คัดลอกลิงก์เเล้ว

[ONE-SHOT?] POUR UP [MAMAMOO][WHEEBYUL]

โดย PAloykyrstal

"กูไม่เคยจีบใครซิลกิ" “กูว่ามึงไม่จำเป็นต้องจีบเลยด้วยซ้ำ แค่ทำเป็นสนใจเดี๋ยวเด็กนั่นก็วิ่งเข้าหาเองแหละ” . . . “จะลองดู”

ยอดวิวรวม

783

ยอดวิวเดือนนี้

9

ยอดวิวรวม


783

ความคิดเห็น


7

คนติดตาม


23
จำนวนโหวต : ยังไม่มีคนโหวต
เรื่องสั้น
อัปเดตล่าสุด :  26 ต.ค. 60 / 00:13 น.
[ONE-SHOT?] POUR UP [MAMAMOO][WHEEBYUL] | Dek-D

ข้อมูลเบื้องต้นของเรื่องนี้



Pour up.

Pour up..

Pour up…

 

To fulfill my loneliness.




คืนนี้ก็เหมือนทุกคืน

 

หวีดจนสุดก่อนจะจบลงด้วยความว่างเปล่า

เนื้อเรื่อง อัปเดต 26 ต.ค. 60 / 00:13




[ONE-SHOT][MAMAMOO] POUR UP [WHEEBYUL]





 

 



          “บยอลอีกแก้วไหม”

 

          “เออ”

 

          แก้วเหล้าออนเดอะร็อคสไลด์มาตรงข้อมือของคนที่กำลังหลงระเริงไปกับเสียงเพลงฮิพพ็อบในยามราตรีราวกลับมวลแมลงที่กำลังพากันบินเข้าแสงไฟ ก่อนที่เจ้าของแก้วจะค่อยๆยกน้ำอำพันกระดกรวดเดียวจนหมดราวกับว่าตนเองเพิ่งจะดื่มมันเข้าไปเป็นแก้วแรก ทั้งๆที่ตนดื่มเข้าไปจนนับไม่ถ้วนแล้ว

 



          ใครๆก็รู้ว่ามุนบยอลอีน่ะคอแข็งมากแค่ไหน

 



          มือขวาของมุนบยอลเอื้อมไปโอบรอบเอวสาวอเมริกันอย่างคุ้นเคย มือซ้ายที่ยังคงว่างอยู่ล้วงไปหยิบบุหรี่ไฟฟ้าในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาสูดเข้าไปจนเต็มปอดราวกับคนไข้ที่กำลังต้องการเครื่องช่วยหายใจ ร่างสูงประกบจูบเข้ากับสาวสะโพกใหญ่ข้างๆอย่างร้อนแรงพรางพ่นควันใส่อีกฝ่ายราวกับจะหลอมละลายกันและกันไปด้วยไฟราคะ

 

 


          เธอน่ะชอบจูบตอนเมาๆที่สุด

 

          ยิ่งจูบพร้อมควันบุหรี่..

 

          มันยิ่งถึงใจ

 

 



          ชีวิตเดินมาถึงจุดนี้ตั้งแต่ตอนไหน เมื่อไหร่ ร่างสูงไม่อาจจะหยั่งรู้ได้ รู้เพียงวันแต่ละวันหมดไปกับการตื่นนอนตอนบ่ายสาม ลุกขึ้นมาทำเพลง ก่อนจะออกมาเปิดแผ่นที่ผับชั้นนำในแอลเอทุกค่ำคืนคู่กับซึลกิเพื่อนชาวเกาหลีคนเดียวที่ตัวเองมีอยู่ที่นี่

 

 



          เล่นยา อัดบุหรี่ เมาปลิ้น

 

 

          มุนบยอลกับคังซิลกิน่ะทำมันจนเป็นเรื่องประจำวันอยู่แล้ว

 

 

 


