YESTERDAY ❥ Taeten Jaeten Allten {os/sf}

ตอนที่ 4 : (sf) Find you – Taeten

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 934
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 39 ครั้ง
    11 เม.ย. 61


 

Title : Find you

Author : LittleG

Pairing : Taeten

Request by : -

About it : เป็นพลอตที่คิดเล่นๆตอนเที่ยวญี่ปุ่นค่ะ พอดีนั่งอยู่บนรถไฟที่ญี่ปุ่นสาย JR (บอกทำไม?) แล้วอยู่ดีๆก็มีผู้ชายหล่อมากๆมานั่งข้างๆ นี่ไม่กล้าหายใจแรงเลยค่ะ เขินมาก ฮือ หล่อออ ;^; พอกลับมาไทยก็รีบแต่งเรื่องนี้ทันทีเลยเพราะฟีลลิ่งมันให้ ปล. เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ 2 เรื่องบนนะคะ!

 

 

- - - - - | | - - - - - | | - - - - -

 

 

 

          คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตมั้ยครับ?

 

          หา? ผมถามทำไม?

 

          ก็ไม่มีอะไรมากหรอกครับ สิ่งที่ผมเจอก็ไม่รู้ว่าจะเรียกพรหมลิขิตได้มั้ยนะ บางทีมันอาจจะเป็นแค่ความบังเอิญก็ได้ ฮ่าๆๆๆ

 

          งั้นผมเปลี่ยนคำถามดีกว่า

 

          คุณเชื่อเรื่อง รักแรกพบ มั้ยครับ รักที่เกิดขึ้นได้เพียงเพราะสบตาโดยบังเอิญ รักที่เกิดขึ้นได้เพราะโชคชะตาที่นำพาเรามาให้พบกัน

 

          ในตอนแรกผมก็ไม่เชื่อหรอก

 

          แต่..ผมคิดว่าผมกำลังจะเปลี่ยนใจ

 

 

 

 

 

          เราเจอกันครั้งแรกตอนผมอายุเพียงแค่ 14 ปีเท่านั้น มันเป็นวันที่ผมและเพื่อนมาทัศนศึกษากับทางโรงเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น จากกรุงเทพมหานครถึงสนามบินฮาเนดะประเทศญี่ปุ่นก็ใช้เวลาไป 5 ถึง 6 ชั่วโมงโดยประมาณ ไม่อยากบอกว่าผมเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวแค่ไหน..ทันทีที่ลงจากเครื่องก็บิดตัวจนได้ยินเสียงกรอบแกรบ

 

          ช่วงเวลาบ่าย 3 คือช่วงเวลาที่อาจารย์และผู้ดูแลอนุญาตให้ไปเดินเล่นอยู่ในตัวเมืองได้ โดยมีข้อแม้ว่าหากจะไปที่ไหนต้องมั่นใจว่าจะกลับมาถูกและไม่หลงทาง ที่สำคัญที่ต้องไปกันเป็นกลุ่ม..ห้ามเดินเที่ยวคนเดียวเด็ดขาด

 

          กรุงโตเกียวอันเป็นเมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีผู้คนเดินพลุกพล่านอยู่ทั่วทุกที่ โดยเฉพาะในชินจูกูที่เต็มไปด้วยเหล่าวัยรุ่นตั้งแต่เด็กมัธยมต้น มัธยมปลาย วัยมหาลัย ไปจนถึงวัยทำงาน ผมและเพื่อนอย่างโด่งกับโจ้ที่โดยปกติแล้วไม่ชอบสถานที่ที่มีคนเยอะๆจึงตัดสินใจนั่งทานอาหารอยู่ในร้านคาเฟ่แถวๆนั้น

 

          และนั่น..ทำให้ผมได้เจอกับเขา

 

