Goddard ก๊อดดาร์ท

ตอนที่ 2 : จีซัส แคสเซียส

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    24 ก.ค. 62

ตอนที่1

"จีซัส แคสเซียส"

           “เมื่อคืน เวลาสองทุ่มได้เกิดเหตุระเบิดกลางเมืองไรเดอร์ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยสืบสวนพิเศษได้สรุปจำนวนผู้เสียชีวิต มีทั้งหมด 11 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 23 ราย โชคดีที่เมื่อวานนี้ได้มีการเฉลิมฉลองงานวันเกิด จีซัส แคสเซียส ผู้ที่เปรียบเสมือนฮีโร่ของพวกเรา ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่จึงเดินทางไปร่วมงานกัน ทำให้มีผู้เคราะร้ายเพียง 34 คน และหลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดเมื่อคืนนี้ วันนี้มีรายางานมาว่าเงินทั้งหมดในธนาคารริชแมนได้ถูกขโมยไป เดี๋ยวเรามาฟังผู้กองอีเมอร์สันชี้แจงเกี่ยวกับทั้งสองเหตุการณ์กันค่ะ” นักข่าวสาวสวยผมลอนปะบ่า ผิวขาว หุ่นอ่อนแอ่น แต่ดูทะมัดทะแมงขัดกับรูปร่างหน้าตาที่ดูเป็นคุณหนูบอบบาง ยืนพูดถือไมค์อยู่ด้านหน้าของธนาคารริชแมน “สวัสดีค่ะผู้กองอีเมอร์สัน” เธอทักทายชายหนุ่มผิวขาวสวมเสื้อกล้ามสีดำทับด้วยแจ๊กเก๊ตหนังสีน้ำตาล หุ่นกำยำล้ำสัน ใส่แว่นตากันแดดสีดำ ผมสีดำหวีเสยขึ้นไปดูเนี๊ยบและเท่บาดใจสาว

           “ครับ สวัสดีครับนักข่าวคนสวย” ผู้กองเมอร์สันทักทายเธอ

           “ช่วยเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้พวกเราฟังหน่อยค่ะว่าสองเหตุการณ์นี้มันเกี่ยวข้องกันหรือไม่” นักข่าวสาวยื่นไมค์ให้ผู้กอง

อีเมอร์สัน

           “ขอบคุณครับ” ผู้กองอีเมอร์สันรับไมค์จากนักข่าวสาวแล้วยิ้มให้เธอ “เอ่อ....จริงๆแล้วทั้งสองเหตุการณ์นี้ผมคิดว่ามันน่าจะเกี่ยวข้องกัน ซึ่งผู้ร้ายน่าจะวางระเบิดเพื่อให้ผู้คนสนใจไปตรงจุดที่เกิดระเบิดขึ้น รวมถึงพวกเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย ทำให้ผู้ร้ายสามารถแอบเข้าไปขโมยเงินในธนาคารได้อย่างสบายโดยที่ไม่ต้องกลัวตำรวจหรือใครมาเห็น” ผู้กองอีเมอร์สันพูดจบก็ยื่นไมค์ให้นักข่าวสาว

           “ขอบคุณสำหรับข้อมูลค่ะ” นักข่าวสาวหันไปยิ้มให้ผู้กองเมอร์สัน “แล้วทางตำรวจและหน่วยสืบสวนพิเศษ จะตามจับคนร้ายได้อย่างไรค่ะ มีหลักฐานอะไรที่สามารถเชื่อมไปถึงตัวการได้หรือเปล่า” นักข่าวสาวยืนไมค์ให้ผู้กองอีกครั้ง

           “พวกเราไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลตรงนี้ได้ ขอตัวก่อนนะครับ” ผู้กองเดินออกมาหน้าตาเฉย

           “เอ่อ....จบการรายงานข่าวเพียงเท่านี้ กลับไปที่สถานีต่อค่ะ”

           ปี้บ ภาพนักข่าวสาวแวบหายไป เมื่อชายหนุ่มหน้าหวานตากลมโตสีดำ ผมสีน้ำตาลยาวปะบ่า หุ่นบอบบางคล้ายผู้หญิง นั่งอยู่บนโซฟาสีดำ กดรีโมทปิดทีวีจอแบนขนาด 86 นิ้ว แล้วหันไปต่อว่า ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา ตาคมกริบสีฟ้า หน้าเรียวยาว จมูกโด่งเป็นสัน ผมสีทองดูยุ่งเหยิง คิ้วเข้ม ผิวคล้ำแบบคนเพิ่งไปอาบแดดมา “เหอะ ทำเกินไปหรือป่าว จีซัส เงินในธนาคารนายก็เป็นคนขโมยใช่มั้ย”

