ตอนที่ 106 : ภาค2:ตอนที่ 6 กล่องปิดผนึกตำรายุทธ์ 3

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 355
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    19 ก.พ. 62

        ประมุขอู่เวยส่ายหน้า กล่าวขึ้นอย่างขมขื่น “มันสายเกินไปเสียแล้ว...” ชายแก่อู่เวยถลึงตาขึ้นเบิกกว้างทั้งตะเบ็งเสียงดังลั่น “พวกเจ้ามีอะไรดีรีบใช้มันให้หมด! แล้วถ้าเป็นไปได้! จงรีบหนีไปซะ!”



       ทุกคนเริ่มถลึงตาขึ้นเมื่อมองไปยังเบื้องหลังของจอมมารผู้โฉดชั่ว ร่างของเหล่าจอมยุทธ์ขึ้นชื่อต่างเหี่ยวแห้งนอนตายอยู่เกลื่อนกลาดนับร้อยไร้ซึ่งวิญญาณตอบกลับมาแต่อย่างใด พวกเขาตายแล้วงั้นหรือ! มีคำถามมากมายผุดขึ้นมาในหัวของผู้คนที่พึ่งมาถึง



       พลันเกิดกระแสปราณสีดำประหลาดกำลังขยายควบคุมไปทั่วอาณาบริเวณอย่างรวดเร็ว



       อ๊ากกก! ข้าหายใจไม่ออก!



       ข้าด้วย!



       นี่มันอะไรกัน!



       อ๊ากกก... ข้าไม่ไหวแล้ว



       ช่วยด้วย!



       เหล่าจอมยุทธ์ต่างพากันอยู่ในความตื่นตระหนก หลายคนถึงกับลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้นอย่างทุกข์ทรมาน สายปราณกำลังออกจากจมูกและตามรูขุมขนของพวกเขา



       “กระแสปราณนั่นกำลังดูดเอาพลังปราณของพวกเราไปจนหมด” จอมยุทธ์ผู้หนึ่งพูดขึ้น แล้วรีบนั่งขัดสมาธิหมุนเวียนลมปราณเพื่อดึงกลับมา “ได้ผล! ทุกคนรีบเดินลมปราณเร็วเข้า!”



       ทุกคนที่ได้ยินต่างรีบนั่งโคจรลมปราณทันที



       ประมุขพรรคอันดับหนึ่งอู่เวยกำลังใช้กำลังภายในต้านทานกระแสปราณจนเหงื่อไหลซึมออกมาตามรูขุมขน ครั้นได้ยินว่าโคจรลมปราณได้ผล จึงรีบนั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณบ้าง เป็นไปดังที่จอมยุทธ์ท่านนั้นพูดวิธีนี้ได้ผล แต่ทว่าจะไม่สามารถลุกขึ้นต่อกรกับจอมมารในขณะที่กำลังโคจรลมปราณได้นี่สิเป็นปัญหา



       เหล่าจอมยุทธ์นับพันกำลังนั่งขัดสมาธิกันหน้าสลอน ไม่มีผู้ใดกล้ากระดิกแม้แต่น้อยราวกับรูปปั้นหินจอมยุทธ์ถูกนำมาวางเรียงรายซ้อนกันไว้ยังไงยังงั้น



       “เอายังไงดีต่อล่ะ ท่านประมุขอู่เวย”



       “นั้นสิ! ขืนยังนั่งกันอยู่อย่างนี้ มีหวังถูกมันฆ่าตายกันหมดแน่”



       “แต่ถ้าไม่โคจรลมปราณ เราก็ตายเหมือนกันนะ”



       “ดูกระแสปราณสีดำเป็นสายนั่นสิ มันดึงปราณของพวกเราไปยังร่างของมัน”



       เหล่าจอมยุทธ์กำลังขมุบขมิบปากพูดปรึกษากันแผ่วเบา



       ประมุขอู่เวยขมุบขมิบปากพูดขึ้นออกความเห็น “เรามีสองทางให้เลือก”



       “ทางไหนบ้างครับ?” ชายที่ดิ่งมาคนแรกก่อนหน้านี้ขมุบขมิบปากถาม



       “ทางที่หนึ่งรอเจ็ดสำนักใหญ่มาช่วย” ประมุขอู่เวยกล่าวขมุบขมิบ



       “แล้วทางที่สองล่ะ?” จอมยุทธ์ที่นั่งโคจรลมปราณอยู่ด้านหลังถาม



       ประมุขอู่เวยตอบอย่างขมขื่น “ภาวนาอย่าในมันเดินมาฆ่าพวกเรา”



       ทุกคนเริ่มมีสีหน้าซีดเซียวพร้อมกับความรู้สึกขมขื่น ทุกคนจ้องมองไปยังจอมมารที่กำลังยืนดูดกระแสปราณอย่างบ้าคลั่ง



