YESTERDAY ❥ Taeten Jaeten Allten {os/sf}

ตอนที่ 10 : (sf) Without you, Anymore – Taeten

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 446
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    6 มิ.ย. 61


 

Title : Without you, Anymore

Author : LittleG

Pairing : Taeten

Request by : -

About it : ไม่อยากพูดอะไรมาก กลัวสปอยล์ เอาเป็นว่าอ่านเองนะคะ T-T ปล.อย่าเชื่อในสิ่งที่ได้อ่านค่ะ

 

 

- - - - - | | - - - - - | | - - - - -

 

 

 

เมื่อเขาหายไป

 

ผมทำอะไรไม่ได้เลย

 

ได้แต่ร้องไห้อยู่ตรงนั้นเหมือนคนบ้า

 

เราไม่ได้เลิกกัน เขาไม่ได้พูดอะไร ไม่มีแม้แต่คำบอกลา

 

แค่อยู่ดีๆก็หายไป

 

เหมือนกับเรื่องระหว่างเรา..มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

และทิ้งผมไว้คนเดียว

 

เหลือเพียงแค่ผม

 

ไม่มีเขา

 

และไม่มีคำว่าเราอีกต่อไป

 

 

 

          นัยน์ตากวางจดจ้องแผ่นกระดาษในมือนิ่ง..ในหัวประมวลผลถึงคำพูดทุกอย่างที่ได้ยินมาในวันนี้ พลางจินตนาการถึงเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้น..จินตนาการถึงใครบางคนที่อาจจะกลับมาหลังจากหายตัวไปกว่า 3 ปี

 

          เพื่อนสนิทอย่างคิมโดยองผู้ซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้าไม่ได้พูดกล่าวอะไรต่อ

 

          อีกฝ่ายเพียงแค่มองเขาเหมือนกำลังลอบสังเกตว่าเขาจะโต้ตอบอะไรรึเปล่า

 

          “ทำไมฉันต้องสนใจ” เขายักไหล่ ทำเหมือนเรื่องที่เพื่อนพูดมานั้นช่างไร้สาระเสียเต็มประดา เสตามองไปยังอีกด้านของบานกระจก..ผู้คนที่เดินขวักไขว่กันอยู่ตรงถนนไม่มีใครสนใจสายตาของเขาซักเท่าใดนัก คนเหล่านั้นต่างสนใจเพียงเรื่องของตัวเอง..ความเร่งรีบคือสิ่งที่เขาสังเกตเห็น คงเพราะนี่เป็นเวลาเกือบสายทำให้พวกเขาต้องรีบเดินทางไปทำงานเพื่อที่จะได้ไม่ถูกเจ้านายดุ หรือนักเรียนกลุ่มนั้นที่รีบไปโรงเรียนเพราะกลัวครูฝ่ายปกครอง

 

          “สนใจหน่อยก็ดี เตนล์

 

          “..ฉันไม่แคร์”

 

          “นายโกหก”

 

          เตนล์เม้มริมฝีปาก..ใบหน้าน่ารักดูไม่สบอารมณ์ที่เพื่อนตัวดีรู้ทันไปเสียทุกอย่าง ในขณะเดียวกันดวงตาไร้ประกายคู่นั้นก็ไหววูบขึ้นมาเพียงชั่วครู่

 

          “ฉันเปล่า”

 

          “อ๋อ..เหรอ”

 

          “นายจะคิดยังไงก็ตามใจ ฉันพูดความจริง” เชิดหน้าขึ้นแสดงความดื้อรั้น อาการแบบนั้นมันทำให้เพื่อนสนิทอย่างโดยองอดไม่ได้ที่จะหมั่นเขี้ยวจนต้องหยิกแก้มนุ่มๆนั่นไปซักที ร่างโปร่งหยัดตัวยืนขึ้น

 

          “งั้นเหรอ? คิดว่าฉันจะเชื่อนายสินะ”

 

          “ก็ฉันไม่ได้โกหก”

 

          “เฮ้อ เอาเถอะ ถึงเวลาเรียนของฉันแล้ว ไปล่ะ” วางเงินบนโต๊ะก่อนหมุนตัวตั้งท่าจะเดินจากไป ทว่า..ก่อนที่จะทำเช่นนั้นก็หันหลังกลับมาพร้อมกับยิ้มบางบนใบหน้า สบตากับดวงตาไร้ประกายของเพื่อนสนิทที่สั่นระรัวริกราวกับเปลวไฟต้องลม

