Fic RoV : Realm of Love [Yaoi]

ตอนที่ 1 : (Arduin x Thane) -The promise- [I]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,679
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    17 ก.ย. 60

Story : The promise
Type : Fan Fiction,RoV
Pairing : Arduin x Thane
Rate : น 15+

..................................................

- I -


     ท้องฟ้าสีหม่น เมฆหมอกสีคล้ำ ผืนดินนองเลือด  กลิ่นเหม็นเน่าของซากศพ ความเคียดแค้นที่สูญเสียคนเป็นที่รัก นี่คือ'สงคราม' นี่คือสภาพที่แท้จริงของสงครามที่ไม่ได้สวยงามอย่างที่ทุกคนวาดฝันไว้...

     ดวงเนตรสีฟ้าน้ำทะเลจ้องมองท้องนภาที่ไร้ซึ่งชีวิตชีวาอย่างเหม่อลอย ก่อนที่กลุ่มควันสีทมิฬจะค่อยๆลอยขึ้นปกคลุมจนทั่วผืนฟ้าอันกว้างใหญ่ เรียวตาคมมองกลุ่มควันพวกนั้นสักพักพร้อมกระบอกตาบางค่อยๆเคลื่อนตัวปิดลงก่อนดวงหน้าหล่อใต้หมวกเกราะสีแดงเข้มจะก้มลงมาในระดับสายตาตามเดิม พลางกระบอกตาบางไม่วายปลือขึ้นและทอดมองออกไปทิศทางข้างหน้า

     ภาพที่ปรากฏต่อสายตาของเขา...ก็คือภาพของสงครามที่มีแต่ความโหดร้ายทารุณเท่านั้น

     ด้วยพรศักดิ์ศิทธิ์แห่งวีด้า...โปรดมอบความหาญกล้าให้ข้าด้วย

     ชายหนุ่มร่างกำยำเอ่ยในใจพลางยกมือขึ้นทาบอก ก่อนมือทั้งสองจะเลื่อนลงมากำด้ามขวานแน่นพร้อมเสียงทุ้มต่ำร้องคำรามออกมาเสียงดังลั่นซึ่งมันก็เป็นตัวจุดชนวนให้เหล่านักรบวัยเยาว์ทั้งหลายมีกำลังใจในการต่อสู้มากยิ่งขึ้น

     "สู้เพื่อมนุษยชาติ!"นักรบหนุ่มเว้นช่วง พร้อมดวงตาตวัดไปยังเหล่ากองทัพฟอล์เลน"ฆ่ามัน! ฆ่ามันทุกตัวอย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!!!!"

     "โอ้!!!!"

     สิ้นสุดคำสั่ง เสียงกู่ร้องอย่างหึกเหิมของเหล่าบรรดาทหารก็พลันเปล่งลั่นสนามพร้อมไม่วายวิ่งโถมใส่เหล่าฟอล์เลนซึ่งก็ต่างวิ่งใส่กองทัพของพวกเขาอย่างบ้าคลั่งเหมือนกัน

     เคร้ง! ตุบ! อ้าก! กรร! ฉึก!

     เสียงเหล็กกระทบกัน เสียงเนื้อถูกแทง เสียงกระดูกแตกยามถูกบดกระแทก เสียงร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดของทั้งมนุษย์และเหล่าฟอล์เลนยังสลับกันไปมาเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วสนามพร้อมกับฝุ่นละอองที่ตลบอบอวลจนบกบังทัศนคติในการมองเห็นเป็นบางช่วง แต่มันก็มีทั้งผลดีและเสียสำหรับพวกเขาและพวกมันพอๆกันอยู่ล่ะนะ

