ตอนที่ 105 : ภาค2:ตอนที่ 5 กล่องปิดผนึกตำรายุทธ์ 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 341
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    19 ก.พ. 62

       ถนนหนทางเขตชายเมืองมีแต่สายลมที่พัดเอาเม็ดทรายกระจายไปทั่วท้องถนนตามกระแสลมเป็นเส้นสาย ตะกร้ากลมๆเกลือกกลิ้งไปตามทางด้วยกระแสลมที่พัดหอบเอาไป ข้าวของทุกสิ่งล้วนแต่โดนทอดทิ้งกระจัดกระจายไปทั่ว



      เสียงท้าวก้าวเดินเหยียบย้ำมาแต่ไกล ปรากฎบุรุษสวมชุดดำแถบขาว ใบหน้ามีหนวดเคราคมเข้ม ปล่อยเส้นผมสยายตามสายลมยาวปะถึงหลัง เดินองอาจมาดมั่นมิหวั่นเกรงผู้ใด มีไอกระแสปราณสีดำอลวนอยู่ทั่วร่าง ต้นไม้กระถางหญ้าในอาณาบริเวณถูกดูดกลืนกินกระแสชีวิตจนเหี่ยวแห้งตามรายทาง



       บุรุษหยุดยืนแน่นิ่ง…



       อาณาบริเวณเงียบกริบไร้เสียง มีเพียงสายลมที่โอยอ่อนเท่านั้นพัดผ่านร่างของเขา



       “ใยพวกเจ้าจึงต้องหลบซ่อน! หรือว่าไม่กล้าออกมาต่อกรกับข้าผู้นี้...” บุรุษเคราคมเข้มกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นเด่นชัด



       “ฮ่ะๆๆๆ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะไหวตัวได้เร็วถึงเพียงนี้!” เสียงหนึ่งพูดออกมาก้องกังวาลแบบไร้ทิศทาง “สมแล้วที่ทางราชสำนักขนานนามให้กับเจ้า...” เสียงของชายที่ฟังแล้วน่ายำเกรงดุจมีพลังอำนาจ ดังจากทางนั้นทีทางนี้ทีแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “จอมมารจ่านหลง! วันนี้เป็นวันตายของเจ้าแล้ว!”



       ในขณะที่จ่านหลงหันไปหันมาตามเสียงที่ดังอย่างไร้ทิศทางอยู่นั้น “วิชาราชสีห์คำรามรึ!” จ่านหลงตระหนกเล็กน้อย คนผู้นี้คงไม่ธรรมดาเป็นแน่



       พลัน… เหล่าจอมยุทธ์ต่างเหินร่างทะยานขึ้นฟ้าลงมาเหยียบย้ำบนหลังคาอาคารบ้านเรือนนับได้หลายร้อยคน บ่งบอกได้ทันทีว่า คงเป็นยอดยุทธ์ฝีมือขึ้นชื่อแทบทั้งสิ้น เพราะด้วยที่สามารถปกปิดกลิ่นไอพรางกายได้เยี่ยมยุทธ์ยิ่งนัก



       “สิบพรรคฝ่ายธรรมะขึ้นชื่อเยี้ยงพวกเรา ใยต้องมาลุมกินโต๊ะมารเด็กผู้นี้ด้วย” ชายผู้หนึ่งพูดจาดูถูกจ่านหลง เขาคิดว่าราชสำนักเกรงกลัวจอมมารผู้นี้มากไปกระมัง จึงเขียนราชสาสน์ขอความร่วมมือแล้วบอกว่าจอมมารจ่านหลงมีฝีมือโอฬารไร้ผู้ต่อกรยิ่งนัก



       “นั่นสิ! ไม่ต้องมาถึงสิบพรรคหรอก แค่พรรคข้าเพียงพรรคเดียวก็สามารถสยบมารน้อยผู้นี้ได้แล้ว” ชายอีกคนพูดจามาดมั่น



       “ข้าได้ยินมาว่า มีอยู่หลายพรรคมิใช่น้อยไม่กล้าตอบรับราชสาสน์ของราชวงศ์ถัง สงสัยจะกลัวจนหัวหดมุดตัวอยู่ จึงไม่ส่งใครมาซะอย่างนั้น เห็นทีพวกนั้นคงมีวิตกจริตคิดเวอร์วังไปกันแล้วเสียกระมัง ฮ่ะๆๆๆ” ชายไม่ห่างไกลนักพูดทั้งหัวเราะขบขัน ในขณะที่ทุกคนต่างส่งเสียงหัวเราะเห็นด้วยเช่นกัน