       จอมมารจ่านหลงหัวเราะฮ่าๆอย่างสะใจที่ไม่มีผู้ใดมาต่อกรได้อีก ไม่ว่าจะเป็นพรรคฝ่ายธรรมะทั้งสิบที่ถูกฆ่าตายจนหมดสิ้นเหลือไว้เพียงประมุขอันดับหนึ่งเท่านั้น แล้วยังจะมีสำนักทั้งสิบแปดยอดยุทธ์นับพันคนอีกที่เขาจะบีบให้ตายเมื่อไรก็ย่อมได้



       ครึ้ม! ครึ้ม! ครึ้ม!... เสียงชุดเกราะเสียดสีกันดังก้องกังวาลมาแต่ไกลราวกับคนนับหมื่นกำลังใกล้เข้ามา



       “เสียงอะไรดังมาจากด้านหลังของพวกเรา?!” จอมยุทธ์ผู้หนึ่งขมุบขมิบปากพูด



       “เสียงกรีฑาทัพ!” จอมยุทธ์ผู้หนึ่งเอ่ยตอบ



       เหล่าจอมยุทธ์เริ่มเหล่ตามองกันล่อกแล่ก ในแววตาเผยให้เห็นถึงความตื่นตระหนก แล้วคิดอย่างเดียวกันประหนึ่งว่านัดกันไว้ ‘จะมาทำซาก… กันทำไมฟ่ะ’ ตัวพวกเขาเองจะเป็นหรือตายตอนนี้ยังไม่รู้เลย



       “ฉิบ… หายแหละ ยังจะมาตายกันไม่พออีกรึ” ประมุขอู่เวยเอ่ยขึ้นอย่างเสียไม่ได้ รวบรวมลมปราณใช้กำลังภายในต้านปราณสายดำเอาไว้ แล้วใช้วิชายุทธ์ราชสีห์คำราม “ถอยกลับไปซะ! พวกเจ้ามิอาจจะต่อกรกับคนผู้นี้ได้!”



       ขณะเดียวกันเสียงกรีฑาทัพที่ใกล้เข้ามาก็หยุดเงียบนิ่งขึ้นมาทันที ในขณะที่จอมมารจ่านหลงหัวเราะร่าอย่างชอบอกชอบใจ



       “ต่อให้พวกเจ้าขนทหารมาทั่วแดนมังกร! ก็มิอาจจะต่อกรข้าผู้นี่ได้หรอก!” จอมมารจ่านหลงพูดจบพลางหัวเราะฮ่ะๆ



       ยิง!~ เสียงออกคำสั่งแว่วมาแต่ไกล



       พลันมีลูกธนูนับหมื่นพุ่งเข้าหาจอมมารจ่านหลงราวกับห่าฝนจนมืดฟ้ามัวดิน



       “ใช้ลูกธนูรึ! เหอะๆ ของเด็กเล่นน่า” จอมมารจ่านหลงพลันเรียกพลังปราณสีดำกลับมาต้านลูกธนูนับหมื่นเอาไว้



       ครั้นลูกธนูมาใกล้ก็หยุดนิ่งราวกับถูกจับวาง



       ยิง!~ เสียงออกคำสั่งอีกครั้ง



       ลูกธนูเรือนหมื่นทะยานพุ่งออกมาอีกครั้ง เป้าหมายคือร่างของจอมมารโฉดชั่วนั่นเอง



       “กระแสปราณโอยอ่อนแล้ว! รีบถอยหนีกันเร็ว!” ประมุขอู่เวยตะโกนลั่น เพราะกระแสวิชาปราณมารมิอาจดูดพลังปราณได้รุนแรงเช่นเดิม อาจเป็นเพราะโดนก่อกวนจากลูกธนูเป็นแน่



       ไม่ต้องบอกซ้ำ! แทบจะโดยทันที ที่เหล่าจอมยุทธ์รีบเร่งถอยกลับราวกับกำลังวิ่งหนีป่าราบยังไงยังงั้น



       “ไปแล้วโว้ย! อยู่ก็โง่แล้ว!”



       “โชคดีจริงๆ รอดแล้วเรา!”



       ราวกับเกิดปาฏิหาริย์ที่เทพเจ้าทรงประทานชีวิตตายแล้วให้เกิดใหม่ เหล่าจอมยุทธ์ต่างพากันไปยังกองทัพที่กรีฑาเข้ามาก่อนหน้านี้ทันที



       “พวกเจ้าจะหนีรึ! มันไม่ง่ายหรอก!” จอมมารจ่านหลงเดือดดาล ที่เหล่าจอมยุทธ์ฉับฉวยโอกาสนี้หนีกลับไป



       ย๊ากกก! เสียงจอมมารจ่านหลงคำรามลั่น



       บูม! เสียงดังสะท้านไปทั่วอาณาบริเวณรอบตัวจอมมาร กระแสปราณสีดำระเบิดออกไปราวกับเป็นคลื่น นำพาเอาลูกธนูด้านหน้าพุ่งกลับออกไปทางเดิม