 

          “หมอนั่น..กลับมาแล้วจริงๆนะ”

 

          โดยองเดินออกจากร้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่..เขาก็ไม่มั่นใจนัก เพราะหลังจากที่อีกฝ่ายพูดประโยคนั้นเขาก็เอาแต่ตกอยู่ในภวังค์จนตัดขาดกับการรับรู้สิ่งรอบข้างไปจนหมด เพียงประโยคเดียวที่ลอยวนอยู่ในหัว..ก็ทำให้ก้อนเนื้อน้อยๆบริเวณอกข้างซ้ายสั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบจะหลุดออกมา รู้สึกหัวตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออกเลยซักนิด

 

          จนสุดท้ายก็ต้องพับเก็บหนังสือและงานบนโต๊ะทั้งหมดใส่กระเป๋าเมื่อคิดได้แล้วว่าต่อให้นั่งแช่อยู่ที่นี่ต่อไปก็คงไม่ได้ทำให้งานทั้งหมดกระเตื้องขึ้นมา

 

          เขาสะพายกระเป๋าด้วยไหล่เพียงข้างเดียว ในมือทั้งสองข้างหอบหนังสือและแฟ้มมากมายกอดไว้แนบอก เดินออกจากร้านด้วยความทุลักทุเลจนพนักงานในร้านทนมองไม่ไหวแล้วอาสาช่วยถือของ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังปฏิเสธ

 

          เขาเดินไปตามเส้นทางบนถนน..ผู้คนที่เคยเดินกันขวักไขว่เต็มถนนเริ่มจางลงเนื่องจากนี่เป็นช่วงเวลาทำงานและเวลาเรียนของนักเรียน โชคยังดีที่คอนโดของเขาอยู่ไม่ไกลนักจึงไม่จำเป็นต้องเดินไกลโดยที่มีของมากมายขนาดนี้

 

         ผลั่ก!

 

          “อ้ะ” ของทั้งหมดร่วงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น

 

          เขาที่ล้มลงหยัดตัวขึ้นปัดเศษฝุ่นบริเวณเสื้อและกางเกงออก มองหญิงสาวรูปร่างบอบบางตรงหน้าที่มีสีหน้าตกใจและช่วยเขาเก็บของพร้อมกับพร่ำบอกคำขอโทษไม่หยุด

 

          “ขอโทษจริงๆนะคะ ฉันไม่ระวังเอง ขอโทษค่ะ!” เธอย่อตัวลงเก็บหนังสือและกระดาษมากมายมาให้เขา ริมฝีปากจิ้มลิ้มนั้นยังคงกล่าวขอโทษซ้ำไปมาด้วยความรู้สึกผิด

 

          “ไม่เป็นไรครับ ไม่เป็นไรจริงๆ” ยิ้มแห้งก่อนช่วยเธอเก็บกระดาษมากมายที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นถนน เธอน้ำตารื้น..ยังคงช่วยเขาเก็บของอย่างรวดเร็วและบอกขอโทษไปด้วยแม้เขาจะบอกว่าไม่เป็นไร

 

          และในตอนนั้น..

 

          “ผมช่วยนะ” เสียงที่เขาคิดว่ามันคุ้นหูดังขึ้นเหนือศีรษะ ใครบางคนที่น่าจะเป็นผู้ชายเพราะคาดคะเนจากเสียงทุ้มต่ำนั่นย่อตัวลงก่อนบรรจงเก็บแผ่นกระดาษทั้งหลายและจัดเรียงมันไว้ให้เรียบร้อย

 

          เตนล์เงยหน้าขึ้น ตั้งใจจะเอ่ยคำขอบคุณ

 

          “ขอบคุณคร---“

 

          เหมือนโลกทั้งใบหยุดหมุน..นัยน์ตาเรียวรีที่เคยไร้ประกายเบิกกว้างและสั่นระริก เสียงโครมครามดังขึ้นในอกไม่หยุดเหมือนมีใครมาตีกลองอยู่ข้างใน เขารู้สึกตื้อๆและคิดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ

 

          เขากระพริบตา

 

          “ขอบคุณครับ” คว้าของในมือชายคนนั้นมากอดไว้แนบอก หันไปบอกหญิงสาวว่าไม่เป็นไรก่อนที่เธอจะขอโทษซ้ำอีกครั้งและวิ่งออกไปเพื่อทำธุระของเธอต่อ