     นักรบกายสีแดงตวัดเหวี่ยงขวานเล่มยักษ์ฟาดฟันเหล่าฟอล์เลนตัวแล้วตัวเหล่าอย่างบ้าคลั่ง เมื่อจัดการกลุ่มตรงนี้เสร็จอีกกลุ่มก็กรู่กันเข้ามาหมายจะเล่นงานเขา ชายหนุ่มจึงตั้งขวานไว้ด้านหลังก่อนจะออกแรงเหวี่ยงตวัดขึ้นฟาดไปข้างหน้าสุดแรงจนทำให้เกิดคลื่นพลังมหาศาลซัดกระหน่ำเข้าใส่พวกมันจนกระเด็นไปไกลหลายเมตรรวมสิบกว่าร่างได้

     "ล้อมพวกมันไว้! บีบให้พวกมันอยู่เป็นกลุ่ม!"ชายหนุ่มตะโกนพลางใช้เท้ายันหน้าฟอล์เลนตัวหนึ่งไปเสียเต็มแรงจนมันกระอักเลือดสีข้นออกมาคำโต

     ทหารทุกนายส่งเสียงว่ารับทราบ ก่อนที่หน่วยบุกทะลวงจะเบี่ยงตัวหลบให้หน่วยการ์เดี้ยนที่มีโล่กับดาบเป็นอาวุธประจำตัวแทรกออกมาอยู่ด้านหน้าแทนหน่วยบุกทะลวงซึ่งทำหน้าที่ทะลวงเข้าทำลายกำลังหลักของฝ่ายมันไปมากอยู่พอสมควร

     "ตั้งแนวรบ!!"

     "โอ้!!!!"

     หน่วยการ์เดี้ยนร้องรับคำสั่งของผู้เป็นนาย ก่อนที่พวกเขาทั้งหมดจะตั้งเอาโล่ขนาดมหึมาขึ้นกระแทกลงพื้นจนพื้นดินแตกราวเป็นลักษณะรากแก้วพร้อมไม่วายจับดาบขึ้นในท่าเตรียมโจมตีใครก็ตามที่คิดจะบุกพังออกไปนอกวงให้ล้มตายไปเสีย

     "ขยี้มัน!!!"

     สิ้นสุดคำสั่งอันเหี้ยมโหดของนักรบแดง เหล่าการ์เดี้ยนจึงเริ่มยุทธการ'กวาดล้างทันที' โล่ขนาดมหึมาค่อยๆเริ่มเคลื่อนที่เข้าหาเราฟอล์เลนทีละนิดเพื่อดันให้พวกมันถอยเข้าหากันเป็นกลุ่มก้อนของสิ่งมีชีวิต ทุกขณะที่หน่วยการ์เดี้ยนเลื่นขยับเข้าไปใกล้ก็จะได้ยินเสียงร้องอย่างทุกข์ทรมานดังลั่นออกมาจากเหล่าฟอล์เลนไม่ขาดสาย รวมทั้งเสียงกระดูกลั่นและเสียงอัดกระแทกของโล่เหล็กที่พวกมันพยายามที่จะพุ่งเข้าไปทำลายเพื่อเปิดช่องทางหนี แต่ทุกครั้งที่มันตัวใดตัวหนึ่งเข้าไปใกล้จะต้องโดนโล่ยักษ์เหวี่ยงกระแทกใส่หน้าเต็มแรงจนกระเด็นกลับเข้าไปข้างในเหมือนเดิม หรือไม่ก็โดนหอกยาวของหน่วยบุกทะลวงที่ซ่อนตัวอยู่ข้างหลังการ์เดี้ยนโผล่ออกมาแทงใส่จนดับสูญคาที่

     ในสนามรบไม่มีคำว่าปรานีหรืออะไรทั้งนั้น...ที่นี่...มันมีแต่นรก

     ใช้เวลาแค่ครู่เดียว เหล่าฟอล์เลนทั้งหลายก็ถูกบีบอัดจนกลายเป็นก้อนเนื้อโชกเลือดขนาดใหญ่ เบ้าตาถลนออกนอกเบ้า กระดูกสีขาวโพลนหักทิ่มทะลุออกมาจากผิวหนังแห้งกรัง เลือดสีข้นอาบโชกและส่งกลิ่นคาวคละคลุ้งตลบอบอวลไปหมด หน่วยการ์เดี้ยนที่เป็นฝ่ายบีบอัดเนื้อตัวถูกเลือดสีข้นกระเซ็นใส่เป็นด่างดวงอยู่หลายจุด แต่สำหรับพวกเขาแล้วแค่นี้มันจิ๊บๆเมื่อเทียบกับครั้งก่อน