          หลังจากเข้าบำบัดยาอยู่หลายครั้งตามคำสั่งของที่บ้าน ร่างสูงก็พอจะเลิกเล่นมันไปได้บ้างแต่บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะกลับไปใช้อยู่เหมือนกัน ใครๆก็รู้ว่ามันเรื่องประจำของพวกเรา พ่อแม่ด่าจนเลิกด่าไปแล้วเพราะเธอกับเพื่อนสามารถถูๆไถๆจนไฮสคูลตามที่ที่บ้านขอร้องมาได้ ก่อนจะไม่เรียนต่อมหาลัยเพื่อออกมาทำเพลงเปิดแผ่นตอนกลางคืนตามความฝันที่ตัวเองวาดเอาไว้

 


 

          “Put your hands in the air!

 

 


          เสียงหวีดของอิเล็กทรอนิกดังขึ้นพร้อมกับชายหญิงที่ยกมือขึ้นโดยพร้อมเพรียงแล้วเต้นไปตามเสียงเพลงเหล่านั้นอย่างบ้าคลั่ง ดีเจสาวยิ้มให้กับมันอย่างล่องลอยเพราะฤทธิ์กัญชาที่เพิ่งเทคเข้าไปทำให้เธอมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

 

 

 

          คืนนี้ก็เหมือนทุกคืน

 

          หวีดจนสุดก่อนจะจบลงด้วยความว่างเปล่า

 

 

 

          เวลาบ่ายสามโมงเย็น ร่างกายล้าๆในสภาพแทบดูไม่ได้ของมุนบยอลอีตื่นขึ้นมาเปลือยเปล่าพร้อมกับใครสักคนที่ตนพากลับมาบ้าน ก่อนจะบอกลาเช่นทุกวันราวกับภาพซ้ำที่ไม่มีวันจบสิ้น

 

 

          “กิ มึงมิกซ์ซาวน์เพลงใหม่ที่กูแต่งรึยัง”

 

          “ยัง รอมึงมาหาคอรัสให้อยู่นี่ไง เด็กร้านกาแฟนั่น”

 

          “มันไม่ทำกูถามแล้ว”

 

          “เรื่องมากชิบหาย ถ้าไม่ติดว่าเสียงดีแถมเป็นคนเกาหลีเหมือนกันกูจะไม่ง้อเลย มึงทำอะไรสักอย่างสิ พามันขึ้นเตียงไปเลยก็ได้จะได้จบๆ”

 

 

          ซึลกิเร่งรัดเพื่อนสนิทตนเองเพราะนี่เป็นโปรเจ็คแรกที่ทั้งสองตั้งใจจะทำเพลงเป็นภาษาเกาหลีเพื่อส่งไปออดิชั่นที่บ้านเกิดตัวเอง แต่มันกลับติดอยู่ตรงที่ทั้งคู่ดันกำลังปิ๊งเสียงร้องขั้นเทพของนักเรียนไฮสคูลชาวเกาหลีใต้ที่มาทำงานพิเศษร้านกาแฟที่มุนบยอลเป็นลูกค้าประจำอยู่

 

 

          “ไม่ทำเองล่ะ”

 

          ร่างสูงถามเพื่อนสนิทออกมาอย่างหัวเสียเพราะอีกฝ่ายยกหน้าที่โน้มน้าวเด็กคนนั้นให้เธอเป็นคนจัดการ

 

          “กูหาทีมซาวน์เอ็นจีเนียร์แล้ว นี่ตามึง หน้าตามึงดีขนาดนี้ไม่ยากหรอก ไอ้เด็กนั่นติ๋มจะตายดูท่าไม่เคยมีแฟนชัวร์”

 

          “กูไม่เคยจีบใคร”

 

          “กูว่ามึงไม่จำเป็นต้องจีบเลยด้วยซ้ำ แค่ทำเป็นสนใจเดี๋ยวเด็กนั่นก็วิ่งเข้าหาเองแหละ”

 