       “พวกเจ้า! อย่าดูถูกชายผู้นี้กันนัก!” ชายแก่อายุราว 50 ปีกล่าวขึ้น เดินออกมาตามท้องถนนแต่งกายไม่ต่างจากสามัญชนคนธรรมดา



       จ่านหลงพอได้ยินเสียงพูดนั้นจึงจำได้ ‘เสียงทรงอำนาจนั่นมาจากคนผู้นี้เอง’ เขานึกถึงวิชาราชสีห์คำรามที่ชายแก่ผู้นี้ใช้



       “ท่านประมุขอู่เวย! ไม่ต้องให้ถึงมือพรรคอันดับหนึ่งเยี้ยงท่านหรอก ทางนี้ปล่อยให้เป็นภาระของพวกข้าเอง” ชายที่ดูถูกจ่านหลงก่อนหน้านี้พูดขึ้นอีกครา



       ประมุขอู่เวยขมวดคิ้ว เขาสัมผัสถึงพลังอันมหาศาลของวิชามารที่กำลังอลหม่านรอบกายจ่านหลงพวยพุ่งออกมาอย่างกะผู้ที่กำลังตะกละตะกลาม มันช่างแตกต่างที่เขาเคยอ่านจากราชสาสน์เป็นยิ่งนัก เขาเริ่มหวาดหวั่นในใจถึงพลังที่ดูดกลืนชีวิตจนเหี่ยวแห้งนั้นขึ้นมา



       ประมุขอู่เวยแม้พูดเสียงไม่ดังนักแต่ก็สามารถส่งเสียงไปไกลนับพันลี้ได้ด้วยวิชาราชสีห์คำราม “ใครก็ตามที่ไม่อาจต้านทานข้าได้ ก็อย่ามาทำโอโอ้อวดตน จอมมารผู้นี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด ถ้าพวกเจ้าไม่อยากตายไร้ชื่อแล้วล่ะก็” ประมุขอู่เวยทำสีหน้าเคร่งขรึม ปล่อยเสียงก้องกังวาลไปทั่ว “อย่าได้คิดที่จะออมมือเป็นอันขาด!”



       เหล่าจอมยุทธ์หลายร้อยคนจนถ้วนทั่ว ต่างได้ยินชัดถ้อยชัดคำทุกประโยค ไม่กล้าปริปากพูดโอ้อวดกันอีกต่อไป



       การที่ประมุขพรรคอันดับหนึ่งยังพูดจริงจังเช่นนี้ คงจะนิ่งนอนใจเผยความประมาทออกมาไม่ได้ ศึกครานี้คงไม่ธรรมดาเหมือนเช่นที่เคยผ่านกันมา ราชสำนักมิใช่ว่าจะไร้ซึ่งคนดีมีฝีมือยุทธ์ ไม่อย่างนั้นทำไมราชสำนักจึงต้องเชื้อเชิญเหล่าจอมยุทธ์ทั่วทั้งยุทธภพกันด้วยเล่า นอกเสียจากทางราชสำนักจะรับมือกับจอมมารผู้นี้ไม่ไหวเท่านั่นที่จะพอเป็นไปได้



       ประมุขอู่เวยไม่รอช้า ปลดปล่อยปราณออกมาอย่างไม่ยั้งรอ ทั่วอาณาบริเวณรอบกายเกิดออร่าสีเหลืองห่อหุ้มออกมาอย่างแจ่มชัด พลังยุทธ์ไร้ขอบเขตเสริมพละกำลังขึ้นเป็นสองเท่า เห็นทีในไม่ช้าคงใกล้เกิดการปะทะกันครั้งใหญ่อย่างแน่นอน



       พลัน… เสียงอึกกระทึกครึกโครมดังสั่นสะเทือนไปทั่วฟ้าดินราวกับกำลังจะถล่มทลาย ตูม! ตูม! ตูม!...



       อาคารบ้านเรือนต่างแตกกระจัดกระจายเป็นผุยผงจนกลายเป็นอาณาเขตลานกว้าง คงไว้แต่ผงฝุ่นที่กำลังคละคลุ้งกันไปทั่วเท่านั้น



      เมื่อแลดูจากที่ไกลๆ อย่างกำแพงสูงของเขตชั้นในเมืองฉางอัน จะพบเห็นเป็นแสงแปล๊บๆ แลบออกมาเป็นประกายราวกับฟ้ากำลังแลบในช่วงฤดูฝนอย่างไรอย่างนั้น



      นี่หรือ! คือการปะทะของเหล่ายอดยุทธ์ ช่างห่างไกลจากสามัญชนคนธรรมดานักจนมิอาจจะเอื้อมไปถึง