     ชายหนุ่มยืนมองก้อนเนื้อโชกเลือดก้อนนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า ไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้นนอกจากความว่างเปล่า แต่มีอยู่สิ่งเดียวเท่านั้นที่ยังชัดคงเจนและยังกู่ร้องอยู่ในกายของเขาไม่อาบจวบจนเดี๋ยวนี้...

     นั่นคือสัญชาตญาณในการฆ่า...และความเกลียดชังที่มีต่อพวกฟอล์เลนอย่างเหลือร้าย

     แต่ขณะนั้นเอง...

     คลืนนนนนนนน........

     "??!"

     นั่นเสียงอะไร?? นักรบแดงคิดในใจพร้อมหันหน้าไปยังทิศทางของเสียงด้วยความสงสัย เสียงมันเหมือนกับว่ากำลังมีกองทัพขนาดใหญ่กำลังวิ่งตรงมายังพวกเขาอย่างไรอย่างนั้นเลย...กองทัพเรอะ!!

     คิดยังไม่ทันจบดี เสียงนั้นก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนกลายมาเป็นเสียงคล้ายแผ่นดินไหว โดยไม่กี่อึดใจทัพม้าขนาดมหึมาของฟอล์เลนก็ปรากฏกายขึ้นมาให้เหล่าทัพแห่งวีด้าได้ประจักษ์ต่อสายตา เหล่าพลทหารหาญเมื่อต้องมาพบกับภาพเช่นนี้ ความเหนื่อยที่มีมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นจนแข้งขาแทบทรุด

     "ทะทำไม...พวกมันถึงได้มีจำนวนมากมายขนาดนี้"นายทหารคนหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงออกสั่นๆ"เราไม่มีทางชนะแน่!"

     นายทหารคนนั้นตะโกนพร้อมยกสองมือขึ้นกุมขมับด้วยความหวาดกลัวด้วยน้ำตาหนองหน้า สำหรับเขานี่คือครั้งแรกที่ได้ออกศึกร่วมรบกับเหล่าพลทหารแห่งวีด้า เขาใฝ่ฝันมาตลอดว่าจะได้ร่วมรบกับพวกเขาแต่สิ่งที่เจ้าตัวคิดนั้นมันต่างกับภาพที่ตนประสบพบเห็นเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิงราวฟ้ากับเหว! ไม่อยากตาย! เขายังไม่อยากตายตอนนี้!!

     พลั่ก!!!

     จังหวะเดียวกันกับที่นายทหารคนนั้นกำลังก้มหน้าร้องไห้คร่ำครวญด้วยความหวาดกลัว คอเสื้อของเขาก็ถูกฝ่ามือหยาบกระชากสุดแรงก่อนจะตามมาด้วยหมัดหนักๆที่พุ่งเข้าชกใบหน้าของเจ้าตัวเต็มแรงจนนายทหารคนนั้นหน้าหันไปตามแรงอัด โดยมุมปากปรากฏรอยแตกเป็นแผลใหญ่อยู่พอสมควร

     "เลิกงอแงเป็นเด็กสักที!"เสียงทุ้มตวาดใส่ด้วยความขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับที่มือหยาบยังคงกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายไว้ไม่ยอมปล่อย

     "ตะ แต่ว่านายท่าน ถ้าปล่อยไว้แบบนี้พวกเราคง-"

     "ถ้ายังขืนพูดอะไรไม่เข้าหูข้าอีกล่ะก็ ข้าจะกระชากลิ้นเน่าๆนั่นของเจ้าออกเสีย!"