           “ใครจะไปรู้ว่ามันจะมีคนไม่ไปงานเลี้ยงวันเกิดของฉันด้วย และเรื่องปล้น หรือขโมย มันก็เป็นงานของเราอยู่แล้วนี่ จริงมั้ยล่ะชาร์ล” จีซัสนั่งควงปากกา บนโซฟาตัวเล็ก ยกขาขึ้นวางบนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้า แล้วเหลียบตาไปมองชาร์ล หนุ่มหน้าหวาน แล้วเขาก็พูดต่อ “แหม๋…ครบรอบวันเกิดจของฉันทั้งที ก็ต้องมีของขวัญหน่อยสิ เงินนี่แหละคือของขวัญที่โคตรจะดีเลย” จีซัสพูดพรางควงปากกาไปด้วย อย่างไม่ใส่ใจคู่สนทนา

           “เฮ่อ นายควรหยุดได้แล้ว เราเลิกเป็นโจรแล้วนะจีซัส ตอนนี้พวกเราเป็นถึงเจ้าของบริษัทค้าอัญมณีที่ใหญ่ที่สุด แถมใครๆก็ยกย่องนายว่าคือฮีโร่ของพวกเขา แต่ดูเบื้องหลังนายสิ ถ้าพวกเขารู้ว่าฮีโร่ของพวกเขาเป็นคนยังไง คงเสียใจแย่”

           จีซัสหยุดควงปากกาแล้วหันมาพูดกับชาร์ลด้วยสีหน้าที่จริงจัง “หึ…ก็คนพวกนี้มันหน้าโง่เองนี่หว่า ฉันยังไม่ได้บอกซักคำว่าสิ่งที่ฉันทำไปเมื่อ 3 ปีก่อน คือการปกป้องพวกมัน จู่ๆก็มายกย่องฉันเอง” จีซัสเริ่มแสยะยิ้ม “แต่ก็ต้องขอบคุณความโง่ของทุกคนที่ทำให้ฉันกลายเป็นศูนย์กลางของพวกมัน แถมไม่ว่าจะทำอะไรก็ดูดี และถูกยกย่องเชิดชูไปซะทุกอย่าง นี่คืออำนาจของฉันสินะ หึหึหึ”

           ชาร์ลถอนหายใจแล้วลุกจากโซฟา มาตบไหล่จีซัสเบาๆ “หวังว่านายจะเป็นคนที่ดีได้ซักวันนะ ฉันไปนอนละ” ชาร์ลเดินขึ้นบันไดบ้านไป จีซัสมองตามชาร์ลแล้วตะโกนตามหลัง “ไว้ฉันจะพิจารณาดูนะ เรื่องการเป็นคนดี กู๊ดไนท์เพื่อนเฮงซวย”

           “เออ ไอ้เพื่อนเฮงซวยกว่า” ชาร์ลตะโกนตอบกลับมาจากด้านบนของบ้าน

.................................

           หนุ่มหล่อชุดสูทสีดำ ใส่แว่นตากันแดดสีชา มาดเท่ ผมเสยขึ้นสีทอง กำลังโบกมือให้ผู้คน ตรงใจกลางเมืองที่ตอนนี้เป็นซากปรักหักพัง รอบๆมีกล้องและสื่อมวลชนมากมาย รวมถึงประชาชนหลายร้อยคนที่มาเพื่อเจอเขา “เมืองไรเดอร์ของเราเป็นเมืองแห่งนักรบมานานหลายร้อยปี บรรพบุรุษของเราต่อสู้เพื่อปกป้องเมืองมาหลายต่อหลายครั้ง จนทุกวันนี้เมืองของเราได้เจริญรุ่งเรือง แต่กลับมีพวกผู้ก่อการร้ายมาทำลาย เมืองอันศิวิไลยซะได้ ผมจีซัส แคสเซียส จะไม่ยอมให้ใครมาทำลายเมืองอันแสนสงบสุขที่ผมรัก”