          ผมนั่งทานอาหารอยู่ริมหน้าต่าง นั่นเป็นสาเหตุให้ผมสามารถมองและสังเกตผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้ง่าย ในบรรดาผู้คนทั้งหมด..ใครคนหนึ่งเด่นสะดุดตาขึ้นมาท่ามกลางกลุ่มคนที่แออัดตรงทางม้าลาย ร่างสูงโปร่งดูมีกล้ามเนื้อเล็กน้อยเดินข้ามทางม้าลายด้วยการก้าวเท้าเดินที่สม่ำเสมอ ใบหน้าหล่อเหลาราวกับรูปปั้นสลักเป็นดั่งมนต์สะกดที่ทำให้ผมไม่กล้าละสายตาไปไหน

 

          หากคาดคะเนจากรูปร่างหน้าตาแล้ว..คิดว่าเราคงอายุไม่ต่างกันมากนัก คนแปลกหน้าคนนั้นน่าจะอายุมากกว่าผมซักปีหรือสองปี

 

          ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก

 

          เสียงก้อนเนื้อตรงหน้าอกข้างซ้ายเต้นแรงขึ้นอย่างน่าประหลาด

 

          ผมยังคงมองเขา

 

          ราวกับเรามีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน

 

          มันเป็นเรื่องน้ำเน่า

 

          ผมรู้

 

          มันคงเป็นการเสียมารยาทมากๆที่แอบมองใครคนหนึ่งนานขนาดนี้ นานมาก..นานจนอีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม ไม่รู้สิ..บางทีอีกคนอาจจะแค่มองผ่านไปก็ได้ แต่ลึกๆในใจของผมกลับส่งเสียงค้านขึ้นมาเบาๆ..คนๆนั้นกำลังมองมาที่ผม

 

          “มองไรวะเตนล์” ผมละสายตาออกจากชายแปลกหน้าเพื่อหันมามองหนึ่งในสองเพื่อนสนิทที่สุดอย่างโจ้ที่ชะโงกหน้ามองลงไปด้านล่างบ้าง

 

          “ไม่เห็นมีไรนี่หว่า” ไอโจ้เกาหัวแกรกๆก่อนกลับมาตักข้าวกินเหมือนเดิม และนั่นทำให้ผมทำใจกล้าเหลือบตามองลงไปยังทางเท้าข้างล่างนั่นอีกครั้ง

 

          คนๆนั้นไม่ได้ยืนอยู่ตรงนั้นอีกแล้ว..

 

          “ไอโด่ง ไอโจ้..มึงว่าคนที่อยู่ข้างล่างจะมองเห็นเราปะวะ”

 

          ไอโด่งทำสีหน้าครุ่นคิด

 

          “ไม่รู้ว่ะ แต่นี่มันกระจกปกติปะ..”

 

          “....”

 

”กูว่าเห็น”

 

 

 

 

         

ในตอนนั้น..ผมยังไร้เดียงสาเกินกว่าจะรู้ว่าความรักคืออะไร ผมคิดว่า..ที่ผมใจเต้นแรงคงเป็นเพราะทึ่งในความหล่อของเขา มันก็เหมือนกับผู้ชายเวลาเจอคนสวยมากๆ หรือผู้หญิงเวลาเจอคนหล่อมากๆแหละมั้ง

 

ผมคิดแบบนั้น

 

หลังจากจบทริปผมก็กลับประเทศบ้านเกิด..กาลเวลาที่ผันผ่านทำให้ใบหน้าหล่อเหลาที่ติดอยู่ในความทรงจำเริ่มเลือนราง

 

ผมกลับไปใช้ชีวิตตามปกติของตัวเองอีกครั้ง จนกระทั่งเมื่ออายุ 18..ผมได้กลับไปเยือนที่ประเทศญี่ปุ่นหลังจากที่จากมันไปนานถึง 4 ปี

 

ผมไปเที่ยวกับเพื่อนเนื่องในโอกาสที่จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายและเป็นการฉลองที่สามารถสอบติดมหาวิทยาลัยที่คาดหวังไว้ได้ พวกเราได้กลับไปที่โตเกียวอีกครั้งในเดือนเมษาเช่นเดียวกับเมื่อสี่ปีที่แล้ว..นั่งรถไฟฟ้าเพื่อเดินทางไปยังชิบูย่าซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งช้อปปิ้งที่วัยรุ่นชอบเดินมากที่สุดร่วมกับชินจูกู