     สิ้นคำตวาดของนักรบแดง นายทหารคงนั้นก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมาอีกเลยนอกจากใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กำลังบ่งบอกถึงความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุดเท่านั้น ซึ่งมันก็รวมถึงพลทหารคนอื่นๆด้วยที่มีความรู้สึกหวาดหวั่นกับน้ำเสียงของผู้เป็นนาย เมื่อเห็นว่านายทหารคนนี้ยอมหุบปากเงียบชายหนุ่มจึงเริ่มพูดขึ้นมาอีกครา

     "ถ้าเจ้าคิดที่จะเข้าร่วมสงคราม เจ้าก็ต้องทำใจให้ได้ว่านับตั้งแต่วินาทีแรกที่เจ้าเสือกเท้าเข้ามาในกองทัพของข้าชีวิตอันแสนสุขสบายที่เจ้าเคยมีก็จะสิ้นสุดลงเพียงแค่นั้นและที่เหลือเจ้าก็จะพบแต่ไฟ เลือด กลิ่นเขม่าดินปืน กองซากศพของทั้งเพื่อนและศัตรู ทหารที่ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างและเอาแต่นั่งร้องไห้หาแม่มันก็ไม่ต่างอะไรกับขยะไร้ค่าในสงคราม!"ชายหนุ่มใต้ชุดเกราะสีแดงเข้มซึ่งอาบโชกไปด้วยเลือดตะโกนพร้อมดวงเนตรสีฟ้าน้ำทะเลวาวโรจน์ขึ้นเรื่อยๆ"ถ้าไม่คิดจะทำอะไร ก็นั่งอยู่เฉยๆปล่อยให้พวกมันกระซวกไส้เจ้าออกมาดึงเล่นก็แล้วกัน!!"

     สิ้นประโยค ฝ่ามือหยาบก็เขวี้ยงร่างของนายทหารลงไปที่พื้นอย่างไม่ใยดี ร่างโปร่งล้มก้นกระแทกพื้นเสียงดังตุบ ใบหน้าอ่อนเยาว์นิ่งงันทั้งๆที่สายธารสีใสยังคงหนองหน้า เหล่าพลทหารคนอื่นๆที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็นึกสงสารนายทหารคนใหม่อย่างสุดซึ้ง ทุกคนก็ต่างรู้จักแม่ทัพของตนเองดีว่ามีนิสัยโหดร้ายขนาดไหน ขนาดราชสีห์ที่ว่าดุนักดุหนายังต้องยอมสยบเลย แล้วจะนับประสาอะไรกับเจ้าเด็กนี่ล่ะ

     ชายหนุ่มร่างกำยำหายใจฟืดฟาดอยู่ชั่วครู่ก่อนก่อนที่เขาจะค่อยๆปรับอารมณ์ให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อปรับเป็นปกติได้แล้ว ร่างสูงใหญ่ก็หมุนตัวกลับไปคว้าเอาขวานเล่มยักษ์กับดาบขึ้นมาถือพลางไม่วายออกคำสั่งอีกครั้งด้วยน้ำเสียงดุดัน

     "พวกเจ้าทุกคนเตรียมตั้งแนวรบ!"เสียงทุ้มต่ำตะโกนก้อง"เราจะไม่ตายกันในวันนี้! วันนี้พวกเราทุกคนจะต้องรอด! พวกเราคือกองทัพนักรบแห่งวีด้าพวกเราคือหน่วยรบที่ไม่มีวันผ่ายและจะไม่มีวันผ่ายเป็นอันขาด ไม่ว่าศึกนั้นจะหนักหนาสักเพียงใดเราก็จะยืนยัดสู้ แม้ว่าร่างเนื้อของเราจะมลายสิ้นแต่จิตวิญญาณของเราทุกคนยังคงอยู่คู่กับพิภพนี้ไม่มีเสื่อมคลาย!!"