จีซัสยกมือขึ้นมาทาบหน้าอก “ผมจะพยายามสืบหาตัวการระเบิด และตัวการขโมยเงินของพวกคุณมาลงโทษให้ได้” จีซัสถอดแว่นออก แล้วพูดต่อด้วยท่าทางนิ่งขรึม “ขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บด้วยครับ ผมคงช่วยอะไรได้ไม่มาก นอกจากนำเงินของผมมาช่วยในค่ารักษา และค่าซ่อมแซมบ้านเรือนของพวกท่าน ผมขอบริจาคเงินให้กับทุกท่านที่ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์นี้นะครับ ผมเสียใจอย่างสุดซึ้งจริงๆ”จีซัสก้มหน้าเพื่อไว้อาลัย แล้วเดินจากไป ตามด้วยเสียงเฮ ของประชาชน และเสียงกดชัตเตอรัวๆของเหล่าบรรดาสื่อมวลชน

           “เฮ่ จีซัส แคสเซียส” ชายคนหนึ่งวิ่งมาทางจีซัส

           “อ้าว ผู้กองอีเมอร์สัน มีธุระอะไรครับ” จีซัสระจากประตูรถแนมโบกินีสีดำเงาวับ แล้วหันไปคุยกับผู้กอง

           “แสดงละครเก่งจัง ต้องปรบมือให้เลย” ผู้กองทำท่ากวนประสาทแล้วปรบมือให้จีซัส

           “หึ จะบอกว่าผมอยู่เบื้องหลังงั้นหรอ”

           “หยุดซะ จีซัส นายสมควรจะพอได้แล้ว” ผู้กองเอาหน้าเข้ามาใกล้ๆผม

           “เฮ้ ใจเย็นๆสิพวก” จีซัสดันผู้กองออกไปห่างๆ

           “ทุกๆครั้งแกแค่เอาเงิน ฉันพอจะปล่อยแกไปได้ แต่ครั้งนี้ทำร้ายประชาชนแกทำคนอื่นบาดเจ็บ และตาย ฉันคงยอมไม่ได้” ผู้กองกระชากคอเสื้อจีซัส “อย่าทำให้อาชีพที่ฉันรักต้องแปดเปื้อนเพราะต้องปกปิดเรื่องของแกอีกเลย จีซัส” ผู้กองตะคอกใส่จีซัส

           “เบาๆเสียงหน่อยสิ เดี๋ยวก็มีคนมาได้ยินหรอก” จีซัสยิ้มกวนประสาทผู้กอง “แล้วก็ปล่อยผมด้วยนะครับ มันดูไม่ดีเลยถ้ามีคนมาเห็นผู้กองกระชากคอเสื้อฮีโร่ของพวกเขาแบบนี้” จีซัสมองหน้าผู้กอง ผู้กองค่อยๆปล่อยคอเสื้อเขา

           “จริงๆแล้ว ฉันก็ไม่ได้อยากจะเอาเงินที่ธนาคารนั่นหรอก ฉันแค่จะเข้าไปเอาของบางอย่าง แต่ทำไงได้ เมื่อเห็นเงินเยอะๆอยู่ตรงหน้า เลือดหัวขโมยของฉันมันก็พุ่งพร่าน แล้วฉันก็แค่อยากทดลองระเบิดที่ฉันทำขึ้นมาเองว่ามันจะแรงแค่ไหน” จีซัสพูดพรางจัดเสื้อผ้าที่ยู่ยี่หลังจากโดนผู้กองกระชาก “จริงๆก็ไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าใคร แต่ใครจะไปรู้ว่าจะมีพวกไม่ไปงานของฉันด้วย” 

ผู้กองจ้องจีซัสทำหน้าบึ้งตึง “อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ผู้กอง ต่อไปจะไม่ทำอะไรแบบนี้ในเมืองก็แล้วกัน พอใจมั้ย?” จีซัสตบไหล่ผู้กอง

“เฮ่อ ฉันล่ะเหนื่อยใจกับแกจริงๆ” ผู้กองส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ “โอเค” ผู้กองเดินมาใกล้ๆจีซัสแล้วพูดเบาๆ “แกหามาได้กี่ชิ้นแล้ว” จีซัสตาเบิกกว้าง “นี่..รู้ได้ไงว่าฉันตามหามันอยู่”

ผู้กองเดินมาจับไหล่จีซัส “ฉันรู้อยู่แล้ว ว่าคนอย่างแก จะต้องอยากกลับไปที่นั่นแน่ และในธนาคารนั่นก็มีชิ้นส่วนมันอยู่ใช่มั้ย?” ผู้กองละมือจากไหล่จีซัส “ว่าไง ใกล้ครบรึยัง?”

