ตอนที่ 103 : ภาค2:ตอนที่ 3 เหยียบเมฆา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    3 ต.ค. 61

       ไม่ว่าชายชราจะพยายามหนีไปยังทิศทางใดก็ตาม เหล่าชายฉกรรจ์ยอดยุทธ์ก็ยังตามเขามาได้โดยไม่ยอมเลิกลา



       “เจ้าพวกนี้! ดื้อด้านซะจริง” ชายชราบ่นออกมาในขณะที่ยังคงวิ่งหนีต่อไปไม่หยุด



       จนกระทั้ง…



       “แม่งเอ่ย! โดนพวกมันไล่ล่าจนมุมจนได้” ชายชราสบถคำ เขาถูกปิดล้อมจากทุกทิศทุกทางราวกับว่าถูกต้อนมาให้จนมุม



       “ฮ่ะๆๆๆ ในที่สุดก็เป็นไปตามแผน” ชายผู้หนึ่งเดินออกมาพูดขึ้น เขาเป็นผู้วางแผนการครั้งนี้ทั้งหมด



       ชายชราถูกต้อนมาติดกับดักจริงๆ ไม่ใช่เพียงแค่ชายฉกรรจ์ยี่สิบคนไล่ตามเขาเท่านั้น แต่ตอนนี้มีคนเกือบห้าสิบคนที่กำลังปิดล้อมเขาเอาไว้ ดูเหมือนว่าชายชราจะสร้างศัตรูไว้ไม่ใช่น้อยเมื่อมองไปยังใบหน้าของแต่ละคนที่มีสีหน้าเครียดแค้นเขายิ่งนัก



       “ตาเฒ่า! เอ้! ไม่ใช่สิ.. ต้องเรียกเจ้าว่า.. จอมโจรเหลียงซัน ถึงจะถูก ดูเหมือนว่ากองสืบสวนจะให้ค่านำจับเจ้าถึงห้าสิบตำลึงทองเลยเชียวนะ” ชายอีกคนพูดขึ้นเขายกยิ้มที่มุมปากอย่างอดไม่ได้



       จากนั้นผู้ที่รายล้อมต่างพูดกันขึ้นมา



       “ต่อให้นำมันไปส่งให้กับกองสืบสวน ก็ไม่คุ้มกับที่มันทำกับพวกเราหรอก”



       “ใช่! ตำราของข้าถูกชิงไป ไม่รู้ยังจะอยู่กับมันหรือเปล่า”



       “ของข้าด้วย!”



       “ใช่! ข้าด้วย”



       เริ่มจะมีคนพูดกันขึ้นจนหนาหู ยากที่จะหยุดได้



       “หยุดก่อน! พี่น้องทุกท่าน!” ชายผู้ที่วางแผนจับกุมพูดขึ้นพร้อมกับชูมือห้ามปราม “เดี๋ยวข้าจะพูดคุยกับเจ้าจอมโจรนี่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกคนที่ถูกชิงเอาตำราหรือคัมภีร์ยุทธ์ไปเอง”



       คนผู้นี้พูดจบ เหล่าชายฉกรรจ์ก็เริ่มจะเงียบปากลงมาบ้าง



       “เดี๋ยวก่อน! ข้าถูกหลอกให้ซื้อตำรายุทธ์ของปลอม แล้วจะได้เงินคืนยังไง” ชายผู้หนึ่งตะโกนมาจากทางด้านหลัง



        ในขณะที่ชายอีกหลายคนก็เริ่มจะตะโกนออกมาด้วยเช่นเดียวกัน



        “ข้าก็ถูกมันหลอกเหมือนกัน!”



        “ข้าด้วย!”