     ทุกคำที่ชายหนุ่มพูดออกมานั้นล้วนแล่นเข้าไปกระตุ้นหัวใจของพลทหารทุกนายอย่างน่าประหลาด ความสิ้นหวังที่เกาะกินจิตใจเมื่อครู่ถูกเสียงตะโกนก้องของชายร่างสูงปัดเป่าจนเกลี้ยงเกลา จากลูกแก้วที่เปื้อนดินโคลนสกปรกตอนนี้กลับกลายเป็นลูกแก้วสีใสสว่างไร้ซึ่งมลทิน ไม่เว้นแม้กระทั่งนายทหารหน้าใหม่ที่กำลังนั่งน้ำตาหนองหน้าด้วยเช่นกัน

     "พวกเราคือใคร!!"ชายหนุ่มตะโกนถามพร้อมสองขาเดินไล่แถวมาตามแนวหน้ากระดาน

     "พวกเราคือนักรบแห่งวีด้า!!!!"เหล่าทหารหาญตะโกนตอบ

     เมื่อแน่ใจว่าทุกนายกลับมาหึกเหิมอีกครั้ง ดวงเนตรคมจงปลายลงมาจ้องนายทหารหน้าละอ่อนคนเดิมต่อทันที เด็กหนุ่มสะดุ้งพร้อมพยายามหลบหน้าหลบตา เขาไม่กล้าสบดวงเนตรคู่นั้นเลยสักนิด เขากลัว แต่แทนที่จะโดนด่าต่อฝ่ามือหยาบกลับโยนดาบส่งให้เด็กชายแทนเสียอย่างนั้นจนเจ้าตัวแทบจะถลาเข้าไปรับไว้ไม่ทัน

     "รับไปสิ"จากน้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอย่างรุนแรง แต่บัดนี้มันกลับผ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด"จะยอมตายอยู่ที่นี่หรือจะดิ้นรนให้มีชีวิตอยู่ถึงวันรุ่ง มันก็ขึ้นอยู่กับเจ้าไอ้หนู"เสียงทุ้มกล่าวพร้อมเดินหันหลังกลับไปนำทัพต่อ เด็กนั่งจ้องแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ถาโถมเข้ามาในใจจนไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ฝ่ามือเล็กรีบเลื่อนขึ้นปาดน้ำตาออกลวกๆก่อนสองขายาวจะลุกพรวดเข้าไปประจำตำแหน่งของตนเองทันที

     หึ...

     นักรบแดงยิ้มกระหยิ่มในใจ ก่อนใบหน้าใต้หมวกเกราะสีแดงเข้มจะหันเข้าหาเหล่ากองทัพอีกกองของฟอล์เลนพร้อมกับเสียงร้องคำรามของเขาที่ดังกึกก้องไปทั่วสนามรบ

     "ประชาชนทุกคนจะจดจำชื่อของเราไว้ในฐานะของนักรบผู้เกรียงไกร ไปตลอดชั่วกัลปาวสาน!!!"

     "โอ้!!!!"

..................................................

     "ดื่มฉลองให้กับท่านแม่ทัพกันพวกเรา เอ้าชน!"

     "โอ้!!!!"

     สิ้นประโยค นายทหารทุกนายก็พร้อมใจกันยกแก้วเบียร์ขึ้นชนกันจนน้ำสีอำพันสวยกระเฉาะออกมาจากแก้วเป็นบางส่วนจนหกเลอะพื้นโต๊ะเป็นด่างดวง

     "อะไรของพวกเจ้ากันเนี่ย เลอะเทอะ"ชายหนุ่มร่างสูงว่าพร้อมยกฝ่ามือขึ้นบังหน้าหน่อยๆเผื่อกันหยดเบียร์จะกระเซ็นใส่หน้าตนเสียก่อน

     "ก็แหม เมื่อศึกกับพวกฟอล์เลนคราวก่อนพวกข้าน้อยท้อใจมาก พวกข้าคงตายเป็นผีเฝ้าสนามรบไปนานแล้วถ้าไม่มีท่านช่วยยั้งไว้ก่อน"นายทหารคนหนึ่งเอ่ยพร้อมกุมแก้วเบียร์ไว้ในมือโดยดวงเนตรไม่วายช้อนขึ้นมองคนตัวสูงตอบ