จีซัสยิ้มให้ผู้กอง “ผู้กองจะกลับไปด้วยงั้นหรอ?”

           “อืม” แววตาของผู้กองดูหน้ากลัว

จีซัสเปิดประตูรถแรมโบกีนี่ขึ้นไปนั่งแล้วเปิดกระจกรถมายิ้มให้ผู้กอง “มันใกล้ครบแล้วหล่ะ อีกไม่นานหรอกผู้กอง!”

…………………

“ท่านครับ ตอนนี้ใครๆก็มองว่าจีซัสเป็นฮีโร่ ทั้งนั้นเลยนะครับ”ชายหนุ่มสวมแว่นตา ผิวขาวจั๊ว มีผมหน้าม้าปกคิ้ว ยืนเทน้ำใส่แก้วให้ชายแก่หนังเหี่ยวย่นดูไร้เรี่ยวแรงแต่ดวงตาเขากลับดูมีพลังและอ่อนโยน “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ปล่อยเขาเถอะ เมื่อ 3 ปีที่แล้วเขาก็ช่วยเมืองเราไว้นี่ จริงมั้ย เดนซัว เด็กพวกนั้นถูกยกย่องว่าเป็นฮีโร่ของเมืองก็ถูกแล้วนี่” เสียงของเขาแหบพล่า

ชายแก่ค่อยๆยกแก้วน้ำขึ้นมากระดก แล้วหันไปมองหน้าเดนซัว “ครับ พวกนั้นช่วยเราไว้ก็จริง แต่ท่านไม่แปลกใจบ้างหรือครับว่าทำไมจีซัสต้องมาช่วยเหลือประชาชน หลายต่อหลายครั้ง ทั้งๆก็ไม่ใช่หน้าที่”

           “เฮ่อ…เดนซัว ตั้งแต่เด็ก จนโตเป็นหนุ่มแล้ว เจ้าก็ยังมีความคิดแง่ลบอยู่ไม่เปลี่ยนเลยนะ” ชายแก่ค่อยๆลุกออกจากเก้าอี้ แล้วเดินไปที่เตียงนอน “ฉันขอนอนพักผ่อนซักหน่อยนะเดนซัว เรื่องที่เจ้าคิดอาจจะไม่ถูกต้องเสมอไปก็ได้ หัดมองโลกในแง่ดี อย่าระแวงคนอื่นมากเกินไปนะเดนซัว”

           “ครับ ท่านพาเนียร์” เดนซัวดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมชายแก่ แล้วเดินออกจากห้อง ปิดประตูอย่างเบาที่สุด

…………….

“คุณเดนซัวครับ ผู้กองอีเมอร์สัน มาครับ” ชายวัยกลางคน เอามือไพร่หลังแล้วยืดอก หลังพูดจบ

“ว่าไงเดนซัว สเวน ไม่เจอกันนานนะ” ผู้กองเดินเข้ามาทักทายเดนซัว

“หึ จู่ๆเดินเข้ามาหน้าตาเฉยเลยนะครับ ช่างไร้มารยาท” เดนซัวพูดด้วยท่าทางนิ่งขรึม

“แหม๋ ปากคอเราะร้ายดีนะไอ้หนู” ผู้กองเดินตรงดิ่งไปที่บันได

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ มาที่นี่ทำไมครับ” เดนซัวดึงแขนผู้กองไว้ ผู้กองหันมามองเดนซัวไล่จากเท้าขึ้นไปถึงหัว “อ๋อ เดี๋ยวนี้เจ้าของบ้านต้องขออนุญาตคนรับใช้ เข้ามาในบ้านตัวเองแล้วหรอเนี่ย” ผู้กองมองหน้า