 

          แต่ชายตรงหน้ายังคงหยุดอยู่ที่เดิม

 

          “ไง” คำทักทายคุ้นหูดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มบางๆที่ปรากฎบนใบหน้าหล่อคมคายของอีกฝ่ายช้าๆ คนที่เขาพยายามคิดว่าเป็นคนๆเดียวกับชายในความทรงจำอันแสนหวาน

 

          “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ พี่แทยง” เขาตอบ ลอบมองใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างพินิจ หล่อขึ้นกว่าเดิม..แหงล่ะ นี่มันผ่านมา 3 ปีแล้ว

 

          “อืม สบายดีมั้ย”

 

          “...”

 

          “ฉัน..”

 

          เขายิ้ม ส่ายหน้าไปมาเพื่อหยุดคำขอโทษของอีกฝ่าย “ช่างมันเถอะ”

 

          “อืม”

 

          ถ้าให้เปรียบเทียบมันก็คงเหมือนกับเวลาหยุดหมุน พวกเขาไม่ได้พูดคุย..ไม่ได้ทำอะไร เพียงแค่ยืนอยู่ที่เดิมและมองหน้ากันเพียงเท่านั้น เหมือนกับความคิดถึงที่เคยอัดอั้นอยู่ในอกทะลักออกมา และเตนล์รู้สึกเหมือนอยากจะร้องไห้

 

          “ฉันช่วยถือนะ”

 

          “เอาสิ”

 

          ไม่มีคำพูดอื่นอีกหลังจากนี้ พวกเขาไม่ได้พูดอะไรกันอีก..เพียงแค่เดินเคียงข้างกันมาเรื่อยๆและเข้าไปในคอนโดเตนล์ ระหว่างทางตรงหน้าคอนโด..ยามคนหนึ่งทักทายอีกฝ่ายด้วยความเป็นมิตร อีกทั้งยังถามด้วยว่าอีกฝ่ายหายไปไหนมาตั้ง 3 ปี ปล่อยเจ้าหนูนี่เหงาอยู่คนเดียวได้ไง ไปเรียนต่อเหรอ?

 

          ซึ่งคนตัวสูงก็เท่าเพียงแย้มยิ้มกลับไปพร้อมเอาถุงขนมในกระเป๋ายื่นให้อีกฝ่ายไปเท่านั้นเหมือนที่เคยทำมาโดยตลอด

 

          ขาทั้งสองคู่หยุดลงหน้าบานประตู..เตนล์เปิดเข้าไปข้างในพร้อมกับเชิญให้อีกฝ่ายเข้ามาดื่มอะไรซักหน่อย ห้องนี้ไม่ต่างอะไรไปจากเมื่อหลายปีก่อนเลยซักนิด เขารินชาที่อีกฝ่ายเคยชอบนักหนาใส่แก้วกระเบื้อง..ทุกสิ่งที่เกี่ยวกับอีแทยงเตนล์จำได้หมดทุกอย่าง

 

          “ขอโทษนะ ฉันไม่ดื่มชาแล้ว” เขาชะงักมือ..

 

          “อ้ะ โทษที..ผมลืมตัว” ยกยิ้มอย่างขมขื่นก่อนเปลี่ยนไปชงกาแฟดำให้อีกฝ่าย

 

          พวกเขานั่งอยู่ตรงโซฟาเงียบๆ ไม่มีใครพูดอะไรออกมา ความคิดหลากหลายอย่างประเดประดังเข้ามาในหัว เตนล์รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ..ทั้งอึดอัดและหายใจไม่ออก เขารู้สึกเหมือนกำลังขาดอากาศหายใจไม่มีผิด

 

          ใบหน้าของแทยงนิ่งจนน่าใจหาย

 

          “เธอยังไม่ตอบคำถามนั้นเลย”

 

          “อะไร?” คนตัวเล็กเลิกคิ้ว

 

          “เธอ..สบายดีมั้ย”

 

          “อืม ก็ดี แล้วพี่ล่ะ”

 

          แทยงเสตามองไปทางอื่น นัยน์ตาคมของเขาวูบไหวอย่างน่าประหลาด “อืม ก็ดีแหละ”

 

