ข้าเป็นแค่เด็กรับใช้

ตอนที่ 6 : บทที่ 4

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 115
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 9 ครั้ง
    28 ก.ย. 63

บทที่ 4

เมื่อปัญหาทางการเงินของจวนถูกตรวจสอบยกใหญ่ ทำให้งานต่างๆของจวนถูกตรวจสอบตามไปด้วย ปัญหาที่ถูกมองข้ามในตอนนี้ถูกแก้ไขโดยสองคุณชายของตระกูลทันที
 

แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็ทำให้ทุกคนในจวนต่างมอบความดีความชอบให้น้องสาวคนสุดท้องทั้งหมด

จนคนในบ้านเรียกคุณหนูซูหมี่ว่าเป็นอัจฉริยะสี่ขวบตระกูลซูเสียแล้ว

เรื่องความฉลาดของคุณหนูนั้นคงหนีไม่พ้นพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้เป็นแน่ จึงมีราชโอการเรียกตัวคุณหนูวันสี่ขวบเข้าเฝ้า พร้อมเสนาบดีซู

เช้าตรู่จึงเป็นทำให้คุณหนูตัวน้อยต้องตื่นมาแต่งกายเพื่อเตรียมเข้าเฝ้า ใบหน้าเล็กนั้นงอจนหาความสดใสไม่ได้ เหล่าบ่าวไพร่ต่างเงียบงันเพื่อไม่ขัดหูขัดตาคุณหนูเป็นการดีที่สุด
 

ซูจางเหว่ยนั้นได้แต่สาปแช่งเจ้าฮ่องเต้อัปลักษณ์เหมือนหนีกินผึ้ง งึมงำๆตลอดทางที่จับจูงมือลูกสาว
 

"ท่านพ่อ" มือเล็กนั้นเรียกบิดาเข้ามาใกล้ แขนเล็กๆป้อมๆนั้นกอดคอบิดาก่อนฝังใบหน้าเล็กนั้นซุกไหล่กว้าง และบิดตาลง

คำบ่นสาปแช่งนั้นเงียบ ลูกสาวตัวเล็กของเขานั้นหลับลงเสียแล้ว ทำให้ทุกอย่างเงียบเสียงลง ทั้งรถม้าของจวนที่เดินช้าเหลือเกิน แม้จะมีราชโอการเรียกตัวให้เข้าเฝ้าก็ตาม
 

ร่างเล็กนั้นอยู่ในอ้อมกอดของบิดาตลอดทาง จนถึงห้องทรงพระอักษร

กงกงกำลังจะขานชื่อของเสนาบดี แต่เท้าของบิดาที่ห่วงลูกนั้นเหยียบลงบนเท้าของกงกงอาวุโสเสียก่อน

มือหนานั้นใช้มือจุ๊ปากเพื่อบอกให้อีกฝ่ายเงียบเสียงลง แม้กงกงจะเป็นเพื่อนเล่นกันมาแต่วัยเยาว์ใช่ว่าเสนาบดีซู่ผู้นี้จะเหยียบเท้าของเขาแบบนี้ได้อย่างไรกัน

ร่างอ่อนแอ่นของชายวัยกลางคนนั้นเดินสะบัดเข้าไปด้านในห้องทรงพระอักษรทันที 

ซูจางเหว่ยทำได้แต่เพียงยิ้มแห้งๆส่งให้เป็นการขอโทษเพื่อนไป

"เสนาบดีซูและคุณหนูมาถึงแล้วพะยะค่ะ" ฮ่องเต้นั่งบนเก้าอีกสลักมังกรนั้นขยับมือเบาๆเป็นการอนุญาตให้ทั้งสองเข้ามา

"หม่อมฉันถวายบังคมพะยะค่ะ ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆปี" มือข้างหนึ่งอุ้มบุตรสาวที่กำลังหลับสนิทอยู่ด้วยทำการคารวะนั้นดูแปลกพิกล เรียกความฉงนของผู้เป็นใหญ่ให้เงยหน้าขึ้นมา
 