 

เราเจอกันอีกครั้งบนรถไฟ

 

เพราะเป็นเวลาบ่ายๆ..ไม่ใช่เวลาทานข้าวหรือเวลาเลิกงานทำให้คนไม่เยอะมากนัก เก้าอี้บนรถไฟจึงว่างพอสำหรับพวกเราทั้งสามคน..บางทีมันอาจจะว่างเกินไปเสียด้วยซ้ำ ผมนั่งเล่นโทรศัพท์คอยเช็คนู่นเช็คนี่ พูดคุยกับเพื่อนบ้างเพื่อฆ่าเวลาเล่นไม่ให้มันน่าเบื่อเกินไปนัก

 

จนกระทั่งรถไฟจอดอยู่ที่สถานีหนึ่งเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้น..ผมไม่ได้สังเกตเลยว่ามีใครคนหนึ่งเดินขึ้นมากับกลุ่มผู้โดยสารชาวญี่ปุ่นนั่นด้วย

 

“แล้วมึงทำไงวะเตนล์”

 

“กูก็เตะมัน ป้าบ! ป้าบ! ป้าบ! แล้วก็โป๊ก!

 

“ขี้โม้จังวะไอหมา”

 

“มึงนั่นแหละหมาไอโจ้! โด่ง! ดูไอโจ้ดิ! มันด่ากูอ่ะ!

 

ผมพูดจากระเง้ากระงอด..ผมเราพูดกันเป็นภาษาไทยและมั่นใจว่าที่นี่คงไม่มีใครฟังเรารู้เรื่อง ผมหัวเราะเบาๆหลังจากที่โด่งเพื่อนรักตบหัวไอโจ้ให้โทษฐานที่มาบอกว่าเขาขี้โม้ (แม้ว่าจะขี้โม้จริงๆก็ตาม) ในตอนนั้นเองที่รถไฟถึงจุดเลี้ยวไปตามลางทำให้ผมซึ่งไม่ทันตั้งตัวเอียงไปทางด้านข้างจนชนเข้ากับใครคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่

 

“โอ๊ะ Sorry” ขอโทษเป็นภาษาอังกฤษชัดถ้อยชัดคำแล้วเงยหน้าขึ้นมองคนตัวสูงคู่กรณี

 

หัวใจของผมเหมือนหยุดเต้นไปในเวลานั้น..

 

ภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเจอโดยบังเอิญเมื่อ 4 ปีที่แล้วลอยวาบเข้ามาในหัว ทั้งๆที่กาลเวลานานขนาดนี้ควรจะทำให้ผมลืมไปแล้ว..ทั้งๆที่เราเจอกันโดยบังเอิญเพียงแค่ครั้งเดียว แถมยังไม่ได้พูดอะไรกันซักคำ คนตรงหน้าเป็นเพียงคนที่เดินบนทางม้าลายแล้วผมบังเอิญเห็นก็เท่านั้น

 

ทั้งที่มันเป็นแบบนั้น..

 

แต่ผมกลับจำหน้าอีกฝ่ายได้ในทันทีที่เจอ

 

ชายแปลกหน้ารูปหล่อยิ้มอย่างใจดีเอาแต่โบกไม้โบกมือยกใหญ่เหมือนจะบอกว่าไม่เป็นไร ผมยิ้มก่อนจะหันกลับไปคุยกับเพื่อนโดยลดระดับเสียงให้เบาลง ทั้งๆที่จริงๆแล้วหัวใจของผมกำลังเต้นโครมครามอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เต้นแรงกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้วเสียอีก..เต้นแรกเสียจนผมแอบกลัวว่ามันจะหลุดออกมา

 

ตลอดระยะทางที่รถไฟแล่น..ผมแอบเหลือบมองเขาทุกครั้งที่มีโอกาส

 

