ข้าเป็นแค่เด็กรับใช้

ตอนที่ 8 : ตอนที่ 6

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 87
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    4 ต.ค. 63

ตอนที่ 6

/หนึ่งพันตำลึง หนึ่งพันตำลึง/ ซูหมี่ชูเงินหนุนไปมาอย่างร่าเริงกลางห้องของตนเอง ทำเอาสองบ่าวสนิทมองความประหลาดของคุณหนูตัวเอง

"พี่เสี่ยวซุ่งชู่ พี่เสี่ยวเนียว ข้ามีความสุข" เสียงหัวเราะเล็กๆ นั้นทำให้บ่าวสาวทั้งสองทำได้เพียงยิ้มๆ ตาม พวกนางไม่รู้ว่าอะไรทำให้คุณหนูมีความสุขมากมาย แต่นางก็ไม่ต้องการคำตอบ ขอแค่คุณหนูมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

"ข้าจะออกไปซื้อของ ไม่ๆ ข้าจะทำยังไงดีน๊า" เสียงบ่นเบา เปลี่ยนอารมณ์จากความมีความสุข เป็นนั่งจับจ้องมองเงินหนึ่งพันตำลึงอย่างเคร่งเครียดเกินเด็ก

"คุณหนู เป็นอะไรไปเจ้าค่ะ" เสี่ยวเนียวก้มลงมาถามคุณหนูที่อยู่ๆ ก็เปลี่ยนอาการสลับขั่ว

"ข้า ข้า กำลังมองอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เงินนี้งอกขึ้นมาเพิ่ม"

"คุณหนูปลูกลงดินไม่ได้นะเจ้าค่ะ" เสี่ยวเนียวพูดติดตลกให้คุณหนูผ่อนคลาย แต่ก็ได้ความเงียบมาแทน

"ข้าขอบังอาจแนะนำคุณหนูได้หรือไม่เจ้าค่ะ" เป็นเสียงของเสี่ยวซุ่งชู่ คนเงียบครึมกล่าวขึ้น

"อืม"

"เรียนคุณหนู หากทำการค้าเป็นเรื่องดี แต่บ่าวคิดว่าคุณหนูควรลงทุนกับสิ่งที่ตนเองสนใจ หรือมีความเชี่ยวชาญเสียก่อน บ่าวคิดว่า คุณหนูควรตั้งใจเรียนจะเป็นการดีกว่าเจ้าค่ะ"

"อืมมมม" นิ้วเล็กๆ จิ้มแก้มนิ่มๆ ของตนเองอย่างใช้ความคิด

"นั้นสิ นั้นสิ ขอบคุณนะพี่เสี่ยวซุ่งชู่" รอยยิ้มสดใสของเจ้านาย

"พรุ่งนี้ บ่าวจะเรียนเชิญอาจารย์มาสอนนะเจ้าค่ะ "

"เรียน เรียนอะไรหรอ" ซูหมี่หันถามบ่าวของตน

"ดนตรี เขียนอ่าน ภาพวาด เย็บปักถักร้อย ....."

"หยุดๆๆ ข้าต้องเรียนหมดนี้เลยหรอ" ไม่มีคำตอบของสองบ่าว คุณหนูเพียงมองใบหน้ามนของสองหญิงสาวแรกแย้มพยักหน้างึกๆ ให้

"ได้ๆ แต่ข้าจะจัดตารางเอง วันเดียวเรียนทั้งหมดนี้ข้าคงตายก่อนเป็นแน่"

"พี่เสี่ยวซุ่งชู่ พรุ่งนี้ ท่านลองหาห้องเช่าเล็กๆ ในตรอกการค้าให้ข้าหนึ่งห้องสิ"

"พี่เสี่ยวเนียวฝนหมึก" เด็กน้อยกระโดดลงจากเก้าอี้อย่างร่าเริงอีกครั้ง ลงมือจรดพู่กันลงกระดาษร่างรูปแบบของร้าน

 

เวลาผ่านไปชั่วยามร่างเล็กๆ ก็ว่างพู่กันลง

"เสร็จเสียที" บรรดาสาวใช้ชะโงกหน้าเข้ามามองกระดาษที่เต็มไปด้วยลายมือไก่เขี่ย

/ต้องเขี่ยวเข็ญ ฝึกคุณหนูให้เขียนพู่กันเสียแล้ว/ เสียงของสองบ่าวนั้นคิดเงียบๆ อยู่ในใจ

"ข้าจะเป็นผู้ตรวจบัญชี"

"ห๊า / ห๊า"

"ชู่!! อย่าเสียดังสิ" ซูหมี่ขวักมือเรียกให้บ่าวสาวก้มลงมาใกล้

"ข้าจะรับจ้างตรวจบัญชี แต่เรื่องนี้ต้องเป็นความลับของพวกเรานะ"

"แต่..."