     นักรบแดงถอนหายใจ พร้อมดื่มเบียร์ไปพลาง"มันก็ไม่ใช่เพราะข้าเสมอไปหรอก ส่วนหนึ่งมันก็มาจากใจสู้ของพวกเจ้าเองนั่นแหละ ข้าแค่กระตุ้นเฉยๆ"

     "ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ ท่านนี่ถ่อมตัวจังเลยนะ"

     พูดจบ นายทหารทุกคนก็พากันหัวเราะร่าอย่างมีความสุขโดยที่ชายหนุ่มก็ไม่คิดจะต่อว่าอะไรพวกนั้นเลยแม้แต่นิด กลับกัน คนตัวสูงอยากให้บรรดาลูกน้องของเขาได้พักผ่อนบ้างหลังจากผ่านศึกสมรภูมิมาอย่างยากลำบาก คราวนั้นตัวเขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า'นังปีศาจ'นั่นจะมีวางทัพเสริมไว้อีกกองโดยให้กองหน้าบุกเข้ามารบกับพวกตนก่อนเพื่อทำให้ฝ่ายของเขาหย่อนกำลังลง แต่โชคดีที่ตัวเขามีพรศักดิ์ศิทธิ์แห่งวีด้าคอยคุ้มครองกายอยู่นั่นจึงช่วยทำให้รอดพ้นภัยอันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด

     ดวงเนตรสีฟ้าน้ำทะเลเหม่อมองเงาสะท้อนของตนเองผ่านผิวน้ำสีอำพันนิ่งๆพร้อมสมองก็คิดอะไรไปต่างๆนานา ถ้าเกิดตัวเขาไม่ได้รับการฝึกฝนกับได้รับพรมาจากวีด้าก่อนล่ะก็ ป่านนี้เขาคงได้หัวหลุดออกจากบ่าไปนานแล้วกระมัง...

     ข้ามัน...อ่อนแอรึเปล่านะ?

     ถำถามผุดขึ้นมากลางใจของชายหนุมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย มันเป็นคำถามที่ตัวเขานั้นอยากรู้มากที่สุดเกินกว่าใครๆ จะว่ามันเป็นคำถามระดับชาติเลยก็ว่าได้เพราะมันเป็นคำถามที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจของเขามาตลอดนานกว่าสิบปีแล้วเห็นจะได้

     ซึ่งมันเป็นคำถาม...ที่เป็นต้นเหตุทำให้ตัวเขาต้องนั้นพลัดพลากออกมาจากคนที่เขารักมากที่สุด

     "เฮ้อ ช่างมันเถอะ"ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่ว พร้อมยกแก้วเบียร์ขึ้นกระดกรวดเดียวหมดก่อนสองขาเรียวจะเดินดิ่งออกไปจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์ประจำร้าน หลังจ่ายเสร็จร่างสูงใหญ่ก็พลันหมุนตัวเดินออกไปจากร้านทันทีโดยมีเหล่าบรรดาพลทหารคนสนิทรีบวิ่งตามแผ่นหลังกว้างออกไปอย่างรวดเร็ว

     แต่พอดวงเนตรคมช้อนขึ้นมองทางข้างหน้าเท่านั้นแหละ ใบหน้าคมใต้หมวกเกราะสีแดงเข้มก็พลันเป็นอันต้องนิ่งชะงันไปโดยทันใดเมื่อเจอเข้ากับบุคคลที่เขาไม่นึกว่าจะได้พบอีกในชีวิตนี้...

     "เธน..."

     "อาร์ดูอิน..."