ดวงตากลมโตมีเสน่ห์ จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วโก่งคันธนู ผิวเนียนละเอียดสีขาวออกซีด โครงหน้าเรียวคมดูราวกับนายแบบ..ทุกองค์ประกอบบนใบหน้านั่นทำให้ผมรู้สึกหน้าร้อนวูบอย่างน่าประหลาด

 

จนเมื่อรถไฟถึงสถานีที่เป็นเป้าหมายของผม..ผมลงจากรถไฟไปกับเพื่อน และพึ่งได้สังเกตว่าคนแปลกหน้าเมื่อครู่ก็เดินตามออกมาเช่นกัน เขายืนหยุดอยู่หน้าสถานีรถไฟ..ดวงตาคมคู่นั้นเหล่มองงนาฬิกาบ่อยมากจนผิดสังเกต ผมแอบมองเขาเงียบๆระหว่างรอพวกเพื่อนตัวดีไปซื้อขนมในร้านสะดวกซื้อเล็กๆแห่งหนึ่งในสถานี

 

เด็กผู้หญิงร่างบอบบางคนหนึ่งเดินเข้ามา..เธอสวมชุดนักเรียนมัธยมปลายของญี่ปุ่น กระโปรงลายสก็อตสั้นประมาณต้นขาจนผมแอบสงสัยว่าเธอไม่หนาวบ้างหรืออย่างไร แขนเล็กๆนั่นคล้องแขนร่างสูงคนนั้นอย่างสนิทชิดเชื้อ ใบหน้าสวยหวานราวกับเจ้าหญิงประดับไปด้วยรอยยิ้มสดใสราวกับแสงสว่าง

 

และผู้ชายคนนั้น..ก็ยิ้มตอบกลับ

 

มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นมากเสียจนผมทั้งรู้สึกอบอุ่นและเจ็บปวดไปในเวลาเดียวกัน

 

ผมมองการกระทำของทั้งคู่นิ่งๆ จับมือ คล้องแขน ลูบแก้ม จับหัว

 

มันช่างเป็นการกระทำที่น่ารัก

 

แฟน..ล่ะมั้ง

 

ผมยิ้มให้กับความน่ารักของคู่รักตรงหน้า ทั้งๆที่ในใจกำลังขุ่นมัวเป็นอย่างมาก

 

แม้ไม่อยากจะยอมรับ..แต่ลึกๆแล้วผมกำลังอิจฉาเธอ

 

อิจฉาผู้หญิงคนนั้น

 

ที่ได้รอยยิ้มนั่นไปครอบครอง

 

อิจฉา..ทั้งๆที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองกล้าดียังไงถึงไปอิจฉาเขา

 

เป็นแค่คนแปลกหน้า..ที่เคยเจอกันเพียง 2 ครั้ง

 

มีสิทธิอะไร?

 

          ผมกำมือตัวเองแน่น..รู้สึกหัวใจบีบรัดจนปวดหน่วงอย่างน่าประหลาด ก้าวขาฉับๆไปเร่งพวกโจ้ให้ซื้อของเร็วๆก่อนจะรีบเดินออกจากที่นี่

 

          ไม่อาจทนมองภาพนั้นได้อีกแม้เพียงเสี้ยววินาที

 

 

 

 

 

          ผมคิดว่านั่นคงเป็นการเจอกันครั้งสุดท้าย แต่ผมคิดผิด..

 

ผมไปเที่ยวที่นั่นอีกครั้งตอนอายุ 20 กับพ่อแม่และน้องสาว

 

          เราเจอกันอีกครั้งที่โรงแรมที่ผมไปพัก และเจอกันในช่วงต้นเดือนเมษาเหมือนกับเมื่อหลายปีก่อน

 

          เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระกำลังโรยทำให้ผู้คนจำนวนมากเลือกที่จะเดินออกจากตัวอาคารของโรงแรมแล้วมาถ่ายรูปกับต้นซากุระที่โรงแรมปลูกเอาไว้

 

          ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนที่ทำแบบนั้น

 