          “หาคนอื่น เสียเวลา”

 

          มุนบยอลพูดพร้อมกับกำลังจะวางสาย แต่เพื่อนสนิทก็รีบแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

          “ไม่เอานะบยอล มึงก็รู้ว่าเด็กนั่นเสียงดีมากแค่ไหนเราหาผู้หญิงเสียงหวานๆแถมเป็นคนเกาหลีแท้ๆไม่ได้แล้วนะเว้ย”

 

          มุนบยอลนิ่งไปสักพัก มันก็จริงอย่างที่ซิลกิพูดทุกอย่างว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นร้องเพลงเพราะมากจริงๆ


          .

          .

          .


          “เดี๋ยวจะลองดู”

 

 

 

 

          ราวๆห้าโมงเย็นมุนบยอลก็ขับรถวนไปที่ร้านกาแฟกึ่งๆฟาสฟู้ตที่เด็กผู้หญิงคนนั้นทำงานอยู่แบบที่ทำเป็นประจำทุกวัน เธอจำได้ว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นทำหน้าที่เป็นแคชเชียร์ที่ไดร์ฟทรูเพราะทุกวันมุนบยอลเองก็พอจะจำอีกฝ่ายได้อยู่บ้าง แต่วันนี้กลับกลายเป็นพนักงานผมบลอนด์เสียแทนที่เป็นคนส่งกาแฟมาให้

 

          “วันนี้เด็กเอเชียไม่อยู่เหรอคะ”

 

          “วันนี้เธอทำงานที่เคาท์เตอร์ในร้านค่ะ ให้ฉันตามให้ไหม”

 

          “ไม่ค่ะ”

 

          หลังขับออกมาจากไดร์ฟทรูแล้วร่างสูงก็ชั่งใจอยู่นานว่าตนจะเข้าไปหาอีกฝ่ายข้างในร้านดีหรือไม่ จำได้ว่าคราวก่อนที่เข้าไปถามระหว่างที่เด็กคนนั้นกำลังปั่นจักรยานกลับบ้าน อีกฝ่ายเอาแต่หลบหน้าปฏิเสธกันท่าเดียว ยังไงเข้าไปก็คงไม่ยอมคุยแน่ๆ

 


 

          ปั่นจักรยานกลับบ้าน

 

          จริงด้วย

 


 

          คนเจ้าเล่ห์เหยียดยิ้มออกมาที่มุมปากนิดๆก่อนจะวนรถเข้าไปจอดในร้านอีกครั้งพร้อมเดินมุ่งหน้าไปที่ๆทิ้งขยะของร้าน เธอจำได้ว่าเด็กเกาหลีจอดจักรยานของเธอเอาไว้ในกรงนั่น ก่อนจะบรรจงหยิบมีดเล็กๆที่ตัวเองพกมาด้วยเจาะไปที่ยางรถจักรยานของอีกฝ่าย

 

 

          หึ..

 

 

          เมื่อจัดการไปตามแผนการของตัวเองเรียบร้อยก็เหลือแค่รอเวลาให้อีกฝ่ายเลิกงานเท่านั้น นี่ก็ใกล้หกโมงแล้วเธอจำได้ว่าอีกฝ่ายน่าจะเลิกงานเวลาประมาณนี้ ไม่ทันที่ร่างสูงจะคิดอะไรจบคนตัวเล็กในสภาพเหนื่อยล้าก็เดินคอตกเข้าไปเปิดประตูรั้วเหล็กก่อนจะพยายามขับจักรยานที่ล้อยางแบนสนิท

 

 

          “รถเป็นอะไรเนี่ย!

 

 

          เด็กหญิงบ่นออกมาอย่างหัวเสียพลางลงจากรถมาจูงจักรยานแทน ในสถานการณ์แบบนี้เธอจะโทรให้ใครมาช่วยได้นอกเสียจากต้องลากรถจักรยานจากร้านกลับไปที่บ้านราวๆสามกิโล แล้วพรุ่งนี้เช้าถึงค่อยเอาไปซ่อมยางที่ร้าน

 

 

          เป็นไปตามแผน...

