ตอนที่ 108 : ภาค2:ตอนที่ 8 บังอาจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 347
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    10 ต.ค. 61

       อาแปะจิ๋นหลางยิ้มกริ่มพูดขึ้น “ถ้าท่านสามารถจับคนร้ายได้จริงๆล่ะก็ ทางวัดเส้าหลินยินดีที่จะมอบคัมภีร์ยุทธ์หนึ่งเล่มโดยให้เลือกเอาระหว่างดัชนีพิฆาตกับปราณระฆังทองขอรับ”



       จางซื่อหลงได้ยินก็ทำสายตาลุกแวววาว “นั่นมันเป็นคัมภีร์ยุทธชั้นยอดของวัดเส้าหลินใช่หรือเปล่า”



       “ถูกต้องขอรับ” จิ๋นหลางตอบด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม



       “ฮ่ะๆๆๆ นี่มันเยี่ยม! เยี่ยมจริงๆ” จางซื่อหลงหัวเราะร่าราวกับว่าตนนั้นได้ทำภารกิจสำเร็จแล้วซะอย่างนั้น ก่อนจะทำสีหน้าซื่อๆแล้วพูดถามกลับไปยังอาแปะจิ๋นหลางที่จ้องมองมาว่า “เอ่อ… แล้วข้าต้องเริ่มต้นจากตรงไหนก่อนล่ะ?!”


       ---


       ผ่านไปพักหนึ่งจางซื่อหลงเดินออกมาจากสำนักลมปราณพร้อมกับถือจดหมายแนะนำผู้รับภารกิจเพื่อนำมันไปมอบให้กับเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน



       “อืม.. อาแปะจิ๋นหลางบอกว่าให้นำจดหมายนี่ มอบให้กับเจ้าอาวาสวัดเส้าหลิน แล้วจึงเริ่มภารกิจได้ทันที จากตรงนี้ต้องขึ้นทางเหนือไปเทือกเขาซงซานสินะ” จางซื่อหลงมองไปทางทิศเหนือเห็นเทือกเขาที่อยู่ไกลริบออกไป “โห! ไกลไม่ใช่เล่นเลยนะนั้นน่ะ...”



       “เฮ้! พวกเจ้าน่ะ พึ่งมาที่นี่กันใช่หรือเปล่า?” เสียงหนึ่งเรียกดังมาจากทางด้านหลัง จางซื่อหลง อี้หยางกับอี้หยินหันกลับไปมอง



       เห็นชายหนุ่มใบหน้ายิ้มแฉ่ง ด้านหลังของชายหนุ่มผู้นั้นมีชายหญิงสวมใส่ชุดจอมยุทธ์สีดำมีใบหน้าเรียบนิ่ง



       จางซื่อหลงกำลังอ้าปากพูดแต่ก็ถูกชายหนุ่มผู้นั้นชิงพูดเสียก่อน “ฮ่ะฮ่า! ใช่จริงๆด้วย ข้าไม่เคยเห็นพวกเจ้ามาก่อนเลยนะเนี่ย” เขาเดินมาหาอี้หยางกับอี้หยินแล้วก้มดูใกล้ๆ “โอ้! เด็กสองคนนี่คงเป็นผู้ติดตามของเจ้าใช่ป่ะ”



       “ใช่!” จางซื่อหลงตอบสั้นๆ



       “อ่ะ! นั้นกระรอกเหรอ ท่าทางมันตลกดีแฮะ สัตว์เลี้ยงสินะ” ชายหนุ่มเห็นหลินจื่อที่กำลังจดจ้องหญิงผู้ติดตามเขามากับอาการแปลกๆของมัน



       “นายท่าน! นั้นมันลิงตัวเล็กต่างหากเล่า” หญิงนางที่ติดตามชายหนุ่มมาเอ่ยขึ้น



       “อ๋อเหรอ! ก็มันตัวเล็กอ่ะนะ” ชายหนุ่มหัวเราะฮ่ะๆ ทั้งลูบหัวตัวเองแก้เขิน



       จางซื่อหลงหมดคำพูดริมฝีปากกระตุก จ้องมองชายหนุ่มที่เอาแต่หัวเราะและพูดไม่หยุดทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน



       ชายหนุ่มผู้นั้นยิ้ม ยื่นมือมาราวกับจะรอจับมือเช็คแฮนด์เพื่อทำการทักทาย “ข้าหมื่นภูผา และผู้ติดตามของข้าด้านหลังเตี้ยนเหย่กับเตี้ยนหยี่ ยินดีต้อนรับสู่เมืองเจิ้งโจว”