          สายลมที่พัดแรงทำให้ดอกซากุระร่วงโรยลงมาดูสวยงามราวกับภาพวาดในหอศิลป์ ทั้งต้นซากุระที่ปลูกเรียงรายอยู่ตามทางที่แม่น้ำไหลผ่าน ทั้งบรรยากาศยามค่ำคืนที่สวยงามแบบไม่อาจหาอะไรมาเปรียบได้

 

          ค่ำคืนที่ทำให้หัวใจของผมรู้สึกสงบ

 

          ทั้งๆที่มันควรจะเป็นแบบนั้น

 

          แต่หัวใจไม่รักดีกลับมาเต้นโครมครามอีกครั้งราวกับมีใครมาตีกลองในอกเมื่อหางตาของผมเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันมาเกือบ 2 ปียืนอยู่ไม่ไกลนักพร้อมกับเพื่อนของเขาอีกไม่กี่คน

 

          ใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูคมและมีอายุขึ้นเล็กน้อย ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ทำให้เขาดูดีน้อยลงเลย..ในทางกลับกันเขากลับดูเท่มากๆเหมือนกับหลุดมาจากนิตยสาร

 

          ผมกำชายเสื้อตัวเองจนมันยับยู่ยี่ อยากจะเดินออกจากตรงนี้แต่เหมือนขาจะไม่มีแรงเอาเสียเลย ภาพเมื่อสองปีที่แล้วฉายเข้ามาในหัว..ผมไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร คงจะเป็นแฟน..บางทีตอนนี้ทั้งคู่อาจจะคบกันอยู่หรือเลิกกันไปแลว

 

          มันไม่ใช่เรื่องของผม..แต่ผมกลับรู้สึกเจ็บปวดเพียงเพราะคิดว่าทั้งคู่อาจจะยังคบกันอยู่

 

          ผมนั่งอยู่ที่เดิมไม่กล้าขยับไปไหน กลุ่มเพื่อนของเขายืนอยู่ไม่ไกลมากนัก อย่างน้อยก็ใกล้พอที่จะทำให้ผมรู้ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน หน้าดีใจเสียจริงที่ทุกคนพูดภาษาญี่ปุ่น..และผมก็เรียนภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นมาบ้างในช่วงว่างๆตอนปิดเทอม

 

          “คิดไงถึงมาญี่ปุ่นวะแทยง”

 

          “ก็กูอยากมา มีปัญหา?

 

          “ไม่ๆ แค่สงสัย เกาหลีก็มีซากุระนี่หว่า ไปดูที่เกาหลีก็ได้ปะวะ”

 

          “กูชอบที่นี่ไง ขี้เสือกนะมึง”

 

          “ด่าไปกูก็ไม่เจ็บ ยอมรับว่าขี้เสือก”

 

          “เออ ไอยู มึงอย่าลืมแอดเฟสใหม่กูนะ Lee taeyong ตอนนี้แม่งโคตรร้าง”

 

          ผมขมวดคิ้ว..เพราะหลังจากนั้นก็ไม่มีภาษาญี่ปุ่นหลุดรอดมาจากกลุ่มของพวกเขาอีก พวกเขาพูดภาษาแปลกๆที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นภาษาเกาหลี ดูจากชื่อของชายคนนั้น..

 

         ลีแทยง

 

         งั้นเหรอ..?

 

          แล้วนี่ผมจะใจเต้นทำไมกัน

 

          คืนนั้นผมเดินกลับห้องด้วยใจที่ระส่ำระส่าย รู้สึกมือไม้สั่นจนหยิบนู่นทำนี่ลำบาก ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง..ไม่ได้ตั้งใจจะก้าวข้ามเส้นกั้นบางๆที่เรียกว่า คนแปลกหน้า

 

ทั้งๆที่เป็นแบบนั้น..

