันพร้อมกับกำหมัดแน่นถนัด



       คิดอยู่พักหนึ่งเหมือนเส้นผมบังภูเขา จางซื่อหลงคิดว่าคงต้องใช้มุกเก่าในตอนที่เขาหนีบอสสัตว์อสูร แม้แต่บอสยังตามไม่ทัน นับประสาอะไรกับหลวงจีนบ้าผู้นี้ด้วยเล่า เขาแค่ใช้กายาไร้เงาไม่กี่อึดใจก็ถึงปากหน้าประตูทางเข้าวัดเส้าหลินแล้ว ในที่สุดจางซื่อหลงก็เผลอท้าวเอวหัวเราะซะลั่น



       ‘ประสาทกลับไปแล้วกระมัง อยู่ๆก็หัวเราะออกมา’ หลวงจีนขมวดคิ้วปากกระตุก เห็นจางซื่อหลงแล้วรู้สึกขัดตา



       จางซื่อหลงเก็บจดหมายไว้ในกระเป๋าดั่งเดิม เขาจดจ้องหลวงจีนผู้นี้แล้วอยากสั่งสอน ‘ถ้าใช้กายาไร้เงาเข้าไปเล่นงาน ต่อให้เป็นถึงจอมยุทธ์คงตามความเร็วไม่ทันเป็นแน่ ขอเอาคืนสักหน่อยแล้วค่อยขึ้นไปวัดเส้าหลินก็แล้วกัน’ จางซื่อหลงแสยะยิ้มที่มุมปากทำเสียงหึเผยความชั่วร้ายออกมา



       กายาไร้เงา! ฟลุ๊บ! จางซื่อหลงพริ้วกายเข้าหาหลวงจีนอย่างรวดเร็ว ราวกับทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวในสายตา เขาเงื้อมหมัดกะต่อยฟัดเข้าใส่ร่างของหลวงจีนแบบไม่ยั้งมือ ‘เหอะๆ พ่อจะเล่นเจ้าให้น้วม!’



       ตุบตับ! ตุบตับ! ตุบตับ!... เสียงหมัดของจางซื่อหลงปะทะไปยังร่างของหลวงจีนนับไม่ถ้วนราวกับสายลมที่พัดผ่านมิอาจมองตามได้ทัน



       เสียงจากระบบ “ผู้เล่นจางซื่อหลงทำตามเงื่อนไขได้รับทักษะผู้ใช้หมัดระดับหนึ่ง”



       จางซื่อหลงพริ้วไหวร่างกลับมาหยุดยืนนิ่งอยู่ที่เดิม เขาเอามือไขว้หลังในขณะที่จ้องมองไปยังหลวงจีนรูปนั้นแลัวยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย จากนั้นจึงหันหลังเดินตรงเข้าไปยังพุ่มไม้ข้างทาง



       “ท่านพี่! จะไปไหนหรือคะ?” อี้หยินเอ่ยถามอย่างงุ่นงงไม่ต่างจากอี้หยางที่ทำหน้างงงันเช่นเดียวกัน ส่วนจางซื่อหลงทำสีหน้าเรียบนิ่งและไม่ได้ปริปากราวกับคนเป็นใบ้



       พอรับสายตาคนเสียงร้องออกมาซะลั่น อ๊ากกกก! TT[]TT!



       จางซื่อหลงจับมือของตนล้มตัวกลิ้งไปมาพร้อมกับก่นด่าในใจ ‘หลวงจีนบ้า! ร่างกายเจ้าเป็นหินหรือไงกัน!’ มือไม้ของเขาระบมไปหมดราวกับใครเอาฆ้อนมาทุบตี



       ท่านพี่!! เสียงตะโกนพร้อมกันด้วยความตระหนกของอี้หยางกับอี้หยิน ทั้งสองรีบพุ่งร่างเข้าไปหาจางซื่อหลงทันที



       หลวงจีนยืนดูอยู่ห่างๆ อดสงสัยไม่ได้เช่นเดียวกัน ‘เจ้านั่น! เป็นอะไรของมันหว่า… หรือความเพี้ยนขึ้นไปยังสมองแล้ว’ หลวงจีนยืนนิ่งแม้จะแปลกใจเล็กน้อยที่เมื่อครู่ร่างของจางซื่อหลงราวกับหายไปแว๊บหนึ่งแล้วก็ปรากฎตัวขึ้นมา ในขณะที่หลวงจีนรู้สึกราวกับถูกคนมานวดตัวให้ หลังจากนั้นจางซื่อหลงก็เดินไปในพุ่มไม้ก่อนจะร้องออกมาซะลั่นจนแสบหูอย่างที่เห็น



       พอจางซื่อหลงเห็นอี้หยางกับอี้หยินพุ่งเข้ามา จึงรีบลุกขึ้นยืนตัวตรงตั้งราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น



       อี้หยางรีบพูด “ท่านพี่! เกิดอะไรขึ้นครับ!”