          มันเป็นบทสนทนาสุดเบสิคที่ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศที่แสนน่าอึดอัดนี้จางลงไปแม้แต่น้อย กลับกันมันกลับยิ่งทำให้เตนล์รู้สึกหน่วงราวกับมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจของเขาให้แหลกคามือไปเสียอย่างนั้น เขาลอบมองคนตรงหน้า..จินตนาการถึงใบหน้าที่คุ้นเคยเมื่อ 3 ปีก่อน

 

          แทยงเปลี่ยนไปมาก..จริงๆนั่นแหละ

 

          ร่างสูงหยัดตัวลุกขึ้น..เดินวนรอบห้องของเขา ก่อนที่เจ้าตัวจะหยิบกรอบรูปขึ้นมา..ภายในเป็นรูปคู่เพียงรูปเดียวของเราสองคน ดวงตาคมคู่นั้นมองมันด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจดวงน้อยหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม

 

          “เตนล์”

 

          “ว่าไง”

 

          “เธอยังดื้อเหมือนเดิมรึเปล่า”

 

          “ฮึ” เขาแค่นหัวเราะ นึกย้อนกลับไปว่าเมื่อก่อนนั้นตัวเองเอาแต่ใจและขี้หึงมากแค่ไหน จำกัดกรอบในชีวิตของอีกฝ่ายจนอีกฝ่ายตัดขาดจากเพื่อนฝูงโดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง ไม่ได้ไปเที่ยวหรือมีชีวิตที่สนุกสนานและโลดโผนเหมือนที่วัยรุ่นคนอื่นมีเพียงเพราะไม่อยากทะเลาะกับเขา

 

          เราทะเลาะกันทุกวัน

 

          แต่เราก็กลับมาดีกันทุกครั้ง

 

          จนมันเหมือนเป็นเรื่องปกติระหว่างเรา

 

          “ลองถามคิมโดยองดูสิ” ลากชื่อเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวมาเอี่ยวก่อนแค่นยิ้มเหมือนกำลังเยาะเย้ยตัวเอง

 

          “แน่นอน ฉันถามแล้ว..หมอนั่นบอกเธอดีขึ้นมาก ฉันแค่อยากรู้จากปากเธอ”

 

          “อ๋อเหรอ..”

 

          “....”

 

          “งั้นผมถามพี่บ้างได้มั้ย?

 

          นัยน์ตาเรียวรีของเขาวูบไหว รู้สึกได้ถึงความชื้นเล็กน้อยบริเวณกระบอกตาและภาพของชายตรงหน้าที่เริ่มพร่าเลือนขึ้นเรื่อยๆ รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังหลงทางอยู่ในเขาวงกตที่มืดมิดและไร้ซึ่งหนทางออก ไม่มีแสงสว่าง..ทุกอย่างดำมืดจนน่ากลัว

 

          และเหนือสิ่งอื่นใด..ที่ตรงนั้นมีเขาเพียงคนเดียว

 

          เขานึกย้อนไปถึงอดีต

 

          พวกเราที่ทะเลาะกันทุกวัน..และทะเลาะกันหนักขึ้นเรื่อยๆ

 

          แต่พอกลับมาคืนดีกัน..พวกเราก็รักกันมากกว่าเดิม

 

          ความรักของเรามันควรจะแน่นแฟ้นที่สุดจนไม่มีอะไรมาแยกจากกันได้ เขาเคยคิดแบบนั้น..จนกระทั่งวันที่อีแทยงหายไปจากชีวิต วันนั้นเราไม่ได้ทะเลาะอะไรกัน..และไม่ได้มีเรื่องที่ไหน อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะบอกลา..ไม่แม้แต่จะมาให้เห็นหน้าเป็นครั้งสุดท้าย คิดจะไปก็ไป..ก็คงเหมือนกับในตอนแรกที่คิดจะจีบก็จีบโดยไม่สนใจความรู้สึกของเขา

 

          วันนั้นเขาพึ่งกลับมาจากมหาลัย..แล้วก็ค้นพบว่าข้าวของทุกอย่างในห้องหายไปจนหมด

 

          “วันนั้นน่ะ..พี่หายไปไหน”

 

          ไม่มีคำตอบใดๆออกมาจากปากของอีแทยง

 