        เสียงตะโกนดังขึ้นออกมาเรื่อยๆ เพราะแต่ละคนกลัวที่จะไม่ได้เงินของตนคืนมา



       “เอาเป็นว่าข้าจะค่อยๆไกล่เกลี่ยให้ทีละคนเอง ถ้าขืนยังพูดกันอยู่อย่างนี้ต่อให้ล่วงไปสิบวันคงไม่จบเป็นแน่” ชายผู้วางแผนจับกุมพูดขึ้นอีกครั้ง



       “ถ้าพี่เล่ยเจียงพูดเช่นนี้พวกข้าก็เบาใจไม่ใช่น้อย จริงไหมพวกเรา?!” ชายผู้หนึ่งพูดขึ้นท่าทางของเขานับถือเล่ยเจียงยิ่งนัก ส่วนคนอื่นๆต่างเห็นด้วยที่เล่ยเจียงจะไกล่เกลี่ยให้ทีละคน



       “อ้าว.. อ้าว.. อ้าว.. จะพล่ามกันอีกนานไหม ข้ายืนจนเมื่อยแล้ว” ชายชราที่มีนามว่าจอมโจรเหลียงซันกล่าวอย่างใจเย็นโดยไม่รู้สึกรู้สาสิ่งใด เขาแย้มยิ้มก่อนพูดขึ้น “พวกเจ้าต้องการอะไรบ้างว่ามา ถ้าข้าทำได้จะทำให้”



       เหล่าชายฉกรรจ์เริ่มจะหัวร้อนกันขึ้นมาเมื่อเห็นอาการไม่รู้สึกรู้สาราวกับไร้ความสำนึกผิดของจอมโจรชราผู้นี้



       อะแฮ่ม! เล่ยเจียงกระแอมไอก่อนจะพูดขึ้น “เหลียงซัน.. ถ้าเจ้าคืนสิ่งของและเงินทั้งหมดให้กับพวกเรา ข้าก็จะปล่อยเจ้าไปเสียทันที แต่ถ้ายังฝืนคิดที่จะดื้อดึงแล้วล่ะก็.. เห็นทีพวกข้าจะต้องจับเจ้าไปชำระความนอกเขตเมืองเป็นแน่”



       “ฮ่ะๆๆๆ น่าขันซะจริง พวกเจ้าคิดจะทรมานข้างั้นรึ จะบอกให้ก็ได้ สิ่งของที่ข้าช่วงชิงมาจากพวกเจ้า ข้าได้ขายมันไปหมดแล้ว และส่วนเงินน่ะเหรอ..” ชายชราเหลียงซันหัวเราะเหอะๆ “ข้าเอาไปแจกอีหนูที่ร้านอาหารเลอเลิศหมดแล้วโว้ย ฮ่ะๆๆๆ”



        พริบตา... จอมโจรเหลียงซันกระโดดเหินร่างขึ้นไปในอากาศนับได้ยี่สิบเมตรแล้วเหยียบยืนนิ่งอยู่บนกลางนภาราวกับว่าหยุดยืนอยู่บนพื้นดินที่มองไม่เห็น ทุกคนถึงกับอ้าปากค้างไม่เว้นแม้แต่เล่ยเจียง ไม่นึกเลยว่าจอมโจรขึ้นชื่อจะมีไม้เด็ดไว้ใช้ในยามนี้



       “วิชาเหยียบเมฆา!” เล่ยเจียงพูดด้วยสีหน้าตื่นพร้อมกับเบิกตากว้าง



       “มันเป็นวิชาแบบไหนกัน?!” ชายที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตน



       “มันเป็นวิชาที่ดีกว่าวิชาตัวเบาน่ะสิ ผู้ฝึกวิชานี้สามารถเหยียบย่ำวิ่งบนอากาศได้อย่างอิสระ ยิ่งถ้าฝึกสำเร็จถึงขั้นสูงสุดแล้วล่ะก็...” เล่ยเจียงปากกระตุกเล็กน้อย “ผู้ฝึกวิชานี้จะสามารถยืนอยู่บนอากาศได้ตราบเท่ายังมีกำลังภายในเหลืออยู่เลยทีเดียว.. ข้าหวังว่าเจ้าโจรเฒ่าจะฝึกไม่ถึงขั้นนั้นนะ”



        เหล่าชายฉกรรจ์ครั้นได้ยินสิ่งที่เล่ยเจียงพูดก็ถึงกับหางคิ้วกระตุกกันขึ้นมาทันที ในขณะที่พวกเขาทำได้แค่เพียงแหงนหน้ามองจอมโจรเฒ่าชั่วช้าที่หยุดยืนอยู่บนอากาศเบื้องบนเท่านั้น