       จางซื่อหลงปั้นหน้านิ่งก่อนเปิดปากพูด “ไม่มีอะไรหรอก”



       “แล้วเมื่อกี้… ” อี้หยินกำลังจะถาม



       จางซื่อหลงพูดขึ้นก่อน “ข้ากำลังจะเพิ่มพลังยุทธ์ ด้วยเคล็ดวิชาลับของข้าอยู่น่ะ พวกเจ้าไม่ต้องเป็นกังวลหรอก”



       “เพิ่มพลังยุทธ์!” อี้หยางพูดตะลึงเล็กน้อย แล้วถามขึ้นอย่างสงสัย “ทำไมข้าไม่เคยเห็นท่านพี่ ใช้มันมาก่อนเลยล่ะ”



       จางซื่อหลงหัวเราะหึๆ “ยังมีอีกมากเกี่ยวกับตัวข้าที่ไม่อาจจะบอกกับพวกเจ้าให้รู้ได้จนหมด” ' 'ขืนรู้ความจริง ตูก็เสียฟอร์มยอดยุทธ์หมดอ่ะดิ อุตส่าห์สร้างภาพมาเสียนาน' จางซื่อหลงรักหน้ายิ่งกว่าความเจ็บปวดยิ่งนัก 'อุ๊ย! แม่งยังเจ็บไม่หาย'



       ตามที่จางซื่อหลงพูดมานั้นก็เห็นจะจริงดั่งว่า อี้หยางกับอี้หยินติดตามจางซื่อหลงรวมเวลาในเกมมาได้เพียงแค่ 12 วันเท่านั้น จากฝาแฝดวัยเยาว์ที่ไม่รู้แม้แต่คำว่าวิทยายุทธ์ แต่ในตอนนี้กับกลายเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกลางไปเสียแล้ว ฝีมือฝาแฝดชายหญิงสองมีน้องมาได้ไกลถึงเพียงนี้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนัก



       ส่วนเรื่องราวของจางซื่อหลงนั้น แท้จริงแล้วอี้หยางกับอี้หยินยังคงรู้เรื่องเพียงน้อยนิดเท่านั้น สิ่งที่พวกเขารู้มีเพียงอย่างเดียวคือ จางซื่อหลงเป็นผู้ที่ทั้งสองรักและศรัทธายิ่งนักเปรียบดั่งวีรบุรุษผู้กล้าที่คอยปกปักรักษาพวกเขาอยู่ ให้พ้นจากภัยต่างๆที่เข้ามาถึงตัว และจางซื่อหลงก็ได้ทำให้พวกเขาเห็นอย่างกระจ่างแจ้งแล้วหลายครั้งหลายคราจนรอดชีวิตมาถึงตอนนี้



       ขณะพูดกันอยู่นั่น หลินจื่อก็ร้องเสียงลั่นเอามือกุมท้องราวกับกำลังหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง



       เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก(ฮ่ะๆๆ หลินจื่อเห็นหมด ลูกพี่ชักดิ้นชักงอเจ็บมือต่างหากเล่า) ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่หลินจื่อตัวป่วนกระโดดไปอยู่บนต้นไม้ ซึ่งตอนนี้มันเอาแต่หัวเราะร่าไม่หยุดปาก



       ‘หน๋อย! เจ้าลิงสู่รู้ เดี๋ยวเถอะ!’ จางซื่อหลงจองตาเขม็ง โชคดีที่ผู้อื่นฟังมันไม่รู้ความ ไม่งั้นเขาคงต้องมุดแผ่นดินหนีอายไปแล้ว



       ขณะนั้นเอง มีเสียงหนึ่งตะโกนมาแต่ไกล “อยู่นี่เอง! อู่จี้! เจ้าจงตามพวกข้ากลับไปรับโทษเดี๋ยวนี้”



       จางซื่อหลงโผล่หัวออกจากพุ่มไม้ไปดู เห็นหลวงจีน 4 รูปถือพลองท่าทางเอาเรื่อง กำลังใช้วิชาตัวเบาวิ่งตรงมาหาหลวงจีนที่ถูกเรียกว่า ‘อู่จี้’ หรือนี่จะเป็นชื่อของหลวงจีนที่ขว้างทางขึ้นเขาเส้าซื่อกันแน่



       หลวงจีนอู่จี้หันไปมองพร้อมกับสีหน้าที่ตกใจจนซีด “ไอ๋หย่า! ทำไมถึงรู้กันไวจัง! ตามกลับไปเหรอ! มีหวังโดนยำเละแน่! ไปล่ะ!” แทบจะทันทีหลวงจีนอู่จี้วิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต โดยที่ไม่หันกลับไปมองอีกเลย



       จางซื่อหลงถึงกับทำสีหน้างงงัน “อะไรหว่า =_=! ”

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 13 ตุลาคม 2561 / 07:14
    ขอบคุณครับ
    #352
    0