          เขาไม่ได้ตอบ..ว่าตลอดระยะเวลาทั้งหมด 3 ปีที่แสนยาวนานนั้นเขาหายไปไหน เตนล์แค่นยิ้มด้วยความขมขื่น ในแววตานั้นดูพังทลายราวกับลูกแก้วที่แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ เตนล์ในตอนนี้ดูราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ตกลงมาจากที่สูงจนเหลือเพียงเศษซากที่กระจัดกระจาย

 

          “ทำไมถึงไม่ตอบล่ะ..ทำไมถึงไม่ตอบ!” เขาตะโกน..ความรู้สึกมากมายที่อัดอั้นอยู่ในใจระเบิดออกมาหลังจากที่ต้นเหตุของทุกอย่างกลับเข้ามาในชีวิตและไปสะกิดมันเข้า

 

          อีแทยงก้มหน้าจนคางชิดอก..แววตาที่ยากจะบอกความรู้สึกนั้นราวกับมีดคมที่คอยกรีดหัวใจดวงน้อยจนกลายเป็นรอยแผลเหวอะหวะ

 

          “บอกมาซิวะ! ทำไมอยู่ๆก็หายไป! ทำไมไม่ติดต่อกลับมา!! อย่างน้อย..”

 

          เสียงของคนตัวเล็กเริ่มสั่น

 

          “ฮึก..อย่าง อย่างน้อย..”

 

          “...”

 

          “ก็บอกเหตุผล ฮึก อึก บอกเหตุผลกันบ้าง”

 

          “...”

 

          “..ทำไมจู่ๆก็หายไป ทำไมต้องทิ้งผมไม่ตรงนี้! ทำไมไม่บอกอะไรเลย! ไม่แม้แต่จะบอกเลิก..ฮึก พี่ไม่ได้บอกเลิกผมด้วยซ้ำ! คิดจะผูกผมเอาไว้ให้ซื่อสัตย์กับพี่ชั่วชีวิตรึไง!!

 

          “...”

 

          “ตอบผมมา! ตอบผมมาสิ!

 

          “...”

 

          ร่างเล็กพุ่งไปหาคนตัวสูง กำมือขึ้นทุบอกของอีกฝ่ายไม่หยุด

 

          “บอกผมมาสิ ฮึก..บอกมาสิ อีแทยง!

 

          “ฉันขอโทษ”

 

          แขนแกร่งโอบรอบเอวของคนตัวเล็กเอาไว้แล้วรวบรัดเข้ามาจนใบหน้าน่ารักแนบชิดกับอก พร่ำบอกขอโทษด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ..มือแกร่งลูบศีรษะของอีกฝ่ายไปมาคล้ายกำลังปลอบประโลมให้จิตใจที่แหลกสลายสมานตัวให้กลับมาเหมือนเดิม

 

          ทั้งๆที่รู้ว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้

 

          “ฉัน..ขอโทษ ขอโทษนะเตนล์”

 

          เสื้อเชิ้ตสีขาวเปียกชุ่มไปด้วยคราบน้ำตา เตนล์ร้องไห้หนักกว่าที่เคย..เหมือนกับกำลังระเบิดความรู้สึกทุกอย่างที่อัดอั้นไว้ตลอด 3 ปีออกมา “ขอโทษจริงๆ”

 

          เตนล์กอดแทยงแน่น..มือเล็กขยุ้มเสื้อของอีกฝ่ายจนมันเป็นรอยยับยู่ยี่

 

          ความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เขารู้สึปลอดภัย..แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกเจ็บปวด

 

          ใช่ เขากำลังรู้สึกเจ็บปวด

 

          หลังจากวันนั้นที่แทยงหายไป..เตนล์ก็เฝ้าอธิษฐาน ขอเพียงแค่ได้เจอซักครั้ง..เตนล์จะขอโทษสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา ขอโทษที่เอาแต่ใจ ขอโทษที่ขี้วีน ขอโทษที่ทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนอีกฝ่ายอึดอัด

 

          แต่เขาขอโทษไม่ออก

 

          ความโกรธ ความเสียใจ ความเหงา ความโดดเดี่ยว ความรู้สึกมากมายที่ระเบิดออกมาทำให้เขารู้สึกอยากจะเป็นบ้า รู้สึกหน้ามืดตามัว..ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนั้น มันทั้งอึดอัดและสับสนไปหมด ทำได้แค่ร้องไห้..