       ลูกธนูนับไม่ถ้วนพุ่งกลับมาราวกับถูกยิงจากกระบอกปืน มีไอดำวิชามารห่อหุ้มอยู่



       พลังฝ่ามือสุริยัน! ประมุขอู่เวยเรียกใช้คัมภีร์ยุทธ์ คลื่นพลังนับสิบพุ่งออกจากฝ่ามือและขยายเป็นลูกไฟเพื่อเผาไหม้ลูกธนูให้กลายเป็นเถ้าถ่าน ลูกธนูใดวิ่งผ่านจึงกลายเป็นผุยผงไปทันที



       เหล่าจอมยุทธ์นับพันต่างหันหลังกลับมา ต้านทานลูกธนูที่มีปราณสีดำห่อหุ้มอยู่เช่นเดียวกัน แต่ละคนต่างใช้วิชายุทธ์ที่มีอย่างเต็มความสามารถ แต่ก็ยังมีอีกหลายร้อยคนพลาดถูกลูกธนูเหล่านั้นปักเอาเข้าจนได้



       ตอนนี้กองทัพหยุดยิ่งลูกธนูแล้ว นายทหารตั้งโล่ขนาดใหญ่นับไม่ถ้วนป้องกันการสวนกลับเอาไว้อย่างรวดเร็ว เสียงลูกธนูพุ่งปะทะกับโล่อย่างไม่หยุดหย่อน



       ครั้นลูกธนูที่พุ่งกลับมาหมดลง แม่ทัพใหญ่เฟิงถังจงตะโกนลั่น “ออกไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเร็ว!”



       ครับ!! เหล่านายกองน้อมรับคำสั่งพร้อมกัน



       ไม่นานก็มีเหล่าทหารหาญวิ่งเข้าไปนำตัวเหล่าจอมยุทธ์ที่บาดเจ็บกลับมา



       ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ! จอมมารจ่านหลงระเบิดหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ไม่ต่างจากกระแสปราณวิชามารที่พร้อมจะดูดกินเอาชีวิต จอมมารโฉดชั่วเดินดิ่งไปยังกองทัพที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่กลัวเกรง “มันผู้ใดขัดขว้างข้า! มันผู้นั้นต้องตายทั้งหมด”



       ทันใดนั้นเอง…



       อยู่ๆ ก็มีนักพรต 8 คนใช้วิชาตัวเบาเหยียบอากาศกระโดดผ่านกองทัพออกมาเผชิญหน้ากับจอมมารโฉดชั่ว



       “ใช้ค่ายกลเจ็ดกระบี่พิชิตหมู่มาร!” เสียงออกคำสั่งกับศิษย์ทั้งเจ็ดของชายชราผู้สวมใส่ชุดนักพรตน่าเลื่อมใส ผมทุกเส้นรวมทั้งหนวดเครายาวขาวดั่งหิมะที่บริสุทธิ์



        ศิษย์นักพรตทั้งเจ็ดน้อมรับคำสั่งพุ่งตรงเข้าหาจอมมารจ่านหลงโดยทันที



        ประมุขอู่เวยพอเห็นชายชราผู้สวมใส่ชุดนักพรต จึงเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี “ในที่สุดบู๊ตึ๊งก็มาถึงแล้ว ถ้าเป็นท่านปรมาจารย์เตียซำฮงต้องรับมือกับจอมมารโฉดชั่วผู้นี้ได้เป็นแน่”



       ศิษย์บู๊ตึ๊งทั้งเจ็ดสำแดงเดชเพลงกระบี่ไท๊เก๊กขึ้นชื่อ หลอมรวมกับค่ายกลเจ็ดกระบี่พิชิตหมู่มาร อ่อนสยบแข็ง เคลื่อนไหวดังสายน้ำไหลผ่าน ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงไม่จบสิ้น ผลัดกันรุกและรับทำเอาจอมมารจ่านหลงแทบจะไม่มีเวลาได้หายใจเลยทีเดียว



       จอมมารจ่านหลงตื่นตระหนกเล็กน้อย เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใยกระแสปราณวิชามารจึงดูดดื่มเอาพลังปราณจากนักพรตทั้งเจ็ดได้น้อยนัก ถ้าเป็นผู้อื่นคงรับมือเขาไม่ได้นานถึงเพียงนี้อย่างแน่นอน



      ต่อสู้พักหนึ่งถลึงตาขึ้น จอมมารพึ่งรู้ว่าเพราะเหตุใดกระแสปราณสีดำจึงทำอะไรมิได้ นักพรตทั้งเจ็ดโคจรลมปราณขณะร่ายรำเพลงกระบี่ได้หรือเนี่ย ‘น่ากลัวนัก! น่ากลัวนัก! นี่หรือเพลงกระบี่ไท๊เก๊ก! มิแตกต่างจากวิชายุทธ์เส้าหลินเลย’



      ปรมาจารย์เตียซำฮงเห็นเหล่าศิษย์สำแดงเดชจึงหัวเราะฮึออกมา “จอมมารผู้นี้ร้ายกาจนัก สามารถรับมือค่ายกลเพลงกระบี่ได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่ธรรมดาจริงๆ” แล้วลูบหนวดเคราที่ขาวสะอาดอย่างพินิจจดจ้อง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

417 ความคิดเห็น