     ทั้งสองต่างเรียกขานชื่อของกันและกันด้วยความตกใจแกมงุนงง จนบรรดาพลทหารของแต่ละฝ่ายต่างก็ทำหน้างงกันเป็นแถบกับการหยุดนิ่งไปเฉยๆของแม่ทัพของพวกตน

     "นี่ท่านรู้จักเขาด้วยหรือขอรับ?"ลูกน้องคนสนิทของนักรบแดงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย

     "อ่า รู้จักกันดีเลยล่ะ"อัศวินหนุ่มเป็นฝ่ายตอบ พร้อมดวงเนตรคู่สีเปลือกไม้โอ๊คตวัดขึ้นจ้องใบหน้าใต้หมวกเกราะของอีกฝ่าย

     'อาร์ดูอิน'ยืนนิ่งชั่วครู่ ก่อนริมฝีปากหยักลึกจะเอ่ยขึ้น"เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"

     "นั่นเป็นคำถามแรกสำหรับคนที่ไม่ได้'พบกัน'มานานร่วมปีอย่างนั้นหรือ?"

     'เธน'สวนกลับทันควันด้วยน้ำเสียงราบเรียบซึ่งเจ้าตัวเน้นตรงคำว่า'พบกัน'เป็นพิเศษ อาร์ดูอินสะอึกในลำคอพร้อมกับที่ก้อนเนื้อใต้แผ่นอกซ้ายเริ่มมีอากาศเจ็บแปล๊บขึ้นมาเสียดื้อๆอย่างไม่มีสาเหตุ เจ็บ...มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน เขารู้ตัวดีว่าเขาผิด ผิดที่ทิ้งอีกฝ่ายมาแบบไม่บอกไม่กล่าว ผิดที่ไม่เคยเห็นอกเห็นใจของอีกฝ่ายว่าเจ้าตัวจะรู้สึกเจ็บปวดมากขนาดไหน

     นักรบแดงปิดเปลือกตาลงเพื่อพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ภายในเอาไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ก่อนที่เปลือกตาบางจะปลือขึ้นจนเผยให้เห็นดวงเนตรคู่สีฟ้าน้ำทะเลแสนงามอีกครั้ง ในเมื่อเชื่อมสานสัมพันธ์เก่าไม่ได้...ก็เริ่มต้นสานสัมพันธ์ขึ้นมาใหม่เสียก็สิ้นเรื่อง เริ่มต้นด้วยประโยคที่เขาใช้พูดกับอีกฝ่ายเป็นประโยคแรก และเป็นประโยคเดียวที่เขาสามารถจำได้ขึ้นใจเลยนั้นก็คือ...

     "ข้าขอท้าสู้กับเจ้า...เธน"

     เสียงทุ้มต่ำประกาศกร้าวขึ้นพร้อมกับเสียงเฮลั่นของเหล่าบรรดาทหารแห่งวีด้ากว่าสิบชีวิตต่างพากันส่งเสียงเชียร์แม่ทัพของตนเองอย่างสุดฤทธิ์ ซึ่งฝั่งคนถูกท้าก็ยืนมองอีกฝ่ายนิ่งด้วยสายตาราบเรียบเชดเช่นขุนเขา ก่อนน้ำเสียงโทนนุ่มจะโต้กลับไปอย่างไม่กลัวเกรง

     "ได้ ข้าขอรับคำท้าของเจ้า อาร์ดูอิน"

     สิ้นคำตอบ พลทหารของฝ่ายเธนก็พลันส่งเสียงกู่ร้องขึ้นมาสนั่นลั่นแผ่นดินบ้างเพื่อไม่ให้น้อยหน้าไปกว่ากองทัพของอาร์ดูอิน ใครมันจะไปยอมน้อยหน้าให้กับพวกทหารจากวีด้ากันเล่า ไม่มีทาง!

     อาร์ดูอินฉีกยิ้มเหยียดเล็กน้อยเมื่อได้รับคำตอบที่ตนต้องการ ก่อนริมฝีปากหยักลึกใต้หมวกเกราะสีแดงเข้มจะปริปากออกอีกครา

     "งั้นบ่ายนี้เรามาเจอกันที่ลานประลองของเมืองเจ้า ตกลงมั้ย?"นักรบแดงเสนอขึ้นพลางดวงเนตรคู่สีฟ้าน้ำทะเลชำเลืองตาขึ้นมองไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของอีกฝ่าย

     เธนยืนพิจารณาข้อเสนอของอีกฝ่ายชั่วครู่ก่อนจะตอบตกลงไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามแบบฉบับ"ตกลงตามนั้น"

     ตอบตกลงอย่างไม่มีลังเล น้ำเสียงและดวงตาหนักแน่นไม่ส่อถึงความหวาดหวั่นเลยแม้แต่นิด ต้องอย่างนี้สิ ผู้ถือครองดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์เอ๋ย...