 

 

          ร่างเล็กเข็นจักรยานออกไปแล้ว มุนบยอลรอให้อีกฝ่ายเข็นไปได้สักพักเพื่อไม่ให้ดูจงใจมากจนเกินไป จากนั้นร่างสูงก็รีบสตาร์ทรถเพื่อขับรถตามไปเรียบเคียงอีกฝ่าย

 

          “ขอโทษนะคะ รถเป็นอะไรเหรอ”

 

          “อะ..เอ่อ” ดูเหมือนเด็กนั่นจะตกใจที่อยู่ๆเธอถามอีกฝ่ายไปแบบนี้ อีกฝ่ายดูขี้อายมากก่อนจะค่อยๆตอบคำถามออกมาเสียงแผ่วเบาด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่ค่อยจะแข็งแรงนัก ”รถฉันยางแบนค่ะ”

 

          “เหรอ เอาขึ้นหลังกระบะฉันสิเดี๋ยวฉันไปส่งที่บ้านให้”

 

          เราสบตากันอยู่พักนึงก่อนที่เด็กสาวตัวเล็กสูงราวๆร้อยห้าสิบกว่าๆจะพยายามยกรถจักรยานของตัวเองขึ้นมาที่ท้ายกระบะรถของเธอ แต่ดูเหมือนความสูงของเด็กสาวกับความสูงของรถจะไม่เป็นใจเอาเสียเลยเพราะไม่ว่าจะยังไงอีกฝ่ายก็ยกจักรยานขึ้นไม่ได้สักที

 

          “เอาขึ้นได้ไหม”

 

          “ได้ค่ะ”

 

          การกระทำของอีกฝ่ายช่างสวนทางกับคำพูดโดยสิ้นเชิง มุนบยอลหงุดหงิดนิดหน่อยที่ต้องมาทำอะไรไร้สาระแบบนี้ ร่างสูงเปิดประตูรถลงไปก่อนจะแย่งจักรยานนั่นมาแล้วยกขึ้นใส่หลังรถกระบะอย่างหน้าตาเฉย

 

          ”ขอบคุณมากนะคะ ฉันเวนดี้ค่ะ”

 

          เด็กสาวพูดด้วยภาษาอังกฤษที่ไม่แข็งแรงมากนักก่อนจะเอื้อมมือมาจับทักทายฉันอย่างมีมารยาท

 

          “ฉันบยอลอี”

 

          “ชื่อคุณเหมือนคนเกาหลีเลยค่ะ”

 

          โง่หรือควายกันแน่วะเด็กนี่  ก็เกาหลีน่ะสิ..

 

          “ฉันเป็นคนเกาหลี”

 

          ฉันพูดภาษาเกาหลีกับอีกฝ่ายเป็นครั้งแรกด้วยน้ำเสียงเอือมๆ ทำไมความรู้สึกของอีกฝ่ายมันถึงได้ช้าขนาดนี้ก็ไม่รู้

 

          “คุณเป็นคนเกาหลี!

 

          ดูเหมือนเด็กสาวจะดีใจมากที่รู้ว่าร่างสูงเป็นคนเกาหลีถึงได้ก้มหัวให้กันอยู่หลายครั้ง มุนบยอลเองก็ไม่ค่อยรู้วัฒนธรรมบ้านเกิดตัวเองมากนักเพราะมาเกิดและโตที่อเมริกา

 

          “ไม่ต้องก้ม ขึ้นรถมาได้แล้ว”

 

 

          ระหว่างที่ขึ้นมาบนรถ เด็กสาวที่ดูเงียบๆติ๋มๆในตอนต้นกลับชวนร่างสูงคุยมาตลอดทางราวกับว่าเป็นคนละคนกับที่เธอเคยถามเรื่องเพลงเมื่อครั้งก่อนเลย