      เหล่าทหารหาญกล้าสวมเกราะต่างพากันจ้องมองอย่างอึ้งทึ่งบนกำแพงสูงเขตเมืองชั้นใน ทหารทั้งหมดยืนอยู่กันอย่างหนาแน่นเพื่อปกป้องรักษาเมืองเขตในไม่ให้มีผู้บุกรุก แต่ทว่าตอนนี้.. ในมือที่ถือหอกกับสั่นเทาไปซะอย่างนั้น พวกเขาไม่อาจจะหักห้ามใจไม่ให้หวาดหวั่นไว้ได้ ถ้าเป็นพวกเขาอยู่ในเขตชายเมืองนั่นแล้วล่ะก็ คงไร้ซึ่งชีวิตไปนานแล้วล่ะกระมัง



       ณ หอคอยสูงกลางเมืองฉางอัน ปรากฎชายผู้สูงศักดิ์กำลังจ้องมองไปยังเขตชายเมืองทางทิศเหนือที่เกิดการปะทะระหว่างพรรคฝ่ายธรรมะกับจอมมารนามว่าจ่านหลง



       ขุนนางผู้หนึ่งกำลังคุกเข่าอ้อนวอน “ฝ่าบาท! ได้โปรดส่งข้ากระหม่อม ให้กับจ่านหลงด้วยเถอะพะย่ะค่ะ” ขุนนางผู้ที่คุกเข่าอ้อนวอนคือเสนาบดีซ่านหยี่นั่นเอง



       “ซ่านหยี่! ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากจะส่งเจ้าไปให้กับจ่านหลงหรอกนะ แต่ข้าเห็นว่าการส่งเจ้าไป มันไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องต่างหาก” ชายผู้สูงศักดิ์หยุดนิ่งก่อนจะพูดขึ้นอย่างขุ่นเคือง “จอมมารจ่านหลงเข่นฆ่านายทหารนับหมื่น ยังไม่รวมแม่ทัพอีกหลายสิบคน ทั้งยังเข่นฆ่าประชาชนผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอีกมากมาย คนผู้นี้เป็นภัยต่อแผ่นดินเป็นกบฎต่อราชสำนัก ไม่เกรงกลัวต่อราชอาญาจากเรา ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ ประชาชนทั่วแดนมังกรคงหวาดหวั่นไม่หายตื่นกลัวเป็นแน่” ชายผู้สูงศักดิ์พูดออกมาราวกับว่าประกาศิตจากสรวงสวรรค์ จะเป็นผู้ใดไปไม่ได้นอกจากองค์จักรพรรดิถังไท่จงซึ่งมีพระนามเดิมว่า หลี่ซื่อหมิน นั่นเอง



       “แต่พระองค์! กระหม่อม...” เสนาบดีซ่านหยี่กำลังพูดสิ่งใดต่อ…



       จู่ๆก็มีนายทหารขึ้นมารายงานกล่าวเสียงดังฟังชัด “ถวายบังคมฝ่าบาท! แม่ทัพใหญ่แห่งทิศปัจฉิม! เดินทางมาถึงแล้วพะย่ะค่ะ!”



       “ดี.. ดี.. เชิญท่านแม่ทัพขึ้นมาได้!” ฮ่องเต้ถังไท่จงกล่าวอย่างยินดี



       ผ่านไปไม่นาน…



       “ข้ากระหม่อมเฟิงถันจง! ถวายบังคมฝ่าบาท!” แม่ทัพใหญ่เฟิงถันจงคุกเข่าคำนับ



       “ลุกขึ้นเถอะ! เฟิงถันจง!” ฮ่องเต้ถังไท่จงถึงกับก้มจับตัวเฟิงถันจงพยุงขึ้น



       “ราชวงศ์ถังเป็นถึงผู้ปกครองแดนมังกรแห่งนี้ จะปล่อยให้พรรคและสำนักฝ่ายธรรมะเผชิญกับจอมมารโฉดชั่วฝ่ายเดียวไม่ได้ แล้วยังเจ็ดสำนักใหญ่ก็ยังมาไม่ถึง เห็นทีพวกเราต้องเป็นกำลังหนุนไปช่วยเหลือพวกเขากันแล้วแหละ” ฮ้องเต้ถังไท่จงพูดอย่างเชื่อมั่นในฝีมือของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ยิ่งนัก



       “น้อมรับบัญชาฝ่าบาท! กระหม่อมเฟิงถันจง จะนำหัวของมันมาถวายฝ่าบาทให้จงได้พะย่ะค่ะ” แม่ทัพใหญ่เฟิงถันจงกล่าวอย่างหนักแน่น