 

          แต่รู้ตัวอีกที..เขาก็เสิร์จชื่อ Lee taeyong ในเฟสบุ๊คเสียแล้ว

 

          รูปโปรไฟล์เป็นใบหน้าหล่อเหลาของคนๆนั้น..ชื่อของอีกฝ่ายถูกสลักไว้ในใจของผมตอนไหนก็ไม่ทราบ ผมกดเข้าไปส่อง..ทุกโพสของแทยงเต็มไปด้วยภาษาเกาหลีและภาษาอังกฤษ

 

          แหงล่ะ แทยงเป็นคนเกาหลี

 

          และเพราะแบบนี้..นั่นทำให้ผมไม่รู้ว่าที่อีกฝ่ายแชร์มันหมายความว่ายังไง

 

          ผมเลื่อนลงไปเรื่อยๆ

 

         นี่ไม่เหมือนกับเฟสที่สร้างขึ้นมาใหม่เลยซักนิด

 

          “เฮ้อ..” ผมถอนหายใจ จดจ้องไปยังปุ่มแอดเฟรนด์บนหน้าจอก่อนมองมันอย่างชั่งใจอยู่พักใหญ่

 

          ถ้าผมแอดเขาไป..เราจะได้รู้จักกัน

 

          ผมจดจ้องมันอยู่แบบนั้น

 

          แต่สุดท้ายแล้ว..ผมก็ทำได้เพียงกดปิดหน้าจอแล้วล้มตัวลงนอน

 

          แอดเขาไปแล้วได้อะไรล่ะ? เราเป็นเพียงแค่คนแปลกหน้าที่เคยเจอกันเพียง 3 ครั้ง เผลอๆอีกคนคงลืมหน้าผมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ เคยคุยกันเหรอ..ก็ไม่นี่ ถ้าไม่นับตอนขอโทษตอนนั้นก็ไม่เคยคุยกันเลยซักคำ

 

          แล้วจะให้แอดไปในสถานะอะไร

 

          นอกจากจะไม่ได้รู้จักกันแล้ว ยังอยู่คนละประเทศ คนละสัญชาติ คนละเชื้อชาติ พูดกันคนละภาษา..ถ้าอยู่ๆแอดไปมันไม่ผิดสังเกตเหรอ

 

          นั่นสินะ..

 

          ผมยิ้มอย่างขมขื่น..เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋ากางเกงก่อนจะล้มตัวนอน

 

         แค่คนแปลกหน้าที่เคยเจอกันที่ต่างประเทศแค่ 3 ครั้ง..จะไปอะไรมากมาย

 

 

 

 

 

          ตอนนั้น..ผมคิดแบบนั้น

 

          และทั้งๆที่คิดแบบนั้น..แต่ก็ยังอุตส่าห์ตามส่องเฟสของผู้ชายคนนั้นทุกวี่ทุกวันจนเพื่อนบอกว่าผมเป็นบ้า เป็นบ้าที่ไปหลงรักผู้ชายแปลกหน้าที่เคยเจอกันเพียงไม่กี่ครั้ง

 

         ใช่ ผมคงบ้าไปแล้วจริงๆ

 

          ตอนนี้ผมมาทำงานที่เกาหลี คุณก็รู้ใช่มั้ยว่าผมพูดเกาหลีไม่ได้..แต่ผมมาทำงานที่นี่เพราะผมรักประเทศนี้ ประเทศนี่อากาศเย็นๆ มีหิมะและซากุระเหมือนที่ญี่ปุ่น สัญญาณ Wifi ก็เร็วมากๆ การจราจรจัดการได้ดีเยี่ยม ผมชอบภาษาเกาหลี ชอบผู้คนที่นี่..

 

          โอเค

 

         ผมโกหก

 

          ผมไม่ชอบอากาศหนาว ไม่ชอบหิมะ ไม่ได้ชอบผู้คนที่นี่ ไม่ได้ชอบซากุระของที่นี่เหมือนที่ญี่ปุ่น และไม่ได้ชอบภาษาเกาหลี

 

          แต่ผมมาทำงานที่นี่หลังจากเรียนจบปริญญาโทเพราะอยากเจอใครบางคนที่เป็นคนที่นี่ต่างหาก

 

         แทยงเป็นคนเกาหลี

 

          และผมลงทุนทำทุกอย่างที่ผมไม่ชอบเพราะอยากตามหาเขา อยากเจอเขาอีกครั้ง..