 

          “พี่มาอยู่ที่นี่นานรึยังคะ”

 

          “ตั้งแต่เด็กน่ะ”

 

          “ว้าว เก่งจังเลยค่ะที่ยังพูดภาษาเกาหลีได้ด้วย ฉันเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ปีที่สองเองค่ะ”

 

          “อายุเท่าไหร่”

 

          ฉันถามส่งๆไปเพราะตัวเองไม่อยากจะสุงสิงอะไรกับเด็กนี่มากนัก สงสัยคงเพราะไม่ค่อยได้เจอคนเอเชียหรือวัฒนธรรมของตะวันตกจะครอบงำให้ฉันกลายเป็นรู้สึกแปลกๆกับคนเอเชียไปเสียแล้ว

 

          “จะสิบแปดแล้วค่ะ เรียนไฮสคูลปีสุดท้ายแล้ว ดีใจจังที่ได้เจอพี่ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ฉันยังไม่เคยเจอคนเกาหลีเลยสักคน เห็นผ่านๆบ้างแต่ก็ไม่ได้คุยอะไรจริงๆจังๆ”

 

          “อืม”

 

          ร่างสูงรับสั้นๆอย่างไม่รู้จะพูดอะไร เด็กผู้หญิงคนนี้ทำให้เธอประหลาดใจเพราะตนไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะเข้าถึงง่ายขนาดนี้ทั้งที่ก่อนหน้าเธอพยายามจะชวนคุยแต่อีกคนก็เดินหนีทุกที

 

          “บ้านเธออยู่ไหน”

 

          “ถนนข้างหน้าเลี้ยวขวา บ้านฉันอยู่ใกล้ๆเซเว่นตรงวงเวียนค่ะ พี่อายุเท่าไหร่เหรอคะ”

 

          “ยี่สิบสาม เธอมีชื่อเกาหลีไหม”

 

          “ฉันชื่อจองฮวีนอินค่ะ ฉันขอเรียกพี่ว่าพี่บยอลได้ไหม”

 

          ฉันหันไปมองหน้าอีกฝ่ายเล็กน้อยเพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่นอกจากซึลกิกับพ่อแม่แล้วแทบจะไม่มีใครเรียกชื่อเกาหลีของฉันเลย

          .

          .

          .

 

          “เอาสิ”

 






 

 

          สามเดือนผ่านไป……

 

 






 

          “พี่บยอลจะมาหาเค้าที่ร้านไหมคะ”

 

          เด็กหญิงร่างเล็กที่เพิ่งจบไฮสคูลในสภาพเปลือยเปล่ากระชับอ้อมกอดรุ่นพี่ให้แน่นขึ้น ใบหน้าใสฉีกยิ้มกว้างจนลักยิ้มที่ประดับอยู่บนแก้มขวาบุ๋มลงไปพลางซุกหน้าลงกับอกของคนที่ตนใช้คำว่า “แฟน” มาได้เดือนกว่าอย่างรักใคร่

 

          “ไม่ล่ะ วันนี้ต้องเปิดแผ่น”

 

          “พี่ไม่มาหาเค้าหลายอาทิตย์แล้วนะคะ ทีก่อนจะขอเป็นแฟนมาหาเกือบทุกวัน ใช่สิ!