       จางซื่อหลงยื่นมือจับทักทายตามมารยาท “ข้าชื่อจางซื่อหลง ส่วนเด็กฝาแฝดสองคนชื่ออี้หยางกับอี้หยิน แล้วก็…” จางซื่อหลงลังเลเล็กน้อยก่อนพูด “เจ้าลิงตัวจ้อยนี่ มันชื่อหลินจื่อ”



       “โอ้! เจ้านี่มันมีชื่อด้วยเหรอเนี่ย” หมื่นภูผาจ้องมองหลินจื่ออย่างสนอกสนใจ จากนั้นจึงพูดเข้าเรื่อง “ข้าจัดตั้งกลุ่มภูผาสวรรค์ขึ้นมา เจ้าสนใจจะเข้าร่วมกลุ่มของข้าไหมล่ะ”



       จางซื่อหลงได้ยินจึงครุ่นคิดแล้วพูด “ไม่ดีกว่า ข้าเป็นคนชอบผจญภัยไปทั่ว การเข้ากลุ่มคงไม่เหมาะกับข้าเท่าใดนัก”



       “อืม.. แล้วแต่เจ้าก็แล้วกัน” หมื่นภูผาไม่ได้คิดที่จะบีบคั้นอะไรแต่ก็พูดขึ้นตบท้าย “เอาอย่างนี้มั้ย พวกเรามาเพิ่มชื่อเพื่อนกัน ถ้าเจ้าสนใจอยากจะเข้ากลุ่มหรือมีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยเหลือแล้วล่ะก็ ส่งข้อความมาหาข้าได้ทุกเมื่อ” หมื่นภูผายิ้มอย่างเป็นมิตร



       จางซื่อหลงเห็นว่าไม่ได้หนักหนาอะไร อีกทั้งยังเป็นประโยชน์กับเขาเสียอีก ถ้าเขาติดปัญหาอะไรหมื่นภูผาอาจจะให้คำปรึกษากับเขาได้ การมีมิตรมันก็ดีกว่าการมีศัตรูเพิ่มขึ้นเป็นไหนๆ



       หลังจากที่เพิ่มชื่อเพื่อนกันเรียบร้อยแล้ว จางซื่อหลงจึงขอตัวออกเดินทาง



       ครั้นจางซื่อหลงเดินห่างออกไป เตี้ยนเหย่ผู้ติดตามของหมื่นภูผาจึงเอ่ยขึ้น “นายท่าน! ข้าสัมผัสถึงกลิ่นอายสังหารมาจากตัวของพวกเขา...”



       หมื่นภูผาหัวเราะหึๆ ทำสีหน้าเคร่งขรึมโดยทันทีก่อนจะพูด “จากการที่ร้อยภูผากับพันภูผาไปสืบหาพ่อค้ายังเมืองท่งเต้ารายงานข้อมูลมา ข้าคิดว่าต้องเป็นพวกเขาไม่ผิดแน่” หมื่นภูผามั่นใจนักถึงข้อมูลที่ได้มา “เตี้ยนเหย่! เจ้าจงแอบติดตามเขาไปห่างๆ สืบสาวความแน่นอนให้จงได้ ถ้าเป็นเขาจริง เราควรรักษาสายสัมพันธ์อันดีเอาไว้ เพื่อประโยชน์ของพวกเราในภายภาคหน้า”



       “ครับ!” เตี้ยนเหย่น้อมรับคำสั่งพร้อมกับหายไปอย่างไร้ตัวตนราวกับนักฆ่าสายสังหารที่พรางกายเข้าไปในเงาที่มืดมิด



       “เอ่อ.. นายท่าน! แล้วพวกเราจะทำอะไรกันต่อคะ...” เตี้ยนหยี่เอ่ยถาม



       “จะทำอะไรได้ล่ะ นอกจาก… ไปหาภารกิจทำกันพลางๆกันก่อนดีกว่า ฮ่ะฮ่า! วันนี้เราจะทำภารกิจอะไรดีน๊า...” หมื่นภูผาเดินเข้าไปในสำนักลมปราณทั้งผิวปากสบายใจ



       “เฮ้อ… นายท่านเปลี่ยนอารมย์ไวจริ๊ง~” เตี้ยนหยี่ส่ายหน้าพร้อมเดินตามหลังไป


       ---


       หลังจากที่จางซื่อหลงเดินไปตามถนนหนทางเพื่อจะออกไปจากเมืองทางทิศเหนือ ผู้คนยังคงเดินสัญจรไปมาเต็มท้องถนน บางครั้งยังพบกับทหารตรวจตราที่รักษาการประจำเมืองอย่างเคร่งคัด ดูแล้วช่างเข้มงวดยิ่งกว่าเมืองท่งเต้านัก อาจเป็นเพราะผู้คนอาศัยอยู่กันอย่างหนาแน่นก็เป็นได้ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองส่วนใหญ่จะเป็นเอไอกันทั้งสิ้น พวกเขาแต่ละคนสามารถคิดเองและพูดโต้ตอบกันได้ราวกับคนจริงๆ



       “ขโมยครับ! ช่วยด้วย! ขโมย!” ชายผู้หนึ่งร้องตะโกนลั่น



       ทหารตรวจตราที่อยู่บริเวณใกล้เคียงรีบวิ่งไปยังจุดเกิดเหตุทันที “มันไปทางไหนแล้ว!”