 

          เตนล์ก็ยังคงเป็นเตนล์

 

          เตนล์ที่ทำอะไรไม่ได้เลย..เตนล์ที่ทำได้แค่เพียงร้องไห้จะเป็นจะตาย

 

         เตนล์..ที่รักษาอะไรไว้ไม่ได้เลยซักอย่าง

 

          “ผม..” คนตัวเล็กเปิดปากพูด เงยหน้าขึ้นประสานสายตากับนัยน์ตาคมของอีแทยงที่มองเขาอยู่ก่อนแล้ว เพียงแค่สบตา..น้ำตาที่พึ่งแห้งเหือดไปก็เหมือนจะไหลออกมาอีกรอบ

 

          “ผมก็ขอโทษ ฮึก..”

 

          “..!!

 

          นัยน์ตาคมเบิกกว้าง

 

          “ผมขอโทษ ฮึก ฮือ ขอโทษ..อึก ขอโทษที่เอาแต่ใจ ขอโทษที่ดื้อ ฮือออ พี่แทยง แท..ยง ฮึก ผมขอโทษ” ก้มหน้าลงแนบกับฝ่ามือทั้งสองข้าง ปล่อยโฮออกมาอีกครั้งหลังจากที่พึ่งร้องไห้ไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้า รับรู้ถึงสายตาที่มองมาเหมือนไม่อยากจะเชื่อ..คงเพราะเมื่อก่อนเตนล์นั้นไม่เคยขอโทษใครก่อน ทิฐิสูงดั่งกำแพงเหล็กที่ตั้งตระหง่านและหนาจนไม่มีใครทำลายได้ง่ายๆ

 

          แต่ถึงอย่างนั้น

 

          คนอย่างเตนล์กำลังขอโทษ อีแทยง

 

          “ฮึก..ผมคิดถึงพี่ ผมขอโทษ ผมจะไม่งี่เง่าแล้ว จะไม่เอาแต่ใจแล้ว”

 

          “...”

 

          “ขอโทษ จะให้ขอโทษอีกกี่พันรอบก็ได้ ฮึก อึก..แต่ กลับมาเถอะ ผม..ฮึก”

 

          “ฉัน..”

 

          “ผมรักพี่จริงๆนะ ผ ผมอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีพี่ ฮือ ขอโทษ ขอโทษ”

 

          ดวงตาคมวูบไหว ฝ่ามือหนาลูบหัวทุยๆของคนตัวเล็กไปมา ยกยิ้มบางบนใบหน้าเมื่อเห็นท่าทางสำนึกผิดที่น่าเอ็นดู

 

          “ไม่เป็นไรนะเตนล์ อย่าร้อง”

 

          “ฮึก”

 

          “ไม่เป็นไรนะ ฉันหายโกรธเธอแล้ว..ฉันยกโทษให้เธอนะ”

 

          “ฮึก ฮือ แทยง..พ พี่แทยง”

 

          “ฉันก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเธอ”

 

          “...”

 

         “เรากลับมา..เริ่มใหม่อีกครั้งมั้ย?

 

 

 

ทั้งหมดนี้..มันคือสิ่งที่เตนล์ปรารถนา

 

 

 

          “คัท!!” เสียงก้องของผู้กำกับดังขึ้น ร่างสองร่างที่กอดกันพร้อมคราบน้ำตาบนใบหน้าผละออกจากกันในทันที เตนล์ปาดน้ำตาออก..มองผู้กับกำกับที่ยิ้มอย่างพอใจผลงานของเขาด้วยสายตาที่ยากจะอธิบายความรู้สึก

 

          เขาเหลือบมองชายหนุ่มร่างสูงข้างกายที่เช็ดคราบน้ำตาปลอมๆนั่นออกจนหมด

 

 

 

เขาคือเตนล์..

 

 

 

          “ทำได้ดีมากจองอู! นายแสดงเก่งมากจนฉันคิดว่านายเป็นแทยงจริงๆเลย!