 

          ร่างเล็กสะบัดหน้าไปอีกทางพร้อมคลายอ้อมกอดที่มีให้คนโตกว่าลง มุนบยอลเสตามองอีกฝ่ายเล็กน้อยก่อนจะลุกขึ้นจากที่นอนเดินตรงเข้าห้องน้ำไปน่าตาเฉย

 

          “พี่บยอล เค้างอนพี่อยู่นะ” ฮวีอินตะโกนไล่หลังจนอีกฝ่ายหยุดชะงักก่อนจะหันหน้ากลับมาคุยกับแฟนสาว

 

          “อะไรนักหนาพี่จะอาบน้ำนัดซิลกิไว้บ่ายสอง น่ารำคาญ”

 

          “ทำไมพี่ไม่ง้อเค้าเลยอ่ะ”

 

          ขอบตาของคนตัวเล็กเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาเสียดื้อๆ หลังจากวันนี้ที่มุนบยอลช่วยเหลือเธอเรื่องจักรยาน อีกฝ่ายก็รับอาสาเอามันไปซ่อมให้พร้อมนำกลับมาส่งคืนในสภาพดีเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยมีใครใจดีกับเธอแบบนี้มาก่อนตั้งแต่ย้ายมาอยู่ต่างบ้าน พี่สาวคนนี้ทำให้ลูกนกพลัดถิ่นอย่างจองฮวีอินรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้อีกฝ่ายจะเป็นคนเงียบๆแต่ก็ช่างเอาอกเอาใจและเป็นห่วงเธอเสมอ แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น

 

          เมื่อเดือนก่อนหลังจากทำความรู้จักกันมาได้เกือบสองเดือน รุ่นพี่ก็มาหาร่างเล็กที่ร้านเกือบทุกวันพร้อมทั้งไปรับ-ส่งเธอที่โรงเรียนอีกด้วย เราคุยแลกเปลี่ยนเรื่องที่สนใจจนฮวีอินเพิ่งมารู้ว่ามุนบยอลคือคนที่พยายามขอให้เธอไปช่วยร้องเพลงอยู่หลายครั้ง แต่ตอนนั้นจองฮวีอินไม่มั่นใจในความสามารถของตนเองและขี้อายเกินกว่าที่จะร่วมงานกับคนอื่นจึงปฏิเสธไป จนเมื่อเดือนก่อนหลังจากที่ตกลงคบกัน แฟนสาวกับเพื่อนก็ขอร้องให้ฮวีอินลองไปช่วยคอรัสเพลงที่จะออดิชั่นให้ดู ซึ่งร่างเล็กก็ไม่ขัดอะไรอยู่แล้ว

 

          “พี่ไม่รักเค้าแล้วหรอคะ”

 

          น้ำใสๆที่ปริ่มอยู่ขอบดวงตาหยดแหมะลงบนหมอนอย่างน่าสงสาร ความเศร้า ความว้าเหว่ บวกกับอะไรหลายๆอย่างทำให้จองฮวีอินหลงรักพี่มุนบยอลอย่างไม่อาจจะถอนตัว แค่สายตาเย็นชา ท่าทีเฉยเมยก็ทำให้คนที่เพิ่งเคยมีความรักครั้งแรกอย่างเธอแหลกสลายจนไม่มีชิ้นดีได้แล้ว

 

          “วันนี้ไม่กลับนะ ไม่ต้องรอ”

 

          หลังจากอาบน้ำเสร็จ มุนบยอลก็หยิบเสื้อโค้ชที่แขวนไว้หน้าประตูขึ้นมาสวมลวกๆโดนไม่สนใจแฟนสาวที่นั่งแก้ผ้าร้องไห้อยู่บนเตียงเลยสักนิด ก่อนจะเดินไปหยิบกุญแจรถแล้วเดินออกจากห้องของตัวเองไปทันที


 



 

          จองฮวีอิน

      

          ก็แกมันงี่เง่าไปเองไง

 

          พี่บยอลรักแกจะตาย

 

          พี่เค้าแค่อารมณ์ไม่ดีที่แกงอแง ทำไมไม่จำสักทีว่าอย่าดื้อกับพี่บยอล

 

          ทำไมวะ

 

          ทำไมการไม่มีเค้าแล้วมันเหมือนจะตายแบบนี้ก็ไม่รู้

 

 

 


 

          ตุบ

 

 

          “เป็นไรวะ อารมณ์เสียไรมา”

 