     "ดี"ชายร่างสูงเอ่ย"อย่าหนีไปไหนก่อนเวลาสู้ซะล่ะ พ่อคนเก่ง"เขาว่า ก่อนสองขายาวจะเดินสวนอัศวินหนุ่มไปอีกทางโดยมีเหล่าบรรดาพลทหารแห่งวีด้าพร้อมใจกันเดินตามหลังผู้เป็นนายไปอย่างเนื่องๆ แต่ขณะที่ร่างสูงเดินสวนกับคนตัวเล็กกว่าไปนั้น เสียงทุ้มนุ่มก็ไม่วายพูดท้าทายสวนกลับไปว่า

     "เจ้าเองก็อย่าเพิ่งหดหัวกลับเข้ากระดองก็แล้วกัน ศิษย์แห่งวีด้า"

     หึ...

     อาร์ดูอินส่งเสียงในลำคอพลางไม่ลืมวาดรอยยิ้มประดับบนใบหน้าเป็นเชิงว่า 'ก็เอาสิ เดี๋ยวเราจะได้เห็นดีกัน' ก่อนร่างสูงกำยำสวมชุดเกราะสีแดงเข้มสภาพเก่าเพราะผ่านสมรภูมิรบมานานจะย่างเท้าห่างออกไปจากกลุ่มของเธนจนหายกลืนไปกับฝูงชนรอบข้างอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกตืนเต้นอย่างถึงที่สุด ที่จะได้ประมือกับวีรบุรุษแห่งอังกฤษคนนั้นอีกครั้ง

     "คอยดูเถอะพ่ออัศวิน"อาร์ดูอินเอ่ยพร้อมหัวเราะ"ข้าจะบดขยี้เจ้าด้วยขวานของข้าให้แหลกคามือไปเลย!"

..................................................
^.To be continued.^
..................................................

โย้! ไรท์เจ้าเก่าเองนะครับ
คู่แรกของฟิคนี้ตอนแรกไรท์คิดไว้ว่าจะเป็นคู่ของแม่วัน แต่ไปๆมาๆ กลายมาเป็นแม่นีซะนี่
โดยตอนนี้จะเป็นคู่ของ พ่ออับดุล x แม่ตานี ครับผม-.,-//โดนพ่อถีบเนื่องจากตั้งชื่อเรียกได้อับปลีมาก
ตอนนี้เป็นแบบตอนยาวครับ ซึ่งอิไรท์ก็ยังไม่ฟันธงว่าจะกี่ตอนจบ เอาเป็นว่ามันขึ้น END ตอนไหน
ตอนนั้นก็จบเลยแล้วกันเนาะ//โดนรีดโดดถีบคนละที
ส่วนตัวอย่างตอนต่อไปนั้นไรท์จะขอไม่สปอยนะครับเดี๋ยวไม่หนุก แต่ที่รู้ๆตอนต่อไปพ่อดุลกับแม่นีได้มีแบทเทิลไฟล์กันแน่นอนจร้า~และขอบคุณที่เข้ามาอ่านผลงานของไรท์นะครับ! รักผู้อ่านทุกท่านนะครับ!
ปล.ขอบคุณสำหรับการติดตามด้วยนะครับ ขอบคุณคร้าบบบ!!
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

189 ความคิดเห็น

  1. #3 K-Kris (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 17 กันยายน 2560 / 15:00
    รอวนไปค่--------
    #3
    0
  2. #2 กระรอกน้อยวิ้ง ๆ (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 กันยายน 2560 / 21:33
    แหม...มันดุและร้ายลึกจริง ๆ คู่นี้
    #2
    0