"ลุกขึ้น" องค์ฮ่องเต้อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมาท่านเสนาบดีซู่ 

หลายคนอาจมองว่าเป็นการไม่บังควร แต่ฮ่องเต้นั้นหาได้สนใจไม่ เพื่อนเล่นกันมาแต่วัยเยาว์นั้น เขาพอจะรู้แจ้งเห็นชาติของเพื่อนคนนี้ที่เห่อลูกสาวตั้งแต่ยังไม่คลอดมาแต่ไหนแต่ไร จึงทำได้เพียงเดินเข้ามาใกล้เพื่อพินิจใบหน้าเด็กน้อย 

"ไหนดูสิ เจ้าหมูน้อยโตขึ้นมากเสียจริง" 

สุรเสียงติดล้อเลียนนั้นทำให้คิ้วกระบี่ของใต้เท้าซู่นั้นขมวดเข้าหากัน เรียกความสนุกสนานของผู้เป็นใหญ่ สิ่งที่แกล้งคนตรงหน้าได้คงเป็นเรื่องลูกสาวคนนี้เสียมากกว่า
 

เขานั้นเหนื่อยใจกับเข้าเพื่อคนนี้เสียจริง ตอนแรกยกตำแหน่งยศใหญ่ให้ลูกชายคนโต แต่ดันเกิดเหตุที่ต้องปฎิเสธทั้งยังไม่อาจนำคนตระกูลซู่เข้ามาเชื่อมสัมพันธ์กับราชสำนักได้อีก ส่วนเจ้าลูกชายคนกลางนั้นก็ดูจะเสเพไปเสียหน่อยในสายตายของตน ส่วน หนิงเฉียง บุตรสาวคนโตของเสนาบดีซูนั้น ก็เข้ามาได้ตำแหน่งเพียง พระสนมเอก เจาหรง เท่านั้น 

คงต้องหวังพึ่งบุตรสาวคนเล็กของคนตรงหน้าเสียแล้ว ยิ่งได้ข่าวความฉลาดเฉลียวของเด็กวัยสี่ขวบปีนั้น แม้ข่าวที่ได้มาอาจจะดูเกินจริงไปเสียบ้าง แต่หน้าตาพริ้มเพรา น่ารักน่าชังแบบนี้ ก็ถือว่ามีคุณสมบัติดีงามเหลือเกิน

การจับจ้องใบหน้าบุตรสาวของตนนั้น ทำให้พ่อจงอางขยับกายเบียงออกเล็กน้อยเพื่อหลบเลี่ยงสายตา
 

"นั่งก่อนจางเหว่ย" ปฎิกิริยาหวงของอีกฝ่ายเรียกร้อยยิ้มละไม เชื้อเชิญให้สหายของตนนั่งลงเสียก่อน

"ข้าได้ข่าวมาว่าลูกสาวคนเล็กของเข้านั้นฉลาดหลักแหลม ข้ามีบางเรื่องที่ต้องให้นางช่วยเหลือ ไม่ทราบว่าจะเป็นการรบกวนบุตรสาวของเจ้ามากไปหรือไม่" คำถามที่เรียกความฉงนนั้นมีมากขึ้นไปอีก

จางเหว่ยจ้องมองใบหน้าของฮ่องเต้ มีบางอย่างบอกกับตัวเองว่าต้องรีบออกไปจากที่นี้ ต้องรีบ
 

"มิกล้า มิกล้า ซูหมี่นั้นเพียงสี่หนาวเท่านั้น ยังคงต้องเรียนรู้หลายสิ่งอีกมาก"

"อย่างงั้นรึ แต่ชาวบ้านต่างสรรเสริญว่า ซูหมี่ของเจ้านั้น เป็นอัจฉริยะ" รอยยิ้มสดใสของฮ่องเต้นั้นยิ้มส่งให้อย่างเป็นมิตร 

"เป็นเพียงลมปากที่กล่าวกันเลื่อนลอยกระหม่อม" 

"นั้นสินะ เลื่อนลอย เลื่อนลอย แต่หากต้องมีมูลเป็นแน่" บทสนทนาที่พยายามปิดจบกลับถูกต่อประโยค