"ไม่มีแต่ น๊า น๊า"ดวงตาลูกกวางนั้นจับจ้องมายังทั้งสองอย่างคาดหวัง

"เจ้าค่ะ / เจ้าค่ะ" สองสาวตอบออกมาอย่างจนใจ

/ข้าไม่เก่งเรื่องตัวเลขเสียด้วย จะทำอย่างไรดี/ สองสาวนั้นคิดในใจ หากคุณหนูต้องการเล่นเป็นผู้ตรวจเงิน พวกนางก็ไม่อาจฝืน

/เงืน เงิน/

ความคิดของสามนายบ่าวนั้นกลับไปคนละทิศละทาง

 

เช้าวันต่อมาท่านซูจางเหว่ยก็เตรียมเข้าวังหลังเพื่อพบลูกสาวคนโต แต่เท้าที่กำลังก้าวขึ้นรถม้ากลับต้องหยุดชะงักลง เมื่อเสียงเจื้อย แจ้วนั้นรั้งร่างของเขาไว้

"หมี่เออ เจ้าจะไปไหน"

"ข้าจะไปกับท่านพ่อ" ร่างเล็กวิ่งสวนขึ้นไปบนรถมาทันที บิดาไม่อาจขวางบุตรสาวคนนี้ได้ ทำเพียงส่ายหน้ายิ้มๆ และก้าวตามขึ้นรถม้าไป

"ท่านพ่อ ท่านพี่หนิงเฉียงงดงามหรือไม่เจ้าคะ" เด็กน้อยหันถามบิดาถึงบุคคลที่ไม่เคยปรากฎในนิยายที่ตนเคยอ่านเลย

/หนิงเฉียงคนนี้ต้องเป็นตัวละครลับเป็นแน่ ต้องรีบเคลียด่านคนนี้เสียก่อน ลากมาเป็นกำลังเสริมจะได้ปลอดภัย/

"หมี่เออ เจ้าอย่าได้เรียกชื่อพี่สาวเจ้าเด็ดขาดเมื่อเข้าวังหลังแล้ว เรียก ซูเฟย เข้าใจหรือไม่ มิฉะนั้นอาจถูกผู้อื่นหาเรื่องลงโทษเจ้าได้ เจ้าเข้าใจที่พ่อผู้ใช่หรือไม่"

"ลูกสาวแล้ว" รอยยิ้มน่ารักนั้นส่งมาให้บิดาวางใจ

 

เมื่อเกี่ยวนั้นแล่นเข้าสู่วังหลวง ทั้งสองคำจำต้องเดินต่อไปยังส่วนวังหลัง ด้วยพระราชโองการเมื่อคราวก่อนทำให้สองพ่อลูกตระกูลซุนั่งรถม้าเข้ามายังส่วนในได้

"หม่อมฉัน ถวายพระะพรซูเฟย"

/นี้ซูเฟยหรอ ไม่ใช่ตัวละครลับแล้วแบบนี้ นี้มันตัวละครล่องหนแล้ว จืดชืด จืดจางเสียโปร่งใสแล้วแบบนี้/ เสี่ยวหมี่ทำได้เพียงบ่นอยู่ในใจ

"ท่านพ่อ ลุกขึ้นๆ ท่านจะทำให้ข้าอายุสั้น" ร่างของหญิงสาวบอบบางวิ่งเข้ามาคองบิดาอย่างรวดเร็ว

"ซูหมี่ คารวะซูเฟย" เด็กน้อยย่อกายอย่างถูกแบบแผน

"โอ้ นั้นน้องเล็กรึ โตขึ้นมากเสียจริง" ซูเฟย จับจูงน้องสาวขึ้นมา พามานั่งตักอย่างรักใคร่

เจ้าของตำหนักโบกมือเบาๆ เพื่อไล่ข้ารับใช้ออกจากที่ตรงนั้น อย่างรู้ความต้องการของบิดา