        จอมโจรเฒ่าเหลียงซันหัวเราะดังฮ่ะ “ว่าอย่างไรกันพวกเจ้า.. ถึงกับอึ้งไปเลยรึ.. ต่อให้ผู้คนทั้งเมืองมารุมจับข้า ก็มิอาจจะสัมผัสผิวกายข้าได้หรอก เหอะๆๆ ค่านำจับห้าสิบตำลึงทองรึ ต่อให้เพิ่มเป็นพันตำลึงทองก็จะไม่มีผู้ใดได้มัน” โจรเฒ่าพูดจบ เขารีบวิ่งผ่านอากาศ ไม่นานร่างของเขาก็ออกไปไกลริบตาเสียแล้ว



        เล่ยเจียงพร้อมกับเหล่ายอดยุทธ์ชายฉกรรจ์ได้แต่ทำตาปริบๆ ไม่ต่างจากสุนัขนั่งมองเครื่องบินที่อยู่บนฟากฟ้ายังไงยังงั้น



       “เอายังไงต่อล่ะพี่เล่ยเจียง” ชายที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น



       เล่ยเจียงหันมาพูดอย่างขมขื่น “ทำใจล่ะสิ… จะทำอะไรได้ล่ะ” เขาเดินหันหลังกลับไปอย่างหมดรูป


       ---


       ในขณะเดียวกันจางซื่อหลงก็หาสำนักลมปราณเจอจนได้...



       จางซื่อหลงหรี่ตาแคบลงเมื่อเห็นสำนักลมปราณสาขาเจิ้งโจวที่มีขนาดใหญ่กว่าร้านก๋วยเตี๋ยวไม่มากนัก ดูแล้วช่างแตกต่างจากที่เมืองเริ่มต้นกับเมืองท่งเต้าราวกับฟ้ากะเหวเสียจริง



       “ท่านพี่! ท่านพี่! ดูนั่นสิครับ!” อี้หยางกระตุกชายผ้าของจางซื่อหลงแล้วชี้ไปยังท้องฟ้าอย่างตื่นเต้น



       จางซื่อหลงเบิกตากว้างเมื่อมองไปบนท้องฟ้าที่มีชายแก่แต่งชุดราวกับบัณฑิตกำลังวิ่งเหยียบอากาศผ่านนภาราวกับใช้วิชาตัวเบาวิ่งอยู่บนพื้นดินที่มองไม่เห็นยังไงยังงั้น



       “เอ้! นั่นคือลุงที่มาขายตำราวิทยายุทธ์ให้กับพวกเรานี่คะ” อี้หยินมองปุ๊บก็จำได้ทันที



       “อืม.. จริงๆด้วย! ไม่นึกเลยว่าตาลุงนี่จะมีวิชายุทธ์เลิศล้ำถึงเพียงนี้” จางซื่อหลงรู้สึกทึ่งชายชราผู้นี้ยิ่งนัก เขายกยิ้มที่มุมปากพร้อมกับชื่นชม “โชคดีจริงๆ ที่เขาใจดีขายตำราวิทยายุทธ์โดยไม่หวังผลกำไรให้กับพวกเรา”



       ในขณะที่ต่างพากันจ้องมองชายชราวิ่งผ่านอากาศไปอยู่นั้นก็มีหลวงจีนสองรูปออกมาจากสำนักลมปราณพร้อมกับใบหน้าของอาแปะที่ดูคุ้นเคย



       อาแปะจิ๋นเปา!! แทบจะเป็นเสียงเดียวกัน



       อาแปะได้ยินจึงหันมาเล็กน้อย แต่ก็ต้องหันหน้าไปพูดกับหลวงจีนทั้งสอง “เชิญท่านไต้ซือเดินทางกลับเส้าหลินโดยปลอดภัยนะขอรับ เรื่องภารกิจทางสำนักลมปราณจะจัดการให้ ไม่ต้องเป็นห่วง” อาแปะแย้มยิ้มน้อมส่งด้วยความยินดี



       “ขอบคุณพสกที่มาส่ง อมิตาพุทธ.. ขอจงเจริญสุขเถิด” ไต้ซือยกฝ่ามือข้างเดียวไว้กลางอกกล่าวอย่างสำรวมน่าเลื่อมใส



       ไต้ซือหันไปพูดกับหลวงจีนหนุ่ม “พวกเรากลับกันเถอะ.. หมันถัว”