"หม่อมฉันเกรงว่าจะใกล้เวลาเสวยแล้ว ขอทูลลา" ร่างของเสนาบดีซูนั้นหยัดกายลุกขึ้นทันที เพียงรู้ว่าบทสนทนานั้นเหมือนกำลังยื้อเวลาอะไรบางอย่างให้เขานั้นนั่งรอบางสิ่งที่น่ากลัว

"องค์ชายเก้าขอเข้าเฝ้า" เสียงกงกงขานนามผู้มาใหม่ขึ้นทันที

"เข้ามาๆ เจ้าเก้า" ฮ่องเต้รีบลากจูงบุตรชายของตนมายื่นตรงหน้าของเสนาบดีซู

"คารวะองค์ชายเก้า" ใบหน้าบึ้งตึงนั้นจับจ้องเด็กฉลาดตรงหน้าวัยสิบสี่ สิบห้านั้นทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อมต่ออาจารย์

"คารวะท่านอาจารย์"

"เจ้าเก้า มานี้มานี้เร็ว เจ้าว่าน้องหน้ารักหรือไม่" ฮ่องเต้ที่ตอนนี้เปลี่ยนหน้าที่จากคนบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นพ่อสื่ออย่างออกหน้าออกตา

"ท่าน!!!!" เสียงขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เรียกร้อยยิ้มสดใสอย่างปิดไม่มิด

"อื๊ม" เสียงขยับตัวของเด็กน้อยที่ถูกกวน ค่อยลืมตาขึ้นอย่างเหมอๆงงๆ

"ขอรับท่านพ่อ" องค์ชายเก้าขานรับคำถามของบิดาโดยสายตาวางสบดวงตากลมของเด็กหญิงตรงหน้า ไม่กระพริบตา 

เหมือนมีศรนับร้อยนั้นพุ่งตรงเข้าดวงใจของเขา ดวงตาสี่น้ำตาลสดใสนั้นตราตรึงความคิดของเขาเสียแล้ว

"ดีๆ" พ่อสื่อสูงศักดิ์นั้นเดินตรงกลับไปกลับโต๊ะไม้เนื้อดี หยิบจับพู่กันขึ้นจรดกระดาษอย่างรวดเร็ว และยื่นให้กงกงที่ยืนเคียงข้าง

"คุณหนูซูหมี่ บุตรีของทางเสนาบดีซูจางเหว่ย มีกริยามารยาทอ่อนหวานงดงาม ทั้งยังมีสติปัญญาสูงส่ง ให้ดำรงตำแหน่งท่านหญิงยอดคุณธรรม สามารถเข้านอกออกในวังหลวง พร้อมรถม้าและทองสิบหีบเป็นกำนัล และให้มีการหมั้นหมายกับองค์ชายเก้าเมื่อเข้าวัยปักปิ่นต่อไป" 

ราชโองการนั้นเรียกเลือดขึ้นหน้าของบิดาทันที และความตระหนกของคนที่พึ่งตื่นในอ้อมแขน
 

เสนาบดีซู่เดินออกจากห้องทรงพระอักษรไปทันทีโดยไม่คิดจะรับราชโอการหรือหันมากล่าวลาผู้เป็นใหญ่

"เสด็จพ่อทำเช่นนี้จะดีหรอพะยะค่ะ" 

"ฮ่าๆๆ ดี ดี ดี" ฮ่องเต้วัยกลางคนกลับไปนั่งทำงานอย่างสบายอารมณ์ 

ทิ้งให้เพียงองค์ชายเก้านั้นยืมมองท่าทางสนุกสนานของบิดา

มุมริมฝีปากนั้นกระตุกขึ้นยิ้มนิดๆ

 

---------

เอาแบบนี้เลยหรอ ฮ่องเต้!!!! ถามเด็กๆก่อนมั้ย

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 9 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

8 ความคิดเห็น

  1. #5 มาร์คึ@น้องแบม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2563 / 14:31

    ........
    #5
    0