       “มันวิ่งไปทางนั้นครับ!” ชายผู้นั้นรีบชี้ไปยังชายที่กำลังวิ่งหนีอยู่ไกลๆ



       “ตามมันไปเร็ว! อย่าให้รอดไปได้!” นายทหารตรวจตราผู้เป็นหัวหน้าออกคำสั่ง ในขณะที่นายทหารทั้งสิบนายขานรับพร้อมกันแล้วรีบวิ่งติดตามไปทันที



       จางซื่อหลงมองตามนายทหารเหล่านั้นหน่อยหนึ่งแล้วจึงเดินไปต่อยังถนนทางทิศเหนือ



       จางซื่อหลงพร้อมกับผู้ติดตามเดินมาได้ไม่นานก็พบกับเหตุการณ์เหมือนกับที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ มีคนตะโกนเรียกเหล่านายทหารผู้ตรวจตราว่าถูกขโมยของ จากนั้นนายทหารเหล่านั้นก็เร่งติดตามขโมยคนนั้นไปเช่นเดิม



       เมื่อจางซื่อหลงเดินตามทางไปอีกก็พบเหตุการณ์เช่นเดิม “เมืองนี้ทำไมขโมยขโจรมันเยอะจังฟ่ะ!” จางซื่อหลงบ่นพึมพำ เขาตัดสินใจพาอี้หยางกับอี้หยินหลีกเลี่ยงจากความวุ่นวายไปอีกเส้นทางที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่านมากนัก



       “ค่อยยังชั่ว! เล่นทำเอาวุ่นวายกันไปหมด! เจ้าพวกขโมยพวกนี่!” จางซื่อหลงเดินต่อไปเรื่อยๆจนจะใกล้ออกจากเมือง



       “ฮะฮ่า! พวกแกมาทางนี้จริงๆด้วยแฮะ” ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาขว้างทางพวกเขาเอาไว้



       “ใช่ไหมล่ะ ลูกพี่! เจ้าพวกนี้มาจากเมืองอื่น” ชายอีกคนออกมา ที่แท้ก็เป็นคนเดียวกันกับคนที่สะกดรอยตามจางซื่อหลงมา ตอนที่พึงมาถึงเมืองเจิ้งโจวในคราวแรกนั่นเอง



       ไม่นานจางซื่อหลงก็ถูกปิดทางทั้งข้างหน้าและข้างหลัง โดยกลุ่มคนราวๆมากกว่าร้อยคน ดูจากท่าทางของพวกมันแล้ว คงไม่ได้ออกมาต้อนรับพวกเขาเป็นแน่



       “ลูกพี่! พวกเราเก็บกวาดพื้นที่โดยรอบเรียบร้อยแล้วครับ” ชายผู้หนึ่งวิ่งมารายงาน



       “ดีมาก! ถ้าทหารตรวจตราออกไปนอกพื้นที่จนหมด ก็ไม่มีผู้ใดจะขัดขว้างพวกเราได้อีกต่อไป” ชายผู้ที่เป็นลูกพี่กล่าว



       จางซื่อหลงขมวดคิ้ว ในขณะที่อี้หยางอี้หยินและหลินจื่อเจ้าลิงน้อยเตรียมรับมือ ที่แท้เรื่องเหล่าหัวขโมยออกมาอาระวาดตามท้องถนนที่ผู้คนพลุกพล่านเป็นฝีมือของเจ้าพวกนี้นี่เอง มิน่าเล่าตลอดเส้นทางพวกเขาเจอะเจอแต่พวกหัวขโมยวิ่งหนีทหารตรวจตรามาโดยตลอด คงเป็นแผนล่อเสือออกจากถ้ำของพวกมัน แต่ที่จางซื่อหลงคาดไม่ถึงก็คือ พวกเขากับกลายเป็นลูกเสือที่พวกมันต้องการไปซะได้



       “พวกแกต้องการอะไร?” จางซื่อหลงถามชัดถ้อยชัดคำ



       “ไม่มีสิ่งใดมาก กับคนต่างเมืองเยี้ยงพวกเจ้า ข้าแค่ต้องการค่าคุ้มครองเล็กๆน้อยๆพอประทังชีวิตให้อยู่รอดได้ก็เท่านั้น” ชายผู้เป็นลูกพี่กล่าวจบทั้งแสยะยิ้มออกมา