"ซูหมี่ เจ้าออกไปเล่นกับพวกนางก่อน เมื่อเจ้าเหนื่อยแล้วค่อยกลับมากินขนมดีหรือไม่" ซูหมี่ทำเพียงยิ้มและพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนออกวิ่งไปหานางกำนัลคนสนิทของพระสนมออกไปเดินเล่นสระบัวใกล้ตำหนักแทน

"พ่อจะทำอย่างไรดีหนิงเฉียง พ่อไม่อยากให้น้องเจ้าต้องแต่งงาน"

"ท่านพ่อไม่ต้องการให้น้องแต่งกับองค์ชายเก้ารึเปล่าเจ้าค่ะ"

"นั้นก็ด้วย" ท่านเสนาบดีทำปากจู๋อย่างแง่งอนเมื่อลูกสาวจับทางได้

"เจ้าก็รู้ว่าเจ้าเด็กนั้นฉลาดเกินไป ทั้งยังเจ้าเล่ห์เหลือเกิน"

"แต่ที่ลูกสังเกตมา องค์ชายเก้าก็หน่วยก้านดีไม่น้อยนะเจ้าค่ะ" พระสนมซูยกชาขึ้นจิบเบาๆ

"เจ้าช่วยหาทางให้พ่อไม่ได้รึ พ่อไม่สันทัดเหลือเกิน"

"ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าช่วงนี้ฮ่องเต้าทรงโปรดปราณสนมใหม่มากเพียงไร หากต้องการยืมมือของลูกในเรื่องใหญ่เช่นนี้ ลูกเห็นที่ว่าคงยากเหลือเกิน" นางกดสายตาลงต่ำเพื่อซ้อนความในบางอย่าง จิบน้ำชาเรื่อยๆ ดังนิสัยที่เคยชิน

"เจ้าฮ่องเต้นั้นทิ้งขว้างลูกงั้นรึ"

"พระองค์ไม่ได้ทิ้งขว้างเจ้าค่ะ....... เพียงแต่ความรักมีจืดจาง ไม่ได้ร้อนแรงดั่งเช่นตอนแรกเริ่ม"

"หย่าเถอะ ไม่นั้นก็หนีกลับไปอยู่บ้านกับพ่อ เพียงเจ้าเพิ่มมาอีกคนข้าเลี้ยงได้ หนิงเฉียง" แขนแข็งแกร่งของบิดาโอบประคองบุตรสาวของตนอย่างรักใคร่หวงแหน

"รู้อย่างนี้ ข้าไม่ยอมให้เจ้าแต่งเสียดีกว่า ข้าส่งให้เจ้าไปบวช" ประโยคแม้ไม่หวานหู หากแต่จริงใจของบิดาเรียกรอยยิ้มบางๆ ได้

"เอาเป็นว่า เจ้าอย่าได้คิดมาก รีดเงินของเจ้าฮ่องเต้นั้นมาให้มากๆ ฮ่าๆๆๆ "

"ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ"

 

ฝ่ายลูกสาวคนเล็กที่ถูกปล่อยออกมาเล็นด้านนอกนั้น เหมือนปล่อยลูกกวางเข้าป่าใหญ่ เด็กน้อยเดินชมดอกไม้นานาพรรณอย่างร่าเริง

แมกไม้นั้นปกคลุม ให้แสงแดดลอดเข้ามาอย่างรำไร เช่นเดียวกับความชอบของเจ้าของตำหนักที่ชอบความเงียบสงบ ปลีกวิเวก

"คุณหนู เชิญที่ศาลากลางน้ำดีหรือไม่เจ้าค่ะ" นางกำนัลแนะนำน้องสาวของผู้เป็นนาย

"อิม" ใบหน้าเล็กๆ นั้นพยักหน้ารับอย่างร่าเริง ตื่นตาตื่นใจถึงความใหญ่โตของพระราชวัง

บรรยายกาศเบื้องหน้านั้นงดงามเหมือนภาพฝัน สระบัวนานาพันธ์ุขนาดใหญ่ ช่วงฤดูร้อนต่างออกดอกอวดความงาม ปลาหลากสีว่ายเวียนวนไปมา

"งามจริง" ร่างเล็กนั้นปีนขึ้นชะโงกหน้ามองวิวทิวทัศน์

"ระวังเจ้าค่ะ" นางกำนัลจับเอวของเด็กน้อยเพื่อป้องกันการตกลงไป

"อ๊า ผ้าเช็ดหน้าข้า (พื้นนั้นแพงมากนะ) " ผ้าเช็ดหน้าผืนบางนั้นล่องลอยไปตามลม ตกอยู่กลางบึงใหญ่ ดวงตาของเจ้าของทำได้เพียงเสียดาย