 

          บัญชีเฟสบุ๊คของเขาที่ผมเคยชอบไปส่องถูกปิดไปตั้งแต่ไม่กี่ปีก่อน นั่นทำให้ผมไม่รู้ว่าจะไปติดต่อหรือตามหาเขาได้ที่ไหน ทางเดียวที่คิดได้..คือมาทำงานในประเทศที่เขาอยู่

 

         ผมโง่มากใช่มั้ย

 

          อืม ผมโง่

 

          ผมใช้เวลาตามหาเขาอยู่หลายปี ทุกครั้งที่ว่างจะพยายามเดินทางไปยังที่นั่นที่นี่ จังหวัดนั้นจังหวัดนี้เพื่อตามหาผู้ชายที่ชื่อลีแทยง พยายามถามเพื่อนที่ทำงานทุกคนว่ารู้จักผู้ชายคนนี้มั้ย

 

          แต่ก็ไม่มีเบาะแสอะไรเลย ไม่มีใครรู้จัก หาตัวไม่เจอ เหมือนกับลีแทยงไม่เคยมีตัวตนอยู่จริงๆ

 

          มึงพึ่งเจอกับเขาแค่ 3 ครั้ง..แต่เก็บไปเพ้อจนอายุปูนนี้ ถ้าเป็นหนังกูคงบอกว่ามันเป็นพรหมลิขิตหรืออะไรก็ว่าไป แต่นี่คือชีวิตจริง..กลับบ้านและเลิกฟุ้งซ่าน เลิกคิดถึงคนที่มึงอาจจะไม่มีวันได้เจออีกได้แล้ว

 

         กูคิดเหมือนโด่ง กลับไทยได้แล้วเตนล์..ชีวิตที่เกาหลีไม่เข้ากับมึง กูอยากให้มึงกลับมาที่นี่ กลับมาที่ๆมึงสบายใจ ถือว่ากูขอร้อง

 

          คำพูดของเพื่อนสนิททั้งสองที่พึ่งคุยกันไปเมื่อวานทางโทรศัพท์ลอยเข้ามาในหัว

 

          หรือบางที..

 

          ผมควรจะพอ

 

          ผมหลับตาลงเอนกายพิงเบาะโซฟาอย่างเหนื่อยล้า นี่เป็นปีที่สามแล้วที่ผมอาศัยอยู่ที่เกาหลี ผมยิ้มเยาะตัวเองในใจเบาๆ

 

          นี่มันชีวิตจริงไม่ใช่นิยาย

 

          พระเจ้าอาจจะสร้างเราให้มาเจอกัน สร้างผมขึ้นมาให้ตกหลุมรักเขา สร้างผมขึ้นมาให้ตามหาเขา แต่พระเจ้า..ท่านคงไม่ได้สร้างเราให้มาคู่กัน

 

          ความบังเอิญที่ทำให้เราได้มาเจอกันอาจทำให้ผมรักเขา

 

         แต่มันไม่ได้ทำให้เราคู่กัน

 

          ถึงอย่างนั้น..

 

       ผมก็จะตามหาเขาต่อไป

 

         

 

 

 

 

 

 

 

S
N
A
P
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 39 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67 ความคิดเห็น

  1. #61 LALALAAA (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มกราคม 2562 / 00:07
    โอ้ยยมีต่อมั้ยง่าา เขินมากทั้งๆที่เขาแค่เจอกัน
    #61
    0
  2. #49 ABABTTKHK (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 08:36
    รอจ้าาาาารรรรรรรรรรรรรรรรรรร
    #49
    0
  3. #34 Tem009 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 20 เมษายน 2561 / 23:27
    โอ้ยย แงงง ต่อปะคะฮืออ มันดีมากเลย
    #34
    0
  4. #18 yoursbroccoli (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 22:27
    แทยงอ่อยป่ะเนี่ยย5555555
    #18
    0
  5. #17 cassysanuk (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 เมษายน 2561 / 21:23
    โรแมนติกมากๆเลยค่ะ ขอให้เขาได้เจอกันนะคะ แทยงจะจำเตนล์ได้บ้างหรือเปล่า
    #17
    0