          ซิลกิกันมองเพื่อนสาวที่โยนกุญแจรถลงกลางโต๊ะทำงานอย่างแรงก่อนจะทิ้งตัวลงถอนหายใจที่โซฟา

 

          “ทะเลาะกับเมียมาเหรอ” ซิลกิพูดออกมายิ้มๆ

 

          “เมื่อไหร่เพลงมึงจะเสร็จ กูชักจะหมดความอดทนแล้ว”

 

          “ใจเย็นๆสิวะ เด็กมันไปทำอะไรให้มึงโกธรขนาดนี้”

 

          มุนบยอลจ้องหน้าเพื่อนสนิทเขม็งก่อนจะผลุบหน้าลงถอนหายใจออกมาอีกครั้ง

 

          “กูไม่ชอบเด็ก ไม่ชอบผูกมัด กูทำอะไรไม่ได้”

 

          “ฮ่าๆๆๆๆ” ซิลกิระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่นก่อนจะลุกไปนั่งที่โซฟาฝั่งเดียวกับเพื่อนสนิทและกอดคอราวกับจะล้อเลียน “ที่มึงหงุดหงิดเพราะไม่ได้ฟันสาวหลังผับปิดใช่ไหม กูว่าเด็กมันไม่ผิดหรอก”

 

          “เออ พอใจมึงยัง ทำไมต้องให้กูเป็นคนทำงานนี้ด้วยวะบอกให้เอาคนอื่นก็ไม่เชื่อ”

 

          “มึงก็เห็นว่าเมียมึงความสามารถดีแค่ไหน เด็กอะไรร้องเพลงไม่เพี้ยนสักท่อน ดีไซน์ไลน์เสียงก็เก่ง เอ้อมีลักยิ้มด้วย ได้ยินว่าไอ้เจคอปอยากได้เมียมึงมานานแล้ว กูยังเคยคิดอยากเคลมมันต่อจากมึงเลย”

 

          “ทะลึ่ง นั่นเด็กไฮสคูล”

 

          ร่างสูงผลักไหล่เพื่อนรักอย่างแรงไปหนึ่งที

 

          “โอ้ยเจ็บโว้ยผลักมาได้ หวงเมียรึไง”

 

          “ปัญญาอ่อน กูแค่จะบอกว่าแม่งจืดชืดจะตาย ทำไมอยากได้กันนัก” เธอพูดก่อนจะยกแก้วกาแฟมาดูดอย่างเฉยเมย

 

          “จืดยังไงไหนเล่า กูอยากรู้ลีลามันเป็นยังไง เห็นน่ารักใสๆ”

 

          “ไม่มีไร ก็เด็ก นมเล็ก”

 

          “ไอ้เลวบยอล หลอกเอาเค้าฟรีๆแล้วยังเอามาวิจารณ์อีก เหี้ยชิบหาย”

 

          ซิลกิพูดออกมาระคนเสียงหัวเราะร่วนก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากห้องซ้อมเพื่อไปเข้าห้องน้ำ ถ้าไม่ติดที่มีใครอีกคนกำลังยืนมองพวกเธอสองคนผ่านกระจกจากทางด้านหน้าประตูด้วยสีหน้าที่ไม่อาจจะคาดดาได้

 


 

          Holy shit...

 

          ไอ้บยอลมึงตายแน่

 


 

          “ฮวีอิน” มุนบยอลพูดออกมาราวกับคนละเมอ คนตัวเล็กที่ตั้งใจมาขอโทษแฟนสาวเรื่องเมื่อเช้าพร้อมกับแมคกิอาโตของโปรดอีกฝ่ายที่ตนตั้งใจชงเองกับมือยืนค้างเติ่งราวกับฟองอากาศที่กำลังรอวันจะแตกสลาย

 

 



          เธอไปยินทุกอย่างที่มุนบยอลอีพูด

 

          คำดูแคลน หยาบโลน

 