 

 

 

แต่ผู้ชายที่อยู่ข้างๆเขาไม่ใช่ อีแทยง

 

 

 

          “ขอบคุณครับ” ชายหนุ่มอายุน้อยส่งรอยยิ้มแห่งความปิติยินดีให้ผู้กำกับหนังวัยกลางคน ชายวัยกลางคนเดินมาพูดจาชื่นชมยกยอเขาต่อ และเขาก็ทำได้เพียงยิ้มรับคำชมนั้นก่อนขอตัวไปแต่งหน้าเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ฉากต่อไป

 

          เขานึกถึงฉากที่ต้องเอาชาให้จองอูที่รับบทเป็นแทยงดื่ม จองอูไม่ชอบดื่มชา..เรื่องนั้นเขารู้อยู่แล้ว และในบทคือเขาต้องชงกาแฟให้เด็กหนุ่มคนนั้นตั้งแต่แรก..แต่ด้วยความเคยชินหรืออะไรบางอย่าง ทำให้สุดท้ายแล้วเขาก็ชงชาไปอีกจนได้

 

          “นายร้องไห้”

 

          คิมโดยอง..เพื่อนสนิทของเขามองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาความคิด นัยน์ตาคู่นั้นจดจ้องเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าราวกับกำลังพินิจว่ามีส่วนใดของเขาบ้างที่แตกต่างออกไป

 

          “ฉันไม่เป็นไร”

 

          “ไม่เชื่อ”

 

          “อะไรของนาย”

 

          “ยังคิดถึงเขาอยู่เหรอ?

 

          เตนล์ชะงัก นัยน์ตากลมสั่นไหว “อืม”

 

          “พูดตรงๆนะ ถึงฉันจะบ่นนายรอบที่ล้านแล้ว แต่ขอบ่นรอบที่ล้านหนึ่งอีกซักรอบเถอะ” นายก็พูดแบบนี้ประจำก่อนจะเริ่มบ่นฉัน เตนล์คิดในใจ

 

          “ทำไมนายถึงยอมให้ตาลุงบ้านั่นเอาชีวิตนายมาทำเป็นหนัง? ไม่ดิ แค่ทำเป็นหนังอย่างเดียวยังพอว่า แต่นี่ดันเลือกให้นายมาแสดงเป็นตัวเอกเนี่ยนะ? เฮ้ย! อย่างน้อยคิดถึงความรู้สึกของนายหน่อยก็ได้ปะวะ! โคตรบ้าอ่ะ”

 

          “เอาน่า”

 

          “นายก็ด้วย! แทนที่จะปฏิเสธดันเออออไปกับเขาอีก โถ่เว้ย! เครียด!

 

          “ฉันไม่เป็นไรจริงๆ” ยิ้มบางให้เพื่อนสบายใจแต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นสายตาดุดันพร้อมกับใบหน้าที่เหมือนกับว่าถ้าพูดขัดอะไรอีกนิดเดียวจะด่าเขารัวๆเป็นปืนกลจนกว่าเขาจะแก้วหูแตกตาย

 

          เตนล์นั่งฟังโดยองบ่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเจ้าตัวหมดแรงและเดินออกจากห้องแต่งตัวไป เขาแค่นหัวเราะในลำคอ

 

          ก็โง่เหมือนกับที่มันบอกจริงๆนั่นแหละ

 

 

 

ในบทละคร..แทยงกับเตนล์ได้มาเจอกัน

 

แทยงกลับมาหาเตนล์

 

พวกเขาได้เริ่มต้นกันใหม่

 

 

 

          “เตนล์! เตรียมตัวเข้าฉากต่อไปได้แล้วนะ!

 

 

 

แต่ในชีวิตจริงนั้นไม่ใช่

 

แทยงหายตัวไปโดยไม่แม้แต่จะบอกลา

 

เขาไม่แม้แต่จะบอกเลิก

 

เขาหายไป 6 ปี

 

และเขาไม่ได้กลับมาอีกเลย

 

เขาหายไปจากชีวิตของเตนล์โดยสมบูรณ์

 

 

 

          “เอ้า หยุดได้แล้ว เมาเป็นหมาแล้วน่ะ” เฉียนคุน แย่งแก้วในมือของเขาออกก่อนยกมันให้ นากาโมโตะ ยูตะ ดื่ม  เขาตั้งท่าจะโวยวาย..แต่เมื่อเห็นสายตาดุๆเป็นเชิงปรามนั่นแล้วก็ทำได้เพียงเม้มปากแล้วทำตัวสงบเสงี่ยมแต่โดยดี

 

          “นายก็จริงๆเลย ยังอุตส่าห์ใจดีไปแสดงหนังบ้าๆนั่นอีก ไร้สาระชะมัด”

 

          ยูตะบ่นก่อนกระดกของเหลวสีอำพันในแก้วทรงสูงอย่างรวดเร็วด้วยสีหน้าที่ดูไม่สบอารมณ์มากนัก

 