       “ขอรับ.. พระอาจารย์” หลวงจีนหนุ่มหมันถัวขานรับอย่างนอบน้อม



       ในขณะที่หลวงจีนทั้งสองเดินออกไป อาแปะจึงเดินเข้ามาต้อนรับจางซื่อหลง “ข้าน้อยจิ๋นหลาง ยินดีต้อนรับ ท่านมีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้ขอรับ” อาแปะจิ๋นหลางแย้มยิ้มอย่างนอบน้อม



       “อ้าว! ท่านไม่ใช่อาแปะจิ๋นเปาหรอกรึ?” จางซื่อหลงถามอย่างสงสัยซึ่งก็ไม่ต่างจากอี้หยางกับอี้หยินมากนัก



       ส่วนเจ้าลิงจ๋อหลินจื่อนั้นเหรอมันไม่สนใจสิ่งใดนอกจาก เจี๊ยก เจี๊ยก เจี๊ยก(ให้พี่ไปส่งไหมจ๊ะน้องสาว เหอะๆๆๆ 38-25-42 หุ่นเฟิร์มอย่างนี้มาเป็นแฟนพี่ไหมน้อง) มีสาวนางหนึ่งเดินผ่านหน้าสำนักลมปราณพอดิบพอดี



       “ข้าน้อยเป็นลูกพี่ลูกน้องน่ะขอรับ อ่อนกว่าท่านพี่จิ๋นเปาสามปี” อาแปะจิ๋นหลางอธิบายให้จางซื่อหลงฟัง



       ทุกคนถึงกับบางอ้อขึ้นมาทันที ไม่ว่าจะเป็นใครก็คิดว่าจิ๋นหลางคงเป็นฝาแฝดของจิ๋นเปาหรือไม่ก็จิ๋นเห่าเป็นแน่เพราะหน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ



       “เออ.. ท่านจิ๋นหลางไม่ทราบว่าทำไมสำนักลมปราณที่นี่ถึงดูเล็กกว่าเมืองอื่นล่ะ” จางซื่อหลงถามอย่างอดไม่ได้



       “ไม่ใช่แค่ที่นี่หรอกขอรับ แม้แต่เมืองหูเป่ยกับเมืองกั้วก็มีขนาดเท่านี้เช่นเดียวกัน ที่สำนักลมปราณมีขนาดเล็กก็เพื่อขายของเล็กน้อยกับรับภารกิจจากผู้คนในพื้นที่ แล้วมอบให้กับผู้เล่นที่สนใจทำภารกิจเท่านั้นขอรับ” อาแปะจิ๋นหลางอธิบาย



       “อืม.. อย่างนี้เองรึ” จางซื่อหลงเริ่มจะเข้าใจ เขาหันไปยังทิศทางที่หลวงจีนเดินจากไปแล้วถาม “ข้าได้ยินท่านพูดเกี่ยวกับภารกิจกับไต้ซือ มิทราบว่ามันเป็นภารกิจอะไร? ท่านพอจะบอกให้ข้าฟังได้หรือไม่?”



       จิ๋นหลางครุ่นคิดก่อนพูดขึ้น “ถ้าท่านต้องการจะทำภารกิจนี้ ข้าน้อยสามารถอธิบายให้ท่านฟังได้นะขอรับ”



       “แล้วข้าจะได้อะไรจากการทำภารกิจล่ะ” จางซื่อหลงถามอย่างสนอกสนใจ



       “ทุกภารกิจล้วนแล้วแต่มีค่าตอบแทน ประเดี๋ยวขอเชิญท่านไปทางด้านในก่อนขอรับ” อาแปะจิ๋นหลางยังไม่พูดสิ่งใดมากเกี่ยวกับภารกิจ แต่เขากับเชื้อเชิญจางซื่อหลงและผู้ติดตามเข้าไปยังสำนักด้วยความนอบน้อม



       ในขณะที่กำลังเข้าไปในสำนัก จางซื่อหลงครุ่นคิด ‘หวังว่าของตอบแทนคงจะคุ้มค่านะ ก็เป็นถึงเสาหลักของยุทธภพนี่หน่า’ เขาดูหนังจีนเกี่ยวกับวัดเส้าหลินมาไม่ใช่น้อยตอนอยู่ที่โลกภายนอก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

417 ความคิดเห็น