"คาราวะ องค์ชายเก้าเพคะ" เสียงของบ่าวด้านนอกนั้นเรียกความสนใจของคนในศาลากลางน้ำแทนผ้าเช็ดหน้า ชายหนุ่มอายุวัยสิบสี่สิบห้าชันษา เดินพึ่งพากเข้ามา แม้รูปร่างจะยังไม่มีกล้ามเนื้อหนา แต่ความองอาจและรูปร่างหน้าตานั้นต้องยกย้องว่าหล่อเหลาเหลือเกิน

/ข้ารู้แล้วทำไม ซูหมี่ในนิยายถึงภูมิภูมิใจในการเป็นคู่หมั้นเสียจริง ให้ตายเถอะทำไมหล่ออย่างนี้นะ/

"คารวะองค์ชายเก้าเพคะ" ซูหมี่ย่อทำความเคารพอย่างงดงาม

"นั้นคุณหนูซูนี้ ขออภัยที่เข้ามารบกวน"

/ท่านจงใจมารบกวนชัดๆ เลย แม้ทำมาเป็นพึ่งเห็นข้า/

"มิบังอาจเพคะองค์ชาย" รอยยิ้มสดใสส่งให้อย่างเป็นเอกลักษณ์ ทำให้รู้สึกบริสุทธิ์สดใสแก่ผู้พบเห็น

"นั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าของเจ้ารึ" นิ้วเรียวขององค์ชายชี้ไปยังผ้าเช็ดหน้าสีชมพูนั้นกลางสระบัว

"เพคะ หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ"

"มู่เทียน" เสียงเรียกให้คนข้างตัวนั้นเดินออกมารับคำบัญชาอย่างรู้หน้าที่ ร่างกายกำยำใหญ่โตนั้นกระโดดกระโจนด้วยกำลังภายน้ำ เตะฝ่าเท้าเบาๆ สะกิดผิวน้ำ ขว้าผ้าเช็ดหน้าผืนบางนั้นกลับมา ส่งมาทางองค์ชายเก้า เรียกสายตาของเด็กน้อยนั้นให้มองตามอย่างอาลัยอาวรณ์

"เจ้าอยากได้หรือไม่" องค์ชายเก้านั้นชูผ้าเช็ดหน้าผืนบางนั้นขึ้นมา

/อยากสิ เพราะมันแพงมาก/ แต่ทำได้เพียงพยักหน้าให้ดูน่าสงสารมากที่สุด

"อย่างนั้นก็ต้องมีอะไรแลก"

"หม่อมฉันไม่มีอะไรจะแลกเปลี่ยนเพค่ะ" เด็กน้อยตอบออกไปอย่างใสซื่อ

รอยยิ้มเจ้าเล่นั้นถูกซ้อนอย่างแนบเนียน

"องค์ชายอยากได้อะไรหรอเพคะ" ดวงตากวางนั้นจ้องมองมาอย่างใสซื่อ

/เจ้าหน้าXXX/ เสียงภายในใจนั้นตะโกนออกมากอย่างบ้าคลั้ง

"นั่งดื่มชาเป็นเพื่อนข้าสักครู่ได้หรือไม่ ท่านหญิงซูหมี่"

"เพค่ะ ด้วยความยินดี" ร่างเล็กนั้นนั่งลงโดยไม่รอผู้สูงสัก หยิบขนมเข้าปากทันที เรียกรอยยิ้มบางของเสือยิ้มยากอย่างง่ายดาย

"หม่อมฉันนั่งทานขนมแล้ว ขอผ้าเช็ดหน้าคืนด้วยเพค่ะ" มือเล็กๆ นั้นแบออกตรงหน้าขององค์ชายเก้า

มือใหญ่ของชายหนุ่มวางลงบนมือเล็กอย่างตีมึน

"องค์ชาย ผ้าเข็ดหน้า" ซูหมี่ขยายความ และรีบดึงมือกลับ เมื่อรู้แล้วว่าองค์ชายเก้านั้นหลอกกินเต้าหู้เด็กเล็ก

/เจ้าโลลิคอน/

"ข้าไม่ได้บอกเสียหน่อยว่านั่งกินขนมแล้วจะให้ผ้าเช็ดหน้าคืน"

คำตอบหน้าตายขององค์ชายทำเอาซูหมี่ไปไม่เป็น

/เอากันง่ายๆ แบบนี้เลยหรอ/

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น