          ที่มันแสดงให้เห็นว่าเค้ารังเกียจเธอมากแค่ไหน

 



 

          “เธอมาที่นี่ได้ยังไง”

 

          ซิลกิเดินออกไปแล้ว ร่างสูงได้แต่พยายามปั้นหน้าไม่ให้เจื่อนที่สุดเมื่อสบตากับอีกฝ่ายที่กำลังมองตรงมายังเธอ เด็กผู้หญิงคนนั้นส่งแววตาเจ็บปวดมาให้อย่างปิดไม่มิด มือเล็กๆที่ชอบโอบกอดเธอก่อนจะนอนสั่นเทิ้มราวกับคนกำลังจะเป็นลมล้มพับไปตรงหน้า

 

          ยิ้ม

 

          รอยยิ้มที่น่าเกลียดที่สุดในโลกแย้มของมาจากใบหน้าขาวๆของจองฮวีอินที่ตอนนี้สุดแสนจะเศร้าสร้อย เธอค่อยๆก้าวเท้าเข้ามาใกล้มุนบยอลที่เหมือนถูกสาปให้แข็งเป็นหินช้าๆ ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปโอบกอดอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนเหมือนที่เคยทำมาตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา

 

 

          “พี่บยอลเค้าทำให้พี่ลำบากใจตลอดสามเดินที่ผ่านมา”

 

          .

          .

          .

          .

 

          “เค้าขอโทษนะพี่”

 

 

 

 

          ฮวีอินเดินจากไปแล้ว

 

          ไม่มีน้ำตาจากอีกฝ่ายไหลออกมาให้เธอเห็นสักหยด

 

          มีเพียงรอยยิ้มสุดท้ายที่เหมือนจะกระชากความสุขของโลกใบนี้ให้หายไปตลอดกาล

 

          หายไปจากใจของมุน บยอลอี

 

          หายไปพร้อมกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ชื่อว่า

 

 

          จอง ฮวีอิน

 

 

----------------------------------------------------------------


 

 

 

 

 

 

ผลงานเรื่องอื่นๆ ของ PAloykyrstal จากทั้งหมด 4 บทความ

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

บทวิจารณ์

ยังไม่มีบทวิจารณ์ของเรื่องนี้

คำนิยม Top

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

คำนิยมล่าสุด

ยังไม่มีคำนิยมของเรื่องนี้

7 ความคิดเห็น

  1. #7 Mabel
    วันที่ 14 กันยายน 2562 / 21:11

    แงงง ชอบมากเลยค่ะฮือจาจบแบบนี้จิง-อคะใจค้าวแงง เปนกำลังใจให้นะคะพล้อตดีมักๆ

    #7
    0
  2. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 / 23:01

    อ้าวเฮ้ยๆๆๆๆ จะมาจบแบบนี้ไม่ได้นะ ขอภาคต่อให้อิพี่มันไปง้อน้องหน่อยสิ ????????????????

    #6
    0
  3. #5 darinn
    วันที่ 27 มกราคม 2561 / 11:54
    เฮ้ยยยย จบงี้จริงหรอคะ เจ่บปวดอะ แง ฮื้อ จิงดิ

    ยังไงก็ขอบคุณไรท์เตอร์นะคะ ถึงแม้จะเศร้า
    #5
    0
  4. วันที่ 3 พฤศจิกายน 2560 / 18:49
    กลับมาต่ออีกนะคะไม่เทกันน้าาาpls
    #4
    0
  5. วันที่ 30 ตุลาคม 2560 / 19:03
    เฮ้ย! จบแล้วเร้อ มันต้องมีอีกเส่ งื้อ
    #3
    0
  6. #2 ¥
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 00:15
    ฮือออออ บยอลลลนิสัยไม่ดีๆๆๆๆ
    #2
    0
  7. วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 23:51
    บยอลอ่านิสัยไม่ดีเลย ปล่อยน้องไปได้ไง T__T
    #1
    0