          “ขอโทษ..” พึมพำเสียงเบาด้วยสติที่ยังไม่กลับคืนมามากนัก ดวงตาฉ่ำวาวมองเพื่อนสนิททั้ง 3 คนอย่างนึกขอโทษในใจ ทั้งโดยอง คุน หรือแม้แต่ยูตะต้องถ่อมาหาเขาถึงนี่เพราะกลัวว่าเขาจะทำอะไรโง่ๆ

 

          ไร้สาระ

 

          ถ้าเขาคิดจะทำ..คงทำไปตั้งนานแล้ว

 

          ไม่อยู่มาถึง 6 ปีแบบนี้หรอก

 

          “ช่างมันเถอะ” โดยองว่าก่อนฟุบหน้าลงกับโต๊ะ เช่นเดียวกับยูตะและคุนที่ถอนหายใจอย่างหน่ายๆแล้วเดินออกจากที่นั่งเพื่อตกเหยื่อที่ฟลอร์เต้นรำ

 

          นัยน์ตากลมหลุบตาต่ำมองมือทั้งสองข้างที่กุมอยู่บนหน้าตัก ในหัวพาลคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆในอดีตมากมาย ทั้งความทรงจำที่สวยงามและแสนเศร้า..เขายกยิ้มอย่างขมขื่นเมื่อของเหลวสีใสที่คลออยู่ตรงกระบอกตาทำท่าจะไหลลงมาอีกครั้ง

 

          นี่มัน..แย่จริงๆ

 

          ร่างเล็กหยัดตัวลุกขึ้น..หอบสังขารเดินโซเซไปยังห้องน้ำที่อยู่ไม่ไกลมากนัก

 

         ผลั่ก!

 

          ใครบางคนชนเขาจนล้มลงไปกองอยู่กับพื้น เขาสะบัดหัวไปมาไล่ความมึนงงและเรียกสติของตัวเอง รู้สึกเหมือนร่างกายมันหนักอึ้งไปหมด เวียนหัวเหมือนโลกมันหมุนเคว้งจนลุกขึ้นมาไม่ได้

 

          “เป็นอะไรมากมั้ย” เสียงของใครบางคนดังขึ้นเหนือหัว ดวงตาเรียวรีที่ฉ่ำวาวเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์เบิกกว้าง น้ำเสียงที่คุ้นเคยดังก้องอยู่ในหูจนเผลอคิดว่าตัวเองหูแว่วไปเองหรือเปล่า หัวใจที่เต้นอย่างเชื่องช้ามาตลอดหลายปีเต้นเร็วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เตนล์เงยหน้าขึ้น..ทอดมองสายตาไปยังคนบางคนที่ยื่นมือออกมาช่วยเหลือ

 

          ใครบางคนที่ยังคงเหลือตัวตนอยู่ในความทรงจำของเขาไม่จางหายไปไหน

 

          “ให้ฉันช่วยเธอนะ”

 

          คนตัวเล็กน้ำตาไหลอาบแก้ม ในขณะที่มือก็ยื่นไปเพื่อน้อมรับความช่วยเหลือนั้น ริมฝีปากบางพึมพำเสียงแผ่ว สติที่หายไปเพราะฤทธิ์ของมึนเมาลอยกลับเข้าร่างแทบจะในทันที

 

          “พี่..”

  

 

 

 

 

++++++++++++++++

 

 จบแล้วค่ะ จบแล้วจริงๆ 5555555555555555

ไม่ได้ตั้งใจปล่อยให้ค้างนะคะ แต่แนะนำให้มโนเรื่องต่อจากนี้กันเอง เพราะนี่คือจบแล้ว ไม่มีตอนต่อจร้า (แต่ถ้าดูแล้วกระแสตอบรับโอเคอาจจะมีสเปตอนทั้งคู่คบกันให้ค่ะ แอบน่ารักใสๆ ไม่ดราม่าแน่นอน)

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

67 ความคิดเห็น

  1. #54 chxyxhyun (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2561 / 21:13
    ฮืออออ กลับมาแล้วใช่มั้ยยยย ไปไหนมา ฮืออออ
    #54
    0
  2. #53 KF1020 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2561 / 01:13
    อะเดี๋ยวๆ. แงงงงงงง้
    #53
    0
  3. #52 Tem009 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 2 มิถุนายน 2561 / 23:30
    ……เอ๊ะ…
    #52
    0