       จางซื่อหลงแสร้งทำท่าจะหยิบเอาเงินในกระเป๋าพร้อมกับพูด “พวกเจ้าต้องการเท่าไรล่ะ ข้ามีเงินไม่มากหรอกนะ สักยี่สิบชั่งพอไหม”



       เหล่าพวกสมุนต่างมองหน้ากันทั้งหัวเราะ “เจ้าพูดตลกรึไง จะให้พวกข้าแค่ยี่สิบชั่ง แล้วก็ไปเนี่ยนะ” ชายผู้เป็นลูกพี่หัวเราะฮ่ะๆออกมากับเรื่องตลกที่จางซื่อหลงพูดแบบไม่ยั้งคิด



       จางซื่อหลงขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์พร้อมกับพูด “แล้วพวกเจ้าจะเอายังไง?”



       ชายผู้เป็นลูกพี่ชี้ไปยังอี้หยาง “เอากระเป๋าเป้นั่นมาให้ข้า.. แล้วข้าจะปล่อยพวกเจ้าทั้งหมดไป ตกลงไหม?”



       จางซื่อหลงถึงกับหางคิ้วกระตุก ที่แท้เจ้าพวกนี้.. คิดจะปล้นสินค้าที่อยู่ในเป้ของเถ้าแก่ร้านค้าเบ็ดเตล็ดเมืองเริ่มต้นนี่เอง คงจะเล็งมันมาตั้งแต่ตอนที่พวกเขาเข้ามาในเมืองนี้เป็นแน่ จางซื่อหลงจึงพูด “พวกเจ้าจะปล้นข้างั้นรึ!”



       ชายผู้ที่เป็นลูกพี่ทำปากจุ๊ๆพร้อมกับส่ายนิ้วชี้ไปมา “อย่าเรียกว่าปล้นสิน้องชาย… ต้องเรียกว่า พวกเจ้ามอบให้กับข้าต่างหากล่ะ” ชายผู้ที่เป็นลูกพี่ยิ้มเหี้ยมเผยแววตาคุกคามราวกับมองจางซื่อหลงกับเด็กฝาแฝดเป็นเพียงแค่เหยื่อของมันเท่านั้น



       “แล้วถ้าข้า.. ไม่มอบให้กับพวกเจ้าล่ะ” จางซื่อหลงทำสีหน้าเรียบนิ่งพร้อมทั้งตั้งท่าเตรียมรับมือ



       “พวกเจ้าเลือกที่จะดื้อดึงเองนะ.. อย่าร้องขอชีวิตจากพวกข้าล่ะ” ชายผู้ที่เป็นลูกพี่เผยสายตาอำมหิตคิดฆ่าแกง มันหยิบอาวุธออกมาพร้อมกับพรรคพวกทั้งหมดของมัน ทุกคนต่างหัวเราะหึๆราวกับเห็นลูกไก่ในกำมือ จะบีบซะให้ตาย จะคายเสียให้รอดก็ย่อมได้



       แต่ทว่า…



       หยุดการกระทำของพวกเจ้าซะ! มีเสียงหนึ่งตะโกนออกมาราวกับผู้มีอำนาจ



       ทุกคนต่างหันไปมอง ไม่เว้นแม้แต่จางซื่อหลง



       ปรากฎชายสามคนท่าทางองอาจใบหน้าเกลี้ยงเกลาราวกับชนชั้นสูง ไม่ว่าผู้ใดได้เพียงแค่เห็น จะต้องหวาดหวั่นและหวั่นเกรงกันเป็นแน่



       ชายทั้งสามย่างเท้าก้าวเข้ามาในมือถืออาวุธกระชับมั่นราวกับจอมยุทธ์ผู้เลิศล้ำไม่มีผิด



       “พวกเจ้าเป็นใครกัน?!” สีหน้าของชายผู้เป็นลูกพี่เผยให้เห็นถึงความหวาดหวั่นเล็กน้อย



       “พวกข้าเป็นใครไม่สำคัญ! แต่ที่พวกเจ้าบังอาจมาปล้นสินค้าจากนายท่าน.. มิอาจจะให้อภัยได้!” หย่างชื่อเวยพูดเสียงดังเข้มขรึมอย่างไม่ไว้หน้าผู้ใด ในขณะที่หย่างสงกับหย่างจูปรายตามองเหล่าพวกที่ปิดทางจางซื่อหลงราวกับพวกขยะที่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของตนแต่อย่างใด



       ‘คราวนี้แหละ ข้าจะต้องให้ท่านผู้นั้น ยอมรับในตัวพวกเราให้จงได้’ หย่างชื่อเวยคิดในใจพร้อมกับจ้องมองจางซื่อหลงอย่างคาดหวัง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 10 ตุลาคม 2561 / 09:34
    อ่านะ ตามติด
    #350
    0