       “ดี.. ดีมาก! ภาระนี้คงต้องมอบให้กับท่านแล้ว” ฮ้องเต้ถังไท่จงกล่าวอย่างพอพระทัย


       ---


       ที่เขตชายเมืองตอนนี้เต็มไปด้วยซากปรักหักพังไปทุกพื้นที่



       ประมุขอู่เวยตอนนี้เนื้อตัวชุ่มไปด้วยเหงื่อเต็มไปหมด เขาแสดงสีหน้าแบบไม่อยากจะเชื่อสายตาตน



       “ฮ่ะๆๆๆ ไม่นึกเลย! ว่าจะมีผู้ยอดยุทธ์ที่ยังสามารถรับมือกับข้าผู้นี้ได้ น่าเลื่อมใส! น่าเลื่อมใส!” จ่านหลงกล่าวในขณะที่สีหน้าของเขาไร้ซึ่งความเหนื่อยล้าราวกับว่ายังไม่ได้ออกแม้แต่เรียวแรง



       ทันใดนั้นเอง…



       “ท่านประมุขอู่เวย! พวกเราสำนักทั้งสิบแปดยอดยุทธ์ ขอมาช่วยท่านอีกแรงหนึ่ง” ชายผู้หนึ่งใช้วิชาตัวเบาเหยียบผ่านอากาศตะโกนมาแต่ไกล ในขณะที่ด้านหลังของชายผู้นั้นมีเหล่ายอดยุทธ์ตามติดกันมามากกว่าพันคน



       ประมุขอู่เวยหันไปมอง สีหน้าซีดเผือกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เขารีบตะหวาดลั่นกลับไปด้วยวิชายุทธ์ราชสีห์คำราม “กลับไปกันให้หมดโว้ย! ขืนยังดื้อดึงตรงมา! พ่อของพวกเจ้า! คงได้ฆ่าตายกันหมดแน่!”



       ชายที่ดิ่งมาคนแรกถึงกับตะลึงพรึงเพริดไม่ต่างจากพวกที่ตามมานับพันคนนัก เสียงพลังยุทธ์ของประมุขอู่เวย ทุกคนได้ยินกันอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ละคนต่างงวยงงกับคำพูดบอกให้กลับไปนั่นยิ่งนักแล้วคิดประหนึ่งว่านัดกันไว้ ‘มันเรื่องอะไรกันฟ่ะ!!!’



       “โอ้! มีพลังให้ข้าดูดอีกมากโขเลยนะนั้น...” จอมมารโฉดชั่วจ่านหลงคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ



       “กลับไปซะ! กลับไป!” ประมุขอู่เวยยังคงพยายามใช้พลังเสียงราชสีห์ทัดทานเหล่าสำนักทั้งสิบแปดยอดยุทธ์



       เหล่าจอมยุทธ์ทุกคนยังคงเหินร่างเข้ามาเรื่อยๆ โดยยังไม่มีผู้ใดหยุดหรือหนีกลับไปแม้แต่คนเดียว



       “ตาแก่เฒ่านี่อย่างไรกัน อยู่ๆก็พยายามไล่พวกเรากลับไปซะอย่างนั้น”



       “หรือว่าพรรคฝ่ายธรรมะอันดับหนึ่ง ต้องการได้ความดีความชอบแต่ผู้เดียว”



       “ไม่หรอก! ประมุขอู่เวยเป็นคนดีมีคุณธรรม เขาไม่คิดการเยี้ยงนั้นเป็นอันขาด”



       “ใช่แล้ว! ข้ารู้จักประมุขท่านนี้ดี ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ถือตน แม้แต่ประมุขเหล่าพรรคมารยังนับถือท่านเลย”



       “ข้าว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง?...”



       เหล่าจอมยุทธ์ต่างออกความเห็นไปต่างๆนาๆ แต่ก็ยังเหินร่างมาจนถึงตำแหน่งที่ประมุขอู่เวยหยุดยืนอยู่จนได้




       “ท่านประมุข! ท่านเป็นเยี้ยงไรบ้าง!” ชายที่ดิ่งมาคนแรก พอมาถึงจึงเอ่ยขึ้น ในขณะที่คนอื่นๆไล่หลังกันมาติดๆ



        “ข้าบอกให้พวกเจ้ากลับไป! ใยพวกเจ้าจึงยังฝืนมาอีก!” ประมุขอู่เวยพูดเสียงเข้ม แต่ในแววตากับปลดปลงอย่างอดมิได้



        “มีสิ่งใดหรือครับ? ใยถึงต้องบอกให้พวกเรากลับไป?” ชายที่ดิ่งมาคนแรกถามอย่างสงสัย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

417 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 8 ตุลาคม 2561 / 20:43
    ดูดหมดเลย
    #348
    0