เดนซัว แล้วชี้ไปทางบันได “ฉันจะมาพบตาแก่” เดนซัวก้มโค้งตัวให้ผู้กอง “ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่คนที่ทำให้ท่านพาเนียร์ไม่สบายใจ หรือเป็นอันตรายต่อท่านพาเนียร์ ผมไม่สามารถปล่อยให้ไปพบท่านได้เด็ดขาด” เดนซัวบีบแขนผู้กองอย่างแรง

ผู้กองผลักเดนซัวกระเด็น “อย่าปากดี” ผู้กองเดินข้ามเดนซัวที่นอนกองอยู่กับพื้น มุ่งไปทางบันได แต่จู่ๆ ขาของผู้กองก็ไม่ขยับ “ไอ้เดนซัว นี่แก!!” ผู้กองตาเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ เมื่อหันไปมองเดนซัว “ผมบอกแล้วว่าจะไม่ให้ตัวอันตรายไปพบท่านพาเนียร์เด็ดขาด” เดนซัวเดินกอดอก วนรอบๆตัวผู้กองด้วยหน้าตาที่นิ่งขรึม “คุณต้องการอะไร บอกกับผม เดี๋ยวจะจัดการให้” เดนซัวหยุดยืนตรงหน้าผู้กอง

 “ฉันจะเข้าห้องสมุดของตาแก่” ผู้กองจ้องเดนซัวตาเขมง “โอเค ตามฉันมา” เดนซัวเดินนำทางผู้กองเข้าไปด้านใน “ไอ้เด็กบ้า ปล่อยฉันก่อนสิวะ” ผู้กองตะโกนตามหลังเดนซัว “อะอ้าว ขอโทษที พอดีผมเพิ่งใช้พลังจิตได้น่ะ” เดนซัวยิ้ม แล้วดีดนิ้วดังป๊อก ร่างของผู้กองก็หลุดจากพันธนาการของเดนซัวทันที ผู้กองเดินตามหลังเดนซัวไป ภายในของบ้านโอ่อ้าหรูหรา ประดับประดาด้วยรูปปั้นหินอ่อนอันงดงามระหว่างทางเดินมีรูปบุคคลต่างๆแปะติดกับผนัง น่าจะเป็นภาพของเหล่าบรรพบุรุษของพาเนียร์ ดูๆแล้วเหมือนกับคฤหาสมากกว่าบ้านเสียอีก

เดนซัวเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องที่มีประตูใหญ่และสูงจนไปถึงเพดาน แค่มองเห็นประตูก็รู้สึกว่าห้องนี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ

“เอ้า ถึงแล้ว หยิบจับอะไรระวังๆด้วยล่ะผู้กอง ทุกอย่างในห้องนี้มีค่ามากนะ” เดนซัวพูดจบก็เดินออกจากห้องไป เสียงปิดประตูดัง ปึ้งงงงง ก้องกังวาน ทำให้ผู้กองรู้สึกขนลุกเลยทีเดียว ภายในห้องมีหนังสือเรียงรายอยู่เต็มห้อง

“ชิ สรุปใครมันเป็นเจ้าของบ้านกันแน่วะ ทำเป็นวางมาด” ผู้กองยืนท้าวสะเอวแล้วส่ายหัวไปมา  

ผู้กองเดินดูรอบๆพรางพูดกับตัวเองไปด้วย “โอ้ มีแต่ของเก่าๆทั้งนั้น แหม๋ตาแก่นี่เก็บของได้ดีจริงๆทุกอย่างแทบจะไม่เสียหายเลยนะเนี่ย” แล้วผู้กองต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นหนังสือเล่มหนาเต๊อะวางอยู่บนศิราสามเหลี่ยม “นี่ไงเจอแล้ว หวังว่าคงใช่นะ” ผู้กองเปิดหนังสือเล่มหนา ตั้งท่าจะอ่าน “ภาษาอะไรวะเนี่ย” ผู้กองเกาหัวแกรกๆ

“เอ๊ะ ไอ้สามเหลี่ยมนี่ มันคืออะไร” ผู้กองยกหนังสือออกแล้วหยิบสามเหลี่ยมขึ้นมาดู ตรงกลางสามเหลี่ยมมีร่องวงกลมอยู่เหมือนกับเคยมีบางอย่างอยู่ในวงกลมนี้ “สามเหลี่ยมนี่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น” ผู้กองหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพมันไว้แล้วเดินออกจากห้องนี้ไป พร้อมหนังสือเล่มหนา

…………………….

0 ความคิดเห็น